อุ้งเชิงกราน คืออะไร? วิธีบริหารให้แข็งแรง ไม่หย่อนคล้อย

เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC

อุ้งเชิงกราน

15
สารบัญเนื้อหา อุ้งเชิงกราน 

อุ้งเชิงกราน คืออะไร อยู่ตรงไหน วิธีรักษาอาการหย่อนคล้อย

อุ้งเชิงกรานเป็นโครงสร้างสำคัญที่ช่วยพยุงอวัยวะภายในบริเวณช่องท้องส่วนล่าง ทั้งกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และมดลูกในผู้หญิง เมื่อกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณนี้อ่อนแรง อาจนำไปสู่ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ปัสสาวะเล็ด ความรู้สึกหน่วงบริเวณช่องคลอด หรือความไม่สบายตัวขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ ปัญหานี้สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกวัย โดยเฉพาะหลังคลอดหรือเมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้นการทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน และแนวทางการรักษาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพในระยะยาว

อุ้งเชิงกรานคืออะไร อยู่ส่วนไหนของร่างกาย

อุ้งเชิงกราน (Pelvis) คือโครงสร้างกระดูกขนาดใหญ่บริเวณช่วงล่างของลำตัว ทำหน้าที่เป็นฐานรองรับน้ำหนักของร่างกายส่วนบน และเป็นที่อยู่ของอวัยวะสำคัญหลายระบบ

อุ้งเชิงกรานจะอยู่บริเวณช่วงล่างของหน้าท้อง ระหว่างเอวกับต้นขา หรือพูดง่าย ๆ คืออยู่บริเวณสะโพกและเชิงกราน โดยเชื่อมต่อระหว่างกระดูกสันหลังกับขาทั้งสองข้าง

อุ้งเชิงกรานประกอบด้วยกระดูกหลัก ได้แก่

  1. กระดูกสะโพกซ้าย–ขวา
  2. กระดูกกระเบนเหน็บ (ส่วนปลายของกระดูกสันหลัง)
  3. กระดูกก้นกบ

หน้าที่ของอุ้งเชิงกราน ได้แก่

  1. อุ้งเชิงกรานช่วยรองรับน้ำหนักจากลำตัวส่วนบน
  2. อุ้งเชิงกรานช่วยในการเคลื่อนไหว เช่น การเดิน นั่ง ยืน
  3. อุ้งเชิงกรานช่วยปกป้องอวัยวะภายใน เช่น กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และอวัยวะสืบพันธุ์
  4. ในผู้หญิง อุ้งเชิงกรานยังมีบทบาทสำคัญในการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร

กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานคืออะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง

กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Pelvic floor muscles) คือกลุ่มกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณฐานของอุ้งเชิงกราน มีลักษณะเหมือนเปลหรือแผ่นรอง ที่พาดอยู่ด้านล่างของช่องเชิงกราน เพื่อรองรับอวัยวะภายใน กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอยู่บริเวณช่วงล่างสุดของอุ้งเชิงกราน ใต้กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และอวัยวะสืบพันธุ์ พาดจากด้านหน้าไปด้านหลัง (บริเวณหัวหน่าวถึงก้นกบ)

หน้าที่ของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

  1. กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำหน้าที่พยุงอวัยวะภายใน ช่วยรองรับกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และมดลูก (ในผู้หญิง) ไม่ให้อวัยวะหย่อนลง
  2. กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำหน้าที่ควบคุมการขับถ่าย ช่วยควบคุมการปัสสาวะและอุจจาระ โดยการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ
  3. กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเกี่ยวข้องกับการทำงานทางเพศ มีบทบาทต่อความรู้สึกและการทำงานของอวัยวะเพศทั้งในผู้ชายและผู้หญิง
  4. กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานช่วยพยุงลำตัวและการเคลื่อนไหว ทำงานร่วมกับกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลัง เพื่อช่วยพยุงแกนกลางลำตัว
  5. กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานสำคัญต่อการตั้งครรภ์และการคลอด (ในผู้หญิง) ช่วยรองรับน้ำหนักของทารก และมีบทบาทในกระบวนการคลอด

สรุป กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานคือกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่เหมือน “ฐานรองรับ” ของอวัยวะในช่องท้องส่วนล่าง พร้อมทั้งช่วยควบคุมการขับถ่ายและสนับสนุนการทำงานของร่างกายในหลายระบบ

