Morpheus8 กับ Emface ต่างกันอย่างไร เน้นผิวหรือกล้ามเนื้อ

เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC

Morpheus8 vs Emface

เปิดอ่าน 2,158

Morpheus8 vs Emface ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนให้เหมาะ

Morpheus8 กับ Emface ดูแลผิวหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดเหมือนกัน แต่จุดต่างอยู่ที่พลังงาน Morpheus8 ใช้เข็มส่ง RF ลงในผิว ส่วน Emface ใช้ RF ร่วมกับ HIFES กระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้า จึงเหมาะกับปัญหาคนละแบบ


Morpheus8 vs Emface คืออะไร

ถ้าต้องเลือกระหว่าง Morpheus8 กับ Emface ให้เริ่มจากปัญหาที่อยากแก้ก่อน รอยสิวและผิวขรุขระต่างจากใบหน้าที่เริ่มหย่อนหรืออยากดูแลกล้ามเนื้อ บทความนี้จึงเทียบตั้งแต่วิธีทำ ความรู้สึก ไปจนถึงการพักฟื้น

โปรแกรม Morpheus8 คืออะไร ?
Morpheus8 ใช้เข็มขนาดเล็กส่งคลื่น RF ลงในเนื้อเยื่อที่แพทย์เลือกความลึกได้ เพื่อปรับพื้นผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน บางการตั้งค่าลงถึงชั้นไขมันใต้ผิวได้ จึงต้องประเมินปริมาตรใบหน้าและความเสี่ยงก่อนทำ

เครื่องนี้อาจเป็นทางเลือกเมื่อมีหลุมสิว รูขุมขนกว้าง หรือผิวหย่อนคล้อยร่วมกัน แต่ไม่ใช่การผ่าตัดดึงหน้า และไม่ควรคาดหวังว่าการส่งพลังงานลึกจะเหมาะกับทุกจุด โดยเฉพาะคนที่แก้มตอบอยู่แล้ว

โปรแกรม Emface คืออะไร ?
Emface ใช้ Synchronized RF ร่วมกับ HIFES ผ่านแผ่นสัมผัสภายนอก RF ใช้ดูแลโครงสร้างผิว ส่วน HIFES ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าหดตัวเป็นจังหวะ ไม่ต้องใช้เข็ม จึงต่างจากเครื่อง RF ที่เน้นผิวอย่างเดียว


Morpheus8 vs Emface มีหลักการทำงานอย่างไร

จุดที่ทำให้ Morpheus8 กับ Emface ต่างกัน ไม่ใช่แค่ความเจ็บหรือการใช้เข็ม แต่เป็นเนื้อเยื่อเป้าหมาย เครื่องหนึ่งส่ง RF ผ่านผิว ส่วนอีกเครื่องใช้ RF พร้อมกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ

หลักการทำงานของ Morpheus8
Morpheus8 อาศัยเข็มและคลื่น RF ทำงานร่วมกัน โดยแพทย์ปรับความลึกให้สอดคล้องกับบริเวณที่รักษา

Microneedling หรือ การใช้เข็มขนาดเล็กจิ๋ว
เข็มขนาดเล็กเข้าสู่ผิวตามระดับที่ตั้งไว้ เพื่อเป็นทางให้ส่ง RF ไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย ความลึกที่ใช้จริงไม่เท่ากันทุกบริเวณ โดยเฉพาะจุดที่มีผิวบางหรือไขมันน้อย

พลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency - RF)
เมื่อเข็มอยู่ในตำแหน่งที่เลือก เครื่องจะปล่อย RF ให้เกิดความร้อนเฉพาะจุด กระตุ้นการปรับโครงสร้างคอลลาเจนได้ ส่วนการใช้พลังงานกับชั้นไขมันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเพื่อสลายไขมันบนใบหน้าทุกคน เพราะอาจทำให้แก้มตอบกว่าเดิม

สิ่งที่แพทย์ต้องชั่งน้ำหนักคือผลต่อพื้นผิวกับความเสี่ยงจากการลงเข็มและความร้อน ไม่ใช่เลือกความลึกสูงสุดเพื่อหวังผลมากที่สุด

หลักการทำงานของ Emface
Emface ใช้พลังงานสองชนิดพร้อมกันผ่านแผ่นสัมผัส โดยมี HIFES ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อและ RF ช่วยดูแลเนื้อเยื่อผิว จึงไม่ได้อาศัยการเจาะหรือส่งเข็มลงไปถึงชั้นไขมัน

HIFES (High-Intensity Focused Electromagnetic Stimulation)
HIFES กระตุ้นให้กล้ามเนื้อบางมัดบนใบหน้าหดตัวและคลายตัวเป็นจังหวะ เช่น บริเวณหน้าผากหรือแก้ม ผู้รับบริการอาจรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อถูกดึงขึ้นลงระหว่างทำ

