romrawin

พังผืดเกิดจากอะไร? สาเหตุ วิธีป้องกัน และแนวทางการรักษา

เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC

พังผืด

19
สารบัญเนื้อหา พังผืด 

พังผืดคืออะไร อันตรายหรือไม่ เช็คตัวเองและป้องกันอย่างไรดี

พังผืดคืออะไร สัญญาณเตือน อันตรายมากแค่ไหน วิธีป้องกัน

พังผืดหลังผ่าตัดเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากการผ่าตัดทั่วไป ศัลยกรรม และการฉีดฟิลเลอร์ หากร่างกายสร้างพังผืดมากเกินไป อาจส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะและก่อให้เกิดอาการปวดเรื้อรังได้

บทความนี้เราจะมามาทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ วิธีสังเกตความผิดปกติ และแนวทางดูแลตัวเองในการเกิดพังผืดเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดพังผืดอย่างเหมาะสม

พังผืดคืออะไร อันตรายไหมส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย

พังผืดคือ เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ร่างกายสร้างขึ้นตามกระบวนการของร่างกาย เพื่อช่วยซ่อมแซมส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเกิดจากการผ่าตัด อุบัติเหตุ การอักเสบ หรือการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ โดยพังผืดจะมีลักษณะเป็นเส้นใยคอลลาเจนที่ทำหน้าที่เชื่อมและพยุงเนื้อเยื่อต่าง ๆ ภายในร่างกายเอาไว้

แม้พังผืดจะเป็นกลไกซ่อมแซมของร่างกายที่มีประโยชน์ แต่หากเกิดการสะสมมากเกินไป หรือเกิดในบริเวณที่ไม่ควรยึดติดกัน อาจทำให้เนื้อเยื่อ อวัยวะ หรือกล้ามเนื้อสูญเสียความยืดหยุ่น จนส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและการทำงานของร่างกายได้ โดยหลายคนมักเริ่มมีอาการปวด ตึง รู้สึกดึงรั้ง เคลื่อนไหวไม่สะดวก หรือมีอาการเจ็บเรื้อรังบริเวณเดิมซ้ำ ๆ

ในบางกรณีพังผืดอาจรัดหรือกดทับเส้นประสาท หลอดเลือด หรืออวัยวะภายใน ทำให้เกิดอาการชา อ่อนแรง หรือส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ระบบกล้ามเนื้อ ระบบทางเดินอาหาร หรือบริเวณที่เคยผ่านการผ่าตัดและศัลยกรรม ความรุนแรงของพังผืดจึงขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดและระดับการยึดเกาะของเนื้อเยื่อ

ปัจจุบันพังผืดถือเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ทั้งในผู้ที่ผ่านการผ่าตัด ศัลยกรรม เสริมความงาม รวมถึงผู้ที่มีพฤติกรรมใช้งานร่างกายหนักเป็นประจำ ดังนั้นการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม การพักฟื้นที่ถูกต้อง และการสังเกตอาการผิดปกติตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันปัญหาจากพังผืดในระยะยาวได้

ลักษณะของพังผืด

ลักษณะของพังผืดคือ การเกิดเนื้อเยื่อเส้นใยคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อซ่อมแซมส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเกิดจากการผ่าตัด การอักเสบ อุบัติเหตุ หรือการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ โดยปกติพังผืดจะช่วยเชื่อมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อให้กลับมาติดกัน แต่หากร่างกายสร้างพังผืดมากเกินไป หรือเกิดการยึดเกาะผิดตำแหน่ง อาจทำให้เนื้อเยื่อและอวัยวะสูญเสียความยืดหยุ่น จนเกิดอาการตึง เจ็บ หรือเคลื่อนไหวได้ไม่เป็นธรรมชาติ

โดยทั่วไปพังผืดมักมีลักษณะเป็นเส้นใยหรือแผ่นเนื้อสีขาวขุ่น คล้ายใยแมงมุม มีความหนา แข็ง และตึงมากกว่าเนื้อเยื่อปกติ ซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งบริเวณใต้ผิวหนัง กล้ามเนื้อ ข้อต่อ รวมถึงอวัยวะภายในร่างกาย โดยเฉพาะในผู้ที่เคยผ่านการผ่าตัดหรือทำศัลยกรรม

ลักษณะของพังผืดที่พบได้บ่อย ได้แก่

  1. พังผืดมีลักษณะเป็นเส้นใยหรือแผ่นเนื้อสีขาวขุ่น
  2. พังผืดมีความแข็ง ตึง และยืดหยุ่นน้อยกว่าเนื้อเยื่อปกติ
  3. พังผืดอาจยึดติดระหว่างผิวหนัง กล้ามเนื้อ หรืออวัยวะภายใน
  4. พังผืดใต้ผิวหนังสามารถคลำเจอเป็นก้อนแข็งหรือผิวไม่เรียบ
  5. พังผืดทำให้รู้สึกดึงรั้ง เจ็บ หรือขยับร่างกายได้ไม่เต็มที่
  6. พังผืดบางกรณีอาจกดทับเส้นประสาทจนเกิดอาการชา หรืออ่อนแรง
  7. พังผืดภายในร่างกายอาจส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะและทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรังได้

ลักษณะของพังผืดในแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิด ระดับการอักเสบ และการตอบสนองของร่างกาย หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลพังผืดอาจหนาตัวมากขึ้นและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงผลลัพธ์หลังการผ่าตัดหรือศัลยกรรมในระยะยาวได้

พังผืดเกิดจากอะไรได้บ้าง

พังผืดเป็นกระบวนการที่ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาเพื่อซ่อมแซมส่วนที่ได้รับบาดเจ็บหรือเกิดการอักเสบ โดยเฉพาะหลังการผ่าตัด ศัลยกรรม หรืออุบัติเหตุ เมื่อเนื้อเยื่อภายในเกิดความเสียหาย ร่างกายจะเร่งสร้างเส้นใยคอลลาเจนเพื่อเชื่อมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อบริเวณนั้น แต่หากร่างกายสร้างพังผืดมากเกินไป หรือเกิดในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เนื้อเยื่อยึดติดกันจนเกิดอาการตึง เจ็บ หรือส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะได้

สาเหตุของการเกิดพังผืดมีหลายปัจจัย ทั้งจากกระบวนการรักษาตัวเองของร่างกายและปัจจัยภายนอก ซึ่งแต่ละคนอาจมีความเสี่ยงในการเกิดพังผืดแตกต่างกัน โดยสาเหตุที่พบบ่อย มีดังนี้

ปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอมภายในร่างกาย

พังผืดสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายตอบสนองต่อวัสดุเทียมหรือสิ่งแปลกปลอม เช่น ซิลิโคน ฟิลเลอร์ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการศัลยกรรม ร่างกายจะพยายามสร้างเนื้อเยื่อมาห่อหุ้มสิ่งเหล่านี้ไว้ ซึ่งหากมีการตอบสนองมากเกินไป อาจทำให้พังผืดหนา แข็ง หรือเกิดการหดรัดจนส่งผลต่อรูปทรงและความรู้สึกของบริเวณนั้นได้

การอักเสบและความบอบช้ำของเนื้อเยื่อ

หลังการผ่าตัดหรือการบาดเจ็บ ร่างกายจะเกิดกระบวนการอักเสบเพื่อซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งถือเป็นขั้นตอนปกติ แต่หากเนื้อเยื่อได้รับความเสียหายมาก ผ่าตัดซับซ้อน หรือใช้เวลาผ่าตัดนาน อาจกระตุ้นให้ร่างกายสร้างพังผืดมากกว่าปกติ ส่งผลให้เนื้อเยื่อเกิดการยึดเกาะกันได้ง่ายขึ้น

การเกิดเลือดคั่งหรือน้ำเหลืองสะสมใต้ผิวหนัง

หากหลังผ่าตัดมีเลือดคั่งหรือน้ำเหลืองสะสมอยู่ภายใน ร่างกายจะพยายามกำจัดของเหลวเหล่านี้ด้วยการสร้างเนื้อเยื่อพังผืดเข้ามาล้อมรอบ ส่งผลให้เกิดก้อนแข็ง ผิวไม่เรียบ หรือรู้สึกตึงบริเวณที่ผ่าตัดได้ในภายหลัง

การติดเชื้อหลังผ่าตัดหรือหัตถการ

การติดเชื้อเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดพังผืดเพราะเมื่อร่างกายเกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง จะยิ่งเร่งกระบวนการสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อซ่อมแซมมากขึ้น ทำให้พังผืดมีลักษณะหนา แข็ง และเกิดการยึดเกาะได้รุนแรงกว่าปกติ

พันธุกรรมและการตอบสนองของร่างกายแต่ละคน

คนแต่ละคนมีการตอบสนองต่อบาดแผลแตกต่างกัน บางคนมีแนวโน้มเกิดพังผืดหรือแผลเป็นนูนคีลอยด์ได้ง่ายกว่าปกติ เนื่องจากพันธุกรรมและระบบการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย จึงทำให้แม้เป็นการผ่าตัดเล็กหรือแผลขนาดเล็ก ก็อาจเกิดพังผืดได้มากกว่าคนทั่วไป

การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดไม่เหมาะสม

การขยับร่างกายน้อยเกินไป การกดทับแผล การสูบบุหรี่ หรือการไม่ดูแลแผลอย่างถูกวิธี อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดพังผืดได้ง่ายขึ้น เพราะส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและกระบวนการฟื้นฟูของร่างกาย