หากกล้ามเนื้อส่วนนี้อ่อนแรง อาจทำให้เกิดปัญหา เช่น ปัสสาวะเล็ด อวัยวะหย่อน หรือปวดเชิงกรานได้ จึงมักมีการแนะนำให้ฝึกท่าบริหาร เช่น ขมิบกล้ามเนื้อ เพื่อเสริมความแข็งแรง

อุ้งเชิงกรานหย่อนคืออะไร สาเหตุและอาการที่ควรรู้

อุ้งเชิงกรานหย่อน คือภาวะที่กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อในอุ้งเชิงกรานอ่อนแรง ทำให้ไม่สามารถพยุงอวัยวะภายในได้ดีเหมือนเดิม ส่งผลให้อวัยวะ เช่น กระเพาะปัสสาวะ มดลูก หรือลำไส้ เลื่อนต่ำลงหรือยื่นออกมาทางช่องคลอดในผู้หญิง อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากสาเหตุที่มักเกี่ยวข้องกับความอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยมีปัจจัยเสี่ยง เช่น

1.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร

อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร โดยเฉพาะการคลอดธรรมชาติ หรือคลอดหลายครั้ง ทำให้กล้ามเนื้อยืดและอ่อนแรง

2.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากอายุที่มากขึ้น

อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากอายุที่มากขึ้น เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ฮอร์โมนลดลง โดยเฉพาะในช่วงวัยหมดประจำเดือน ทำให้เนื้อเยื่อเสื่อม

3.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน

อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน เนื่องจากแรงกดในช่องท้องมากขึ้น ส่งผลต่ออุ้งเชิงกราน

4.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากการยกของหนักเป็นประจำ

อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากการยกของหนักเป็นประจำ เนื่องจากเพิ่มแรงดันในช่องท้อง ทำให้กล้ามเนื้อรับภาระมากเกินไป

5.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากอาการไอเรื้อรัง หรือท้องผูกบ่อย

อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากอาการไอเรื้อรัง หรือท้องผูกบ่อย เนื่องจากการเบ่งหรือไอบ่อย ๆ ทำให้แรงดันลงที่อุ้งเชิงกราน

6.อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากการผ่าตัดหรือความผิดปกติของเนื้อเยื่อ

อุ้งเชิงกรานหย่อนเกิดจากการผ่าตัดหรือความผิดปกติของเนื้อเยื่อ เช่น เคยผ่าตัดมดลูก หรือมีเนื้อเยื่ออ่อนแอตั้งแต่กำเนิด

อาการของอุ้งเชิงกรานหย่อน

อาการจะแตกต่างกันตามความรุนแรง แต่ที่พบบ่อย ได้แก่

  1. รู้สึกหน่วงหรือหนักบริเวณช่องคลอด เหมือนมีอะไรถ่วงหรือกดอยู่ด้านล่าง
  2. มีก้อนหรือเนื้อยื่นออกมา อาจคลำเจอหรือลักษณะเหมือนมีก้อนโผล่บริเวณช่องคลอด
  3. ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะเล็ด กลั้นไม่อยู่ ปัสสาวะไม่สุด หรือปัสสาวะบ่อย
  4. ขับถ่ายลำบาก บางรายต้องเบ่งมาก หรือรู้สึกถ่ายไม่สุด
  5. เจ็บหรือไม่สบายขณะมีเพศสัมพันธ์
  6. ปวดหลังส่วนล่าง หรือปวดเชิงกราน

อุ้งเชิงกรานหย่อนรักษาได้ไหม มีวิธีไหนบ้าง

อุ้งเชิงกรานหย่อนสามารถรักษาได้ โดยวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ สุขภาพโดยรวม และความต้องการของผู้ป่วย ซึ่งมีทั้งแบบไม่ผ่าตัดและการผ่าตัด

1.การรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนแบบไม่ผ่าตัด
การรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนแบบไม่ผ่าตัดเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงหรือเริ่มต้น

  1. การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้อวัยวะภายในถูกพยุงได้ดีขึ้น ต้องทำอย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นผล
  2. กายภาพบำบัดอุ้งเชิงกราน นักกายภาพจะช่วยฝึกการใช้กล้ามเนื้ออย่างถูกต้อง อาจมีเครื่องมือช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อร่วมด้วย
  3. การใช้อุปกรณ์พยุงช่องคลอด เป็นอุปกรณ์ใส่ในช่องคลอดเพื่อช่วยพยุงอวัยวะไม่ให้หย่อนลง เหมาะกับผู้ที่ยังไม่ต้องการผ่าตัด หรือมีข้อจำกัดในการผ่าตัด
  4. ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ควบคุมน้ำหนัก หลีกเลี่ยงยกของหนัก รักษาท้องผูก และดูแลอาการไอเรื้อรัง

