วิตามินเอ คืออะไร? มีประโยชน์อย่างไร ระวังผลข้างเคียง

เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC

วิตามินเอ

เปิดอ่าน 1,062
สารบัญเนื้อหา วิตามินเอ 

วิตามินเอ คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร ควรกินเท่าไหร่ต่อวัน

วิตามินเอ (Vitamin A) ไม่ได้มีดีแค่ช่วยบำรุงสายตาครับ แต่ยังดูแลภูมิคุ้มกันและผิวพรรณด้วย มาเช็กกันว่าควรกินเท่าไหร่ กินช่วงไหนดีที่สุด และมีข้อควรระวังอะไรบ้างครับ


วิตามินเอ (Vitamin A) คืออะไร

วิตามินเอคือวิตามินที่ละลายในไขมัน มีความสำคัญต่อการมองเห็น สุขภาพผิว และระบบภูมิคุ้มกัน
วิตามินเอ คือ วิตามินชนิดละลายในไขมันที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย

วิตามินเอ (Vitamin A) เป็นวิตามินละลายในไขมัน (Fat-soluble vitamin) ที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ครับ ต้องได้จากอาหารหรืออาหารเสริม มีทั้งเรตินอลจากสัตว์และเบต้าแคโรทีนจากพืช ช่วยเรื่องการมองเห็น ผิวพรรณ และภูมิคุ้มกัน แต่สะสมในร่างกายได้ จึงต้องกินในปริมาณที่พอเหมาะครับ


วิตามินเอมีกี่ประเภท

วิตามินเอมี 2 ประเภท ได้แก่ พรีฟอร์มวิตามินเอ (Preformed Vitamin A) จากเนื้อสัตว์ และโปรวิตามินเอ (Provitamin A) จากผักผลไม้
ประเภทของวิตามินเอ ทั้ง Preformed Vitamin A และ Provitamin A

วิตามินเอในอาหารแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักครับ

พรีฟอร์มวิตามินเอ (Preformed Vitamin A)
ร่างกายดึงไปใช้ได้ทันทีครับ เจอในเนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง นม และเนย อยู่ในรูปเรตินอล (Retinol) ดูดซึมง่ายแต่กินเยอะเกินไปอาจสะสมในร่างกายได้

โปรวิตามินเอ (Provitamin A)
ร่างกายนับเอาไปเปลี่ยนเป็นวิตามินเอเท่าที่จำเป็นครับ เจอตามผักผลไม้สีเหลือง ส้ม เขียวเข้ม เช่น แครอท ฟักทอง ผักโขม มะละกอ ตัวเด่นคือเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) จุดแข็งคือปลอดภัย ไม่ต้องกลัวพิษสะสมครับ


วิตามินเอมีประโยชน์อย่างไร

ประโยชน์ของวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา เสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงผิวพรรณ ช่วยการเจริญเติบโต และระบบสืบพันธุ์
ประโยชน์ของวิตามินเอต่อร่างกายและผิวพรรณ

วิตามินเอคุมระบบเซลล์ สายตา ภูมิคุ้มกัน และการซ่อมเนื้อเยื่อครับ สรุปประโยชน์หลักๆ ตามนี้เลย

วิตามินเอช่วยบำรุงสายตาและการมองเห็น

กระตุ้นการสร้างโรดอปซิน (Rhodopsin) ให้ตามองชัดในที่สลัวครับ ถ้าขาดเมื่อไหร่เตรียมเจอภาวะตาบอดกลางคืน แถมยังเติมน้ำให้ตา ไม่แห้ง และกระจกตาแข็งแรงขึ้นด้วย

วิตามินเอช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ไปซ่อมเยื่อบุผิวหนัง ด่านทางเดินหายใจ และลำไส้ให้เหนียวแน่น เชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส หลุดเข้ายากขึ้นเยอะครับ

วิตามินเอช่วยบำรุงผิวพรรณให้แข็งแรงและสุขภาพดี

ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทำให้ผิวเนียนขึ้น และลดปัญหาผิวแห้ง ลอก หรือเกิดสิว จึงนิยมนำไปใช้ในเวชสำอางและกลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids) ครับ

วิตามินเอช่วยในการเจริญเติบโตและพัฒนาของร่างกาย

ช่วยในการแบ่งเซลล์ พัฒนากระดูก ฟัน และอวัยวะต่างๆ จึงเป็นสารอาหารสำคัญของเด็กวัยกำลังโตในการสร้างเซลล์ใหม่ชดเชยเซลล์เก่าครับ

วิตามินเอช่วยดูแลสุขภาพเยื่อบุและอวัยวะต่าง ๆ

เสริมความแข็งแรงให้เยื่อบุทั่วร่างกาย ทั้งตา ผิวหนัง และระบบย่อยอาหาร ทำให้เกราะป้องกันสิ่งแปลกปลอมตามธรรมชาติทำงานได้เต็มที่

วิตามินเอมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบสืบพันธุ์

ช่วยสร้างและพัฒนาเซลล์สืบพันธุ์ทั้งชายและหญิง รวมถึงการเติบโตของทารกในครรภ์ครับ แต่คนท้องต้องระวังไม่รับประทานมากเกินไป และควรอยู่ในการดูแลของแพทย์


วิตามินเอช่วยบำรุงสายตาอย่างไร

วิตามินเอทำงานโดยตรงกับจอประสาทตา (Retina) ที่คอยรับแสงและส่งภาพไปสมองครับ การได้วิตามินเอพอดีจะช่วยให้ดวงตาทำงานสมบูรณ์และลดปัญหาสายตาได้ดี

วิตามินเอช่วยให้มองเห็นได้ดีในที่แสงน้อย
ช่วยสร้างสารโรดอปซิน (Rhodopsin) ในเซลล์รับแสง ทำให้ตาปรับตัวมองเห็นในสภาวะแสงสลัวหรือกลางคืนได้ดี หากขาดไปจะเสี่ยงเกิดภาวะตาบอดกลางคืนครับ

วิตามินเอช่วยป้องกันภาวะตาแห้ง
คุมต่อมน้ำตาให้ทำงานปกติ คอยอุ้มความชุ่มชื้น ลดระคายเคือง และป้องกันภาวะตาแห้งเรื้อรัง

วิตามินเอช่วยรักษาสุขภาพกระจกตา
เสริมเนื้อเยื่อกระจกตาให้แข็งแรง ช่วยให้มองภาพชัดเจน ป้องกันการอักเสบหรือภาวะกระจกตาเสื่อมครับ

วิตามินเอช่วยลดความเสี่ยงของโรคตาบางชนิด
กลุ่มแคโรทีนอยด์อย่างเบต้าแคโรทีนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ คอยปกป้องเซลล์ดวงตาไม่ให้เสื่อมสภาพไวกว่าปกติ

วิตามินเอช่วยดูแลสุขภาพเยื่อบุดวงตา
รักษาความสมบูรณ์ของเยื่อบุตา ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันสิ่งแปลกปลอมและการติดเชื้อในดวงตาครับ


วิตามินเอช่วยบำรุงผิวอย่างไร

วิตามินเอช่วยสร้าง ซ่อมแซม และผลัดเซลล์ผิวให้เรียบเนียนดูสุขภาพดีครับ จึงนิยมนำสารกลุ่มเรตินอยด์ (Retinoids) มาใช้เป็นส่วนผสมหลักในเวชสำอางบำรุงผิว

วิตามินเอช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว
เร่งผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพให้หลุดออก พร้อมสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นแทน ช่วยให้ผิวดูสดใส ลดความหมองคล้ำ และลดการอุดตันในรูขุมขนครับ

วิตามินเอช่วยลดการเกิดสิว
ช่วยคุมการทำงานของต่อมไขมัน ไม่ให้ผลิตน้ำมันส่วนเกินจนเกิดสิวอุดตัน พร้อมลดการอักเสบ ช่วยให้สิวหายเร็วขึ้น จึงนิยมนำมาใช้เป็นตัวช่วยรักษาสิวครับ

วิตามินเอช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและแข็งแรง
เสริมชั้นผิวให้แข็งแรงเพื่อกักเก็บน้ำได้ดีขึ้น ผิวจึงชุ่มชื้น นุ่มนวล ไม่แห้งกร้าน และลดอาการระคายเคืองง่าย

วิตามินเอช่วยลดเลือนริ้วรอย
ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Collagen) เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวแน่นกระชับ เต่งตึง และช่วยแลดูจางลงของริ้วรอยต่างๆ ครับ

วิตามินเอช่วยให้สีผิวดูสม่ำเสมอ
ปรับสมดุลการสร้างเม็ดสี ทำให้สีผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอ และช่วยลดเลือนรอยดำรอยสิวเมื่อใช้ต่อเนื่องครับ

วิตามินเอช่วยซ่อมแซมผิวที่ถูกทำร้าย
กระตุ้นการฟื้นฟูเซลล์ผิวที่โดนทำร้ายจากแสงแดด มลภาวะ และอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรงได้เร็วขึ้น


วิตามินเอช่วยเรื่องสิวไหม

วิตามินเอช่วยเรื่องสิว โดยเร่งผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตันของรูขุมขน ควบคุมความมัน และลดการอักเสบ
วิตามินเอช่วยรักษาสิว ลดการอุดตัน และป้องกันการเกิดสิวใหม่