แม้พังผืดจะเป็นกลไกซ่อมแซมตามกระบวนการของร่างกาย แต่หากเกิดมากเกินไปก็อาจส่งผลต่อความสวยงาม การเคลื่อนไหว และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ได้ ดังนั้นการเลือกของแพทย์ เทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะสม รวมถึงการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างถูกต้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเกิดพังผืดในระยะยาว

ฉีดฟิลเลอร์เสี่ยงทำให้เกิดพังผืดจริงหรือไม่

การฉีดฟิลเลอร์สามารถกระตุ้นให้เกิดพังผืดได้ในบางกรณี แต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน และไม่ได้หมายความว่าการฉีดฟิลเลอร์จะอันตรายเสมอไป โดยปกติแล้วหลังฉีดฟิลเลอร์ ร่างกายจะมีกระบวนการตอบสนองตามกระบวนการเพื่อปรับตัวกับสารที่ถูกฉีดเข้าไปใต้ผิวหนัง ซึ่งอาจมีการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนหรือพังผืดบาง ๆ ขึ้นมาห่อหุ้มบริเวณนั้นได้

ในกรณีทั่วไปพังผืดที่เกิดหลังฉีดฟิลเลอร์มักมีขนาดเล็กและไม่ส่งผลอันตราย แต่หากเกิดการอักเสบ การติดเชื้อ การฉีดผิดชั้นผิว หรือใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้ร่างกายตอบสนองรุนแรงจนเกิดพังผืดที่หนา แข็ง หรือจับตัวเป็นก้อนใต้ผิวหนังได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ผิวไม่เรียบ รูปหน้าเปลี่ยน หรือเกิดอาการตึงและเจ็บบริเวณที่ฉีด

สาเหตุที่ทำให้พังผืดหลังฉีดฟิลเลอร์เกิดขึ้นได้ง่าย

  1. การใช้ฟิลเลอร์ปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน
  2. การฉีดฟิลเลอร์ในปริมาณมากเกินไป
  3. การฉีดฟิลเลอร์ซ้ำบริเวณเดิมบ่อยเกินไป
  4. เทคนิคการฉีดไม่ถูกต้อง หรือฉีดผิดชั้นผิว
  5. เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อหลังฉีด
  6. ร่างกายตอบสนองต่อสารเติมเต็มมากกว่าปกติ

ลักษณะของพังผืดจากฟิลเลอร์ มักสังเกตได้จากการคลำเจอก้อนแข็งใต้ผิว ผิวเป็นคลื่น ไม่เรียบ รู้สึกตึง หรือบางรายอาจมีอาการปวดเมื่อกดบริเวณที่ฉีด หากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนผิดรูป หรือเกิดการยึดเกาะของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการฉีดฟิลเลอร์ด้วยฟิลเลอร์แท้และทำโดยแพทย์ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดพังผืดได้อย่างมาก รวมถึงควรเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน และหลีกเลี่ยงการฉีดซ้ำถี่เกินความจำเป็น เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

ดังนั้น แม้การฉีดฟิลเลอร์จะมีโอกาสเกิดพังผืดได้ แต่หากเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย และดูแลหลังทำอย่างเหมาะสม ก็สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดพังผืดและภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศัลยกรรมอะไรบ้างที่เสี่ยงทำให้เกิดพังผืด

พังผืดเป็นหนึ่งในกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติของร่างกายที่สามารถเกิดขึ้นได้หลังการผ่าตัดหรือทำศัลยกรรม โดยเฉพาะศัลยกรรมที่มีการเลาะแยกชั้นเนื้อเยื่อ การสร้างโพรงใต้ผิวหนัง หรือมีการใส่วัสดุแปลกปลอมเข้าไปภายในร่างกาย เพราะเมื่อเนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บ ร่างกายจะเร่งสร้างเส้นใยคอลลาเจนเพื่อฟื้นฟูบริเวณนั้น ซึ่งหากเกิดมากเกินไป อาจทำให้เกิดพังผืดที่หนา แข็ง และยึดเกาะกับเนื้อเยื่อจนส่งผลต่อรูปร่าง ความยืดหยุ่น และการเคลื่อนไหวได้

แม้พังผืดจะเกิดขึ้นได้กับการผ่าตัดหลายประเภท แต่มีศัลยกรรมบางชนิดที่พบความเสี่ยงในการเกิดพังผืดได้บ่อยกว่าปกติ ได้แก่

