โรคอ้วน (Obesity) คืออะไร ? สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาที่ถูกต้อง

เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC

โรคอ้วน

135
สารบัญเนื้อหา โรคอ้วน 

โรคอ้วน อันตรายมากแค่ไหน ต้องดูจากอะไรบ้าง ทำอย่างไรให้ผอมลง

โรคอ้วน สาเหตุเกิดจากอะไร ควรเริ่มต้นดูแลตัวเองอย่างไรดี

โรคอ้วน เป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของประชากรในประเทศไทย เพราะคนไทยเกือบ 1 ใน 3 หรือกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงโรคอื่น ๆ ตามมา อาทิเช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคไตเรื้อรัง

บทความนี้จะมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุการเกิดโรคอ้วน ว่าสามารถเกิดได้อย่างไรบ้าง และการดูแลตัวเองให้สามารถดูแลรูปร่างของตัวเอง ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่เสี่ยงเป็นภาวะโรคอ้วนร้ายแรง ซึ่งจะมีทั้งวิธีที่ดูแลรูปร่างด้วยตัวเอง และการดูแลรูปร่างด้วยหัตตถการ เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ดูแลรูปร่างของตัวเอง

โรคอ้วนคืออะไร

โรคอ้วน คือภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันมากเกินกว่าปกติ จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ในระยะยาว โดยภาวะนี้มักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารมากกว่าพลังงานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้พลังงานส่วนเกินถูกเก็บสะสมในรูปของไขมันภายในร่างกาย

ในทางการแพทย์โรคอ้วน จัดเป็นโรคเรื้อรังที่มีความซับซ้อน เพราะไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมการกินเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม รูปแบบการใช้ชีวิต อาหารที่บริโภค รวมถึงระดับการออกกำลังกายของแต่ละบุคคล

สาเหตุการเกิดโรคอ้วน

โรคอ้วน เป็นภาวะสุขภาพที่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ได้มีสาเหตุเพียงอย่างเดียว โดยปัจจัยต่าง ๆ สามารถส่งผลต่อการสะสมไขมัน การเผาผลาญพลังงาน และการควบคุมน้ำหนักของร่างกาย หากปัจจัยเหล่านี้ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากกว่าที่ใช้ ก็อาจนำไปสู่การเกิดโรคอ้วน ได้

โรคอ้วนจากพันธุกรรม

พันธุกรรมมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดโรคอ้วน เพราะยีนสามารถส่งผลต่อปริมาณไขมันในร่างกาย รวมถึงการทำงานของระบบเผาผลาญ การใช้พลังงานจากอาหาร และการควบคุมความอยากอาหาร ทำให้บางคนมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคอ้วนได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

โรคอ้วนจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต

การใช้ชีวิตประจำวันมีผลโดยตรงต่อการเกิดโรคอ้วน โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินความจำเป็น เช่น

• การรับประทานอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล หรือแคลอรี่สูง ทำให้เสี่ยงโรคอ้วน
• การดื่มเครื่องดื่มที่มีพลังงานสูง ทำให้เสี่ยงโรคอ้วน
• การใช้ชีวิตแบบไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายหรือขาดการออกกำลังกาย ทำให้เสี่ยงโรคอ้วน

พฤติกรรมเหล่านี้สามารถทำให้ไขมันสะสมเพิ่มขึ้นและนำไปสู่โรคอ้วนได้ในระยะยาว

โรคอ้วนที่เกิดจากโรคประจำตัวและผลข้างเคียงของยา

ในบางกรณีโรคอ้วน อาจเกิดจากปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนหรือความผิดปกติของระบบในร่างกาย นอกจากนี้ ยาบางชนิดก็อาจมีผลข้างเคียงที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น เช่น ยาต้านอาการชัก ยารักษาโรคเบาหวาน ยาต้านอาการซึมเศร้า และยากลุ่มสเตียรอยด์