การกระตุ้นกล้ามเนื้อเป็นจุดเด่นของ Emface แต่ผลด้านรูปหน้าไม่ได้เท่ากันทุกคน และไม่ใช่วิธีแก้ความหย่อนคล้อยจากไขมันหรือโครงกระดูกที่เปลี่ยนไปทั้งหมด

Radiofrequency (RF) แบบไม่ต้องใช้เข็ม
ขณะ HIFES ทำงาน พลังงาน RF จะให้ความร้อนในเนื้อเยื่อผิวเพื่อช่วยเรื่องความกระชับและริ้วรอยบางชนิด โดยไม่ต้องเจาะผิว อย่างไรก็ตาม ยังอาจรู้สึกร้อนหรือระบมได้


จุดเด่นของ Morpheus8 vs Emface

Morpheus8 กับ Emface มีจุดเด่นคนละด้าน โดยเฉพาะเมื่อแยกปัญหาพื้นผิวออกจากการพยุงใบหน้าด้วยกล้ามเนื้อ

จุดเด่นของโปรแกรม Morpheus8
เลือกความลึกของเข็มตามเนื้อเยื่อ
หัวเข็มของ Morpheus8 ส่ง RF ลงในระดับที่เลือกได้ ทั้งชั้นผิวและบางกรณีถึงใต้ผิว แต่การลงลึกไม่ได้หมายความว่าจะยกหน้าได้มากกว่าเสมอไป แพทย์ต้องดูความหนาผิวและปริมาณไขมันก่อน

กระตุ้นคอลลาเจนและผลต่อไขมันใต้ผิว
ความร้อนจาก RF อาจช่วยปรับคอลลาเจนและโครงสร้างเนื้อเยื่อ ส่วนการลดไขมันเฉพาะจุดไม่ควรเป็นผลลัพธ์ที่รับประกัน โดยเฉพาะบริเวณแก้มซึ่งการสูญเสียไขมันอาจทำให้ใบหน้าดูตอบ

หลุมสิวและผิวไม่เรียบดีขึ้น
การใช้เข็มและ RF อาจช่วยดูแลหลุมสิวบางชนิด รวมถึงผิวขรุขระหรือรูขุมขนกว้าง แต่ต้องดูชนิดและความลึกของรอยก่อน ไม่ใช่หลุมสิวทุกแบบจะตอบสนองเหมือนกัน

ปรับความลึกและพลังงานได้แบบรายบุคคล
แพทย์สามารถเลือกหัวเข็ม ระดับความลึก และพลังงานต่างกันในแต่ละจุดได้ บริเวณรอบดวงตาหรือแก้มที่ไขมันน้อยต้องระวังมากกว่า ไม่ใช่ตั้งค่าตามสูตรเดียวทั้งหน้า

จุดเด่นของโปรแกรม Emface
ไม่ใช้เข็มและไม่มีแผลเจาะผิว
Emface ใช้แผ่นสัมผัสบนผิว ไม่ต้องลงเข็ม จึงไม่มีรอยเจาะจากเข็ม เหมาะพิจารณาสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องแผลหรือไม่สะดวกพักฟื้น แต่ยังต้องตรวจข้อห้ามก่อนทำ

ฟื้นฟู “กล้ามเนื้อใบหน้า” โดยตรง
HIFES ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าหดและคลายตัวระหว่างทำ ซึ่งเป็นกลไกที่ Morpheus8 ไม่มี จุดนี้อาจตอบโจทย์ผู้ที่อยากดูแลความกระชับบริเวณแก้มหรือหน้าผากโดยไม่ใช้เข็ม

ดูแลกล้ามเนื้อโดยไม่เน้นลดไขมัน
Emface ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสลายไขมันแก้มเหมือนการใช้พลังงานบางแบบ แต่ก็ไม่ควรรับประกันว่าหน้าจะอิ่มฟูขึ้นหรือไม่มีทางเกิดผลข้างเคียง ผู้ที่มีแก้มตอบควรประเมินสาเหตุก่อนเลือกเครื่อง

RF ทำงานร่วมกับ HIFES
RF ใน Emface ทำงานควบคู่ HIFES เพื่อดูแลผิวและกล้ามเนื้อพร้อมกัน ต่างจาก Morpheus8 ที่ส่ง RF ผ่านเข็ม ทั้งนี้การตอบสนองขึ้นกับบริเวณและพลังงานที่ใช้