วิตามินเอช่วยรักษาสิวได้ดีครับ เพราะคุมทั้งการผลัดเซลล์ผิวและการทำงานของต่อมไขมัน ตัดต้นเหตุการเกิดสิว จึงนิยมนำไปใช้ทั้งในยาทา ยารับประทาน และสกินแคร์ทั่วไป

วิตามินเอช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน
เร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพให้หลุดออกไวยิ่งขึ้น ช่วยลดการสะสมของคราบไคลและขี้ไคลที่จ่ออุดตันตามรูขุมขนครับ

วิตามินเอช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันบนผิว
คุมต่อมไขมันใต้ผิวให้ผลิตน้ำมันออกมาอย่างสมดุล ไม่เยิ้มเกินไป ช่วยลดโอกาสเกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบได้ชะงัดครับ

วิตามินเอช่วยลดการอักเสบของสิว
กลุ่มอนุพันธ์เรตินอยด์ (Retinoids) ช่วยสยบอาการอักเสบของผิว ทำให้หัวสิวยุบตัวไวขึ้น พร้อมบรรเทาอาการรอยแดงรอบสิวครับ

วิตามินเอช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมผิว
กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน ช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรง และมีส่วนช่วยลดรอยสิวหรือจุดด่างดำหลังสิวหายให้จางลงเมื่อใช้ต่อเนื่อง

วิตามินเอเป็นส่วนประกอบในยารักษาสิวหลายชนิด
วงการแพทย์นิยมใช้อนุพันธ์วิตามินเอ เช่น Tretinoin, Adapalene และ Isotretinoin เพื่อรักษาสิวตั้งแต่น้อยไปจนถึงสิวอักเสบรุนแรงครับ


วิตามินเอพบในอาหารอะไรบ้าง

วิตามินเอพบในอาหารจากสัตว์ เช่น ตับ ไข่แดง นมสด เนย ปลาทะเล และจากพืช เช่น ฟักทอง แครอท มะละกอสุก ผักโขม ตำลึง
อาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินเอ ทั้งจากสัตว์และพืชผักต่างๆ

วิตามินเอพบได้ในอาหารหลายชนิด ทั้งจากอาหารที่มาจากสัตว์และพืช โดยอาหารแต่ละประเภทจะให้วิตามินเอในรูปแบบที่แตกต่างกัน อาหารจากสัตว์จะให้วิตามินเอในรูปที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที ส่วนอาหารจากพืชจะให้สารตั้งต้นของวิตามินเอที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้

อาหารจากสัตว์ที่มีวิตามินเอสูง
อาหารจากสัตว์มักมีวิตามินเอในรูปของเรตินอล (Retinol) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้โดยตรงตัวอย่างอาหาร เช่น ตับหมู ตับไก่ ตับวัว ไข่แดง นม ชีส เนย ปลาและน้ำมันตับปลา โดยเฉพาะตับเป็นอาหารที่มีวิตามินเอสูงมาก เนื่องจากเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สะสมวิตามินเอในร่างกายสัตว์

ผักที่มีวิตามินเอสูง
ผักสีส้ม เหลือง หรือเขียวเข้ม จัดเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีนชั้นดีครับ พอกินเข้าไป ร่างกายจะดึงไปเปลี่ยนเป็นวิตามินเอทันที ตัวเด็ดๆ เช่น แครอท ฟักทอง มันเทศ ผักโขม คะน้า บรอกโคลี และพริกหวานแดงครับ

ผลไม้ที่มีวิตามินเอ
ผลไม้หลายชนิดก็มีสารเบต้าแคโรทีนเช่นกัน โดยเฉพาะผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือสีส้ม ตัวอย่างผลไม้ เช่น มะม่วง มะละกอ แคนตาลูป แอปริคอต เสาวรส


อาหารเสริมวิตามินเอดีไหม

อาหารเสริมวิตามินเอจำเป็นไหม เหมาะกับผู้ที่ขาดวิตามินเอหรือกินอาหารไม่เพียงพอ พร้อมข้อควรระวังเรื่องพิษต่อตับและหญิงตั้งครรภ์
อาหารเสริมวิตามินเอจำเป็นหรือไม่ ความสำคัญและข้อควรระวังในการรับประทาน

อาหารเสริมวิตามินเอมีประโยชน์ในบางกรณี แต่โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่สามารถได้รับวิตามินเอเพียงพอจากอาหารตามธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริมเสมอไป เว้นแต่มีความจำเป็นหรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร

ข้อดีของอาหารเสริมวิตามินเอ
ช่วยแก้ปัญหาการขาดวิตามินเอ
ในบางคนที่ได้รับวิตามินเอจากอาหารไม่เพียงพอ เช่น ผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหาร หรือผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมสารอาหาร อาหารเสริมวิตามินเอสามารถช่วยเพิ่มระดับวิตามินเอในร่างกายได้

