เลเซอร์สิวหิน คืออะไร? วิธีแก้ปัญหาตุ่มไขมันอย่างเห็นผล
เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC
เลเซอร์สิวหิน
- เลเซอร์สิวหิน คืออะไร กี่ครั้งถึงเห็นผล เจ็บไหม รู้ก่อนทำ
- สิวหินคืออะไร ต่างจากสิวทั่วไปอย่างไร
- เลเซอร์สิวหินคืออะไร
- เลเซอร์สิวหินช่วยกำจัดสิวหินได้อย่างไร
- เลเซอร์สิวหินเหมาะกับใครบ้าง
- 1.เลเซอร์สิวหินเหมาะกับคนที่มีสิวหินจำนวนมาก
- 2.เลเซอร์สิวหินเหมาะกับคนที่เป็นสิวหินซ้ำ ๆ
- 3.เลเซอร์สิวหินเหมาะกับคนที่มีสิวหินในจุดบอบบาง
- 4.เลเซอร์สิวหินเหมาะกับคนที่เคยบีบหรือแกะแล้วเกิดรอย
- 5.เลเซอร์สิวหินเหมาะกับคนที่ต้องการผลลัพธ์ในเวลาไม่นาน
- 6.เลเซอร์สิวหินเหมาะกับคนที่ไม่สามารถกำจัดสิวหินด้วยวิธีทั่วไปได้
- เลเซอร์สิวหิน ต้องทำกี่ครั้งถึงเห็นผล
- เลเซอร์สิวหินกี่วันหายหลังทำ
- หลังเลเซอร์สิวหิน จะกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่
- เลเซอร์สิวหินมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง
- ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป
- ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ (แต่ไม่บ่อย)
- เลเซอร์สิวหินเจ็บไหม ต้องพักฟื้นหรือไม่
- เลเซอร์สิวหินทิ้งรอยไหม ป้องกันอย่างไร
- ก่อนเลเซอร์สิวหินต้องเตรียมตัวอย่างไร
- หลังเลเซอร์สิวหินห้ามทำอะไรบ้าง
- 1.ห้ามแกะ เกา หรือถูสะเก็ดแผล หลังทำเลเซอร์สิวหิน
- 2.ห้ามโดนแดดจัดโดยตรงหลังทำเลเซอร์สิวหิน
- 3.ห้ามใช้สกินแคร์ที่ระคายเคืองหลังทำเลเซอร์สิวหิน
- 4.ห้ามแต่งหน้าหนา ๆ ทับแผลทันทีหลังทำเลเซอร์สิวหิน
- 5.ห้ามจับหรือสัมผัสแผลบ่อย ๆ หลังทำเลเซอร์สิวหิน
- 6.ห้ามทำหัตถการผิวอื่นทันทีหลังทำเลเซอร์สิวหิน
- 7.ห้ามออกกำลังกายหนักหลังทำเลเซอร์สิวหิน
- 8.ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่สะอาดหลังทำเลเซอร์สิวหิน
- วิธีดูแลผิวหลังเลเซอร์สิวหิน ให้หายเร็ว ไม่ทิ้งรอย
- วิธีป้องกันสิวหินไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
- เลเซอร์สิวหินออกแล้วหายถาวรไหม
- เลเซอร์สิวหินทำได้บ่อยแค่ไหน
- สรุปเกี่ยวกับเลเซอร์สิวหิน
เลเซอร์สิวหิน คืออะไร กี่ครั้งถึงเห็นผล เจ็บไหม รู้ก่อนทำ
สิวหินเป็นปัญหาผิวที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกเจ็บเหมือนสิวอักเสบ แต่กลับสร้างความกังวลใจได้ไม่น้อย เพราะแม้จะไม่อักเสบหรือเจ็บเหมือนสิวทั่วไป แต่ลักษณะเป็นตุ่มขาวเล็ก ๆ ใต้ผิวกลับทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียน และไม่สามารถกำจัดออกได้ด้วยวิธีทั่วไป การเลเซอร์สิวหินจึงกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม เพราะสามารถช่วยเอาสิวหินออกได้