ใช้เวลาทำต่อครั้งสั้น สามารถทำต่อเนื่องได้
การทำ Emface ต่อครั้งใช้เวลาประมาณ 20 นาทีตามแนวทางการศึกษาบางฉบับ โดยไม่ต้องทายาชาจากเข็ม ผู้รับบริการมักกลับไปทำกิจวัตรได้ แต่บางคนอาจมีอาการตึงหรือแดงเล็กน้อย


Morpheus8 vs Emface มีอะไรเหมือนกัน

ทั้งสองเครื่องใช้ RF และมีเป้าหมายเรื่องความกระชับเหมือนกัน แต่ Morpheus8 เป็นหัตถการผ่านเข็ม ส่วน Emface ใช้พลังงานผ่านแผ่นสัมผัสร่วมกับการกระตุ้นกล้ามเนื้อ ไม่ควรจัดว่าเป็นวิธีที่ไม่รบกวนผิวเท่ากัน

ไม่ต้องผ่าตัด แต่รบกวนผิวไม่เท่ากัน
ไม่มีการผ่าตัดเปิดแผลแบบดึงหน้าทั้งคู่ แต่ Morpheus8 เป็นการรักษาแบบใช้เข็มที่มีบาดแผลเล็ก ๆ ส่วน Emface ไม่เจาะผิว จึงมีการพักฟื้นและข้อควรระวังต่างกัน

Morpheus8 vs Emface ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิว
RF ของทั้งคู่ใช้ความร้อนเพื่อดูแลเนื้อเยื่อและความกระชับ แต่ Emface ยังมี HIFES สำหรับกระตุ้นกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่ควรดูสองเครื่องนี้ว่าเหมือนกันทั้งหมด

Morpheus8 ส่ง RF ผ่านเข็มเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในเนื้อเยื่อที่เลือกความลึกได้ ส่วน Emface ใช้ RF ผ่านแผ่นสัมผัสร่วมกับ HIFES จึงมีเป้าหมายต่างกันแม้จะใช้ RF เหมือนกัน

Morpheus8 vs Emface เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีสัญญาณแห่งวัย แต่ยังไม่อยากผ่าตัด
ทั้งสองอาจเหมาะกับผู้ที่เริ่มมีร่องแก้ม ริ้วรอย หรือความหย่อนคล้อย แต่ต้องแยกว่าเกิดจากคุณภาพผิว กล้ามเนื้อ หรือปริมาตรใบหน้าที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่เลือกจากอายุเพียงอย่างเดียว

ผลลัพธ์ไม่ได้ถาวรและไม่จำเป็นต้องทำเท่ากัน
ผลลัพธ์ไม่ถาวรและไม่มีจำนวนครั้งที่เหมาะกับทุกคน Morpheus8 อาจต้องติดตามรอยสิวหลายครั้ง ส่วน Emface มีแนวทางการศึกษาที่ใช้สี่ครั้งรายสัปดาห์ แต่แพทย์ต้องวางแผนตามแต่ละคน


Morpheus8 vs Emface แตกต่างกันอย่างไร

เวลาตัดสินใจระหว่าง Morpheus8 กับ Emface ให้ดูว่าต้องแก้พื้นผิวที่ไม่เรียบหรืออยากดูแลกล้ามเนื้อใบหน้า เพราะวิธีทำ ความรู้สึก และเวลาฟื้นตัวต่างกันชัดเจน

ตำแหน่งที่ส่งพลังงานต่างกัน
Morpheus8 ส่ง RF ผ่านเข็มถึงชั้นผิวหรือเนื้อเยื่อใต้ผิวตามหัวที่ใช้ ส่วน Emface ใช้ HIFES กระตุ้นกล้ามเนื้อและ RF ผ่านแผ่นสัมผัส ความลึกจึงไม่ใช่ตัวเลขที่นำมาเทียบตรง ๆ ได้

Morpheus8 vs Emface ต่างกันที่เครื่องมือและความรู้สึกระหว่างทำ
Morpheus8 อาจเจ็บจากเข็มและความร้อน จึงมักทายาชาก่อนทำ หลังทำมีโอกาสแดงหรือบวม ส่วน Emface จะรู้สึกกล้ามเนื้อหดตัวและอุ่นผิว โดยทั่วไปไม่ต้องทายาชาจากเข็ม

ผลลัพธ์ด้านผิวและกล้ามเนื้อต่างกัน
Morpheus8 อาจช่วยดูแลเนื้อผิวและลดไขมันที่ไม่สม่ำเสมอได้บางกรณี แต่ไม่ควรหวังลดไขมันแก้มเป็นหลัก ส่วน Emface เน้นการกระตุ้นกล้ามเนื้อพร้อม RF เพื่อดูแลความกระชับและริ้วรอยบางประเภท