โปรแกรมเสริมหน้าอกทำให้เกิดพังผืด

การเสริมหน้าอกถือเป็นศัลยกรรมที่พบปัญหาพังผืดได้บ่อยที่สุด เพราะหลังใส่ซิลิโคน ร่างกายจะสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาห่อหุ้มรอบซิลิโคนตามธรรมชาติ เรียกว่า “แคปซูลพังผืด” หากพังผืดเกิดการหดรัดตัวมากเกินไป อาจทำให้หน้าอกแข็ง เจ็บ รูปทรงผิดธรรมชาติ หรือเกิดภาวะหน้าอกผิดรูปได้

โปรแกรมเสริมจมูกด้วยซิลิโคนทำให้เกิดพังผืด

หลังเสริมจมูก ร่างกายจะสร้างพังผืดขึ้นรอบแกนซิลิโคนเพื่อยึดให้อยู่กับที่ แต่หากพังผืดหนาตัวหรือรัดแกนมากเกินไป อาจทำให้จมูกดูแข็ง สั้น ปลายเชิด หรือเห็นขอบซิลิโคนชัดเจน ซึ่งมักเรียกว่า “จมูกรัดแกน”

โปรแกรมดูดไขมันทำให้เกิดพังผืด

การดูดไขมันทำให้เกิดช่องว่างและการบาดเจ็บใต้ชั้นผิวหนัง ร่างกายจึงสร้างพังผืดขึ้นมาเพื่อซ่อมแซมและยึดเนื้อเยื่อกลับเข้าที่ หากพังผืดเกิดไม่สม่ำเสมอ อาจทำให้ผิวเป็นคลื่น ผิวแข็งไม่เรียบ หรือรู้สึกตึงใต้ผิวหนังได้

โปรแกรมผ่าตัดไขมันหน้าท้องทำให้เกิดพังผืด

ศัลยกรรมหน้าท้องหรือการตัดหนังหน้าท้อง มีการเลาะชั้นผิวหนังและเนื้อเยื่อค่อนข้างกว้าง จึงมีโอกาสเกิดพังผืดระหว่างผิวหนังและกล้ามเนื้อได้ หากพังผืดเกิดมากเกินไป อาจทำให้รู้สึกตึงรั้ง ผิวไม่เรียบ หรือเคลื่อนไหวไม่สบายตัว

โปรแกรมยกกระชับใบหน้า (Facelift) ทำให้เกิดพังผืด

การผ่าตัดดึงหน้าและยกกระชับ มีการเลาะชั้นผิวและกล้ามเนื้อหลายจุด ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดพังผืดใต้ผิวหนังได้ หากพังผืดเกิดไม่สมดุล อาจส่งผลต่อความเรียบเนียนและความเป็นธรรมชาติของใบหน้า

โปรแกรมศัลยกรรมแก้ไขซ้ำหลายครั้งทำให้เกิดพังผืด

ผู้ที่เคยผ่าตัดหรือแก้ศัลยกรรมซ้ำหลายรอบ มีความเสี่ยงเกิดพังผืดสูงกว่าปกติ เพราะเนื้อเยื่อเดิมผ่านการอักเสบและซ่อมแซมมาแล้วหลายครั้ง ทำให้ร่างกายสร้างพังผืดสะสมได้ง่ายขึ้น

โปรแกรมผ่าตัดหรือหัตถการที่ใช้วัสดุเทียมทำให้เกิดพังผืด

ไม่ว่าจะเป็นซิลิโคน วัสดุเสริม หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ ล้วนสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างพังผืดขึ้นมาห่อหุ้มสิ่งแปลกปลอมได้ หากร่างกายตอบสนองมากเกินไป อาจเกิดการแข็งตัวหรือยึดเกาะผิดปกติของเนื้อเยื่อได้เช่นกัน

ถึงแม้พังผืดจะเป็นกระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติของร่างกาย แต่หากเกิดมากเกินไปก็อาจส่งผลต่อทั้งความสวยงามและสุขภาพในระยะยาวได้ ดังนั้นการเลือกศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เทคนิคการผ่าตัดที่ลดการบอบช้ำของเนื้อเยื่อ รวมถึงการดูแลตัวเองหลังศัลยกรรมอย่างถูกต้อง จะช่วยลดโอกาสการเกิดพังผืดและช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำดูสวยงามเป็นธรรมชาติมากขึ้น

เกิดพังผืดได้ที่บริเวณไหนบ้าง

พังผืดสามารถเกิดได้แทบทุกส่วนของร่างกาย ทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะบริเวณที่มีการอักเสบ บาดเจ็บ ผ่าตัด หรือใช้งานซ้ำ ๆ จนร่างกายสร้างเนื้อเยื่อมายึดรั้งมากเกินไป

