ฉีดฟิลเลอร์ปากครั้งแรกยังไง แก้ปัญหาปากไม่ได้รูป อันตรายไหม
เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC
ฉีดฟิลเลอร์ปาก
ฉีดฟิลเลอร์ปากครั้งแรกยังไง ให้ปากสวยทรงชัด แก้ปัญหาปากไม่ได้รูป
ฉีดฟิลเลอร์ปาก เป็นการเพิ่มความอวบอิ่มปรับรูปทรงปาก และยังช่วยในเรื่องของ ปากแห้ง ปากไม่เท่ากัน ปากบาง ดูไม่มีมิติ
แล้วการฉีดฟิลเลอร์ปากอันตรายไหม ถ้าอยากฉีดฟิลเลอร์ปากครั้งแรกแล้วดูละมุนไม่หนาเกินไป จะต้องเตรียมตัวอย่างไรและมีทริคอะไรบ้างบทความนี้มีคำตอบ
รวมทุกหัวข้อเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ปาก
- ฉีดฟิลเลอร์ปากคืออะไร
- หลักการทำงานของการฉีดฟิลเลอร์ปาก
- ฉีดฟิลเลอร์ปากอันตรายไหม
- ฉีดฟิลเลอร์ปากเจ็บหรือไม่
- ควรฉีดฟิลเลอร์ปากตอนอายุเท่าไหร่
- ปากที่ทรงสวยต้องมีสัดส่วนแบบไหน
- ฉีดฟิลเลอร์ปากยี่ห้อไหนเหมาะ
- ฉีดฟิลเลอร์ปากปั้นทรงปากแบบไหนได้บ้าง
- ใครเหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ปาก
- ฉีดฟิลเลอร์ปาก Vs ศัลยกรรมปากต่างกันอย่างไร
- ตัดปากมาฉีดฟิลเลอร์ปากได้ไหม
- ฉีดฟิลเลอร์ปากใช้กี่ cc
- เตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ปาก
- การดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก
- ฉีดฟิลเลอร์ปากอยู่ได้นานหรือไม่
- ควรเลือกฉีดฟิลเลอร์ปากที่ไหนดี
- สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ปาก
- Q and A ยอดฮิตของการฉีดฟิลเลอร์ปาก
ฉีดฟิลเลอร์ปากคืออะไร
การฉีดฟิลเลอร์ปาก คือหนึ่งในหัตถการทางความงามที่ใช้สารเติมเต็มประเภท ไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid: HA) ซึ่งมีลักษณะเป็นเจลใส เนื้อสัมผัสนุ่ม สามารถกระจายตัวได้ดีในชั้นผิวหนัง เป็นสารที่พบได้ในร่างกายของเรา โดยการที่เราฉีดฟิลเลอร์ปากจะมีคุณสมบัติสำคัญคือช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว เมื่อฉีดเข้าสู่ริมฝีปาก จะช่วยเสริมให้ริมฝีปากมีวอลลุ่ม ดูเรียบเนียน และมีรูปทรงที่ชัดเจนขึ้น
ฉีดฟิลเลอร์ปากครั้งแรกยังไง แก้ปัญหาปากไม่ได้รูป อันตรายไหม
ฉีดฟิลเลอร์ปาก ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
หลักการทำงานของการฉีดฟิลเลอร์ปาก
เมื่อแพทย์ฉีดฟิลเลอร์ปาก สารจะเข้าไปเติมเต็มในชั้นผิวที่ขาดปริมาตรหรือมีลักษณะที่ไม่สมดุล ส่งผลให้ริมฝีปากดูอวบอิ่มขึ้น รูปทรงชัดเจน และนุ่มชุ่มชื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่ต้องรอระยะเวลานาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิคการฉีดและปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ด้วย
เติมเต็มช่องว่างใต้ผิวหนัง
บริเวณริมฝีปากที่บางหรือไม่เท่ากันมักเกิดจากการมีเนื้อปากน้อย หรือมีการสูญเสียคอลลาเจนตามวัย การฉีดฟิลเลอร์ปากจะเข้าไป “เติมเต็ม” พื้นที่ว่างใต้ชั้นผิว ทำให้ปากดูมีวอลลุ่มมากขึ้น
สร้างความชุ่มชื้นให้ริมฝีปาก
HA มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้สูงมาก การฉีดฟิลเลอร์ปากจึงช่วยให้ริมฝีปากที่เคยแห้ง แตก หรือดูซีด กลับมานุ่มชุ่มชื้น ดูสุขภาพดีโดยไม่ต้องพึ่งลิปบาล์มตลอดเวลา
ปรับและเสริมรูปทรงปาก
แพทย์สามารถออกแบบรูปปากที่ต้องการได้ เช่น ปากกระจับ ปากสายฝอ หรือยกมุมปากให้ดูยิ้มสดใส ซึ่งการฉีดฟิลเลอร์ปากจะทำหน้าที่ “พยุง” และ “จัดทรง” ให้ปากอยู่ในรูปแบบที่ต้องการ โดยไม่ต้องศัลยกรรม
ฉีดฟิลเลอร์ปากอันตรายไหม
การฉีดฟิลเลอร์ปากเป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มคนที่ต้องการปรับรูปร่างริมฝีปากให้ดูอวบอิ่ม สวยสมส่วน หรือแก้ไขรูปปากที่ไม่สมดุล หลายคนอาจสงสัยว่า “ฉีดฟิลเลอร์ปากอันตรายไหม ? ” คำตอบคือ ไม่อันตราย หากฉีดฟิลเลอร์ปากโดยแพทย์อย่างถูกวิธี และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน
ปัจจัยที่ทำให้การฉีดฟิลเลอร์ปาก ไม่อันตราย
1.ใช้สารฟิลเลอร์ที่ผ่านการรับรองจาก อย.