เลือกจากต้นเหตุของปัญหา
เมื่อผิวขรุขระหรือมีรอยสิว Morpheus8 อาจเหมาะพิจารณากว่า แต่หากใบหน้าเริ่มหย่อนจากการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อ Emface อาจตอบโจทย์ ผู้ที่เคยลดน้ำหนักจนแก้มตอบควรประเมินปริมาตรใบหน้าด้วย

การพักฟื้นและผลข้างเคียง
Morpheus8 อาจมีรอยเข็ม แดง บวม หรือสะเก็ดที่ต้องดูแลหลังทำ ส่วน Emface มักไม่มีแผลเปิด จึงพักฟื้นน้อยกว่า แต่ยังอาจรู้สึกเมื่อยกล้ามเนื้อหรือผิวแดงชั่วคราว


ตารางเปรียบเทียบ Morpheus8 vs Emface

หัวข้อเปรียบเทียบ

Morpheus8

Emface

เทคโนโลยีหลัก

Fractional RF Microneedling ผ่านเข็ม

Synchronized RF ร่วมกับ HIFES ไม่ใช้เข็ม

กลไกการทำงาน

ส่ง RF ผ่านเข็มเพื่อปรับเนื้อเยื่อและคอลลาเจน

RF ดูแลผิว ขณะที่ HIFES กระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้า

ระดับความลึกของการรักษา

ปรับระดับเข็มตามหัวและตำแหน่งที่รักษา

RF ผ่านผิวร่วมกับ HIFES ที่ออกฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อ

ความรู้สึกระหว่างทำ

มักต้องทายาชา อาจรู้สึกเจ็บจากเข็มและความร้อน

รู้สึกอุ่นและกล้ามเนื้อหดตัว อาจไม่สบายบางช่วง

ระยะเวลาในการทำต่อครั้ง

ขึ้นกับพื้นที่และเวลาทายาชาก่อนทำ

ราว 20 นาทีต่อครั้งในแนวทางที่ศึกษา

จำนวนครั้งที่แนะนำ

ขึ้นอยู่กับรอยสิว สภาพผิว และแผนการรักษา

งานศึกษาหลายฉบับใช้ 4 ครั้ง ห่างกันสัปดาห์ละครั้ง

ระยะเวลาพักฟื้น

อาจแดง บวม หรือมีสะเก็ดหลายวันตามการตอบสนอง

โดยทั่วไปไม่มีรอยเข็ม มักใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัด

อาจช่วยเรื่องรูขุมขนและเนื้อผิวไม่เรียบ

เน้นการทำงานร่วมกันของ RF และกล้ามเนื้อใบหน้า

เหมาะสำหรับใคร

ผู้ที่มีแผลเป็นจากสิวบางชนิด หรือพื้นผิวขรุขระ

ผู้ที่เริ่มกังวลความหย่อนคล้อยและอยากเลี่ยงเข็ม

ระยะเวลาการคงผลลัพธ์

ไม่เท่ากันทุกคน ต้องติดตามผลและประเมินทำซ้ำ

ไม่ควรรับประกันระยะเวลา ขึ้นกับการตอบสนอง

ความแตกต่าง

ปรับความลึกของ RF ผ่านเข็มตามปัญหาแต่ละจุด

กระตุ้นกล้ามเนื้อด้วย HIFES พร้อม RF โดยไม่ลงเข็ม


Morpheus8 vs Emface เหมาะกับปัญหาแบบไหน

ปัญหาผิวไม่เรียบและการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้าเป็นคนละเรื่อง จึงควรดูต้นเหตุของริ้วรอยหรือความหย่อนคล้อยก่อนเลือกเครื่อง

ริ้วรอยตื้นควรเลือกเครื่องไหน
หากมีริ้วรอยตื้นบริเวณหน้าผาก ควรแยกว่าเกิดจากผิวหรือการขยับกล้ามเนื้อก่อน ส่วนปัญหาปากบางไม่ใช่ข้อบ่งใช้หลักของทั้งสองเครื่อง จึงต้องประเมินแยกต่างหาก

ร่องแก้มลึกและใต้ตาบุ๋ม
ร่องแก้มลึกหรือใต้ตาบุ๋มอาจเกิดจากการสูญเสียปริมาตรใบหน้า ซึ่งทั้ง Morpheus8 และ Emface ไม่ได้เติมเนื้อเยื่อโดยตรง ต้องแยกปัญหานี้ออกจากรอยย่นของผิวก่อนเลือกหัตถการ

ผิวหย่อนคล้อยและกรอบหน้าไม่ชัด
ถ้าเริ่มหย่อนคล้อยร่วมกับการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้า Emface อาจเป็นทางเลือก ส่วน Morpheus8 อาจพิจารณาเมื่อมีปัญหาผิวขรุขระร่วมด้วย แต่ความหย่อนคล้อยมากอาจต้องใช้แนวทางอื่น