2.การรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนด้วยยา
การรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนด้วยยา ในบางรายแพทย์อาจพิจารณาใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเฉพาะที่ เช่น ยาทาหรือยาเหน็บช่องคลอด เพื่อช่วยให้เนื้อเยื่อแข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

3.การรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนด้วยการผ่าตัด
การรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนด้วยการผ่าตัดเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง หรือวิธีอื่นไม่ได้ผล

  1. การผ่าตัดซ่อมแซมอุ้งเชิงกราน เป็นการยกและเสริมความแข็งแรงของเนื้อเยื่อที่หย่อน อาจใช้เนื้อเยื่อของตัวเองหรือวัสดุพิเศษช่วยพยุง
  2. การผ่าตัดมดลูก (ในบางกรณี) หากมีมดลูกหย่อนร่วมด้วย อาจพิจารณาตัดมดลูกและซ่อมแซมโครงสร้างร่วมกัน

กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกี่ยวข้องกับอุ้งเชิงกรานอย่างไร

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary incontinence) มีความเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยตรง เนื่องจากกล้ามเนื้อส่วนนี้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการปัสสาวะ

กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำหน้าที่พยุงกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม พร้อมทั้งช่วยควบคุมการเปิด–ปิดของท่อปัสสาวะ เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรง จะสามารถเกร็งตัวเพื่อป้องกันไม่ให้ปัสสาวะไหลออกโดยไม่ตั้งใจ

ในทางตรงกันข้าม หากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง จะทำให้การควบคุมลดลง ส่งผลให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ดหรือกลั้นไม่อยู่ได้ง่าย

เมื่อมีแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น เช่น การไอ จาม หัวเราะ ออกกำลังกาย หรือยกของหนัก แรงดันจะถูกส่งลงมาที่กระเพาะปัสสาวะ หากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานไม่แข็งแรงพอ จะไม่สามารถต้านแรงนี้ได้ ทำให้เกิดการรั่วของปัสสาวะ

ประเภทของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

  1. ภาวะปัสสาวะเล็ดขณะออกแรง มักเกิดจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง ทำให้มีอาการเวลาไอ จาม หรือเคลื่อนไหว
  2. ภาวะปวดปัสสาวะฉับพลัน เกิดจากการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติร่วมกับการควบคุมที่ลดลง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

  1. การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร
  2. อายุที่เพิ่มขึ้น
  3. ฮอร์โมนที่ลดลง
  4. ภาวะน้ำหนักเกิน
  5. อาการไอเรื้อรัง
  6. การท้องผูก

ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรงได้

สรุป ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เกิดขึ้นจากการที่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานไม่สามารถทำหน้าที่พยุงและควบคุมการปัสสาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนนี้ เช่น การฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน จึงมีความสำคัญในการช่วยป้องกันและบรรเทาอาการได้อย่างเหมาะสม

ทำไมหลังคลอดถึงเสี่ยงอุ้งเชิงกรานหย่อน

หลังคลอด ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน เนื่องจากโครงสร้างกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณนี้ถูกใช้งานและยืดขยายอย่างมากในช่วงตั้งครรภ์และการคลอด สาเหตุที่ทำให้อุ้งเชิงกรานหย่อนหลังคลอด ได้แก่

1.กล้ามเนื้อถูกยืดและอ่อนแรง
ระหว่างตั้งครรภ์ น้ำหนักของมดลูกและทารกจะกดลงบนอุ้งเชิงกรานตลอดเวลา ทำให้กล้ามเนื้อถูกยืดออก และหลังคลอดอาจไม่สามารถกลับมาแข็งแรงได้ทันที

2.การคลอดทางช่องคลอด
การคลอดธรรมชาติทำให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณอุ้งเชิงกรานต้องขยายตัวอย่างมาก บางรายอาจเกิดการฉีกขาดหรือบาดเจ็บ ส่งผลให้ความสามารถในการพยุงอวัยวะลดลง

3.เส้นประสาทถูกกระทบกระเทือน
แรงกดและการยืดขณะคลอด อาจส่งผลต่อเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อลดลง