ฉีดฟิลเลอร์ปากที่ไม่เป็นอันตรายต้องเป็นสารประเภท Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในร่างกายมนุษย์ และสามารถสลายได้เองตามกระบวนการทำงานของร่างกาย หากใช้ฟิลเลอร์แท้ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะลดความเสี่ยงจากการแพ้และผลข้างเคียงรุนแรง
2.ฉีดฟิลเลอร์ปากโดยแพทย์
สิ่งที่จะรับประกันได้ว่าการฉีดฟิลเลอร์ปากแล้วไม่เป็นอันตรายอีกสิ่งก็คือ“มือหมอ”สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะแพทย์ที่มีความรู้ด้านกายวิภาคใบหน้า จะเข้าใจเส้นเลือดและชั้นผิว สามารถเลือกตำแหน่งฉีด ปริมาณฟิลเลอร์ และเทคนิคให้เหมาะสม ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ฉีดโดนเส้นเลือด หรือเกิดก้อนแข็งได้
3.ฉีดฟิลเลอร์ปากกับคลินิกที่ได้มาตรฐาน
สถานพยาบาลหรือคลินิก ที่เราเลือกไปฉีดฟิลเลอร์ปากต้องมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ใช้อุปกรณ์สะอาดและปลอดเชื้อ มีระบบดูแลความปลอดภัย เช่น การเตรียมยาฉุกเฉินหรือเอนไซม์สำหรับสลายฟิลเลอร์
ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในการฉีดฟิลเลอร์ปาก (พบได้น้อย)
แม้โดยรวมจะถือว่าการฉีดฟิลเลอร์ปากไม่เป็นอันตราย แต่การฉีดฟิลเลอร์ปากก็ยังมี ความเสี่ยงเล็กน้อย ที่ควรทราบด้วยเช่นกัน ได้แก่
• อาการบวม ช้ำ หรือเข็มทิ้งรอยแดงเล็กน้อยในช่วง 1-3 วันแรกหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก
• หลังฉีดฟิลเลอร์ปากคลำเจอก้อนหรือผิวไม่เรียบ หากฉีดลึกหรือตื้นเกินไป
• เสี่ยงต่อการอุดตันของหลอดเลือด หากฉีดผิดชั้นหรือโดนเส้นเลือดโดยตรง (แต่สามารถป้องกันได้ด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง)
• ปากบวมผิดรูปหรือไม่เท่ากัน หากปริมาณฟิลเลอร์ไม่เหมาะสม
กรณีเกิดปัญหา สามารถสลายฟิลเลอร์ได้ด้วยการใช้เอนไซม์ Hyaluronidase ซึ่งจะช่วยย่อยสลาย HA ออกได้โดยไม่เป็นอันตราย
ฉีดฟิลเลอร์ปากเจ็บหรือไม่
คำถามที่หลายคนสงสัยก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ปากคือ “เจ็บไหม ? ” คำตอบคือ การฉีดฟิลเลอร์ปากมีความรู้สึกบ้างแต่ไม่ได้เจ็บมาก เพราะในกระบวนการฉีดจะมีการใช้ยาชาช่วยลดความรู้สึก และการฉีดฟิลเลอร์ปากที่ใช้ในปัจจุบันก็มักมีส่วนผสมของยาชาในตัวอยู่แล้ว
ทำไมการฉีดฟิลเลอร์ปากถึงไม่เจ็บเท่าที่คิด ?
1.มียาชาช่วยระงับความรู้สึก
ก่อนเริ่มหัตถการ แพทย์จะทายาชาเฉพาะที่บริเวณริมฝีปาก ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที เพื่อให้รู้สึกชา ลดความไม่สบายขณะฉีดฟิลเลอร์ปาก บางกรณีอาจมีการใช้ยาชาแบบฉีดร่วมด้วยหากผู้รับบริการมีความกังวลเรื่องความรู้สึกเจ็บมากเป็นพิเศษ
2.ฟิลเลอร์มีส่วนผสมของยาชา Lidocaine
ฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ในท้องตลาดที่ผ่าน อย.แล้ว จะมีการผสมสารยาชาชื่อ Lidocaine อยู่ในตัว ทำให้ระหว่างฉีดฟิลเลอร์ปากรู้สึกเจ็บน้อยลง และเมื่อฟิลเลอร์กระจายไปในผิว ยาชาก็จะออกฤทธิ์ในบริเวณที่ฉีด
3.เข็มที่ใช้มีขนาดเล็กมาก
เข็มที่ใช้ฉีดฟิลเลอร์ปากมีขนาดเล็กมาก บางเคสแพทย์จะใช้ "เข็มทู่" (Cannula) ซึ่งลดการกระทบกับเส้นเลือดและเส้นประสาท จึงทำให้รู้สึกระคายเคืองน้อยและลดความเสี่ยงต่อการช้ำ
ความรู้สึกขณะฉีดฟิลเลอร์ปากเป็นอย่างไร
ผู้รับบริการส่วนใหญ่ให้ความเห็นตรงกันว่า รู้สึกตึง ๆ หรือจิ๊ด ๆ เหมือนมีแรงดันเล็กน้อยบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ปาก แต่ไม่ถึงขั้นเจ็บมาก บางคนเปรียบเทียบว่าเจ็บน้อยกว่าการถอนขนหรือฉีดยา
ความรู้สึกเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับ
• ความไวของปลายประสาทแต่ละบุคคล
• เทคนิคการฉีดของแพทย์
• ชนิดของฟิลเลอร์ที่ใช้
• ความตึงหรือแห้งของริมฝีปากเดิม
หลังฉีดฟิลเลอร์ปากเสร็จจะเจ็บไหม
หลังฉีดฟิลเลอร์ปาก อาจมีอาการระคายเล็กน้อย เช่น ปวดตึง ชา หรือรู้สึกแน่นบริเวณริมฝีปากในช่วง 1-2 วันแรก ซึ่งถือเป็นอาการปกติ และจะค่อย ๆ ดีขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดในผู้ที่ไม่มีอาการมาก
หากมีอาการบวม แดง หรือรู้สึกไม่สบายมากกว่าปกติหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน
วิธีลดอาการระคายเคืองหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก
• ประคบเย็นเบา ๆ ในช่วง 6-12 ชั่วโมงแรก
• หลีกเลี่ยงความร้อน เช่น การดื่มของร้อนหรืออยู่ในซาวน่า
• งดการจับ บีบ หรือนวดบริเวณริมฝีปาก
• ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยให้ฟิลเลอร์เซ็ตตัวได้ดีและผิวมีความชุ่มชื้น
ฉีดฟิลเลอร์ปากครั้งแรกยังไง แก้ปัญหาปากไม่ได้รูป อันตรายไหม
ฉีดฟิลเลอร์ปาก ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ควรฉีดฟิลเลอร์ปากตอนอายุเท่าไหร่
การฉีดฟิลเลอร์ปากเป็นหัตถการปรับรูปหน้าที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนหลากหลายช่วงอายุ ตั้งแต่วัยรุ่นตอนปลายไปจนถึงวัยทำงานหรือวัย 40+ หลายคนอาจมีคำถามว่า “ควรเริ่มฉีดฟิลเลอร์ปากเมื่ออายุเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม ? ” คำตอบคือ การฉีดฟิลเลอร์ปากไม่มี “อายุที่ตายตัว” เพราะการฉีดฟิลเลอร์ปากไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “ความต้องการ” และ “ลักษณะของริมฝีปาก” ของแต่ละบุคคล
อายุเท่าไหร่ถึงสามารถเริ่มฉีดฟิลเลอร์ปากได้ ?