บริเวณที่พบพังผืดได้บ่อย

  1. ใบหน้า หลังร้อยไหม ฟิลเลอร์ ศัลยกรรม หรือสิวอักเสบ
  2. คอ บ่า ไหล่ จากออฟฟิศซินโดรมและกล้ามเนื้อตึงเรื้อรัง
  3. ข้อไหล่ ทำให้เกิดภาวะไหล่ติด
  4. หลัง เอว สะโพก จากการยกของหนักหรือใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ
  5. แขน มือ ข้อมือ เช่น นิ้วล็อก หรือพังผืดกดเส้นเอ็น
  6. รอบเส้นประสาท ทำให้ปวด ชา หรือปวดร้าว
  7. ฝ่าเท้าพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ
  8. หน้าท้องและลำไส้ พบได้หลังผ่าตัดช่องท้อง
  9. มดลูกและอุ้งเชิงกราน ส่งผลต่อประจำเดือนและการมีบุตร
  10. ปอด ทำให้เนื้อปอดแข็งและหายใจเหนื่อย
  11. แผลผ่าตัดทุกชนิด สามารถเกิดพังผืดยึดรั้งใต้แผลได้

พังผืดคือ เนื้อเยื่อที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อซ่อมแซมตัวเอง แต่หากเกิดมากเกินไป จะทำให้เนื้อเยื่อติดกัน เกิดอาการตึง ปวด แข็ง หรือเคลื่อนไหวได้ไม่ปกติ โดยบางกรณีอาจส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะภายในได้ด้วย

อาการและผลกระทบของพังผืดต่อร่างกาย

พังผืดเป็นเนื้อเยื่อที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อซ่อมแซมตัวเองหลังการอักเสบ การบาดเจ็บ หรือการผ่าตัด ซึ่งโดยปกติถือเป็นกระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติ แต่หากร่างกายสร้างพังผืดมากเกินไป หรือเกิดการยึดรั้งผิดตำแหน่ง ก็อาจส่งผลกระทบต่อทั้งรูปลักษณ์ การเคลื่อนไหว และการใช้ชีวิตประจำวันได้

โดยเฉพาะในด้านศัลยกรรมและหัตถการความงามพังผืดถือเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ และอาจส่งผลต่อผลลัพธ์หลังทำได้อย่างชัดเจน

อาการของพังผืดที่พบได้บ่อย

อาการของพังผืดขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรง แต่ส่วนใหญ่มักเริ่มจากความรู้สึก “ตึง แข็ง ดึงรั้ง” ก่อนจะพัฒนาเป็นปัญหาที่ชัดเจนมากขึ้น

1.พังผืดทำให้รูปทรงผิดรูป
หนึ่งในผลกระทบที่พบได้บ่อย คือพังผืดดึงรั้งเนื้อเยื่อหรือรัดรอบวัสดุเสริมที่อยู่ในร่างกาย เช่น ซิลิโคน ฟิลเลอร์ หรือเนื้อเยื่อหลังศัลยกรรม

ผลที่เกิดขึ้น เช่น

  1. รูปทรงบิดเบี้ยว
  2. อวัยวะผิดรูป
  3. ผิวถูกดึงรั้ง
  4. ความนิ่มตามธรรมชาติลดลง

ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือพังผืดหลังเสริมหน้าอก ซึ่งอาจทำให้หน้าอกแข็ง ผิดรูป

2.ผิวไม่เรียบจากพังผืดใต้ผิวหนัง
เมื่อพังผืดเกิดขึ้นใต้ผิวหนังอย่างไม่สม่ำเสมอ จะทำให้ผิวเกิดการยึดติดและดึงรั้ง

อาการที่พบได้ เช่น

  1. ผิวเป็นคลื่น
  2. ผิวบุ๋ม
  3. คลำเจอก้อนแข็ง
  4. ผิวไม่เรียบเนียน

พังผืดลักษณะนี้พบได้ทั้งหลังดูดไขมัน ร้อยไหม หรือหลังการอักเสบของผิวหนังและสิว

3.พังผืดทำให้เกิดความไม่สมมาตร
พังผืดสามารถเกิดขึ้นไม่เท่ากันทั้งสองด้านของร่างกาย ทำให้เกิดความไม่สมดุล เช่น

  1. หน้าอกสองข้างไม่เท่ากัน
  2. รูปหน้าดูเบี้ยว
  3. ผิวตึงไม่เท่ากัน
  4. กล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุล

ในบางกรณี แม้ทำศัลยกรรมพร้อมกันทั้งสองข้าง แต่การเกิดพังผืดที่ต่างกันก็อาจทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายต่างกันอย่างชัดเจน

4.อาการเจ็บ ตึง และดึงรั้งจากพังผืด
เมื่อพังผืดหนาตัวขึ้น จะเกิดแรงดึงต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว โดยเฉพาะเวลาขยับร่างกาย

อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  1. ปวดตึง
  2. เจ็บเมื่อขยับ
  3. รู้สึกแข็งใต้ผิว
  4. เจ็บเวลาสัมผัส
  5. รู้สึกเหมือนมีอะไรรัดอยู่ภายใน

อาการเหล่านี้อาจเกิดได้ทั้งบริเวณแผลผ่าตัด กล้ามเนื้อ หรือบริเวณที่เคยอักเสบเรื้อรัง

5.พังผืดกดเส้นประสาท ทำให้ชาและปวดร้าว
ในบางกรณีพังผืดอาจไปกดทับเส้นประสาทใกล้เคียง ส่งผลต่อระบบประสาทรับความรู้สึก

อาการที่อาจเกิดขึ้น เช่น

  1. ชาบริเวณผิวหนัง
  2. ปวดร้าว
  3. เสียวแปลบ
  4. เหมือนไฟช็อต
  5. กล้ามเนื้ออ่อนแรง

หากพังผืดกดเส้นประสาทเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้

6.พังผืดทำให้เคลื่อนไหวลำบาก
พังผืดที่ยึดติดแน่นระหว่างชั้นผิว กล้ามเนื้อ หรืออวัยวะภายใน อาจจำกัดการเคลื่อนไหวของร่างกาย

ตัวอย่างเช่น

  1. ยืดตัวได้ไม่สุด
  2. ก้มตัวแล้วตึงฃ
  3. ขยับแขนลำบาก
  4. ข้อติด
  5. เคลื่อนไหวไม่คล่องตัว

โดยเฉพาะหลังผ่าตัดใหญ่ เช่น ผ่าตัดหน้าท้อง ดูดไขมัน หรือศัลยกรรมที่มีการเลาะเนื้อเยื่อจำนวนมาก

พังผืดส่งผลต่อทั้งความสวยงามและสุขภาพ

แม้พังผืดจะเป็นกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติของร่างกาย แต่หากเกิดมากเกินไป ก็อาจกลายเป็นปัญหาทั้งด้านความงามและสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น

  1. รูปร่างผิดรูป
  2. ผิวไม่เรียบ
  3. ปวดเรื้อรัง
  4. เคลื่อนไหวติดขัด
  5. สูญเสียความมั่นใจ

ดังนั้น การดูแลหลังผ่าตัด การรักษาการอักเสบอย่างถูกต้อง และการติดตามอาการตั้งแต่ระยะแรก จึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเกิดพังผืดในระยะยาว

พังผืดอันตรายหรือไม่

พังผืดเป็นเนื้อเยื่อที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บ อักเสบ หรือหลังการผ่าตัด ซึ่งโดยปกติแล้ว “พังผืด” ไม่ใช่สิ่งอันตราย เพราะเป็นหนึ่งในกลไกการฟื้นฟูของร่างกาย แต่หากร่างกายสร้างพังผืดมากเกินไป หรือเกิดการยึดรั้งผิดตำแหน่ง ก็อาจส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพ การเคลื่อนไหว และรูปลักษณ์ภายนอกได้

หลายคนอาจเริ่มจากอาการเล็ก ๆ เช่น ปวดตึง รู้สึกแข็งใต้ผิว หรือขยับร่างกายได้ไม่สุด แต่หากปล่อยไว้นานพังผืดอาจพัฒนาเป็นปัญหาเรื้อรังที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

พังผืดอันตรายในกรณีไหน

1.พังผืดทำให้ปวดเรื้อรัง
เมื่อพังผืดยึดรั้งกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือเนื้อเยื่อรอบข้าง จะทำให้เกิดอาการปวด ตึง และเจ็บเวลาเคลื่อนไหว

อาการที่พบได้บ่อย เช่น

  1. ปวดคอ บ่า ไหล่
  2. ปวดหลัง
  3. ปวดบริเวณแผลผ่าตัด
  4. ปวดเวลาเหยียดหรือขยับร่างกาย

หากพังผืดหนาตัวขึ้นเรื่อย ๆ อาการอาจกลายเป็นปวดเรื้อรังได้

2.พังผืดกดทับเส้นประสาท
ในบางกรณีพังผืดอาจไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการผิดปกติทางระบบประสาท เช่น

  1. ชา
  2. ปวดร้าว
  3. เสียวแปลบ
  4. กล้ามเนื้ออ่อนแรง

หากปล่อยไว้นาน อาจกระทบต่อการใช้งานของกล้ามเนื้อและคุณภาพชีวิต

3.พังผืดทำให้เคลื่อนไหวลำบาก
พังผืดที่เกิดตามข้อหรือกล้ามเนื้อ อาจทำให้เนื้อเยื่อติดกันจนเคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่