รูขุมขนกว้างและผิวไม่เรียบ
เมื่อมีรูขุมขนกว้างหรือผิวไม่เรียบ Morpheus8 อาจช่วยกระชับรูขุมขนในบางราย ส่วน Emface ไม่ได้เน้นรักษาหลุมสิวหรือปรับเม็ดสี แม้ RF ของเครื่องจะมีส่วนในการดูแลผิวก็ตาม

กล้ามเนื้อหน้าและคิ้วเริ่มตก
Emface มีจุดเด่นที่ HIFES ซึ่งกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าได้ แต่คิ้วตกหรือหนังตาคล้อยมีหลายสาเหตุ ไม่ควรสรุปว่าทำเครื่องนี้แล้วจะยกขึ้นได้ทุกกรณี ส่วน Morpheus8 ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อบริหารกล้ามเนื้อ


Morpheus8 vs Emface สามารถใช้คู่กันได้หรือไม่

บางคนอาจใช้ Morpheus8 และ Emface ในแผนเดียวกันได้ แต่ไม่จำเป็นต้องทำคู่เสมอไป หากเครื่องเดียวดูแลปัญหาหลักได้ก็ควรเลี่ยงการเพิ่มหัตถการโดยไม่จำเป็น

กลไกต่างกัน ไม่จำเป็นต้องทำคู่เสมอไป
Morpheus8 ใช้เข็มกับ RF เพื่อดูแลผิวและรูขุมขนกว้างบางกรณี ส่วน Emface ส่ง RF ร่วมกับ HIFES เพื่อส่งเสริมการสร้างกล้ามเนื้อใบหน้า แม้เนื้อเยื่อเป้าหมายต่างกัน แต่ต้องประเมินความร้อนสะสมและสภาพผิวหากจะใช้ร่วมกัน

วางลำดับการทำตามสภาพผิว
ไม่มีลำดับว่าต้องทำ Emface ก่อนแล้วค่อย Morpheus8 เสมอ แพทย์จะดูปัญหาหลัก บริเวณรักษา และการฟื้นตัวของผิวก่อนวางแผนว่าใช้เครื่องใดก่อนหรือควรเว้นห่างเท่าไร

ข้อควรระวังเมื่อต้องทำร่วมกัน
การใช้พลังงานสองชนิดร่วมกันไม่ได้แปลว่าจะได้ผลดีกว่าเสมอไป ผู้มีประวัติผิวแพ้ง่าย แผลเป็นนูน หรือเคยทำหัตถการบนใบหน้าควรแจ้งแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อผิวยังแดงหรือมีรอยเข็มจาก Morpheus8


หัตถการอื่นที่อาจพิจารณาร่วมกับ Morpheus8 หรือ Emface

ถ้ามีปัญหามากกว่าหนึ่งอย่าง แพทย์อาจเลือกหัตถการอื่นร่วมด้วย แต่ต้องเริ่มจากวิเคราะห์สาเหตุ ไม่ใช่เพิ่มทุกโปรแกรมเพื่อหวังผลเร็วขึ้น

การใช้ Morpheus8 ควบคู่กับหัตถการอื่น
สกินบูสเตอร์เมื่อผิวฟื้นตัวแล้ว
หากหลังทำ Morpheus8 ยังมีปัญหาผิวแห้งหรือขาดความชุ่มชื้น ควรดูแลเกราะผิวก่อน ส่วนการใช้สารกลุ่มHyaluronic Acid หรือสกินบูสเตอร์ร่วมต้องรอให้ผิวฟื้นและให้แพทย์พิจารณาตำแหน่งฉีด

เลเซอร์ดูแลรอยดำ
หากกังวลรอยดำหรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ อาจประเมินเลเซอร์ที่ตรงปัญหาแยกต่างหาก โดยไม่กำหนดว่าเว้นจาก Morpheus8 สองสัปดาห์แล้วเหมาะกับทุกคน ควรรอให้ผิวหายระคายเคืองก่อน

โบท็อกซ์สำหรับริ้วรอยจากการขยับ
ผู้ที่มีริ้วรอยจากการขยับกล้ามเนื้อ เช่น บริเวณหน้าผากหรือหางตา อาจปรึกษาแพทย์เรื่องโบท็อกซ์ร่วมได้ แต่ช่วงเว้นขึ้นกับบริเวณฉีดและการฟื้นตัว ไม่ใช่ต้องฉีดหลังหนึ่งสัปดาห์เสมอ