หากผู้เข้ารับบริการมีอายุ ตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจ รวมถึงไม่มีข้อห้ามทางสุขภาพ ก็สามารถเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ปากได้ โดยทั่วไปช่วงอายุเฉลี่ยในการฉีดฟิลเลอร์ปากมีดังนี้
กลุ่มวัย 20-30 ปี
ส่วนใหญ่มักฉีดฟิลเลอร์ปากเพื่อ เสริมความงาม เช่น เพิ่มความอวบอิ่ม ปรับทรงให้ปากดูน่ารัก มีเสน่ห์ หรือทำให้ปากเป็นกระจับ
นิยมฉีดฟิลเลอร์ปากในกลุ่มคนที่มีริมฝีปากบาง ปากไม่เท่ากัน หรืออยากให้หน้าดูหวานขึ้นโดยไม่ต้องศัลยกรรม
กลุ่มวัย 30-40 ปี
เริ่มมีปัญหา เนื้อปากแห้ง ขาดความชุ่มชื้น ริมฝีปากแบนหรือดูซีด เนื่องจากการลดลงของคอลลาเจนตามวัย
การฉีดฟิลเลอร์ปากจะช่วยฟื้นฟูริมฝีปากให้ดูอิ่มเอิบขึ้น ช่วยให้ใบหน้าดูสดใสและดูอิ่มฟู
กลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป
ฉีดฟิลเลอร์ปากเพื่อ ฟื้นฟูโครงสร้างปากที่เริ่มสูญเสียวอลลุ่ม ปรับรูปริมฝีปากที่เริ่มหย่อนหรือมีริ้วรอยรอบปากให้กลับมาดูมีชีวิตชีวา
ฉีดฟิลเลอร์ปากเร็วเกินไปหรือช้าเกินไปมีผลไหม
หากฉีดฟิลเลอร์ปากตั้งแต่อายุน้อยมาก (ต่ำกว่า 18 ปี) โดยไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์ อาจมีผลต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ จึงควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนเสมอ
หากรอให้อายุเยอะจนปัญหาชัดเจนขึ้น เช่น ปากหย่อน เนื้อหาย การแก้ไขอาจต้องใช้ปริมาณฟิลเลอร์มากขึ้น และอาจต้องร่วมกับหัตถการอื่น เช่น การยกกระชับรอบปาก
แล้ว “ควร” ฉีดฟิลเลอร์ปากเมื่อไหร่จึงเหมาะที่สุด
เมื่อมีปัญหาหรือความต้องการชัดเจน เช่น
• ปากบาง ไม่เท่ากัน หรืออยากปรับให้ดูสวยขึ้น
• ปากแห้ง ลอก ดูซีด ไม่มีความชุ่มชื้นแม้ใช้ลิปบาล์มบ่อย
• อยากปรับบุคลิกหรือเสริมความมั่นใจในการพูดหรือยิ้ม
• รู้สึกว่าปากดูมีอายุ หรือทำให้หน้าดูไม่สดใส
เมื่อถึงจุดที่รู้สึกว่า “อยากแก้ไข” และมีสุขภาพที่เหมาะสม การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและแนะนำการฉีดฟิลเลอร์ปากก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงอายุใดอายุหนึ่งโดยเฉพาะ
ปากที่ทรงสวยต้องมีสัดส่วนแบบไหน
ริมฝีปากที่ได้สัดส่วนและมีรูปทรงสวยงาม ไม่เพียงส่งผลต่อความน่าดึงดูดของใบหน้าโดยรวม แต่ยังสะท้อนบุคลิกภาพ ความมั่นใจ และช่วยให้รอยยิ้มดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในศาสตร์ของความงาม มีการกำหนดสัดส่วนที่เรียกว่า “อุดมคติ” ของรูปปากไว้ชัดเจน โดยคำนึงถึงทั้งมุมมองจากด้านหน้าและด้านข้าง
ฉีดฟิลเลอร์ปากครั้งแรกยังไง แก้ปัญหาปากไม่ได้รูป อันตรายไหม
ฉีดฟิลเลอร์ปาก ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
1.สัดส่วนริมฝีปาก บน-ล่าง ที่ดูสมดุล
หากมองจากด้านหน้า ริมฝีปากบนและล่างควรมีสัดส่วนประมาณ
1 : 1.618 ซึ่งเป็นอัตราส่วนทองคำที่พบในธรรมชาติและมักใช้เป็นเกณฑ์ในงานศิลปะและความงาม ริมฝีปากล่างจะดูอวบอิ่มกว่าปากบนเล็กน้อย ไม่เท่ากันเสียทีเดียว แต่ต้องสมดุลเมื่อมองโดยรวม
2.ตำแหน่งริมฝีปากในมุมมองด้านข้าง
• เมื่อลากเส้นสมมุติจากปลายจมูกผ่านลงไปยังปลายคาง (เรียกว่า E-line)
• ริมฝีปากล่างควรแตะเส้นนี้พอดี
• ริมฝีปากบนควรอยู่ห่างจากเส้นนี้ประมาณ 2 มิลลิเมตร
หากปากอยู่ลึกเกินไป จะดูยุบหรือแบน แต่หากยื่นออกมามากเกิน ก็อาจทำให้ใบหน้าดูไม่กลมกลืน โดยเฉพาะเมื่อมองด้านข้าง
3.ขนาดของปากควรสัมพันธ์กับรูปหน้า
รูปทรงของปากไม่ควรใหญ่หรือเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับสัดส่วนของใบหน้า ริมฝีปากล่างควรมีความโค้งนุ่มนวล และไม่ควรล้นออกไปเกินจาก “จุดยอดของตัว M” บนขอบริมฝีปากบน ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ขอบปากดูชัดและมีเอกลักษณ์
4.มุมปากควรอยู่ในแนวที่ยกขึ้น
ริมฝีปากที่ดูสดใสและอ่อนเยาว์ มักมีลักษณะ มุมปากยกเล็กน้อย ไม่ทิ่มตกลงด้านล่าง เพราะมุมปากตกอาจทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า เคร่งเครียด หรือไม่เป็นมิตร การยกมุมปากเล็กน้อยด้วยเทคนิคการฉีดฟิลเลอร์ปาก จะช่วยให้ดูเป็นมิตรมากขึ้น