ตัวอย่างเช่น

  1. ไหล่ติด
  2. ก้มตัวลำบาก
  3. ยืดแขนไม่สุด
  4. รู้สึกตึงเวลาขยับตัว

โดยเฉพาะหลังผ่าตัดหรืออุบัติเหตุ หากไม่ได้ฟื้นฟูร่างกายอย่างเหมาะสม

4.พังผืดทำให้รูปร่างและผิวผิดรูป
ในด้านศัลยกรรมและความงามพังผืดอาจทำให้เกิดปัญหา เช่น

  1. หน้าอกแข็งหลังเสริม
  2. ผิวเป็นคลื่นหลังดูดไขมัน
  3. รูปหน้าไม่สมดุล
  4. คลำเจอก้อนแข็งใต้ผิว

แม้จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ส่งผลต่อความมั่นใจและผลลัพธ์ด้านความสวยงามอย่างชัดเจน

5.พังผืดในช่องท้องอาจรุนแรงได้
พังผืดภายในช่องท้องถือเป็นภาวะที่ต้องระวัง เพราะอาจทำให้ลำไส้ยึดติดกันจนเกิด “ลำไส้อุดตัน”

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  1. ปวดท้องรุนแรง
  2. ท้องอืด
  3. อาเจียนถ่ายไม่ออก

กรณีนี้อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือผ่าตัด

พังผืดทุกชนิดต้องรักษาหรือไม่

ไม่ใช่ทุกกรณีที่พังผืดต้องรักษา เพราะบางคนมีพังผืดเล็กน้อยโดยไม่มีอาการ แต่หากเริ่มมีอาการต่อไปนี้ ควรพบแพทย์

  1. ปวดเรื้อรัง
  2. ขยับร่างกายลำบาก
  3. รู้สึกตึงหรือแข็งผิดปกติ
  4. รูปร่างผิดรูป
  5. ชา หรือปวดร้าว

การรักษาพังผืดอาจใช้ทั้งกายภาพบำบัด การนวดคลายพังผืดเลเซอร์ คลื่นวิทยุ หรือในบางกรณีอาจต้องผ่าตัดแก้ไข

พังผืดสามารถหายเองได้หรือไม่

พังผืดบางชนิดสามารถดีขึ้นได้เอง หากเป็นในระยะเริ่มต้นและไม่รุนแรง โดยเฉพาะพังผืดที่เกิดจากการอักเสบเล็กน้อยหรือกล้ามเนื้อตึงชั่วคราว เมื่อร่างกายฟื้นตัว อาการตึงและเจ็บอาจค่อย ๆ ลดลงได้

แต่ในหลายกรณีพังผืดมักไม่หายเองทั้งหมด เพราะเนื้อเยื่อที่ยึดติดกันแล้วอาจแข็งและหนาตัวขึ้นเรื่อย ๆ หากปล่อยไว้นาน อาจทำให้เกิดอาการปวด ตึง เคลื่อนไหวลำบาก หรือกดทับเส้นประสาทได้

ดังนั้น หากมีอาการเรื้อรัง เช่น ปวดตึง เป็นก้อน แข็ง หรือขยับร่างกายได้ไม่สุด ควรได้รับการดูแล เช่น กายภาพบำบัด การยืดกล้ามเนื้อ หรือรักษาโดยแพทย์ เพื่อช่วยคลายพังผืดและลดโอกาสเกิดปัญหาระยะยาว

พังผืดกับแผลเป็นต่างกันอย่างไร

แม้พังผืดและ แผลเป็น จะเกิดจากกระบวนการซ่อมแซมของร่างกายเหมือนกัน แต่ทั้งสองอย่างแตกต่างกันในตำแหน่งและลักษณะการเกิด

  1. แผลเป็น คือ รอยที่เกิดบนผิวหนังหลังแผลหาย มองเห็นได้จากภายนอก เช่น รอยนูน รอยดำ หรือรอยบุ๋ม
  2. พังผืด คือ เนื้อเยื่อที่เกิดอยู่ “ใต้ผิวหนัง” หรือภายในร่างกาย ทำหน้าที่ยึดรั้งเนื้อเยื่อ อวัยวะ หรือกล้ามเนื้อเข้าด้วยกัน

แผลเป็นมักเห็นได้ด้วยตา แต่พังผืดมักอยู่ลึกลงไปและอาจทำให้เกิดอาการตึง ปวด แข็ง หรือเคลื่อนไหวติดขัดได้

ในบางกรณี คนที่มีแผลเป็นก็อาจมีพังผืดเกิดร่วมด้วย โดยเฉพาะหลังผ่าตัดหรือการอักเสบรุนแรง

วิธีดูแลตัวเองเพื่อลดพังผืด

พังผืดเป็นกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติของร่างกายหลังการผ่าตัด การอักเสบ หรือการบาดเจ็บ แต่หากร่างกายสร้างพังผืดมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการปวด ตึง แข็ง หรือส่งผลต่อรูปร่างและการเคลื่อนไหวได้