การใช้ Emface ควบคู่กับหัตถการอื่น
เครื่องยกกระชับชนิดอื่น
ถ้าต้องดูแลความหย่อนคล้อยตำแหน่งที่ Emface ไม่ครอบคลุม แพทย์อาจพิจารณาเครื่องชนิดอื่น แต่ไม่ควรใช้คลื่นพลังงานหลายแบบซ้อนกันโดยไม่มีเหตุผล ระยะเว้นต้องประเมินรายกรณี

ฟิลเลอร์เมื่อมีการสูญเสียปริมาตร
Emface ไม่ได้ช่วยเติมปริมาตรจากการยุบตัวของไขมันหรือกระดูก หากมีร่องลึกจึงอาจพิจารณาฟิลเลอร์ในบางราย แต่ต้องแจ้งประวัติการฉีดและวางตำแหน่งการทำพลังงานให้เหมาะสม

สกินบูสเตอร์สำหรับผิวแห้ง
หากกังวลผิวแห้งหรือขาดน้ำ ควรเลือกการดูแลที่ตรงสาเหตุ ไม่ใช่คาดหวังให้ Emface เติมความชุ่มชื้นโดยตรง ส่วนหัตถการฉีดร่วมต้องให้แพทย์จัดลำดับและระยะเว้น


ใครบ้างที่ต้องระวังการทำ Morpheus8 หรือ Emface

แม้ทั้งสองเครื่องไม่ต้องผ่าตัด แต่ก็มีข้อจำกัดต่างกัน Morpheus8 มีการเจาะผิวและใช้ความร้อน ส่วน Emface ใช้ RF ร่วมกับสนามแม่เหล็กไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามเนื้อ จึงต้องซักประวัติโรคและอุปกรณ์ฝังในร่างกายก่อน

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในร่างกาย
ผู้มีเครื่องกระตุ้นหัวใจหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในร่างกายต้องแจ้งแพทย์ และควรตรวจข้อห้ามตามคู่มือเครื่องแต่ละชนิดก่อนทำ ไม่ควรถือว่าทั้งสองวิธีปลอดภัยในกรณีนี้

RF และพลังงานกระตุ้นกล้ามเนื้ออาจรบกวนอุปกรณ์บางประเภทได้ โดยเฉพาะ Emface ที่ใช้ HIFES จึงต้องตรวจชนิดและตำแหน่งของอุปกรณ์ก่อนตัดสินใจ

หากมีอุปกรณ์ฝังอยู่ อย่านัดทำโดยอาศัยข้อมูลทั่วไปเพียงอย่างเดียว ควรให้แพทย์ตรวจข้อมูลจากผู้ผลิตอุปกรณ์และเครื่องรักษาก่อน

ผู้ตั้งครรภ์และให้นมบุตร
การรักษาด้านความงามด้วยพลังงานในช่วงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงเมื่อยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ ส่วนผู้ให้นมบุตรควรหารือกับแพทย์ตามข้อกำหนดของแต่ละเครื่อง

ไม่ควรตัดสินใจจากคำว่าไม่ใช้เข็มแล้วสรุปว่าปลอดภัยสำหรับทุกช่วงของการตั้งครรภ์หรือหลังคลอด

ระยะเวลาที่กลับมาทำได้ไม่มีตัวเลขเดียวสำหรับทุกคน ต้องประเมินสุขภาพ ข้อห้ามของอุปกรณ์ และแผนการดูแลหลังคลอดร่วมกัน

ผิวติดเชื้อหรืออักเสบ
หากมีเริมกำเริบ แผลติดเชื้อ หรือสิวอักเสบรุนแรงบริเวณที่จะทำ ควรเลื่อนหัตถการจนแพทย์ประเมินว่าผิวพร้อม ส่วนโรคผิวหนังอักเสบอื่น ๆ ต้องดูตำแหน่งและความรุนแรง

Morpheus8 มีรอยเข็ม จึงต้องระวังการติดเชื้อและแผลหายช้า ส่วน Emface แม้ไม่ใช้เข็มก็ไม่ควรวางแผ่นทับบริเวณผิวที่อักเสบรุนแรง

ควรรักษาภาวะอักเสบและแจ้งประวัติเริมก่อนเสมอ โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องใช้หัตถการที่มีเข็ม

ผู้มีโรคชักหรือโรคระบบประสาท
ผู้มีประวัติชักหรือโรคระบบประสาทควรแจ้งแพทย์ก่อน โดยเฉพาะ Emface ที่มีการกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า ข้อห้ามต้องอ้างอิงคู่มือของเครื่องและโรคประจำตัว

สำหรับ Morpheus8 ควรดูทั้งโรคที่เป็น ยาที่ใช้ และความสามารถในการสมานแผล ไม่ใช่สรุปว่าคลื่น RF มีข้อห้ามเหมือน HIFES ทุกกรณี