5.เนื้อปากควรเรียบเนียน ไม่แห้งหรือแตกลอก
ริมฝีปากที่ดูดีควรมีพื้นผิวที่นุ่ม ชุ่มชื้น และเนียนละเอียด ไม่มีร่องหรือรอยแตก บ่งบอกถึงสุขภาพผิวที่ดี ทั้งยังทำให้การแต่งหน้าหรือลิปสติกติดทนขึ้นด้วย
6.ขอบปากควรชัดและต่อเนื่อง
ขอบรอยต่อระหว่างริมฝีปากกับผิวหน้าควรเรียบ ไม่มีรอยย่นหรือริ้วรอยลึก เพราะขอบปากที่ชัดจะทำให้รูปทรงปากดูเป็นธรรมชาติ ไม่เบลอ และช่วยให้ปากดูมีมิติมากขึ้น
ริมฝีปากที่มีรูปทรงสวยงามตามหลักความงามทางการแพทย์ คือปากที่มีสัดส่วนเหมาะสมระหว่างปากบนและล่าง เมื่อมองจากทุกมุมต้องกลมกลืนกับองค์ประกอบใบหน้า มีความอวบอิ่มในระดับที่พอดี มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ผิวเรียบเนียน ชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องแต่งเติมมาก ทั้งหมดนี้สามารถเสริมให้ปากดูดีขึ้นได้ด้วยการดูแลที่ถูกต้อง หรือหัตถการเสริมเล็กน้อย เช่น การฉีดฟิลเลอร์ปากที่ออกแบบตามลักษณะเฉพาะบุคคล
ฉีดฟิลเลอร์ปากยี่ห้อไหนเหมาะ
การเลือกฉีดฟิลเลอร์ปาก มีหลากหลายยี่ห้อ เพราะ ลักษณะเนื้อฟิลเลอร์ ความแน่น ความยืดหยุ่น และอายุการใช้งาน ของฟิลเลอร์แต่ละรุ่นมีความแตกต่างกัน แพทย์จึงต้องเลือกให้เหมาะกับปัญหา ความต้องการ และโครงสร้างปากของแต่ละบุคคล
ที่ Romrawin New Gen เลือกใช้เฉพาะ ฟิลเลอร์แท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย.และเป็นแบรนด์ระดับโลก โดยแพทย์จะเลือกชนิดฟิลเลอร์ที่เหมาะสมที่สุดตามเคส เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสวยและไม่เป็นอันตราย
การฉีดฟิลเลอร์ปากยอดนิยม เปรียบเทียบคุณสมบัติแบบเข้าใจง่าย
1.Juvederm Ultra Plus
เนื้อสัมผัส นุ่มและฟูมาก
จุดเด่น ช่วยเพิ่มความอวบอิ่มได้ชัดเจน ปากดูอิ่มแบบสไตล์ฝรั่ง
เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนทรงปากให้ดูอวบอิ่มเด่นชัด
ระยะเวลาการคงอยู่ ประมาณ 12 เดือน
2.Juvederm Voluma
เนื้อสัมผัส ค่อนข้างแน่นและคงตัวดี
จุดเด่น ฟูพอดี ไม่บวมเกิน อยู่ได้นานที่สุดในกลุ่ม
เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจน และอยากให้ฟิลเลอร์อยู่ได้นาน
ระยะเวลาการคงอยู่ นานถึง 18 เดือน
3.Juvederm Volift
เนื้อสัมผัส นุ่ม ละเอียด และยืดหยุ่น
จุดเด่น ให้ผลลัพธ์แบบ ไม่เป็นก้อน
เหมาะสำหรับ คนที่ต้องการเติมริมฝีปากแบบกลมกลืนกับรูปหน้า ไม่ให้ดูเปลี่ยนจนเกินไป
ระยะเวลาการคงอยู่ ประมาณ 12 เดือน
4.Juvederm Volite
เนื้อสัมผัส ละเอียดมาก
จุดเด่น เพิ่มความชุ่มชื้น ไม่เน้นวอลลุ่ม
เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีปากแห้ง แตกง่าย ต้องการบำรุงริมฝีปากให้ดูสุขภาพดี
ระยะเวลาการคงอยู่ 8-12 เดือน
5.Restylane Vital Light
เนื้อสัมผัส บางเบาและละเอียด
จุดเด่น เพิ่มความชุ่มชื้นแบบลึก ไม่เน้นเติมวอลลุ่ม
เหมาะสำหรับ ผู้ที่ไม่ต้องการปากอวบอิ่ม แต่ต้องการลดความแห้งและให้ปากดูนุ่ม
ระยะเวลาการคงอยู่ 6-12 เดือน
6.Restylane Volyme
เนื้อสัมผัส นุ่มปานกลาง ยืดหยุ่นสูง
จุดเด่น ช่วยอุ้มน้ำได้ดี รูปปากเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นก้อน
เหมาะสำหรับ การเติมบริเวณมุมปาก หรือผู้ที่ต้องการให้ปากดูมีมิติ
ระยะเวลาการคงอยู่ นานถึง 18 เดือน
7.Restylane Refyne
เนื้อสัมผัส เจลนุ่ม ยืดหยุ่นได้ดี
จุดเด่น เติมเต็มให้ปากอวบอิ่ม โดยยังเคลื่อนไหวได้เป็นธรรมชาติ
เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการให้รูปปากชัดเจนขึ้น แต่ยังคงความนุ่มนวล
ระยะเวลาการคงอยู่ ประมาณ 12 เดือน
ฉีดฟิลเลอร์ปากครั้งแรกยังไง แก้ปัญหาปากไม่ได้รูป อันตรายไหม
ฉีดฟิลเลอร์ปาก ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ฉีดฟิลเลอร์ปากปั้นทรงปากแบบไหนได้บ้าง
การฉีดฟิลเลอร์ปากไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มวอลลุ่มให้ริมฝีปากเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ในการ ออกแบบทรงปากให้เหมาะกับรูปหน้า สไตล์ และบุคลิกของแต่ละคน