ปัจจุบันมีหลายวิธีที่ช่วยลดการเกิดพังผืดและช่วยให้เนื้อเยื่อฟื้นตัวได้ดีขึ้น โดยแนวทางการดูแลจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและตำแหน่งที่เกิดพังผืด

1.การนวดคลายพังผืด

การนวดเป็นวิธีพื้นฐานที่ช่วยลดพังผืดได้ดี โดยเฉพาะหลังการเสริมหน้าอก ดูดไขมัน หรือศัลยกรรมที่มีการเลาะเนื้อเยื่อ

การนวดอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ จะช่วย

  1. ลดการยึดรั้งของเนื้อเยื่อ
  2. เพิ่มความยืดหยุ่นของผิวและกล้ามเนื้อ
  3. ช่วยให้พังผืดนิ่มลง
  4. ลดโอกาสเกิดพังผืดหดรัด

นอกจากนี้ยังช่วยให้เส้นใยคอลลาเจนเรียงตัวดีขึ้น ทำให้ผลลัพธ์หลังผ่าตัดดูละมุนมากขึ้น

2.การใช้ยาเพื่อลดพังผืด

ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อลดการอักเสบและควบคุมการเกิดพังผืดโดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น

ยาที่ใช้ อาจช่วย

  1. ลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ
  2. ชะลอการสร้างพังผืด
  3. ลดความรุนแรงของอาการตึงรัด

ตัวอย่างเช่น ยากลุ่มที่ใช้ในภาวะพังผืดรัดซิลิโคนหน้าอก ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

3.การใช้เครื่องมือทางการแพทย์รักษาพังผืด

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายชนิดที่ช่วยดูแลพังผืดโดยเฉพาะพังผืดใต้ผิวหนังหรือพังผืดที่ทำให้เกิดอาการปวดตึง

ตัวอย่างเทคโนโลยีที่นิยมใช้ ได้แก่

  1. Ultrasound Therapy
  2. Radiofrequency (RF)

วิธีเหล่านี้ช่วย

  1. เพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ
  2. ลดอาการตึงแข็ง
  3. กระตุ้นการฟื้นตัวของผิวและกล้ามเนื้อ
  4. ช่วยให้พังผืดคลายตัวดีขึ้น

4.การผ่าตัดแก้พังผืด

หากพังผืดมีความรุนแรงมาก จนทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง หรือส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดแก้ไข

โดยเฉพาะกรณี

  1. พังผืดในช่องท้อง
  2. พังผืดรัดซิลิโคน
  3. พังผืดยึดติดรุนแรง

ปัจจุบันมักใช้วิธีผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งแผลมีขนาดเล็กและฟื้นตัวได้เร็วกว่า อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดก็อาจกระตุ้นให้เกิดพังผืดใหม่ได้ จึงมักเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อจำเป็นจริง ๆ

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดพังผืด

  1. ดูแลแผลหลังผ่าตัดอย่างถูกต้อง
  2. หลีกเลี่ยงการอักเสบและการติดเชื้อ
  3. ขยับร่างกายตามคำแนะนำแพทย์ ไม่อยู่นิ่งนานเกินไป
  4. ยืดกล้ามเนื้อสม่ำเสมอ เพื่อลดการยึดรั้งของเนื้อเยื่อ
  5. หลีกเลี่ยงการใช้งานกล้ามเนื้อหนักเกินไป
  6. ไม่นวดหรือกดบริเวณแผลแรงเกินไป
  7. เข้ารับการนวดคลายพังผืดอย่างถูกวิธี หากแพทย์แนะนำ
  8. ดูแลสุขภาพผิวและลดการเกิดสิวอักเสบเรื้อรัง
  9. เลือกคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน
  10. เข้าติดตามอาการหลังผ่าตัดหรือหลังทำหัตถการอย่างสม่ำเสมอ

สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับพังผืด

พังผืดคือ เนื้อเยื่อที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บ อักเสบ หรือหลังการผ่าตัด ซึ่งสามารถเกิดได้ทั่วร่างกาย ทั้งผิวหนัง กล้ามเนื้อ ข้อ เส้นประสาท และอวัยวะภายใน หากเกิดมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการปวด ตึง แข็ง หรือเคลื่อนไหวได้ไม่ปกติ บางกรณีอาจส่งผลต่อรูปร่าง ความสวยงาม และการใช้ชีวิตประจำวันได้ การดูแลแผลอย่างถูกต้อง ขยับร่างกายสม่ำเสมอ และรักษาการอักเสบตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยลดโอกาสเกิดพังผืดและลดปัญหาระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
โปรโมชั่นต่างๆ
เรื่อง บทความน่ารู้ ที่คุณอาจสนใจ