อุ้งเชิงกราน คืออะไร? วิธีบริหารให้แข็งแรง ไม่หย่อนคล้อย
เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC
อุ้งเชิงกราน
- อุ้งเชิงกราน คืออะไร อยู่ตรงไหน วิธีรักษาอาการหย่อนคล้อย
- อุ้งเชิงกรานคืออะไร อยู่ส่วนไหนของร่างกาย
- กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานคืออะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง
- อุ้งเชิงกรานหย่อนคืออะไร สาเหตุและอาการที่ควรรู้
- 1.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร
- 2.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากอายุที่มากขึ้น
- 3.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน
- 4.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากการยกของหนักเป็นประจำ
- 5.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากอาการไอเรื้อรัง หรือท้องผูกบ่อย
- 6.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากการผ่าตัดหรือความผิดปกติของเนื้อเยื่อ
- อาการของอุ้งเชิงกรานหย่อน
- อุ้งเชิงกรานหย่อนรักษาได้ไหม มีวิธีไหนบ้าง
- กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกี่ยวข้องกับอุ้งเชิงกรานอย่างไร
- ทำไมหลังคลอดถึงเสี่ยงอุ้งเชิงกรานหย่อน
- ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ทำอย่างไรให้ถูกต้อง
- 1.ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน - ท่าขมิบกล้ามเนื้อ
- 2.ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน - ท่าสะพาน
- 3.ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน - ท่าสควอท
- 4.ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน - ท่าเกร็งค้าง
- 5.ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน - ท่านอนยกขา
- ออกกำลังกายที่ช่วยเสริมความแข็งแรงอุ้งเชิงกราน
- Program Emsella เก้าอี้กระชับน้องสาว
- หลักการทำงานของ Program Emsella
- ใครที่เหมาะกับ Program Emsella
- ขั้นตอนการทำ Program Emsella
- ผลลัพธ์หลังทำ Program Emsella
- ข้อดีของ Program Emsella
- ข้อจำกัดของ Program Emsella
- ข้อระวังในการทำ Program Emsella
- วิธีดูแลอุ้งเชิงกรานสำหรับผู้หญิงทุกวัย
- ป้องกันอุ้งเชิงกรานหย่อน ทำได้อย่างไรบ้าง
- สรุปเกี่ยวกับอุ้งเชิงกราน
อุ้งเชิงกราน คืออะไร อยู่ตรงไหน วิธีรักษาอาการหย่อนคล้อย
อุ้งเชิงกรานเป็นโครงสร้างสำคัญที่ช่วยพยุงอวัยวะภายในบริเวณช่องท้องส่วนล่าง ทั้งกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และมดลูกในผู้หญิง เมื่อกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณนี้อ่อนแรง อาจนำไปสู่ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ปัสสาวะเล็ด ความรู้สึกหน่วงบริเวณช่องคลอด หรือความไม่สบายตัวขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ ปัญหานี้สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกวัย โดยเฉพาะหลังคลอดหรือเมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้นการทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน และแนวทางการรักษาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพในระยะยาว
อุ้งเชิงกรานคืออะไร อยู่ส่วนไหนของร่างกาย
อุ้งเชิงกราน (Pelvis) คือโครงสร้างกระดูกขนาดใหญ่บริเวณช่วงล่างของลำตัว ทำหน้าที่เป็นฐานรองรับน้ำหนักของร่างกายส่วนบน และเป็นที่อยู่ของอวัยวะสำคัญหลายระบบ
อุ้งเชิงกรานจะอยู่บริเวณช่วงล่างของหน้าท้อง ระหว่างเอวกับต้นขา หรือพูดง่าย ๆ คืออยู่บริเวณสะโพกและเชิงกราน โดยเชื่อมต่อระหว่างกระดูกสันหลังกับขาทั้งสองข้าง
อุ้งเชิงกรานประกอบด้วยกระดูกหลัก ได้แก่
- กระดูกสะโพกซ้าย–ขวา
- กระดูกกระเบนเหน็บ (ส่วนปลายของกระดูกสันหลัง)
- กระดูกก้นกบ
หน้าที่ของอุ้งเชิงกราน ได้แก่