แพทย์จะประเมินโครงสร้างปากเดิม ลักษณะใบหน้า และความต้องการของผู้รับบริการก่อนเลือกเทคนิคและทรงปากที่เหมาะสม
รูปทรงริมฝีปากที่ได้รับความนิยมสามารถแบ่งออกได้เป็นหลากหลายสไตล์ ดังนี้
1.ทรงปากกระจับแบบละมุน
ฉีดฟิลเลอร์ปากเป็นทรงปากกระจับเป็นทรงที่เน้นความนุ่มนวลของรูปปาก ให้ดูอวบอิ่มแบบพอดี โดยริมฝีปากบนจะถูกปรับให้มีรอยหยักเล็กน้อยเหมือนหยดน้ำ แต่ไม่เน้นความแหลมหรือเด่นเกินไป ขณะที่ริมฝีปากล่างจะเติมให้ดูเต็มพองาม
เหมาะกับคนที่มีริมฝีปากบาง ต้องการปรับรูปปากให้ดูละมุนโดยยังคงรูปปากเดิมอยู่
2.ทรงปากกระจับชัดเจน
ฉีดฟิลเลอร์ปากทรงปากกระจับชัดเจน รูปปากแบบนี้จะมีรอยหยักตรงกลางชัดเจน โดยยกเนื้อปากด้านบนให้มีจุดสูงคล้ายตัว M เพื่อให้ดูเป็น “กระจับ” อย่างเด่นชัด ริมฝีปากล่างจะเติมให้หนากว่าด้านบนเล็กน้อยเพื่อความสมดุล
เหมาะกับผู้ที่ต้องการความหวานของใบหน้าและให้ปากดูมีเสน่ห์ชัดเจน
3.ทรงปากสไตล์เกาหลี
ฉีดฟิลเลอร์ปากสไตล์เกาหลีนี้ได้รับความนิยมในหมู่คนเอเชีย เน้นความอ่อนหวานละมุน ริมฝีปากจะมีลักษณะอวบอิ่มเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นนิด ๆ ทำให้หน้าดูสดใสเหมือนยิ้มอยู่เสมอ เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบลุคละมุน หน้าเด็ก ดูเป็นมิตร
4.ทรงปากสายฝอ (ฝรั่ง)
ฉีดฟิลเลอร์ปากสายฝอ เน้นขอบปากที่คมชัด พร้อมเติมเนื้อปากให้ฟูหนาทั้งบนและล่าง ทำให้ริมฝีปากดูมีวอลลุ่มเต็มอิ่ม ปากแบบนี้มักจะดูเซ็กซี่ มีพลัง และช่วยเสริมบุคลิกให้ดูมั่นใจ เหมาะกับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนลุคให้ดูคมและโดดเด่น
5.ทรงปากมาสด้า (Mazda lips)
เป็นการดีไซน์รูปปากให้มีความคล้ายคลึงกับทรงกระจับ แต่จะเพิ่มความเด่นชัดบริเวณกลางริมฝีปากมากกว่าเดิม ทำให้รูปปากดูโค้งชัดและยาวขึ้นอย่างชัดเจน เหมาะกับผู้ที่ต้องการให้ทรงปากชัดเจนและดูแฟชั่น มีความเปรี้ยวและทันสมัย
การเลือกทรงปาก ควรเลือกจากอะไร
แม้ว่าการฉีดฟิลเลอร์ปากจะมีทรงยอดนิยมมากมาย แต่ ไม่ใช่ทุกทรงจะเหมาะกับทุกคน แพทย์จะพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้ก่อนออกแบบทรงปาก
• โครงสร้างใบหน้าโดยรวม เช่น แนวคาง ปลายจมูก รูปหน้า
• สัดส่วนของปากเดิม เช่น ความหนา ความยาว และขอบปาก
• บุคลิกและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน
• ความต้องการของผู้รับบริการ เช่น อยากได้ลุคหวาน ลุคเซ็กซี่ หรือเป็นธรรมชาติ
ใครเหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ปาก
1.ผู้ที่มีริมฝีปากบาง หรือขาดวอลลุ่ม
หากริมฝีปากมีเนื้อบาง หรือเล็กกว่ารูปหน้าทำให้ใบหน้าดูแข็งหรือขาดเสน่ห์ การฉีดฟิลเลอร์ปากสามารถเพิ่มเนื้อริมฝีปากให้ดูอวบอิ่มขึ้นอย่างเป็น ช่วยให้ใบหน้าดูละมุนและสมดุลยิ่งขึ้น
2.ผู้ที่มีปัญหาริมฝีปากไม่เท่ากัน
บางคนอาจมีรูปปากที่เอียง ไม่สมมาตร ปากบนบางกว่าปากล่างหรือขอบปากไม่ชัด การฉีดฟิลเลอร์ปากช่วยเติมแต่งให้ริมฝีปากทั้งสองข้างดูสมดุลมากขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
3.ผู้ที่มุมปากตก หรือใบหน้าดูเคร่งเครียด
เมื่ออายุมากขึ้น กล้ามเนื้อบริเวณปากอาจเริ่มหย่อน มุมปากตกลงทำให้ดูหน้าบึ้งตลอดเวลา การฉีดฟิลเลอร์ปากช่วยยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ทำให้หน้าดูสดใสและเป็นมิตรมากขึ้น
4.ผู้ที่มีปากแห้ง แตกง่าย ขาดความชุ่มชื้น
ฉีดฟิลเลอร์ปากบางชนิด เช่น Juvederm Volite หรือ Restylane Vital Light ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นลึกให้กับผิวปาก โดยไม่เน้นวอลลุ่ม เหมาะกับผู้ที่อยากให้ปากดูฉ่ำวาว มีสุขภาพดี ลดการแตกลอกโดยไม่ต้องพึ่งลิปบาล์มบ่อย
5.ผู้ที่ต้องการปรับบุคลิกให้ดูมั่นใจขึ้น
สำหรับผู้ที่รู้สึกว่า “ปากไม่รับกับใบหน้า” หรือทำให้รู้สึกขาดความมั่นใจเวลาแต่งหน้า ถ่ายรูป หรือยิ้ม การฉีดฟิลเลอร์สามารถช่วยเสริมจุดเด่นให้ใบหน้าดูสมดุล มีมิติ และดูมีมิติมากขึ้น