โรคอ้วนที่เกิดจากปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ

สภาพแวดล้อมทางสังคมสามารถมีอิทธิพลต่อการเกิดโรคอ้วน ได้ เช่น พฤติกรรมการกินของคนในครอบครัวหรือเพื่อน รวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตในสังคมเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้มีพฤติกรรมด้านอาหารและกิจกรรมทางกายที่คล้ายคลึงกัน

โรคอ้วนที่เกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น

แม้ว่าโรคอ้วน จะเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงวัย แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น การทำงานของฮอร์โมน การเผาผลาญพลังงานที่ลดลง และมวลกล้ามเนื้อที่ลดลง ซึ่งทั้งหมดนี้อาจทำให้การควบคุมน้ำหนักทำได้ยากขึ้น

ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดโรคอ้วน

นอกจากปัจจัยหลักแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วน ได้แก่

• การตั้งครรภ์ ซึ่งอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นและลดลงได้ยาก
• การเลิกสูบบุหรี่ ซึ่งอาจทำให้ความอยากอาหารเพิ่มขึ้น
• การนอนหลับไม่เพียงพอ
• ความเครียดที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการกิน
• ความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ (ไมโครไบโอม)
• การลดน้ำหนักด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสมในอดีต

โดยรวมแล้วโรคอ้วน เป็นภาวะที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของหลายปัจจัย ทั้งด้านชีวภาพ พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการป้องกันและควบคุมโรคอ้วนจึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพในหลายด้านควบคู่กัน

โรคอ้วนมีกี่ประเภทอะไรบ้าง

โรคอ้วน (Obesity) เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากการสะสมของไขมันในร่างกายมากเกินกว่าปกติ จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ปัจจุบันโรคอ้วนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องของรูปร่าง แต่ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง

โดยทั่วไปโรคอ้วนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ตามลักษณะการสะสมของไขมันในร่างกาย ดังนี้

1.โรคอ้วนทั้งตัว (Generalized Obesity)

โรคอ้วนทั้งตัว คือภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันมากกว่าปกติในหลายส่วนของร่างกาย เช่น แขน ขา สะโพก หน้าท้อง และลำตัว ทำให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ลักษณะสำคัญของโรคอ้วนทั้งตัว ได้แก่

• มีไขมันสะสมกระจายทั่วร่างกาย
• น้ำหนักตัวสูงกว่ามาตรฐาน
• ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สูงกว่าปกติ
• มักเกิดจากการรับพลังงานมากกว่าที่ร่างกายใช้

แม้โรคอ้วนทั้งตัว จะทำให้รูปร่างเปลี่ยนแปลง แต่ความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงบางชนิดอาจน้อยกว่าโรคอ้วนแบบลงพุง หากไขมันไม่ได้สะสมในอวัยวะภายในมากนัก

2.โรคอ้วนลงพุง (Abdominal Obesity)

โรคอ้วนลงพุง เป็นประเภทของโรคอ้วน ที่มีการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้องหรือรอบเอวมากผิดปกติ โดยเฉพาะไขมันที่สะสมอยู่ในช่องท้องและรอบอวัยวะภายใน เช่น ตับ ตับอ่อน และลำไส้

ลักษณะของโรคอ้วนลงพุง ได้แก่

• มีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องมาก
• เส้นรอบเอวเกินค่ามาตรฐาน
• ไขมันสะสมในอวัยวะภายใน (Visceral fat)
• เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเมตาบอลิก เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง

เราควรให้ความสำคัญกับโรคอ้วนลงพุง มากเป็นพิเศษ เพราะไขมันในช่องท้องสามารถส่งผลกระทบต่อระบบเผาผลาญและฮอร์โมนของร่างกายได้โดยตรง

โรคอ้วนดูจากเกณฑ์อะไรบ้าง

การประเมินว่า เป็นโรคอ้วนหรือไม่ ไม่ได้ดูจากน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจาก ปริมาณไขมันในร่างกายและตำแหน่งการสะสมของไขมัน ซึ่งการประเมินโรคอ้วนมักใช้เกณฑ์หลัก ๆ 3 วิธี ได้แก่ ค่าดัชนีมวลกาย (BMI), เส้นรอบเอว และการวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกายด้วยเครื่อง InBody