- อุ้งเชิงกรานช่วยรองรับน้ำหนักจากลำตัวส่วนบน
- อุ้งเชิงกรานช่วยในการเคลื่อนไหว เช่น การเดิน นั่ง ยืน
- อุ้งเชิงกรานช่วยปกป้องอวัยวะภายใน เช่น กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และอวัยวะสืบพันธุ์
- ในผู้หญิง อุ้งเชิงกรานยังมีบทบาทสำคัญในการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร
กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานคืออะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง
กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Pelvic floor muscles) คือกลุ่มกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณฐานของอุ้งเชิงกราน มีลักษณะเหมือนเปลหรือแผ่นรอง ที่พาดอยู่ด้านล่างของช่องเชิงกราน เพื่อรองรับอวัยวะภายใน กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอยู่บริเวณช่วงล่างสุดของอุ้งเชิงกราน ใต้กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และอวัยวะสืบพันธุ์ พาดจากด้านหน้าไปด้านหลัง (บริเวณหัวหน่าวถึงก้นกบ)
หน้าที่ของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
- กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำหน้าที่พยุงอวัยวะภายใน ช่วยรองรับกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และมดลูก (ในผู้หญิง) ไม่ให้อวัยวะหย่อนลง
- กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำหน้าที่ควบคุมการขับถ่าย ช่วยควบคุมการปัสสาวะและอุจจาระ โดยการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ
- กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเกี่ยวข้องกับการทำงานทางเพศ มีบทบาทต่อความรู้สึกและการทำงานของอวัยวะเพศทั้งในผู้ชายและผู้หญิง
- กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานช่วยพยุงลำตัวและการเคลื่อนไหว ทำงานร่วมกับกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลัง เพื่อช่วยพยุงแกนกลางลำตัว
- กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานสำคัญต่อการตั้งครรภ์และการคลอด (ในผู้หญิง) ช่วยรองรับน้ำหนักของทารก และมีบทบาทในกระบวนการคลอด
สรุป กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานคือกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่เหมือน “ฐานรองรับ” ของอวัยวะในช่องท้องส่วนล่าง พร้อมทั้งช่วยควบคุมการขับถ่ายและสนับสนุนการทำงานของร่างกายในหลายระบบ
หากกล้ามเนื้อส่วนนี้อ่อนแรง อาจทำให้เกิดปัญหา เช่น ปัสสาวะเล็ด อวัยวะหย่อน หรือปวดเชิงกรานได้ จึงมักมีการแนะนำให้ฝึกท่าบริหาร เช่น ขมิบกล้ามเนื้อ เพื่อเสริมความแข็งแรง
อุ้งเชิงกรานหย่อนคืออะไร สาเหตุและอาการที่ควรรู้
อุ้งเชิงกรานหย่อน คือภาวะที่กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อในอุ้งเชิงกรานอ่อนแรง ทำให้ไม่สามารถพยุงอวัยวะภายในได้ดีเหมือนเดิม ส่งผลให้อวัยวะ เช่น กระเพาะปัสสาวะ มดลูก หรือลำไส้ เลื่อนต่ำลงหรือยื่นออกมาทางช่องคลอดในผู้หญิง อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากสาเหตุที่มักเกี่ยวข้องกับความอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยมีปัจจัยเสี่ยง เช่น
1.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร
อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร โดยเฉพาะการคลอดธรรมชาติ หรือคลอดหลายครั้ง ทำให้กล้ามเนื้อยืดและอ่อนแรง
2.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากอายุที่มากขึ้น
อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากอายุที่มากขึ้น เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ฮอร์โมนลดลง โดยเฉพาะในช่วงวัยหมดประจำเดือน ทำให้เนื้อเยื่อเสื่อม
3.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน
อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน เนื่องจากแรงกดในช่องท้องมากขึ้น ส่งผลต่ออุ้งเชิงกราน
4.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากการยกของหนักเป็นประจำ
อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากการยกของหนักเป็นประจำ เนื่องจากเพิ่มแรงดันในช่องท้อง ทำให้กล้ามเนื้อรับภาระมากเกินไป
5.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากอาการไอเรื้อรัง หรือท้องผูกบ่อย
อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากอาการไอเรื้อรัง หรือท้องผูกบ่อย เนื่องจากการเบ่งหรือไอบ่อย ๆ ทำให้แรงดันลงที่อุ้งเชิงกราน
6.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากการผ่าตัดหรือความผิดปกติของเนื้อเยื่อ
อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากการผ่าตัดหรือความผิดปกติของเนื้อเยื่อ เช่น เคยผ่าตัดมดลูก หรือมีเนื้อเยื่ออ่อนแอตั้งแต่กำเนิด
อาการของอุ้งเชิงกรานหย่อน
อาการจะแตกต่างกันตามความรุนแรง แต่ที่พบบ่อย ได้แก่
- รู้สึกหน่วงหรือหนักบริเวณช่องคลอด เหมือนมีอะไรถ่วงหรือกดอยู่ด้านล่าง
- มีก้อนหรือเนื้อยื่นออกมา อาจคลำเจอหรือลักษณะเหมือนมีก้อนโผล่บริเวณช่องคลอด
- ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะเล็ด กลั้นไม่อยู่ ปัสสาวะไม่สุด หรือปัสสาวะบ่อย
- ขับถ่ายลำบาก บางรายต้องเบ่งมาก หรือรู้สึกถ่ายไม่สุด
- เจ็บหรือไม่สบายขณะมีเพศสัมพันธ์
- ปวดหลังส่วนล่าง หรือปวดเชิงกราน
อุ้งเชิงกรานหย่อนรักษาได้ไหม มีวิธีไหนบ้าง
อุ้งเชิงกรานหย่อนสามารถรักษาได้ โดยวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ สุขภาพโดยรวม และความต้องการของผู้ป่วย ซึ่งมีทั้งแบบไม่ผ่าตัดและการผ่าตัด
1.การรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนแบบไม่ผ่าตัด
การรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนแบบไม่ผ่าตัดเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงหรือเริ่มต้น
- การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้อวัยวะภายในถูกพยุงได้ดีขึ้น ต้องทำอย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นผล
- กายภาพบำบัดอุ้งเชิงกราน นักกายภาพจะช่วยฝึกการใช้กล้ามเนื้ออย่างถูกต้อง อาจมีเครื่องมือช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อร่วมด้วย
- การใช้อุปกรณ์พยุงช่องคลอด เป็นอุปกรณ์ใส่ในช่องคลอดเพื่อช่วยพยุงอวัยวะไม่ให้หย่อนลง เหมาะกับผู้ที่ยังไม่ต้องการผ่าตัด หรือมีข้อจำกัดในการผ่าตัด
- ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ควบคุมน้ำหนัก หลีกเลี่ยงยกของหนัก รักษาท้องผูก และดูแลอาการไอเรื้อรัง
2.การรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนด้วยยา
การรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนด้วยยา ในบางรายแพทย์อาจพิจารณาใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเฉพาะที่ เช่น ยาทาหรือยาเหน็บช่องคลอด เพื่อช่วยให้เนื้อเยื่อแข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
3.การรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนด้วยการผ่าตัด
การรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนด้วยการผ่าตัดเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง หรือวิธีอื่นไม่ได้ผล
- การผ่าตัดซ่อมแซมอุ้งเชิงกราน เป็นการยกและเสริมความแข็งแรงของเนื้อเยื่อที่หย่อน อาจใช้เนื้อเยื่อของตัวเองหรือวัสดุพิเศษช่วยพยุง
- การผ่าตัดมดลูก (ในบางกรณี) หากมีมดลูกหย่อนร่วมด้วย อาจพิจารณาตัดมดลูกและซ่อมแซมโครงสร้างร่วมกัน
กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกี่ยวข้องกับอุ้งเชิงกรานอย่างไร
ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary incontinence) มีความเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยตรง เนื่องจากกล้ามเนื้อส่วนนี้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการปัสสาวะ
กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำหน้าที่พยุงกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม พร้อมทั้งช่วยควบคุมการเปิด–ปิดของท่อปัสสาวะ เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรง จะสามารถเกร็งตัวเพื่อป้องกันไม่ให้ปัสสาวะไหลออกโดยไม่ตั้งใจ
ในทางตรงกันข้าม หากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง จะทำให้การควบคุมลดลง ส่งผลให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ดหรือกลั้นไม่อยู่ได้ง่าย
เมื่อมีแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น เช่น การไอ จาม หัวเราะ ออกกำลังกาย หรือยกของหนัก แรงดันจะถูกส่งลงมาที่กระเพาะปัสสาวะ หากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานไม่แข็งแรงพอ จะไม่สามารถต้านแรงนี้ได้ ทำให้เกิดการรั่วของปัสสาวะ
ประเภทของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
- ภาวะปัสสาวะเล็ดขณะออกแรง มักเกิดจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง ทำให้มีอาการเวลาไอ จาม หรือเคลื่อนไหว
- ภาวะปวดปัสสาวะฉับพลัน เกิดจากการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติร่วมกับการควบคุมที่ลดลง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
- การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร
- อายุที่เพิ่มขึ้น
- ฮอร์โมนที่ลดลง
- ภาวะน้ำหนักเกิน
- อาการไอเรื้อรัง
- การท้องผูก
ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรงได้
สรุป ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เกิดขึ้นจากการที่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานไม่สามารถทำหน้าที่พยุงและควบคุมการปัสสาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนนี้ เช่น การฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน จึงมีความสำคัญในการช่วยป้องกันและบรรเทาอาการได้อย่างเหมาะสม
ทำไมหลังคลอดถึงเสี่ยงอุ้งเชิงกรานหย่อน
หลังคลอด ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน เนื่องจากโครงสร้างกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณนี้ถูกใช้งานและยืดขยายอย่างมากในช่วงตั้งครรภ์และการคลอด สาเหตุที่ทำให้อุ้งเชิงกรานหย่อนหลังคลอด ได้แก่
1.กล้ามเนื้อถูกยืดและอ่อนแรง
ระหว่างตั้งครรภ์ น้ำหนักของมดลูกและทารกจะกดลงบนอุ้งเชิงกรานตลอดเวลา ทำให้กล้ามเนื้อถูกยืดออก และหลังคลอดอาจไม่สามารถกลับมาแข็งแรงได้ทันที
2.การคลอดทางช่องคลอด
การคลอดธรรมชาติทำให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณอุ้งเชิงกรานต้องขยายตัวอย่างมาก บางรายอาจเกิดการฉีกขาดหรือบาดเจ็บ ส่งผลให้ความสามารถในการพยุงอวัยวะลดลง
3.เส้นประสาทถูกกระทบกระเทือน
แรงกดและการยืดขณะคลอด อาจส่งผลต่อเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อลดลง
4.ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
ในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน เช่น รีแลกซิน (Relaxin) เพื่อให้เอ็นและเนื้อเยื่อยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ผลข้างเคียงคือทำให้โครงสร้างพยุงอวัยวะอ่อนตัวลง
5.การคลอดหลายครั้ง
ยิ่งคลอดบุตรหลายครั้ง ความเสี่ยงที่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานจะอ่อนแรงและหย่อนมากขึ้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
6.ปัจจัยร่วมหลังคลอด
เช่น การยกของหนักเร็วเกินไป ไอเรื้อรัง ท้องผูก หรือไม่ได้ฟื้นฟูกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน อาจทำให้อาการแย่ลง
ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ทำอย่างไรให้ถูกต้อง
ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เป็นวิธีช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนนี้ ลดความเสี่ยงอุ้งเชิงกรานหย่อน และช่วยเรื่องกลั้นปัสสาวะได้ดีขึ้น โดยสามารถทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน ดังนี้
1.ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน - ท่าขมิบกล้ามเนื้อ
เป็นท่าพื้นฐานที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานให้แข็งแรง วิธีทำคือ เกร็งกล้ามเนื้อเหมือนตอนกลั้นปัสสาวะ ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วคลาย 5 วินาที ทำซ้ำ 10–15 ครั้ง ต่อเซต วันละ 3–4 เซต ไม่เกร็งหน้าท้อง ต้นขา หรือก้นร่วมด้วย หายใจตามปกติ ไม่กลั้นหายใจ
2.ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน - ท่าสะพาน
ช่วยเสริมความแข็งแรงร่วมกับกล้ามเนื้อแกนกลาง วิธีทำคือ นอนหงาย ชันเข่า วางเท้าราบกับพื้น ยกสะโพกขึ้น พร้อมขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ค้างไว้ 5–10 วินาที แล้วลดลง ทำซ้ำ 10–15 ครั้ง
3.ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน - ท่าสควอท
ช่วยกระตุ้นการทำงานของอุ้งเชิงกรานและขา วิธีทำคือ ยืนแยกเท้ากว้างระดับไหล่ ย่อตัวลงเหมือนนั่งเก้าอี้ พร้อมขมิบกล้ามเนื้อ แล้วดันตัวกลับขึ้น ทำซ้ำ 10–15 ครั้ง
4.ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน - ท่าเกร็งค้าง
ช่วยเพิ่มการตอบสนองของกล้ามเนื้อ วิธีทำคือ ขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานแบบเร็ว ๆ เกร็ง 1 วินาที คลาย 1 วินาที ทำ 10–20 ครั้งต่อเซต
5.ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน - ท่านอนยกขา
ช่วยเสริมการทำงานร่วมกับหน้าท้อง วิธีทำคือ นอนหงาย เหยียดขาตรง ยกขาขึ้นทีละข้าง พร้อมขมิบอุ้งเชิงกราน ค้าง 5 วินาที แล้ววางลง ทำข้างละ 10 ครั้ง
ออกกำลังกายที่ช่วยเสริมความแข็งแรงอุ้งเชิงกราน
การออกกำลังกายที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ควรเป็นรูปแบบที่เน้นการเกร็ง ควบคุม และพยุงแกนกลางลำตัว โดยสามารถทำได้ทั้งแบบเฉพาะจุดและแบบออกกำลังกายร่วมกับกล้ามเนื้อส่วนอื่น
1.การขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
การขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นวิธีที่ตรงจุดที่สุด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและการควบคุมกล้ามเนื้อโดยตรง เหมาะสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปัสสาวะเล็ดหรือหลังคลอด
2.พิลาทิส
พิลาทิสเป็นการออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ช่วยให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานร่วมกับหน้าท้องและหลังได้ดีขึ้น เหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟูและเสริมความแข็งแรงแบบเป็นระบบ
3.โยคะ
การเล่นโยคะบางท่าจะช่วยกระตุ้นการทำงานของอุ้งเชิงกราน เช่น ท่าสะพาน ท่าเด็กหมอบ ท่าแมว–วัว ช่วยเพิ่มทั้งความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ
4.เวทเทรนนิ่ง
เวทเทรนนิ่งเป็นการออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อ เช่น สควอท เดดลิฟต์ หรือยกน้ำหนัก ช่วยกระตุ้นการทำงานของอุ้งเชิงกรานร่วมกับแกนกลางลำตัว ควรทำด้วยท่าที่ถูกต้องและไม่ใช้น้ำหนักมากเกินไป โดยเฉพาะผู้เริ่มต้น
5.การออกกำลังกายแกนกลางลำตัว
การออกกำลังกายแกนกลางลำตัว เช่น ท่าแพลงก์ (Plank) หรือ ท่าบริดจ์ (Bridge) ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบลำตัว ซึ่งทำงานสัมพันธ์กับอุ้งเชิงกราน
6.การเดินหรือออกกำลังกายเบา ๆ