6.ผู้ที่อยากลองปรับทรงปากโดยไม่ศัลยกรรม
การฉีดฟิลเลอร์ปากเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนรูปปาก เช่น ปากกระจับ ปากเกาหลี หรือปากสายฝอ โดยไม่ต้องผ่าตัดถาวร และหากไม่ชอบผลลัพธ์ยังสามารถปรับหรือสลายได้ในภายหลัง
กลุ่มที่ “ควรเลี่ยง” หรือ “ต้องระวัง” เป็นพิเศษในการฉีดฟิลเลอร์ปาก
แม้การฉีดฟิลเลอร์ปากจะไม่อันตราย แต่บางกลุ่มควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนทำ เช่น
• ผู้ที่แพ้ยาชา หรือมีประวัติแพ้สาร HA
• ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันหรือมีแผลหายช้า
• หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
• ผู้ที่มีการติดเชื้อในบริเวณปาก เช่น เริม หรือแผลร้อนใน
ฉีดฟิลเลอร์ปากครั้งแรกยังไง แก้ปัญหาปากไม่ได้รูป อันตรายไหม
ฉีดฟิลเลอร์ปาก ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ฉีดฟิลเลอร์ปาก Vs ศัลยกรรมปากต่างกันอย่างไร
การปรับรูปทรงริมฝีปากให้สวยได้สัดส่วนสามารถทำได้หลายวิธี โดยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ การฉีดฟิลเลอร์ปาก และ การศัลยกรรมผ่าตัดปาก ทั้งสองวิธีมีจุดประสงค์คล้ายกัน คือการปรับโครงสร้างหรือเติมเต็มริมฝีปากให้เข้ากับรูปหน้า แต่มีรายละเอียด วิธีการ และผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
เปรียบเทียบ “การฉีดฟิลเลอร์ปาก” กับ “การศัลยกรรมปาก”
รายละเอียด |
ฉีดฟิลเลอร์ปาก |
ศัลยกรรมปาก |
วิธีการทำ |
ฉีดสารเติมเต็ม Hyaluronic Acid เข้าใต้ผิวบริเวณริมฝีปาก |
ตัดแต่งเนื้อริมฝีปากด้วยการผ่าตัด |
ความเหมาะสม |
เหมาะสำหรับผู้ที่มีริมฝีปากบาง หรืออยากปรับรูปทรงเล็กน้อย |
เหมาะกับผู้ที่มีริมฝีปากหนา เนื้อเยอะ หรืออยากเปลี่ยนทรงอย่างชัดเจน |
การพักฟื้น |
แทบไม่ต้องพักฟื้น อาจมีอาการบวมเล็กน้อย 1-3 วัน |
ต้องใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 5-7 วันขึ้นไป |
รอยแผล |
มีรอยเข็มเล็กน้อย จางเร็ว |
อาจมีรอยแผลผ่าตัด ซึ่งต้องรอให้สมานและดูแลแผลอย่างเคร่งครัด |
ระยะเวลาของผลลัพธ์ |
ไม่ถาวร อยู่ได้นานประมาณ 6-18 เดือน แล้วแต่ชนิดของฟิลเลอร์ |
ผลลัพธ์อยู่ถาวร แก้ไขยาก หากไม่พอใจอาจต้องผ่าตัดซ้ำ |
ความยืดหยุ่นในการแก้ไข |
สามารถปรับแต่งเพิ่มเติม หรือสลายฟิลเลอร์ได้ |
แก้ไขยาก ต้องใช้การผ่าตัดใหม่ |
จุดเด่นของแต่ละวิธี
ฉีดฟิลเลอร์ปาก
• เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ “ทดลองปรับรูปปาก” แบบไม่ถาวร
• หากผลลัพธ์ยังไม่ตรงใจ สามารถปรับเพิ่ม หรือลดได้
• ไม่ต้องพักฟื้นนาน และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที
• ให้ผลลัพธ์แบบไม่ล้นเกิน โดยเฉพาะทรงปากแบบเกาหลีหรือกระจับเบา ๆ
ศัลยกรรมปาก
• เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนทรงปากอย่างชัดเจน เช่น ลดความหนาของปาก หรือปรับความยาวของริมฝีปาก
• ให้ผลลัพธ์ถาวรในครั้งเดียว ไม่ต้องกลับมาเติมบ่อย
• เหมาะสำหรับผู้ที่มีเนื้อปากมากเกินไป ซึ่งฉีดฟิลเลอร์ปากอาจไม่สามารถปรับแก้ได้เพียงพอ
ลังเลว่าเราควร เลือกแบบไหนดี
หากคุณยังไม่มั่นใจในทรงปากที่ต้องการ แนะนำให้เริ่มต้นด้วยการ ฉีดฟิลเลอร์ปาก เพราะสามารถปรับแก้ได้ง่าย หากผลลัพธ์ไม่ตรงใจ และไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นยาวนาน อีกทั้งการฉีดฟิลเลอร์ปากยังเป็นวิธีที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์แบบชั่วคราว หรืออยากลองทรงปากใหม่ ๆ ก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรมถาวรในอนาคต
ตัดปากมาฉีดฟิลเลอร์ปากได้ไหม
สำหรับผู้ที่เคยผ่านการศัลยกรรมตัดแต่งริมฝีปากมา แล้วพบว่ารูปปากที่ได้บางเกินไป หรือรู้สึกไม่พอใจกับผลลัพธ์ หลายคนอาจสงสัยว่า สามารถฉีดฟิลเลอร์ปากเพื่อแก้ไขรูปปากหลังผ่าตัดได้หรือไม่คำตอบคือ สามารถทำได้ แต่จะต้องพิจารณารายละเอียดเป็นรายบุคคล
ฉีดฟิลเลอร์ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับอะไร ?