4.ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
ในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน เช่น รีแลกซิน (Relaxin) เพื่อให้เอ็นและเนื้อเยื่อยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ผลข้างเคียงคือทำให้โครงสร้างพยุงอวัยวะอ่อนตัวลง

5.การคลอดหลายครั้ง
ยิ่งคลอดบุตรหลายครั้ง ความเสี่ยงที่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานจะอ่อนแรงและหย่อนมากขึ้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

6.ปัจจัยร่วมหลังคลอด
เช่น การยกของหนักเร็วเกินไป ไอเรื้อรัง ท้องผูก หรือไม่ได้ฟื้นฟูกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน อาจทำให้อาการแย่ลง

ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ทำอย่างไรให้ถูกต้อง

ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เป็นวิธีช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนนี้ ลดความเสี่ยงอุ้งเชิงกรานหย่อน และช่วยเรื่องกลั้นปัสสาวะได้ดีขึ้น โดยสามารถทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน ดังนี้

1.ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน - ท่าขมิบกล้ามเนื้อ

เป็นท่าพื้นฐานที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานให้แข็งแรง วิธีทำคือ เกร็งกล้ามเนื้อเหมือนตอนกลั้นปัสสาวะ ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วคลาย 5 วินาที ทำซ้ำ 10–15 ครั้ง ต่อเซต วันละ 3–4 เซต ไม่เกร็งหน้าท้อง ต้นขา หรือก้นร่วมด้วย หายใจตามปกติ ไม่กลั้นหายใจ

2.ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน - ท่าสะพาน

ช่วยเสริมความแข็งแรงร่วมกับกล้ามเนื้อแกนกลาง วิธีทำคือ นอนหงาย ชันเข่า วางเท้าราบกับพื้น ยกสะโพกขึ้น พร้อมขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ค้างไว้ 5–10 วินาที แล้วลดลง ทำซ้ำ 10–15 ครั้ง

3.ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน - ท่าสควอท

ช่วยกระตุ้นการทำงานของอุ้งเชิงกรานและขา วิธีทำคือ ยืนแยกเท้ากว้างระดับไหล่ ย่อตัวลงเหมือนนั่งเก้าอี้ พร้อมขมิบกล้ามเนื้อ แล้วดันตัวกลับขึ้น ทำซ้ำ 10–15 ครั้ง

4.ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน - ท่าเกร็งค้าง

ช่วยเพิ่มการตอบสนองของกล้ามเนื้อ วิธีทำคือ ขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานแบบเร็ว ๆ เกร็ง 1 วินาที คลาย 1 วินาที ทำ 10–20 ครั้งต่อเซต

5.ท่าบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน - ท่านอนยกขา

ช่วยเสริมการทำงานร่วมกับหน้าท้อง วิธีทำคือ นอนหงาย เหยียดขาตรง ยกขาขึ้นทีละข้าง พร้อมขมิบอุ้งเชิงกราน ค้าง 5 วินาที แล้ววางลง ทำข้างละ 10 ครั้ง

ออกกำลังกายที่ช่วยเสริมความแข็งแรงอุ้งเชิงกราน

การออกกำลังกายที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ควรเป็นรูปแบบที่เน้นการเกร็ง ควบคุม และพยุงแกนกลางลำตัว โดยสามารถทำได้ทั้งแบบเฉพาะจุดและแบบออกกำลังกายร่วมกับกล้ามเนื้อส่วนอื่น

1.การขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
การขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นวิธีที่ตรงจุดที่สุด ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและการควบคุมกล้ามเนื้อโดยตรง เหมาะสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปัสสาวะเล็ดหรือหลังคลอด

2.พิลาทิส
พิลาทิสเป็นการออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ช่วยให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานร่วมกับหน้าท้องและหลังได้ดีขึ้น เหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟูและเสริมความแข็งแรงแบบเป็นระบบ

3.โยคะ
การเล่นโยคะบางท่าจะช่วยกระตุ้นการทำงานของอุ้งเชิงกราน เช่น ท่าสะพาน ท่าเด็กหมอบ ท่าแมว–วัว ช่วยเพิ่มทั้งความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ

4.เวทเทรนนิ่ง
เวทเทรนนิ่งเป็นการออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อ เช่น สควอท เดดลิฟต์ หรือยกน้ำหนัก ช่วยกระตุ้นการทำงานของอุ้งเชิงกรานร่วมกับแกนกลางลำตัว ควรทำด้วยท่าที่ถูกต้องและไม่ใช้น้ำหนักมากเกินไป โดยเฉพาะผู้เริ่มต้น