อย่างไรก็ตาม หลายคนยังมีคำถามเกี่ยวกับเลเซอร์สิวหิน ระยะเวลาเห็นผล ระยะเวลาผลลัพธ์ ความรู้สึกเจ็บ รวมถึงการดูแลก่อนและหลังทำ บทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเลเซอร์สิวหินไว้ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจก่อนทำได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
สิวหินคืออะไร ต่างจากสิวทั่วไปอย่างไร
สิวหิน (Milia) คือ ตุ่มเล็ก ๆ สีขาวหรือเหลืองอ่อน ขนาดประมาณ 1–2 มิลลิเมตร เกิดจากการสะสมของเคราติน (โปรตีนในผิวหนัง) อยู่ใต้ผิวชั้นบน ทำให้เกิดเป็นก้อนแข็งเล็ก ๆ มองเห็นชัด โดยมักพบได้บริเวณรอบดวงตา ใต้ตา เปลือกตา หรือแก้ม สิวหินไม่ใช่สิวอักเสบ และมักไม่เจ็บ ไม่แดง ไม่บวม แต่จะมีลักษณะเป็นเม็ดแข็ง ๆ อยู่ใต้ผิว และไม่สามารถกดออกเองได้ง่าย
ความแตกต่างระหว่างสิวหินกับสิวทั่วไป
1.สาเหตุการเกิด
- สิวหินเกิดจากการสะสมของเคราตินใต้ผิว
- สิวทั่วไป เช่น สิวอุดตัน สิวอักเสบ เกิดจากไขมันอุดตัน รูขุมขน และแบคทีเรีย
2.ลักษณะภายนอก
- สิวหินเป็นตุ่มเล็ก สีขาวหรือสีเหลือง แข็ง ไม่มีหัวสิว
- สิวทั่วไปอาจมีหัวสิว เช่น สิวหัวขาว สิวหัวดำ หรือมีอาการแดง บวม เจ็บ
3.การอักเสบ
- สิวหินไม่มีการอักเสบ
- สิวทั่วไป โดยเฉพาะสิวอักเสบ จะมีอาการบวม แดง และเจ็บ
4.วิธีการรักษา
- สิวหินต้องใช้วิธีเปิดผิว เช่น เลเซอร์ หรือใช้เข็มสะกิดโดยแพทย์
- สิวทั่วไปสามารถรักษาด้วยยาทา ยากิน กดสิว หรือหัตถการอื่น ๆ ได้
5.การบีบหรือกดเอง
- สิวหินไม่ควรบีบเอง เพราะออกยากและเสี่ยงเป็นแผล
- สิวทั่วไปบางชนิด เช่น สิวอุดตัน สามารถกดออกได้โดยแพทย์
เลเซอร์สิวหินคืออะไร
เลเซอร์สิวหิน คือหัตถการทางการแพทย์ที่ใช้พลังงานเลเซอร์ในการกำจัดสิวหินหรือที่เรียกว่า Milia ซึ่งเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีขาวหรือเหลืองอ่อนที่เกิดจากการสะสมของเคราตินอยู่ใต้ผิวหนัง โดยเลเซอร์จะช่วยเปิดผิวชั้นบนและสลายตัวสิวออก โดยไม่ต้องใช้วิธีบีบหรือกดแบบเดิม
สิวหินไม่ใช่สิวอักเสบและไม่มีหัวสิวแบบสิวอุดตันทั่วไป จึงไม่สามารถบีบออกเองได้ง่าย หากพยายามกดหรือแกะ อาจทำให้เกิดแผล รอยดำ หรือการอักเสบตามมาได้ เลเซอร์สิวหินจึงถือเป็นวิธีรักษาที่ตอบโจทย์
หลักการทำงานของเลเซอร์สิวหิน
เลเซอร์สิวหินจะปล่อยพลังงานไปยังบริเวณที่เป็นสิวหิน เพื่อเปิดผิวบางส่วนและทำลายถุงเคราตินที่สะสมอยู่ จากนั้นแพทย์จะนำสิวออก ทำให้ผิวเรียบขึ้นโดยลดการบาดเจ็บของผิวรอบข้าง