1.การประเมินจากดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI)

BMI เป็นค่าที่ใช้ประเมินความสมดุลระหว่างน้ำหนักตัวและส่วนสูง เพื่อดูว่าร่างกายมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือเป็นโรคอ้วนหรือไม่

สูตรคำนวณ
BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ÷ ส่วนสูง (เมตร)²

ตัวอย่าง
น้ำหนัก 60 กก.สูง 1.60 ม.
BMI = 60 ÷ (1.60 × 1.60) = 23.4

เกณฑ์การแปลผล BMI สำหรับคนเอเชีย

ค่า BMI

ความหมาย

ต่ำกว่า 18.5

น้ำหนักน้อย

18.5 – 22.9

น้ำหนักปกติ

23.0 – 24.9

น้ำหนักเกิน (เริ่มมีความเสี่ยง)

≥ 25

โรคอ้วน

ผู้ที่มี BMI ตั้งแต่ 23 ขึ้นไป เริ่มมีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น
• ความดันโลหิตสูง
• เบาหวานชนิดที่ 2
• ไขมันในเลือดสูง
• โรคหลอดเลือดหัวใจ

หาก BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 ร่วมกับมีโรคประจำตัวหรือไขมันสะสมที่หน้าท้องมาก ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้มีความรู้ด้านโภชนาการ เพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคอ้วนได้

ข้อจำกัดของ BMI คือ ไม่สามารถแยกได้ว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาจากไขมันหรือกล้ามเนื้อ

2.การประเมินจากเส้นรอบเอว (Waist Circumference)

การวัดเส้นรอบเอวใช้ประเมิน ไขมันในช่องท้อง (Visceral fat) ซึ่งเป็นไขมันที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเมตาบอลิก เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และไขมันพอกตับ

วิธีวัดที่ถูกต้อง
• ยืนตัวตรง ผ่อนคลายลำตัว
• วัดบริเวณ กึ่งกลางระหว่างซี่โครงล่างกับกระดูกสะโพก ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ระดับใกล้สะดือ
• วัดขณะ หายใจออกตามปกติ
• สายวัดควรแนบลำตัว ไม่รัดแน่น และต้องขนานกับพื้น  

ค่าเส้นรอบเอวที่แนะนำสำหรับคนเอเชีย

เพศ

ค่าเส้นรอบเอวปกติ

ผู้ชาย

น้อยกว่า 90 ซม.

ผู้หญิง

น้อยกว่า 80 ซม.

หากเกินค่าดังกล่าว แสดงว่ามี ความเสี่ยงต่อภาวะโรคอ้วนลงพุง และเพิ่มโอกาสเกิดโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคหลอดเลือด

3.การวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกายด้วย InBody

ปัจจุบันการประเมินภาวะโรคอ้วนที่ละเอียดมากขึ้นนิยมใช้ เครื่องวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย เช่น InBody ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างร่างกาย ไม่ได้ดูแค่น้ำหนักรวมเท่านั้น

เครื่อง InBody สามารถวัดอะไรได้บ้าง
• Body Fat Percentage (%BF) เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย
ผู้ชายปกติประมาณ 10–20%
ผู้หญิงปกติประมาณ 18–28%

• Visceral Fat Level
ไขมันในช่องท้องที่อยู่รอบอวัยวะสำคัญ หากค่าสูงจะเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วนหัวใจและเบาหวาน

• Skeletal Muscle Mass (SMM)
ปริมาณกล้ามเนื้อโครงร่าง ช่วยประเมินความแข็งแรงของร่างกาย

• Body Fat Mass
มวลไขมันรวมในร่างกาย

• Segmental Fat Analysis
วิเคราะห์การกระจายไขมันแต่ละส่วน เช่น แขน ขา ลำตัว

ข้อดีของ InBody ในการวัดไขมันในร่างกายเพื่อดูว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่
• แยกได้ว่า น้ำหนักมาจากไขมันหรือกล้ามเนื้อ
• ใช้ติดตามผลการ ลดไขมันหรือเพิ่มกล้ามเนื้อ
• ช่วยวางแผนโภชนาการและการออกกำลังกายได้ถูกส่วน