ไม่ควรหยุดยาโรคประจำตัวเองเพื่อเข้ารับบริการ ควรให้แพทย์ที่ดูแลร่วมพิจารณาความเหมาะสม

โรคที่กระทบต่อการสมานแผล
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคเบาหวานควบคุมไม่ได้ หรืออยู่ระหว่างรักษาโรครุนแรง ควรให้แพทย์ประเมินก่อน โดยเฉพาะ Morpheus8 ที่มีการเจาะผิว

ประเด็นสำคัญคือความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การสมานแผล และความพร้อมของร่างกาย ไม่ใช่การตัดสิทธิ์ผู้ป่วยทุกโรคจากหัตถการทุกชนิด


เตรียมตัวก่อนทำ Morpheus8 vs Emface

ก่อนทำทั้งสองเครื่องควรแจ้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้ อุปกรณ์หรือโลหะฝังในร่างกาย และประวัติหัตถการบนใบหน้า หากมีแผล ผื่น หรือการติดเชื้อควรให้แพทย์ตรวจผิวก่อน สำหรับ Morpheus8 อาจต้องปรับการใช้เรตินอยด์หรือสารผลัดผิวและเผื่อเวลาทายาชา ส่วน Emface ต้องตรวจข้อห้ามของ HIFES และเตรียมผิวให้สะอาด


ดูแลตัวเองหลังทำ Morpheus8 vs Emface

หลังทำโปรแกรม Morpheus8
หลังทำ Morpheus8 อาจมีรอยแดง บวม หรือสะเก็ด ควรงดแกะเกาและหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองตามระยะที่แพทย์แนะนำ ระวังแสงแดดและเลือกการดูแลผิวที่เหมาะกับรอยเข็ม หากปวดมากขึ้น ผิวไหม้ หรือชาผิดปกติให้รีบพบแพทย์

หลังทำโปรแกรม Emface
Emface ไม่มีรอยเข็ม ส่วนใหญ่จึงกลับไปทำกิจวัตรได้ตามปกติ เลือกสกินแคร์ที่อ่อนโยนหากผิวแดงหรือไวต่อสัมผัส และแจ้งแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ ไม่จำเป็นต้องเว้นหัตถการอื่นตามจำนวนวันเดียวกันทุกคน


Morpheus8 vs Emface ต้องทำกี่ครั้ง

จำนวนครั้งของ Morpheus8 และ Emface ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน เพราะเครื่องหนึ่งมุ่งดูแลพื้นผิวผ่านเข็ม อีกเครื่องใช้ RF กับ HIFES กระตุ้นกล้ามเนื้อ แผนทำซ้ำจึงขึ้นกับปัญหาและการตอบสนอง

โปรแกรม Morpheus8 ทำกี่ครั้งถึงเห็นผล ?
หากมีหลุมสิวหรือผิวไม่เรียบ Morpheus8 อาจต้องทำหลายครั้งและติดตามการฟื้นตัวระหว่างครั้ง แพทย์จะกำหนดจำนวนและระยะเว้นจากสภาพผิว ไม่ใช่ใช้สูตรสามถึงห้าครั้งกับทุกคน

การดูแลต่อเนื่อง

เมื่อจบการรักษาควรประเมินผลจริงก่อนนัดทำซ้ำ ไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าทุกคนต้องกลับมาปีละหนึ่งหรือสองครั้ง

โปรแกรม Emface ต้องทำกี่ครั้งจึงเห็นผล ?
มีงานศึกษาที่ใช้ Emface สี่ครั้ง ห่างกันสัปดาห์ละครั้ง แต่เป็นแนวทางในการศึกษา ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องทำจำนวนนี้เสมอไป

ระยะห่างในการทำ Emface ควรอิงแนวทางของเครื่องและการประเมินของผู้ให้บริการ ไม่ควรกำหนดห้าวันหรือสองครั้งต่อสัปดาห์เป็นสูตรเดียวสำหรับทุกคน


Morpheus8 vs Emface เห็นผลเมื่อไหร่

โปรแกรม Morpheus8
หลัง Morpheus8 ควรรอให้รอยเข็มและอาการบวมลดลงก่อนประเมินพื้นผิว ความเรียบเนียนหรือความกระชับอาจค่อย ๆ เปลี่ยนในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ทั้งระยะเห็นผลและความคงอยู่ต่างกันตามปัญหาผิว

โปรแกรม Emface
หลัง Emface บางคนอาจรู้สึกตึงหรือเมื่อยกล้ามเนื้อเล็กน้อย แต่ผลด้านความกระชับต้องติดตามหลังจบแผนการรักษาไปอีกระยะ ไม่ควรรับประกันว่าเห็นผลชัดภายในไม่กี่สัปดาห์หรืออยู่ได้นานเท่ากันทุกคน