สะดวกต่อการรับประทาน
อาหารเสริมวิตามินเออยู่ในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูล จึงรับประทานได้ง่ายและช่วยให้ได้รับวิตามินในปริมาณที่แน่นอน

ช่วยส่งเสริมสุขภาพในบางด้าน
วิตามินเอมีบทบาทสำคัญต่อการมองเห็น สุขภาพผิว และระบบภูมิคุ้มกัน การเสริมวิตามินเอในกรณีที่ร่างกายขาดอาจช่วยให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น


ปริมาณวิตามินเอที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน

ปริมาณวิตามินเอที่ร่างกายต้องการต่อวัน ผู้ชาย 900 mcg ผู้หญิง 700 mcg
ปริมาณวิตามินเอที่ร่างกายต้องการต่อวันสำหรับผู้ชายและผู้หญิง

ปริมาณวิตามินเอที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน ขึ้นอยู่กับอายุ เพศ และสภาวะของร่างกาย โดยทั่วไปจะวัดในหน่วยไมโครกรัม ซึ่งเป็นหน่วยที่ใช้เปรียบเทียบวิตามินเอจากแหล่งอาหารต่าง ๆ

ปริมาณวิตามินเอที่แนะนำต่อวัน
ทารก
• 0–6 เดือน ประมาณ 400 ไมโครกรัม/วัน
• 7–12 เดือน ประมาณ 500 ไมโครกรัม/วัน

เด็ก
• อายุ 1–3 ปี ประมาณ 300 ไมโครกรัม/วัน
• อายุ 4–8 ปี ประมาณ 400 ไมโครกรัม/วัน
• อายุ 9–13 ปี ประมาณ 600 ไมโครกรัม/วัน

วัยรุ่นและผู้ใหญ่
• ผู้ชายอายุ 14 ปีขึ้นไป ประมาณ 900 ไมโครกรัม/วัน
• ผู้หญิงอายุ 14 ปีขึ้นไป ประมาณ 700 ไมโครกรัม/วัน

หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
• หญิงตั้งครรภ์ ประมาณ 770 ไมโครกรัม/วัน
• หญิงให้นมบุตร ประมาณ 1,300 ไมโครกรัม/วัน

ปริมาณสูงสุดที่ไม่ควรเกินต่อวัน
แม้ว่าวิตามินเอจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่การได้รับมากเกินไปอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ โดยทั่วไปผู้ใหญ่ไม่ควรได้รับวิตามินเอจากรูปแบบเรตินอลเกินประมาณ 3,000 ไมโครกรัมต่อวัน


วิตามินเอกับเบต้าแคโรทีนต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างระหว่างวิตามินเอ (Preformed Vitamin A) จากเนื้อสัตว์ กับ เบต้าแคโรทีน (Pro-Vitamin A) จากพืชผัก
ข้อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างวิตามินเอและเบต้าแคโรทีน ทั้งแหล่งที่พบและการทำงานในร่างกาย

วิตามินเอ (Vitamin A) และเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) เป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกัน แต่มีความแตกต่างกันในเรื่องของรูปแบบ แหล่งที่มา และวิธีที่ร่างกายนำไปใช้

รูปแบบของสารอาหาร
• วิตามินเอ เป็นรูปแบบของวิตามินที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที โดยมักอยู่ในรูปของเรตินอล (Retinol) หรือสารในกลุ่มเรตินอยด์
• เบต้าแคโรทีน เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ทำหน้าที่เป็นโปรวิตามินเอ หมายความว่าเป็นสารตั้งต้นที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นวิตามินเอได้เมื่อจำเป็น

แหล่งอาหาร
• วิตามินเอ (เรตินอล) เจอในอาหารสัตว์ครับ เช่น ตับ ไข่แดง นม ชีส เนย
• เบต้าแคโรทีน เจอในผักผลไม้สีส้ม เหลือง หรือเขียวเข้ม เช่น แครอท ฟักทอง มันเทศ ผักโขม คะน้า มะละกอ

การดูดซึมและการใช้ในร่างกาย
• วิตามินเอ ที่พบได้จากอาหารจากสัตว์สามารถถูกดูดซึมและนำไปใช้ได้ทันที
• เบต้าแคโรทีน ต้องถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอก่อน โดยร่างกายจะเปลี่ยนเท่าที่จำเป็น

ความเสี่ยงจากการได้รับมากเกินไป
วิตามินเอ เสี่ยงเกิดภาวะพิษสะสมครับ เพราะร่างกายขับออกยาก
เบต้าแคโรทีน ปลอดภัยกว่าเยอะครับ ร่างกายดึงไปเปลี่ยนเท่าที่จำเป็นเท่านั้น