แม้การฉีดฟิลเลอร์ปากจะเป็นวิธีเสริมริมฝีปากให้เต็มขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดซ้ำ แต่ในกรณีที่เคยศัลยกรรมปากมาแล้ว แพทย์จะต้องประเมินปัจจัยต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจฉีด
1.ปริมาณเนื้อปากที่หลงเหลืออยู่
หากหลังผ่าตัดยังเหลือเนื้อริมฝีปากในระดับที่พอเติมได้ การฉีดฟิลเลอร์ปากสามารถช่วยเพิ่มวอลลุ่มและปรับรูปทรงให้ดูละมุนขึ้นได้
แต่หากเนื้อปากบางจนเกินไป หรือถูกตัดออกมากจนไม่มีพื้นที่เพียงพอ การฉีดฟิลเลอร์ปากอาจไม่สามารถแสดงผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้
2.พังผืดหลังการผ่าตัด
ในบางราย อาจมีพังผืดหรือเนื้อเยื่อแข็งตึงใต้ผิวปากจากการสมานแผลหลังศัลยกรรม ซึ่งอาจทำให้เนื้อปากขยับได้จำกัด และทำให้การกระจายตัวของฟิลเลอร์ไม่เป็นปกติเท่าที่ควร
หากพบพังผืดรั้งมาก แพทย์อาจแนะนำให้ทำหัตถการอื่นร่วมด้วย หรือลดความคาดหวังต่อผลลัพธ์ให้อยู่ในขอบเขตที่ไม่อันตราย
3.ระยะเวลาหลังผ่าตัด
ควรเว้นระยะอย่างน้อย 3-6 เดือนหลังศัลยกรรม ก่อนเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ปาก เพื่อให้เนื้อเยื่อสมานตัวและแผลภายในหายสนิทดีแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการฟื้นตัวของแต่ละบุคคล
ผู้ที่เคยตัดปากมาแล้ว สามารถฉีดฟิลเลอร์ปากได้ในหลายกรณี โดยต้องอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ เพื่อดูว่าพื้นที่ริมฝีปากและเนื้อเยื่อหลังผ่าตัดมีความเหมาะสมหรือไม่ แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนทรงได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถช่วยปรับรูปร่างหรือเพิ่มความอวบอิ่มในระดับหนึ่งได้ หากเลือกเทคนิคและฟิลเลอร์ที่เหมาะสม
ฉีดฟิลเลอร์ปากใช้กี่ cc
ปริมาณของการฉีดฟิลเลอร์ปากที่ใช้ในการฉีดริมฝีปากไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ลักษณะริมฝีปากเดิม รูปทรงที่ต้องการ และการตอบสนองของผิวในแต่ละบุคคล
โดยทั่วไปแพทย์จะใช้ปริมาณ ประมาณ 1-2 cc ต่อครั้ง ซึ่งเพียงพอสำหรับการปรับรูปปากให้ได้ทรงที่สวยงามพอดี
ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้โดยประมาณ
1.1 cc
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ ปรับรูปปากเล็กน้อย เช่น เติมเนื้อให้ปากไม่แบน ดูอวบอิ่มขึ้นแบบธรรมชาติ
ใช้สำหรับคนที่มีเนื้อปากอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่อยากเสริมให้ได้รูปมากขึ้น เช่น ปากกระจับ ปากเกาหลี
2.มากกว่า 1 cc (เช่น 1.5 - 2 cc)
เหมาะกับผู้ที่มีริมฝีปากบางมาก หรืออยากได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เช่น ทรงอวบอิ่มแบบฝรั่ง (สายฝอ)
อาจใช้ในกรณีที่ต้อง แก้ไขรูปปากที่ไม่สมดุล เช่น เติมปากบน-ล่างให้เท่ากัน หรือเติมเฉพาะบางจุดให้รับกับรูปหน้า
ฉีดฟิลเลอร์ปากทีละน้อยดีกว่าเติมเยอะในครั้งเดียว
ในทางปฏิบัติ แพทย์หลายท่านมักเลือก ฉีดฟิลเลอร์ปากทีละน้อย และนัดติดตามผลภายหลัง หากต้องการเติมเพิ่มเติมจะไม่เป็นอันตรายและควบคุมรูปทรงได้ง่ายกว่า เพราะหากฉีดฟิลเลอร์ปากมากเกินไปในครั้งเดียว อาจเกิดความแน่นหรือบวมที่เนื้อปาก จนดูไม่เป็นปกติ และยากต่อการแก้ไข
เตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ปาก
งดยาและอาหารเสริมที่มีผลต่อเลือด
หลีกเลี่ยงการรับประทานยาแอสไพริน, วิตามินอี, น้ำมันปลา หรือยาลดการแข็งตัวของเลือดอย่างน้อย 5-7 วันก่อนฉีด เพื่อลดโอกาสช้ำหรือมีรอยเข็มหลังทำ
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ควรงดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนเข้ารับบริการ เพราะอาจทำให้เส้นเลือดขยายและเพิ่มความเสี่ยงต่อการช้ำ
งดกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีดแรงก่อนทำ
เช่น การออกกำลังกายหนัก ๆ หรือการนวดหน้าแรง ๆ อย่างน้อย 1 วันก่อนฉีดฟิลเลอร์ปาก
พักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว และลดโอกาสบวมช้ำหลังทำ
ดื่มน้ำมาก ๆ ในวันก่อนฉีด
ฟิลเลอร์ประเภท Hyaluronic Acid ต้องการความชุ่มชื้นเพื่อคงตัวได้ดี การดื่มน้ำมากพอจะช่วยให้ผลลัพธ์ของฟิลเลอร์ชัดเจนขึ้น
แจ้งประวัติการแพ้หรือโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบ
หากเคยแพ้ยาชา ฟิลเลอร์ หรือมีโรคที่ต้องระวัง เช่น โรคภูมิคุ้มกันต่ำ ควรแจ้งแพทย์ก่อนรับการฉีดฟิลเลอร์ปากทุกครั้ง
การดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก
งดจับ บีบ นวด หรือกดปากแรง ๆ ช่วง 48 ชั่วโมงแรก
• เพื่อป้องกันฟิลเลอร์เคลื่อนและช่วยให้ทรงเซ็ตตัวดี
เลี่ยงอาหารร้อนจัดหรือเผ็ดมาก
• เพราะอาจกระตุ้นให้ปากบวมแดงเพิ่มขึ้น
ดื่มน้ำมาก ๆ
• เพื่อช่วยให้ฟิลเลอร์ดูดซับความชุ่มชื้นและคงตัวดีขึ้น
งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ 1-3 วัน
• ลดความเสี่ยงบวมช้ำและช่วยให้แผลฟื้นตัวไวขึ้น
หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก
• อย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันเลือดสูบฉีดแรงเกินไป
งดใช้หลอดดูดน้ำ
• เพราะแรงดูดอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนจากตำแหน่งเดิม
อย่าใช้ลิปสติกหรือลิปบาล์มทันที
• รอให้พ้น 24 ชั่วโมงก่อน เพื่อป้องกันการระคายเคือง
ถ้ามีอาการบวม ช้ำ ให้ประคบเย็นเบา ๆ
• วันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 10-15 นาที
หลีกเลี่ยงซาวน่า ไดร์ร้อน หรือแสงแดดจัด
• ช่วง 3 วันแรก เพื่อไม่ให้ฟิลเลอร์ละลายเร็ว
พบแพทย์หากมีอาการผิดปกติ
• เช่น ปากแข็ง ชา เป็นก้อน หรือสีผิวเปลี่ยน ไม่ควรนิ่งนอนใจ
ฉีดฟิลเลอร์ปากอยู่ได้นานหรือไม่
ผลลัพธ์หลังฉีดฟิลเลอร์ปากจะ คงอยู่ได้ประมาณ 6-18 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของฟิลเลอร์ พื้นฐานผิวของผู้รับบริการ และพฤติกรรมการดูแลหลังทำ
ปัจจัยที่มีผลต่ออายุของฟิลเลอร์ปาก
1.ชนิดและยี่ห้อของฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์แต่ละรุ่นมีคุณสมบัติด้านความหนาแน่นและความคงตัวต่างกัน เช่น
- รุ่นเนื้อละเอียดบางเบา (เช่น Juvederm Volite) อาจอยู่ได้ราว 8-12 เดือน
- รุ่นเนื้อแน่นหรือฟูมาก (เช่น Juvederm Voluma, Restylane Volyme) อาจอยู่ได้นานถึง 18 เดือน
2.ระบบการเผาผลาญของร่างกาย
แต่ละคนมีการย่อยสลาย HA ในอัตราที่ไม่เท่ากัน บางคนอาจเผาผลาญไว ฟิลเลอร์จึงสลายเร็วขึ้น
3.การเคลื่อนไหวของปาก
ริมฝีปากเป็นจุดที่มีการขยับบ่อย เช่น พูด กิน หัวเราะ ทำให้ฟิลเลอร์บริเวณนี้อาจสลายได้เร็วกว่าในบริเวณอื่น
4.การดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก
หากหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ฟิลเลอร์เสื่อมเร็ว เช่น
• การดื่มเครื่องดื่มร้อนจัดบ่อย ๆ
• การสูบบุหรี่
• การอยู่ในที่ร้อน เช่น ซาวน่า หรือแสงแดดแรง
ควรเลือกฉีดฟิลเลอร์ปากที่ไหนดี
การฉีดฟิลเลอร์ปากแม้จะเป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด แต่ก็ต้องอาศัยการวิเคราะห์ของแพทย์และวัสดุที่ใช้ การเลือกสถานพยาบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อผลลัพธ์อยู่บนใบหน้า ซึ่งส่งผลต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจโดยตรง
ทำไมต้องฉีดฟิลเลอร์ปากที่ Romrawin New Gen
1.ใช้ฟิลเลอร์แท้จากแบรนด์ชั้นนำ
Romrawin New Gen เลือกใช้เฉพาะ ฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid แท้ ที่ผ่านการรับรองจาก อย.ทุกกล่องมีเลขล็อตชัดเจน และเปิดให้ดูต่อหน้า มั่นใจได้ว่าเป็นของแท้ ไม่มีการเจือปนหรือรีฟิลจากแหล่งที่ไม่ชัดเจน
2.ฉีดโดยแพทย์
ทุกเคสฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการออกแบบรูปปากตามหลักสัดส่วนความงาม ไม่ว่าจะเป็น ทรงเกาหลี หรือสายฝอ แพทย์จะประเมินร่วมกับคุณอย่างตรงไปตรงมา เพื่อออกแบบทรงปากที่เหมาะกับโครงหน้าและความต้องการของแต่ละบุคคล
3.เทคนิคฉีดเฉพาะตัวที่เน้นผลลัพธ์ดูละมุน
Romrawin New Gen มีเทคนิคเฉพาะที่เน้นการกระจายตัวของฟิลเลอร์อย่างนุ่มนวล ไม่เป็นก้อน ไม่แข็ง ให้ปากได้รูปสวย อวบอิ่ม และยืดหยุ่นได้รูป
4.ใส่ใจทุกการบริการ ด้วยมาตรฐานคลินิกระดับโรงพยาบาล
สถานที่สะอาด ได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย มีอุปกรณ์และทีมช่วยเหลือฉุกเฉินในกรณีจำเป็น ให้ความมั่นใจสูงสุดทั้งก่อน ระหว่าง และหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก
5.บริการติดตามผลและดูแลหลังฉีด
หลังฉีดฟิลเลอร์ปาก Romrawin New Gen มีระบบติดตามผล พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการดูแลตนเองอย่างเหมาะสม และหากมีข้อสงสัยหลังการรักษา สามารถเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ปาก
การฉีดฟิลเลอร์ปาก เป็นหัตถการที่นอกจากจะทำให้ปากดูอิ่มฟู ชุ่มชื้น ทาลิปแล้วไม่ตกร่อง ยังทำแล้วหน้าดูละมุน รูปหน้าดูเปลี่ยน ดูสดใสขึ้นอย่างชัดเจน แต่ต้องทำกับคลินิกที่น่าเชื่อถือ และฉีดโดยคุณหมอเท่านั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และไม่มีปัญหาภายหลัง
ฉีดฟิลเลอร์ปากครั้งแรกยังไง แก้ปัญหาปากไม่ได้รูป อันตรายไหม
ฉีดฟิลเลอร์ปาก ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
Q and A ยอดฮิตของการฉีดฟิลเลอร์ปาก
1.ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมกี่วัน?
ปกติบวมเล็กน้อย 1-3 วัน แล้วค่อย ๆ ยุบลง
2.ฉีดฟิลเลอร์ปากนอนตะแคงได้ไหม?
ควรหลีกเลี่ยงใน 24 ชั่วโมงแรก เพื่อป้องกันฟิลเลอร์เคลื่อน
3.ฉีดฟิลเลอร์ปากห้ามเม้มปากกี่วัน?
งดเม้มปากหรือขยับแรง ๆ อย่างน้อย 2 วัน
4.ฉีดฟิลเลอร์ปากแล้วไม่ชอบ ฉีดสลายได้ไหม?
สามารถฉีดสลายได้ โดยฉีดเอนไซม์ Hyaluronidase เพื่อสลายได้
5.ฉีดฟิลเลอร์ปากกี่วันถึงทาลิปได้?
แนะนำให้รออย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนเริ่มทาลิป
6.ฉีดฟิลเลอร์ปากแล้วเป็นก้อนเกิดจากอะไร?
อาจเกิดจากฟิลเลอร์ยังไม่กระจายตัว หรือมีพังผืดใต้ผิว ควรให้แพทย์ประเมิน
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