การเดินหรือออกกำลังกายเบา ๆ แม้ไม่ใช่การฝึกเฉพาะจุด แต่ช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อโดยรวม เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่เพิ่งฟื้นตัวหลังคลอด
Program Emsella เก้าอี้กระชับน้องสาว
Emsella คือเครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มสูง (HIFEM) ใช้สำหรับลดปัสสาวะเล็ด และช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณช่องคลอดและอุ้งเชิงกรานแข็งแรงขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัด
หลักการทำงานของ Program Emsella
เครื่องจะส่งคลื่นแม่เหล็กผ่านเสื้อผ้าเข้าไปกระตุ้นกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อแบบลึกและถี่มาก โดย 1 ครั้ง เทียบเท่าการขมิบหลายพันครั้ง ผลคือกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น พยุงท่อปัสสาวะดีขึ้น ลดอาการปัสสาวะเล็ด เพิ่มความกระชับของช่องคลอดในระดับหนึ่ง
ใครที่เหมาะกับ Program Emsella
- ผู้ที่มีปัญหาปัสสาวะเล็ดเวลาไอ จาม ออกแรง
- ผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง เช่น หลังคลอด
- ผู้ที่ทำท่าขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเองแล้วไม่เห็นผล หรือทำไม่ถูกวิธี
ขั้นตอนการทำ Program Emsella
- นั่งบนเก้าอี้ (ไม่ต้องถอดเสื้อผ้า)
- ใช้เวลาประมาณ 20–30 นาทีต่อครั้ง
- ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมประมาณ 6–8 ครั้ง/คอร์ส
ระหว่างทำจะรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อถูกขมิบเองเป็นจังหวะ
ผลลัพธ์หลังทำ Program Emsella
- เริ่มดีขึ้นหลังทำไป 3–4 ครั้ง
- บริเวณน้องสาวกระชับดีขึ้นชัดเจนหลังจบคอร์ส
- ผลอยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือน (ขึ้นกับพฤติกรรมและความรุนแรง)
ข้อดีของ Program Emsella
- ไม่เจ็บ ไม่ต้องผ่าตัด
- ไม่ต้องพักฟื้นนาน
- ใช้เวลาในการทำไม่นาน
ข้อจำกัดของ Program Emsella
- ไม่ได้กระชับช่องคลอดแบบโครงสร้างเหมือนผ่าตัด
- ผลลัพธ์ขึ้นกับความสม่ำเสมอ และอาการตั้งต้น
- อาการรุนแรงมากอาจไม่เพียงพอ ต้องใช้วิธีอื่น
ข้อระวังในการทำ Program Emsella
ห้ามใช้ในคนที่มีโลหะฝังในร่างกายบางชนิด หญิงตั้งครรภ์ ควรประเมินโดยแพทย์ก่อนทำ
วิธีดูแลอุ้งเชิงกรานสำหรับผู้หญิงทุกวัย
วิธีดูแลอุ้งเชิงกรานสำหรับผู้หญิงทุกวัย เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันปัญหา เช่น อุ้งเชิงกรานหย่อน ปัสสาวะเล็ด และช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นในระยะยาว โดยสามารถดูแลได้ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยผู้สูงอายุ
1.บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างสม่ำเสมอ
การขมิบกล้ามเนื้อ เป็นวิธีพื้นฐานที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ควรทำเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้กล้ามเนื้อสามารถพยุงอวัยวะและควบคุมการขับถ่ายได้ดี
2.หลีกเลี่ยงการเบ่งหรือเพิ่มแรงดันในช่องท้อง
การเบ่งถ่ายแรง ๆ ไอเรื้อรัง หรือยกของหนักบ่อย จะเพิ่มแรงกดลงที่อุ้งเชิงกราน ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงเร็วขึ้น ควรปรับพฤติกรรม เช่น ไม่กลั้นอุจจาระ และรักษาอาการไอให้หาย
3.ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดต่ออุ้งเชิงกราน การรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะหย่อน
4.เลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสม
ควรเน้นการออกกำลังกายที่เสริมแกนกลางลำตัว เช่น พิลาทิส โยคะ หรือท่าบริดจ์ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่กระแทกแรง หากมีอาการอุ้งเชิงกรานอ่อนแรง
5.ดูแลหลังคลอดอย่างถูกวิธี
หลังคลอดควรเริ่มฟื้นฟูกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงการยกของหนักในช่วงแรก และพักผ่อนให้เพียงพอ