ใครบ้างที่เสี่ยงขาดวิตามินเอ

สัญญาณเตือนอาการขาดวิตามินเอ เช่น ตาแห้ง ตาฟางในที่มืด ผิวแห้งกร้านเป็นสิวง่าย ภูมิคุ้มกันตก และตาอักเสบ
กลุ่มเสี่ยงและสัญญาณเตือนเมื่อขาดวิตามินเอ

การขาดวิตามินเอมักเกิดกับคนที่กินอาหารไม่พอ หรือมีปัญหาการดูดซึมครับ หากปล่อยไว้นานตา ภูมิคุ้มกัน และผิวพรรณพังแน่นอน กลุ่มเสี่ยงหลักๆ มีดังนี้ครับ

เด็กเล็กและทารก
วัยนี้กำลังโตครับ ถ้ากินไม่ครบหรือขาดสารอาหาร จะเสี่ยงขาดวิตามินเอทันที กระทบทั้งสายตาและระบบภูมิคุ้มกันครับ

ผู้ที่รับประทานอาหารไม่หลากหลาย
สายเลือกกิน กินผักผลไม้น้อย ไม่ชอบผักสีเขียวเข้มหรือส้มเหลือง และเมินเนื้อสัตว์ เสี่ยงได้รับวิตามินเอไม่ถึงเกณฑ์ครับ

ผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหาร
ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย หรือคนที่กินได้น้อย เสี่ยงได้รับวิตามินเอต่ำกว่าที่ร่างกายต้องการครับ

ผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมไขมัน
วิตามินเอเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมไขมัน เช่น ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับลำไส้ ตับอ่อน หรือถุงน้ำดี อาจดูดซึมวิตามินเอได้น้อยกว่าปกติ

ผู้ที่มีโรคบางชนิด
บางโรคอาจส่งผลต่อการดูดซึมวิตามินเอ เช่น โรคเซลิแอคหรือแพ้กลูเตน โรคโครห์นหรือโรคอักเสบเรื้อรังของลำไส้ โรคตับบางชนิด โรคเหล่านี้อาจทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง รวมถึงวิตามินเอ

ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเป็นประจำ
การดื่มสุราปริมาณมากส่งผลเสียต่อตับโดยตรง ทำให้ความสามารถในการกักเก็บและสะสมวิตามินเอลดลง เสี่ยงต่อภาวะขาดวิตามินเอครับ


ขาดวิตามินเอมีอาการอะไรบ้าง

อาการขาดวิตามินเอจะค่อยๆ แสดงออก ตั้งแต่ระดับเบาไปจนถึงรุนแรง กระทบทั้งตา ผิวพรรณ และภูมิคุ้มกันครับ

มองเห็นไม่ชัดในที่มืด (ตาบอดกลางคืน)
สัญญาณเตือนแรกสุดครับ ตาจะปรับแสงในที่มืดได้ช้าลง มักมองไม่ชัดตอนกลางคืนหรือในที่แสงสลัว

ตาแห้งและระคายเคืองตา
เมื่อขาดความชุ่มชื้น เยื่อบุตาจะแห้ง แสบ ระคายเคือง รู้สึกเหมือนมีฝุ่นเคืองตาตลอดเวลา และน้ำตาน้อยลง

มีจุดขาวที่ตา
หากขาดมากขึ้น จะเริ่มเกิดคราบหรือจุดสีขาวบริเวณตาขาว ซึ่งเป็นสัญญาณเฉพาะของการขาดวิตามินเอครับ

กระจกตาแห้ง อักเสบ หรือเป็นแผล
ภาวะขาดรุนแรง (Xerophthalmia) ทำให้กระจกตาอ่อนแอ เป็นแผล ขุ่นมัว และอาจเสี่ยงสูญเสียการมองเห็นถาวรได้ครับ

ผิวแห้ง หยาบ และลอกง่าย
ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น แห้งกร้าน เป็นขุย และอาจมีตุ่มเล็กๆ ขึ้นตามแขนและขาจากการที่เซลล์ผิวไม่ได้รับการฟื้นฟู

ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ติดเชื้อได้ง่าย
เกราะป้องกันร่างกายดรอปลง ทำให้ติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียง่ายขึ้น เช่น เป็นหวัดบ่อย หรือป่วยง่ายกว่าปกติครับ

แผลหายช้า
การซ่อมแซมเนื้อเยื่อสะดุดลง ส่งผลให้บาดแผลตามร่างกายฟื้นตัวและสมานตัวช้ากว่าปกติ

การเจริญเติบโตช้าในเด็ก
ในเด็กเล็กอาจทำให้พัฒนาการสะดุด น้ำหนักและส่วนสูงเพิ่มขึ้นช้ากว่าเกณฑ์มาตรฐาน

ปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ (ในบางกรณี)
หากขาดต่อเนื่องระยะยาว อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบสืบพันธุ์ได้ครับ