5.การออกกำลังกายแกนกลางลำตัว
การออกกำลังกายแกนกลางลำตัว เช่น ท่าแพลงก์ (Plank) หรือ ท่าบริดจ์ (Bridge) ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบลำตัว ซึ่งทำงานสัมพันธ์กับอุ้งเชิงกราน

6.การเดินหรือออกกำลังกายเบา ๆ
การเดินหรือออกกำลังกายเบา ๆ แม้ไม่ใช่การฝึกเฉพาะจุด แต่ช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อโดยรวม เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่เพิ่งฟื้นตัวหลังคลอด

Program Emsella เก้าอี้กระชับน้องสาว

Emsella คือเครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มสูง (HIFEM) ใช้สำหรับลดปัสสาวะเล็ด และช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณช่องคลอดและอุ้งเชิงกรานแข็งแรงขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัด

หลักการทำงานของ Program Emsella

เครื่องจะส่งคลื่นแม่เหล็กผ่านเสื้อผ้าเข้าไปกระตุ้นกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อแบบลึกและถี่มาก โดย 1 ครั้ง เทียบเท่าการขมิบหลายพันครั้ง ผลคือกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น พยุงท่อปัสสาวะดีขึ้น ลดอาการปัสสาวะเล็ด เพิ่มความกระชับของช่องคลอดในระดับหนึ่ง

ใครที่เหมาะกับ Program Emsella

  1. ผู้ที่มีปัญหาปัสสาวะเล็ดเวลาไอ จาม ออกแรง
  2. ผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง เช่น หลังคลอด
  3. ผู้ที่ทำท่าขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเองแล้วไม่เห็นผล หรือทำไม่ถูกวิธี

ขั้นตอนการทำ Program Emsella

  1. นั่งบนเก้าอี้ (ไม่ต้องถอดเสื้อผ้า)
  2. ใช้เวลาประมาณ 20–30 นาทีต่อครั้ง
  3. ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมประมาณ 6–8 ครั้ง/คอร์ส

ระหว่างทำจะรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อถูกขมิบเองเป็นจังหวะ

ผลลัพธ์หลังทำ Program Emsella

  1. เริ่มดีขึ้นหลังทำไป 3–4 ครั้ง
  2. บริเวณน้องสาวกระชับดีขึ้นชัดเจนหลังจบคอร์ส
  3. ผลอยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือน (ขึ้นกับพฤติกรรมและความรุนแรง)

ข้อดีของ Program Emsella

  1. ไม่เจ็บ ไม่ต้องผ่าตัด
  2. ไม่ต้องพักฟื้นนาน
  3. ใช้เวลาในการทำไม่นาน

ข้อจำกัดของ Program Emsella

  1. ไม่ได้กระชับช่องคลอดแบบโครงสร้างเหมือนผ่าตัด
  2. ผลลัพธ์ขึ้นกับความสม่ำเสมอ และอาการตั้งต้น
  3. อาการรุนแรงมากอาจไม่เพียงพอ ต้องใช้วิธีอื่น

ข้อระวังในการทำ Program Emsella

ห้ามใช้ในคนที่มีโลหะฝังในร่างกายบางชนิด หญิงตั้งครรภ์ ควรประเมินโดยแพทย์ก่อนทำ

วิธีดูแลอุ้งเชิงกรานสำหรับผู้หญิงทุกวัย

วิธีดูแลอุ้งเชิงกรานสำหรับผู้หญิงทุกวัย เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันปัญหา เช่น อุ้งเชิงกรานหย่อน ปัสสาวะเล็ด และช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นในระยะยาว โดยสามารถดูแลได้ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยผู้สูงอายุ

1.บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างสม่ำเสมอ
การขมิบกล้ามเนื้อ เป็นวิธีพื้นฐานที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ควรทำเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้กล้ามเนื้อสามารถพยุงอวัยวะและควบคุมการขับถ่ายได้ดี

2.หลีกเลี่ยงการเบ่งหรือเพิ่มแรงดันในช่องท้อง
การเบ่งถ่ายแรง ๆ ไอเรื้อรัง หรือยกของหนักบ่อย จะเพิ่มแรงกดลงที่อุ้งเชิงกราน ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงเร็วขึ้น ควรปรับพฤติกรรม เช่น ไม่กลั้นอุจจาระ และรักษาอาการไอให้หาย