การประเมินโรคอ้วนควรดูหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

• BMI ใช้ดูน้ำหนักตัวเทียบกับส่วนสูง
• เส้นรอบเอว ประเมินไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง
• InBody วิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย เช่น ไขมัน กล้ามเนื้อ และไขมันในช่องท้อง
การใช้ข้อมูลทั้งสามอย่างร่วมกันจะช่วยให้ ประเมินภาวะโรคอ้วนและความเสี่ยงต่อโรคได้ และสามารถวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

อันตรายจากโรคอ้วนเสี่ยงโรคอะไรบ้าง

โรคอ้วน เป็นภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเรื่องรูปร่างเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด หากปล่อยให้โรคอ้วน ดำเนินต่อไปโดยไม่ดูแล อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

โรคอ้วนเสี่ยงต่อโรคอะไรบ้าง

1.โรคอ้วนทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
โรคอ้วน เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากไขมันส่วนเกินในร่างกายส่งผลให้ระดับไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น และหลอดเลือดเกิดการอักเสบได้ง่าย ภาวะเหล่านี้สามารถนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือด และอาจรุนแรงถึงขั้น กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

2.โรคอ้วนทำให้เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง
ผู้ที่มีโรคอ้วน มักมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น เนื่องจากไขมันสะสมในร่างกายมีผลต่อการไหลเวียนของเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน ซึ่งอาจทำให้สมองขาดเลือดและเกิดอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้

3.โรคอ้วนทำให้เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
หนึ่งในโรคที่พบร่วมกับโรคอ้วน มากที่สุดคือโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เนื่องจากไขมันส่วนเกินส่งผลให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หากไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อหัวใจ ไต และดวงตา

4.โรคอ้วนทำให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งบางชนิด
โรคอ้วน มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและภาวะการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย

5.โรคอ้วนทำให้เสี่ยงต่อปัญหาทางเดินอาหาร
ผู้ที่มีโรคอ้วน มักมีความดันในช่องท้องและกระเพาะอาหารสูงกว่าปกติ ส่งผลให้กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารได้ง่าย จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคกรดไหลย้อน ซึ่งทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และระคายเคืองหลอดอาหาร

6.โรคอ้วนทำให้เสี่ยงต่อโรคไขมันพอกตับ
โรคอ้วน เป็นสาเหตุสำคัญของโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ โดยเกิดจากการสะสมของไขมันในเซลล์ตับมากเกินไป พบว่าประมาณ 20% ของผู้ที่เป็นโรคอ้วนมีภาวะไขมันพอกตับร่วมด้วย หากไม่ได้รับการดูแลอาจพัฒนาไปสู่ตับอักเสบหรือตับแข็งได้

7.โรคอ้วนทำให้เสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
ผู้ที่มีโรคอ้วน มักมีไขมันสะสมบริเวณลำคอมาก ทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบลง ส่งผลให้เกิด ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) ทำให้หายใจสะดุดหรือหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ระหว่างการนอนหลับ ส่งผลให้พักผ่อนไม่เพียงพอ และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจตามมา

8.โรคอ้วนทำให้เสี่ยงต่อปัญหาทางนรีเวชและสุขภาพทางเพศ
ในผู้หญิงที่มีโรคอ้วน มักพบปัญหาฮอร์โมนผิดปกติ ทำให้เกิดภาวะ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือขาดประจำเดือน ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ได้ นอกจากนี้ยังอาจกระทบต่อสุขภาพทางเพศทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

9.โรคอ้วนทำให้เสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อม
น้ำหนักตัวที่มากจากโรคอ้วน ทำให้ข้อเข่าต้องรับแรงกดมากกว่าปกติ รวมทั้งเนื้อเยื่อไขมันที่สะสมในร่างกายสามารถกระตุ้นการอักเสบของข้อ ส่งผลให้กระดูกอ่อนสึกหรอเร็วขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคอ้วน ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านรูปลักษณ์ แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เชื่อมโยงกับโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน มะเร็งบางชนิด ไขมันพอกตับ กรดไหลย้อน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ รวมถึงโรคข้อเสื่อม การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้และช่วยส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว

โรคอ้วนดูแลตัวเองอย่างไร

การจัดการโรคอ้วน มักต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมกับคำแนะนำจากผู้มีความรู้ด้านสุขภาพ เช่น แพทย์ นักกำหนดอาหาร นักจิตวิทยาด้านพฤติกรรม หรือผู้มีความรู้ด้านโรคอ้วน เพื่อช่วยออกแบบโปรแกรมลดน้ำหนักที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

แนวทางดูแลตนเองสำหรับผู้ที่มีโรคอ้วน

1.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
การควบคุมอาหารเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาโรคอ้วน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดพลังงานที่ร่างกายได้รับ และสร้างนิสัยการกินที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว โดยทั่วไปแผนการปรับอาหารอาจใช้เวลาประมาณ 6 เดือน และควรรักษาพฤติกรรมนี้ต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ผลลัพธ์คงที่

แนวทางสำคัญ ได้แก่
• ลดปริมาณแคลอรี่ต่อวัน
เลือกรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย เพื่อลดพลังงานส่วนเกินที่ทำให้เกิดโรคอ้วน

• เลือกอาหารที่ทำให้อิ่มนานแต่แคลอรี่ต่ำ
เช่น ผักและผลไม้ ซึ่งมีใยอาหารสูง ช่วยให้อิ่มเร็วและช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี

• เลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
เน้นโปรตีนคุณภาพดี ธัญพืชไม่ขัดสี ไขมันดี และลดอาหารแปรรูป น้ำตาล และอาหารไขมันสูง

• จำกัดอาหารบางประเภท
เช่น อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตขัดสีและไขมันสูง เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอ้วน

• การทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement)
ในบางกรณี าจแนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร เพื่อช่วยควบคุมปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน

2.การออกกำลังกายและกิจกรรมทางกาย
การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรักษาโรคอ้วน เพราะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน ลดไขมันสะสม และเสริมสร้างสุขภาพโดยรวม

แนวทางที่แนะนำ ได้แก่
• ออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ
• ทำกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
• เพิ่มกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น เดินขึ้นบันได เดินแทนการใช้รถ หรือทำงานบ้าน

การออกกำลังกายร่วมกับการควบคุมอาหารจะช่วยให้การรักษาโรคอ้วน มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยป้องกันการกลับมาอ้วนซ้ำในอนาคต

การดูแลโรคอ้วน ไม่ได้เน้นเพียงการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว แต่เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งด้านอาหารและการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง หากได้รับคำแนะนำจากทีมผู้เชี่ยวชาญและปฏิบัติตามแผนอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สามารถควบคุมน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน และลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนได้ในระยะยาว

โรคอ้วนดูแลด้วยหัตถการอย่างไรบ้าง

เมื่อการปรับพฤติกรรม เช่น การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายไม่สามารถลดน้ำหนักได้เพียงพอ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาโรคอ้วนด้วยหัตถการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยควบคุมน้ำหนักโดยอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์ร่วมกับการดูแลโดยผู้มีความรู้ วิธีเหล่านี้มักใช้กับผู้ที่มีโรคอ้วนระดับปานกลางถึงรุนแรง หรือผู้ที่มีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือภาวะไขมันในเลือดสูง

การรักษาโรคอ้วนด้วยหัตถการ ที่ใช้กันในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ โดยวิธีที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การผ่าตัดกระเพาะอาหาร และการใช้สารหรือยาที่ช่วยควบคุมความอิ่ม

1.การผ่าตัดกระเพาะอาหาร (Bariatric Surgery) เพื่อรักษาโรคอ้วน

การผ่าตัดกระเพาะอาหารเป็นวิธีรักษาโรคอ้วน ที่มีประสิทธิภาพสูง เหมาะสำหรับผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) สูงมาก หรือผู้ที่มีโรคร่วมจากโรคอ้วน การผ่าตัดจะช่วยลดขนาดกระเพาะอาหารหรือเปลี่ยนระบบการดูดซึมอาหาร ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลงและรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น