วิตามินเอควรกินตอนไหน

วิตามินเอควรกินตอนไหนดีที่สุด ควรกินพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันทีที่มีไขมันดี และไม่ควรกินตอนท้องว่าง
เวลาที่ควรกินวิตามินเอ เพื่อการดูดซึมที่ดีที่สุด

สำหรับคำถามว่า วิตามินเอควรกินตอนไหน ขึ้นอยู่กับรูปแบบการรับประทาน แต่โดยทั่วไปแนะนำให้กินในช่วงที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด

เวลาที่เหมาะสมในการกินวิตามินเอ
ควรกินพร้อมอาหาร หรือหลังอาหาร
วิตามินเอเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ดังนั้นการกินพร้อมอาหาร โดยเฉพาะมื้อที่มีไขมันเล็กน้อย เช่น อาหารที่มีน้ำมัน นม ไข่ จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินเอได้ดีขึ้น

สามารถกินได้ทั้งมื้อเช้าหรือมื้อเย็น
วิตามินเอไม่ได้มีผลกระตุ้นหรือกดระบบประสาท จึงสามารถกินได้ทั้งมื้อเช้า มื้อกลางวัน หรือมื้อเย็น แต่ควรกินให้เป็นเวลาเดิมทุกวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับอย่างสม่ำเสมอ

ข้อควรหลีกเลี่ยง
• ไม่ควรกินตอนท้องว่าง เพราะอาจดูดซึมได้ไม่ดี
• ไม่ควรกินร่วมกับอาหารเสริมวิตามินเอชนิดอื่นซ้ำซ้อน เพราะอาจได้รับมากเกินไป

สรุปคือ ควรกินพร้อมหรือหลังอาหารที่มีไขมันเล็กน้อย เพื่อให้ดูดซึมได้ดี เลือกเวลาที่สะดวกและกินให้สม่ำเสมอในปริมาณที่พอดีครับ


วิตามินเอกินทุกวันได้ไหม

กินได้ทุกวันครับ แต่ต้องคุมปริมาณไม่ให้เกินความต้องการของร่างกาย

หากได้จากอาหารธรรมชาติอย่างผัก ผลไม้ หรือเนื้อสัตว์ สามารถกินได้ทุกวันสบายๆ ครับ แต่ถ้าเป็นรูปแบบอาหารเสริม ต้องกินตามคำแนะนำและไม่กินเกินขนาดเด็ดขาด

ข้อควรระวัง
วิตามินเอสะสมในร่างกายได้ หากรับประทานเกินขนาดต่อเนื่องอาจเกิดภาวะพิษจากวิตามินเอสะสม และควรระวังการกินอาหารเสริมควบคู่กับอาหารที่มีวิตามินเอสูงมากอย่างตับสัตว์ครับ

สรุปคือ วิตามินเอจากอาหารธรรมชาติกินได้ทุกวัน แต่หากเป็นชนิดเม็ดเสริมควรกินแค่พอเหมาะเพื่อความปลอดภัยครับ


วิตามินเอควรกินคู่กับอะไรเพื่อให้ดูดซึมดี

ควรกินคู่กับอาหารที่มีไขมันดีครับ เพราะวิตามินเอละลายในไขมัน จึงต้องใช้ไขมันช่วยนำพาเข้าสู่ร่างกาย

ควรกินคู่กับอาหารที่มีไขมันดี
ไขมันช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินเอในลำไส้ ทำให้ร่างกายนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างอาหารที่ควรกินคู่กัน เช่น น้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว อะโวคาโด ถั่วและเมล็ดพืช ปลา เช่น แซลมอน แมคเคอเรล ไข่

กินพร้อมมื้ออาหารจะดีที่สุด
การกินวิตามินเอพร้อมมื้ออาหาร (โดยเฉพาะมื้อหลัก) จะช่วยให้มีไขมันในอาหารเพียงพอสำหรับการดูดซึม มากกว่าการกินตอนท้องว่าง

ข้อควรหลีกเลี่ยง
• กินวิตามินเอตอนท้องว่างจะดูดซึมได้ไม่ดี
• กินกับอาหารไขมันต่ำมาก ประสิทธิภาพการดูดซึมลดลง

สรุปวิตามินเอควรกินคู่กับอาหารที่มีไขมันดีและกินพร้อมมื้ออาหาร เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีและนำไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ


วิตามินเอห้ามกินคู่กับอะไร

ข้อควรระวัง ห้ามกินวิตามินเอคู่กับยารักษาสิวกลุ่มเรตินอยด์ แอลกอฮอล์ และยาลดการดูดซึมไขมัน
ข้อควรระวังในการกินวิตามินเอคู่กับยาและแอลกอฮอล์