3.ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดต่ออุ้งเชิงกราน การรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะหย่อน

4.เลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสม
ควรเน้นการออกกำลังกายที่เสริมแกนกลางลำตัว เช่น พิลาทิส โยคะ หรือท่าบริดจ์ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่กระแทกแรง หากมีอาการอุ้งเชิงกรานอ่อนแรง

5.ดูแลหลังคลอดอย่างถูกวิธี
หลังคลอดควรเริ่มฟื้นฟูกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงการยกของหนักในช่วงแรก และพักผ่อนให้เพียงพอ

6.ไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
การกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ อาจส่งผลต่อการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและอุ้งเชิงกราน ควรเข้าห้องน้ำเมื่อรู้สึกปวด

7.ใส่ใจสัญญาณผิดปกติของร่างกาย
หากมีอาการ เช่น ปัสสาวะเล็ด รู้สึกหน่วงในช่องคลอด ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนตั้งแต่เนิ่น ๆ

8.ดูแลฮอร์โมนในช่วงวัยหมดประจำเดือน
ฮอร์โมนที่ลดลงส่งผลต่อความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ อาจปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการดูแลหรือการรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนที่เหมาะสม

ป้องกันอุ้งเชิงกรานหย่อน ทำได้อย่างไรบ้าง

การป้องกันอุ้งเชิงกรานหย่อน สามารถทำได้ด้วยการดูแลกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและลดปัจจัยที่เพิ่มแรงกดในช่องท้อง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นประจำ
การฝึกขมิบกล้ามเนื้อ ช่วยให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานแข็งแรง สามารถพยุงอวัยวะภายในได้ดีขึ้น ควรทำสม่ำเสมอทุกวัน โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังคลอดหรือวัยใกล้หมดประจำเดือน

2.ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดลงบริเวณอุ้งเชิงกราน ทำให้กล้ามเนื้อทำงานหนักและอ่อนแรงเร็วขึ้น

3.หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
การยกของหนักเพิ่มแรงดันในช่องท้องโดยตรง ส่งผลให้เกิดภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนได้ หากจำเป็นควรยกอย่างถูกท่า และเกร็งกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวร่วมด้วย

4.ป้องกันอาการท้องผูก
การเบ่งถ่ายบ่อย ๆ เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของอุ้งเชิงกรานหย่อน ควรกินอาหารที่มีกากใย ดื่มน้ำเพียงพอ และไม่กลั้นอุจจาระ

5.ดูแลอาการไอเรื้อรัง
การไอบ่อย ๆ ทำให้แรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อุ้งเชิงกรานหย่อนได้ ควรรักษาอาการไอหรือโรคทางเดินหายใจให้หายขาด

6.ฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดอย่างเหมาะสม
หลีกเลี่ยงการยกของหนักในช่วงแรก และเริ่มบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเมื่อร่างกายพร้อม จะช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว

7.เลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสม
เน้นการออกกำลังกายที่เสริมแกนกลางลำตัว เช่น พิลาทิส โยคะ หรือท่าบริดจ์ หลีกเลี่ยงการกระโดดหรือแรงกระแทกสูง หากมีภาวะอุ้งเชิงกรานอ่อนแรง

8.ไม่กลั้นปัสสาวะนานเกินไป
การกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ อาจทำให้ระบบควบคุมการขับถ่ายทำงานผิดปกติ และส่งผลต่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

สรุปเกี่ยวกับอุ้งเชิงกราน

สรุป อุ้งเชิงกราน คือกลุ่มกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณฐานล่างของลำตัว ทำหน้าที่สำคัญในการพยุงอวัยวะภายใน เช่น กระเพาะปัสสาวะ มดลูก และลำไส้ รวมถึงควบคุมการขับถ่ายและมีบทบาทต่อความกระชับของช่องคลอดโดยรวม หากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง อาจนำไปสู่ปัญหาอุ้งเชิงกรานหย่อนได้

อุ้งเชิงกรานหย่อนเป็นภาวะที่สามารถป้องกันและรักษาได้ หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และการเลือกวิธีรักษาอุ้งเชิงกรานหย่อนที่เหมาะสม ล้วนมีส่วนช่วยลดความรุนแรงของอาการและป้องกันการเกิดซ้ำได้

หากมีอาการผิดปกติหรือเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
โปรโมชั่นต่างๆ
เรื่อง โปรแกรมดูแลรูปร่าง ที่คุณอาจสนใจ