รูปแบบการผ่าตัดที่พบบ่อย ได้แก่
• การผ่าตัดกระเพาะแบบสลีฟ (Sleeve Gastrectomy)
แพทย์จะตัดกระเพาะอาหารบางส่วนออก ทำให้กระเพาะมีขนาดเล็กลง ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคอ้วนรับประทานอาหารได้น้อยลง และฮอร์โมนที่กระตุ้นความหิวลดลง

• การผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหาร (Gastric Bypass)
เป็นการผ่าตัดที่ปรับเส้นทางการเดินอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารมีขนาดเล็กลงและลดการดูดซึมพลังงานจากอาหาร

การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน มักช่วยลดน้ำหนักได้มาก และยังช่วยควบคุมโรคร่วม เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 หรือความดันโลหิตสูงได้ดี อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยต้องได้รับการประเมินจากแพทย์และต้องปรับพฤติกรรมการกินหลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัด

2.การใช้สารควบคุมความอิ่ม

อีกหนึ่งวิธีรักษาโรคอ้วน ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน คือการใช้สารหรือยาที่ช่วยควบคุมความอยากอาหาร หรือที่เรียกว่า สารคุมอิ่ม วิธีนี้ช่วยให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารน้อยลงและรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น

กลไกการทำงานของสารคุมอิ่ม ได้แก่
• กระตุ้นศูนย์ควบคุมความอิ่มในสมอง
• ชะลอการเคลื่อนตัวของอาหารในกระเพาะ
• ลดความอยากอาหารและการกินจุบจิบ

สารคุมอิ่มมักใช้ในรูปแบบ ยาฉีดหรือยาใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ป่วย การรักษาวิธีนี้ช่วยให้การลดน้ำหนักในผู้ป่วยโรคอ้วน เป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่เป็นอันตรายมากขึ้น

การป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วน

• รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม
• ลดอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง และอาหารแปรรูป
• เพิ่มการกินผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใย
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3–5 วัน
• ควบคุมปริมาณอาหาร ไม่กินมากเกินความต้องการของร่างกาย
• หลีกเลี่ยงการกินจุกจิกหรือกินตอนดึก
• ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ แทนเครื่องดื่มหวาน
• พักผ่อนให้เพียงพอ และลดความเครียด
• ชั่งน้ำหนักและติดตามสุขภาพของตนเองเป็นประจำ

สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับโรคอ้วน

โรคอ้วนเป็นภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันมากเกินไป ซึ่งมักเกิดจากการรับประทานพลังงานมากกว่าที่ร่างกายใช้ เช่น การกินอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูงร่วมกับการไม่ออกกำลังกาย

โรคอ้วนสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง การประเมินภาวะอ้วนมักใช้ดัชนีมวลกาย (BMI) เป็นตัวชี้วัดสุขภาพเบื้องต้น

การป้องกันและควบคุมโรคอ้วนควรเน้นการปรับพฤติกรรม เช่น การรับประทานอาหารที่สมดุล การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการพักผ่อนให้เพียงพอ หากปล่อยไว้นานโดยไม่ดูแล อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งร่างกายและคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้

คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับโรคอ้วน

1.โรคอ้วนเกิดจากอะไร ?

โรคอ้วนเกิดจากการได้รับพลังงานจากอาหารมากกว่าที่ร่างกายใช้ เช่น การกินอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง การไม่ออกกำลังกาย รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิต

2.โรคอ้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร ?

โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลายชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง และปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่าและการเคลื่อนไหว

3.สามารถป้องกันโรคอ้วนได้อย่างไร ?

สามารถป้องกันได้โดยรับประทานอาหารให้สมดุล ลดอาหารหวาน มัน เค็ม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมกับร่างกาย

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
โปรโมชั่นต่างๆ
เรื่อง โปรแกรมกระชับสัดส่วนรูปร่าง ที่คุณอาจสนใจ