วิตามินเอไม่มีข้อห้ามกับอาหารทั่วไปครับ แต่ต้องระวังการทานคู่กับบางอย่างที่ทำให้สะสมเกินขนาดหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ไม่ควรกินร่วมกับอาหารเสริมวิตามินเอซ้ำซ้อน
ระวังการทานวิตามินรวม (Multivitamin) น้ำมันตับปลา และวิตามินเอพร้อมกัน เพราะจะทำให้ได้รับโดสสูงเกินโดยไม่รู้ตัวครับ

ระวังกินร่วมกับอาหารที่มีวิตามินเอสูงมาก
หากทานตับสัตว์เป็นประจำอยู่แล้ว ไม่ควรทานอาหารเสริมวิตามินเอเพิ่ม เพราะจะทำให้เกิดการสะสมในร่างกายมากเกินไป

ไม่ควรกินร่วมกับยาบางชนิด (ควรปรึกษาแพทย์)
โดยเฉพาะยารักษาสิวกลุ่มเรตินอยด์ (เช่น Isotretinoin) หรือยาที่มีผลต่อตับ เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงให้ตับทำงานหนักและเกิดพิษจากวิตามินเอครับ

ระวังการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับวิตามินเอ
แอลกอฮอล์ส่งผลกระทบต่อตับโดยตรง หากทานควบคู่กับวิตามินเอบ่อยๆ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเกิดพิษต่อตับมากขึ้น

ไม่ควรกินในปริมาณสูงต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น
การทานอาหารเสริมโดสสูงนานๆ อาจเกิดผลข้างเคียงสะสมครับ


ข้อควรระวังในการรับประทานวิตามินเอ

เนื่องจากวิตามินเอละลายในไขมันและสะสมในตับได้ หากได้รับเกินพอดีอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพครับ

ระวังการได้รับวิตามินเอมากเกินไป
กินอาหารเสริมโดสสูงอาจเกิดภาวะพิษ ทำให้ปวดหัว คลื่นไส้ เวียนหัว ผิวลอก และส่งผลต่อตับได้ครับ

วิตามินเอสามารถสะสมในร่างกายได้
ร่างกายจะเก็บวิตามินเอไว้ที่ตับ หากกินต่อเนื่องปริมาณมากจะสะสมจนกลายเป็นพิษได้

หญิงตั้งครรภ์ควรระวังเป็นพิเศษ
ปริมาณที่สูงเกินไปกระทบต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ครับ ควรทานตามโดสที่หมอสั่งเท่านั้น

ระวังการรับประทานร่วมกับอาหารเสริมอื่น
ทานซ้ำซ้อนกับวิตามินรวมหรือน้ำมันตับปลา โดสเกินโดยไม่รู้ตัวครับ

ผู้ที่มีโรคตับควรปรึกษาแพทย์ก่อน
คนเป็นโรคตับต้องระวัง ตับเก็บบิตามินเอไม่ได้ตามปกติ เสี่ยงพิษสะสมสูง

หลีกเลี่ยงการกินร่วมกับแอลกอฮอล์
แอลกอฮอล์ชนวิตามินเอ ตับพังคูณสอง เกิดพิษง่ายขึ้นเยอะครับ


ผลข้างเคียงหากได้รับวิตามินเอมากเกินไป

กินเกินโดส โดยเฉพาะแบบเม็ด เสี่ยงพิษสะสม (Vitamin A toxicity) ทั้งแบบด่วนและระยะยาวครับ

อาการเฉียบพลัน
อัดโดสสูงปุ๊บ จะปวดหัว มึน คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่า เพลียทันทีครับ

อาการเรื้อรัง
สะสมนานๆ ผิวจะลอก ริมฝีปากแห้ง ผมร่วง เล็บเปราะ และปวดข้อกระดูก

ผลกระทบต่อตับ
วิตามินเอไปกองที่ตับเยอะเกิน ตับอักเสบ ทำงานรวน หรือเสื่อมสภาพได้ครับ

ความผิดปกติของระบบประสาท
ความดันในกะโหลกพุ่ง ปวดหัวหนักมาก สับสน และมึนงงตลอดเวลา

ผลกระทบต่อหญิงตั้งครรภ์
คนท้องอัดวิตามินเอเกิน เสี่ยงเด็กในครรภ์พิการ ต้องให้หมอจ่ายโดสเท่านั้น

ผิวไวต่อแสง
รับเยอะไป ผิวจะสู้แดดไม่ได้ โดนแดดแป๊บเดียวไหม้พองครับ


สรุปเกี่ยวกับวิตามินเอ

สรุปครบจบเรื่องวิตามินเอ สารอาหารเพื่อตาใส ผิวสวย ประโยชน์ แหล่งอาหาร วิธีกิน และข้อควรระวัง
สรุปวิตามินเอเพื่อสายตา ผิวพรรณ และสุขภาพ