สรุปทุกเรื่องของ Morpheus8 vs Emface

Morpheus8 กับ Emface ใช้พลังงาน RF เหมือนกัน แต่ตอบโจทย์ต่างกัน Morpheus8 ส่งพลังงานผ่านเข็ม เหมาะพิจารณาเมื่อมีรอยสิวหรือผิวไม่เรียบ ส่วน Emface ใช้ RF ร่วมกับ HIFES กระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าโดยไม่ใช้เข็ม หากมีปัญหาปริมาตรใบหน้าลดลงหรือหย่อนคล้อยมาก ควรประเมินวิธีอื่นร่วมด้วย


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Morpheus8 vs Emface (FAQ)

Morpheus8 กับ Emface ต่างกันอย่างไร?

Morpheus8 ใช้เข็มขนาดเล็กส่งพลังงาน RF เข้าสู่ผิว เน้นดูแลพื้นผิวและความกระชับ ส่วน Emface ใช้ Synchronized RF ร่วมกับ HIFES กระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าโดยไม่ใช้เข็ม

Morpheus8 กับ Emface เครื่องไหนยกกระชับดีกว่า?

ขึ้นอยู่กับปัญหา Morpheus8 อาจเหมาะกับผู้ที่มีผิวไม่เรียบหรือรอยสิวร่วมกับความหย่อนคล้อย ส่วน Emface เน้นดูแลความกระชับของผิวและกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้า

Emface ใช้เทคโนโลยี HIFES คืออะไร?

HIFES เป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อใบหน้าหดและคลายตัวเป็นจังหวะ โดย Emface ใช้ร่วมกับ RF เพื่อดูแลผิวและกล้ามเนื้อพร้อมกัน

Morpheus8 กับ Emface อันไหนเจ็บกว่ากัน?

เปรียบเทียบตายตัวไม่ได้ Morpheus8 อาจเจ็บจากเข็มและความร้อนของ RF ส่วน Emface อาจรู้สึกอุ่นผิวและกล้ามเนื้อหดตัว โดยทั่วไปไม่มีความเจ็บจากเข็ม

Morpheus8 กับ Emface ต้องพักฟื้นไหม?

Morpheus8 อาจมีรอยแดง บวม หรือสะเก็ดจากเข็ม จึงต้องดูแลผิวระหว่างฟื้นตัว ส่วน Emface ไม่มีรอยเข็มและมักกลับไปทำกิจวัตรได้ตามปกติ แต่อาจมีอาการแดงหรือตึงกล้ามเนื้อชั่วคราว

Morpheus8 กับ Emface ต้องทำกี่ครั้ง?

Morpheus8 อาจต้องทำหลายครั้งเมื่อเน้นดูแลหลุมสิวหรือผิวไม่เรียบ ส่วน Emface มีงานศึกษาที่ใช้ 4 ครั้ง ห่างกันสัปดาห์ละครั้ง ทั้งนี้จำนวนครั้งจริงขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์

Morpheus8 กับ Emface เห็นผลเมื่อไหร่?

Morpheus8 อาจเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ส่วน Emface ต้องติดตามความกระชับหลังจบแผนการรักษา โดยระยะเห็นผลแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

Morpheus8 กับ Emface มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?

Morpheus8 อาจทำให้แดง บวม เกิดสะเก็ด และมีความเสี่ยงต่อผิวไหม้ แผลเป็น หรือไขมันใต้ผิวลดลง ส่วน Emface อาจทำให้ผิวแดง รู้สึกอุ่น หรือเมื่อยกล้ามเนื้อชั่วคราว

Morpheus8 กับ Emface ทำร่วมกันได้ไหม?

บางรายอาจทำร่วมกันได้เมื่อมีทั้งปัญหาพื้นผิวและความหย่อนคล้อย แต่ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน แพทย์ควรประเมินสภาพผิวและกำหนดลำดับหรือระยะห่างตามการฟื้นตัว

ใครบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง Morpheus8 หรือ Emface?

ผู้ที่มีแผลติดเชื้อหรือผิวอักเสบรุนแรงควรเลื่อนทำ ส่วนผู้ตั้งครรภ์ ผู้มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในร่างกาย หรือมีโรคประจำตัวบางชนิด ต้องให้แพทย์ตรวจข้อห้ามของแต่ละเครื่องก่อน

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
เมื่อลงทะเบียนถือว่าท่านยอมรับ ข้อตกลงและเงื่อนไข และ นโยบายความเป็นส่วนตัว
เรื่อง โปรแกรม Morpheus ที่คุณอาจสนใจ