6.ไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
การกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ อาจส่งผลต่อการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและอุ้งเชิงกราน ควรเข้าห้องน้ำเมื่อรู้สึกปวด
7.ใส่ใจสัญญาณผิดปกติของร่างกาย
หากมีอาการ เช่น ปัสสาวะเล็ด รู้สึกหน่วงในช่องคลอด ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนตั้งแต่เนิ่น ๆ
8.ดูแลฮอร์โมนในช่วงวัยหมดประจำเดือน
ฮอร์โมนที่ลดลงส่งผลต่อความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ อาจปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการดูแลหรือการรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนที่เหมาะสม
ป้องกันอุ้งเชิงกรานหย่อน ทำได้อย่างไรบ้าง
การป้องกันอุ้งเชิงกรานหย่อน สามารถทำได้ด้วยการดูแลกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและลดปัจจัยที่เพิ่มแรงกดในช่องท้อง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1.บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นประจำ
การฝึกขมิบกล้ามเนื้อ ช่วยให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานแข็งแรง สามารถพยุงอวัยวะภายในได้ดีขึ้น ควรทำสม่ำเสมอทุกวัน โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังคลอดหรือวัยใกล้หมดประจำเดือน
2.ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดลงบริเวณอุ้งเชิงกราน ทำให้กล้ามเนื้อทำงานหนักและอ่อนแรงเร็วขึ้น
3.หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
การยกของหนักเพิ่มแรงดันในช่องท้องโดยตรง ส่งผลให้เกิดภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนได้ หากจำเป็นควรยกอย่างถูกท่า และเกร็งกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวร่วมด้วย
4.ป้องกันอาการท้องผูก
การเบ่งถ่ายบ่อย ๆ เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของอุ้งเชิงกรานหย่อน ควรกินอาหารที่มีกากใย ดื่มน้ำเพียงพอ และไม่กลั้นอุจจาระ
5.ดูแลอาการไอเรื้อรัง
การไอบ่อย ๆ ทำให้แรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อุ้งเชิงกรานหย่อนได้ ควรรักษาอาการไอหรือโรคทางเดินหายใจให้หายขาด
6.ฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดอย่างเหมาะสม
หลีกเลี่ยงการยกของหนักในช่วงแรก และเริ่มบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเมื่อร่างกายพร้อม จะช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว
7.เลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสม
เน้นการออกกำลังกายที่เสริมแกนกลางลำตัว เช่น พิลาทิส โยคะ หรือท่าบริดจ์ หลีกเลี่ยงการกระโดดหรือแรงกระแทกสูง หากมีภาวะอุ้งเชิงกรานอ่อนแรง
8.ไม่กลั้นปัสสาวะนานเกินไป
การกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ อาจทำให้ระบบควบคุมการขับถ่ายทำงานผิดปกติ และส่งผลต่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
สรุปเกี่ยวกับอุ้งเชิงกราน
สรุป อุ้งเชิงกราน คือกลุ่มกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณฐานล่างของลำตัว ทำหน้าที่สำคัญในการพยุงอวัยวะภายใน เช่น กระเพาะปัสสาวะ มดลูก และลำไส้ รวมถึงควบคุมการขับถ่ายและมีบทบาทต่อความกระชับของช่องคลอดโดยรวม หากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง อาจนำไปสู่ปัญหาอุ้งเชิงกรานหย่อนได้
อุ้งเชิงกรานหย่อนเป็นภาวะที่สามารถป้องกันและรักษาได้ หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และการเลือกวิธีรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนที่เหมาะสม ล้วนมีส่วนช่วยลดความรุนแรงของอาการและป้องกันการเกิดซ้ำได้
หากมีอาการผิดปกติหรือเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