วิตามินเอละลายในไขมัน บำรุงตา ผิว และภูมิคุ้มกัน หาได้จากตับ ไข่ นม หรือพวกเบต้าแคโรทีนในผักผลไม้สีส้มเขียวครับ

วิธีกินให้ได้ผล ต้องกินพร้อมอาหารที่มีไขมันนิดหน่อย เน้นทานจากธรรมชาติเป็นหลัก อย่ากินอาหารเสริมเกินจำเป็นเพราะขับออกยาก

ทานพอดี ร่างกายได้ประโยชน์เต็มๆ ปลอดภัยระยะยาวครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิตามินเอ (FAQ)

คนท้องกินวิตามินเอได้ไหม ปริมาณเท่าไหร่ถึงปลอดภัย

ทานได้ครับ แต่ต้องคุมโดสดีๆ และให้หมอสั่งเท่านั้น เน้นกินผักผลไม้สีส้มเขียวหรือดื่มนมเอาครับ เลี่ยงวิตามินเม็ดโดสสูงเด็ดขาด

กินวิตามินเอมากเกินไปอันตรายไหม ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร

อันตรายแน่นอนครับ เพราะละลายในไขมันแล้วไปกองที่ตับ กินเยอะเกินจะเสี่ยงเกิดพิษสะสม (Vitamin A Toxicity) ทำให้อาเจียน ปวดหัว ผิวลอก ผมร่วง ตับพัง และเด็กในครรภ์เสี่ยงพิการครับ

วิตามินเอช่วยรักษาสิวและลดความมันบนใบหน้าได้อย่างไร

ไปกดต่อมไขมันไม่ให้ผลิตน้ำมันเยิ้มครับ แถมเร่งผลัดไคลเก่าหลุดออก รูขุมขนเลยไม่อุดตัน สิวอักเสบยุบไวขึ้นเยอะ

วิตามินเอ (Retinol) กับ เบต้าแคโรทีน ต่างกันอย่างไร

เรตินอลมาจากสัตว์ ร่างกายดึงไปใช้ได้เลย แต่เสี่ยงสะสมจนเป็นพิษครับ ส่วนเบต้าแคโรทีนมาจากพืช ร่างกายจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นวิตามินเอเท่าที่ต้องใช้ เลยปลอดภัยกว่า ไม่ต้องกลัวพิษสะสม

วิตามินเอควรกินตอนไหนเพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด

กินพร้อมมื้ออาหารหรือหลังกินข้าวทันทีครับ เน้นมื้อที่มีไขมันดีนิดหน่อย เช่น มีไข่ อะโวคาโด หรือน้ำมันพืช ร่างกายจะดูดซึมไปใช้ได้เกือบ 100%

อาการเตือนแบบไหนที่บอกว่าร่างกายกำลังขาดวิตามินเอ

สัญญาณแรกคือตาฟางตอนกลางคืนครับ ตาสู้แสงมืดไม่ได้ สักพักจะเริ่มตาแห้ง ผิวลอกเป็นขุย บาดแผลสมานช้า และป่วยติดเชื้อง่ายขึ้น

วิตามินเอพบได้มากในอาหารประเภทใดบ้าง

พบในสัตว์ เช่น ตับ ไข่แดง นม เนย และในพืชสีส้ม เหลือง เขียวเข้ม เช่น แครอท ฟักทอง มันเทศ ผักโขม คะน้าครับ

วิตามินเอช่วยบำรุงสายตาและดวงตาอย่างไร

ช่วยสร้างโรดอปซินในจอประสาทตา ทำให้มองเห็นในที่แสงสลัวได้ดี บำรุงกระจกตา และลดภาวะตาแห้งครับ

มีข้อควรระวังในการกินวิตามินเอคู่กับยาหรืออาหารเสริมอื่นไหม

เลี่ยงทานคู่กับยารักษาสิวกลุ่มเรตินอยด์ แอลกอฮอล์ ยาลดการดูดซึมไขมัน และน้ำมันตับปลาซ้ำซ้อน เพื่อป้องกันพิษต่อตับครับ

ปริมาณวิตามินเอที่ผู้ใหญ่ควรได้รับต่อวันคือเท่าไหร่

ผู้ชายแนะนำที่ประมาณ 900 ไมโครกรัม/วัน ส่วนผู้หญิงประมาณ 700 ไมโครกรัม/วันครับ และไม่ควรรับประทานรูปแบบเรตินอลเกิน 3,000 ไมโครกรัมต่อวันเพื่อความปลอดภัยครับผม

ลิงก์อ้างอิงทางการแพทย์:
* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
เมื่อลงทะเบียนถือว่าท่านยอมรับ ข้อตกลงและเงื่อนไข และ นโยบายความเป็นส่วนตัว
เรื่อง บทความน่ารู้ ที่คุณอาจสนใจ