ข้อดีของเลเซอร์สิวหิน
- เลเซอร์สิวหินช่วยกำจัดสิวหินได้อย่างแม่นยำ
- เลเซอร์สิวหินลดความเสี่ยงการเกิดแผลเป็นเมื่อเทียบกับการกดเอง
- เลเซอร์สิวหินใช้เวลาทำไม่นาน และเห็นผลในเวลาไม่นานหลังทำ
- เลเซอร์สิวหินสามารถทำได้ในบริเวณที่บอบบาง เช่น รอบดวงตา
เลเซอร์สิวหินช่วยกำจัดสิวหินได้อย่างไร
เลเซอร์สิวหินช่วยกำจัดสิวหินได้โดยอาศัยพลังงานเลเซอร์เข้าไปจัดการกับถุงเคราตินที่สะสมอยู่ใต้ผิว ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิวหิน ทำให้สามารถเอาสิวออกได้โดยลดความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียง หลักการทำงานของเลเซอร์สิวหิน มีขั้นตอนสำคัญดังนี้
- ยิงเลเซอร์เปิดผิวชั้นบน เลเซอร์จะปล่อยพลังงานไปที่บริเวณสิวหิน เพื่อเปิดผิวหนังชั้นบนอย่างแม่นยำ ทำให้เข้าถึงตัวสิวที่อยู่ใต้ผิวได้ง่ายขึ้น
- สลายหรือทำให้ถุงสิวหลวมตัว พลังงานเลเซอร์ช่วยทำให้ถุงเคราตินที่ห่อหุ้มสิวหินอ่อนตัวหรือแตกออก ลดการยึดติดกับผิวหนัง
- นำสิวหินออกอย่างสะอาด หลังจากเลเซอร์เปิดผิวแล้ว แพทย์จะใช้เครื่องมือขนาดเล็กนำสิวหินออกได้อย่างหมดจด โดยไม่ต้องบีบแรง
- ลดการบาดเจ็บของผิวรอบข้าง เลเซอร์ทำงานเฉพาะจุด จึงไม่กระทบผิวบริเวณรอบ ๆ มาก ช่วยลดโอกาสเกิดแผล รอยดำ หรือรอยแผลเป็น
ผลลัพธ์หลังทำเลเซอร์สิวหิน สิวหินจะถูกกำจัดออก ผิวจะเรียบเนียนขึ้น อาจมีรอยแดงเล็กน้อยหรือสะเก็ดบาง ๆ ซึ่งมักหายได้ภายในไม่กี่วัน เลเซอร์สิวหินไม่ได้แค่เอาสิวออก แต่ช่วยเปิดผิวและจัดการต้นตอของสิวหิน ทำให้กำจัดได้ง่าย ลดการอักเสบ และลดโอกาสเกิดรอยเมื่อเทียบกับการกดหรือแกะเอง
เลเซอร์สิวหินเหมาะกับใครบ้าง
เลเซอร์สิวหินเป็นวิธีที่เหมาะกับคนที่ต้องการกำจัดสิวหินอย่างตรงจุด และลดความเสี่ยงการเกิดรอย โดยเฉพาะในกรณีที่การดูแลผิวทั่วไปไม่สามารถช่วยให้สิวหินหายไปได้ คนที่เหมาะกับการทำเลเซอร์สิวหินมีดังนี้
1.เลเซอร์สิวหินเหมาะกับคนที่มีสิวหินจำนวนมาก
หากมีสิวหินหลายจุด การใช้เลเซอร์สิวหินจะช่วยกำจัดได้รวดเร็วและทั่วถึงกว่าการสะกิดทีละเม็ด
2.เลเซอร์สิวหินเหมาะกับคนที่เป็นสิวหินซ้ำ ๆ
ผู้ที่กำจัดสิวหินแล้วกลับมาเป็นใหม่บ่อย เลเซอร์สิวหินช่วยเอาออกได้สะอาดและลดการระคายเคืองสะสมจากการแกะหรือกดเอง
3.เลเซอร์สิวหินเหมาะกับคนที่มีสิวหินในจุดบอบบาง
เช่น รอบดวงตา ใต้ตา หรือเปลือกตา ซึ่งไม่เหมาะกับการกดเอง เลเซอร์สิวหินจะช่วยทำได้อย่างแม่นยำและความเสี่ยงน้อยกว่า
4.เลเซอร์สิวหินเหมาะกับคนที่เคยบีบหรือแกะแล้วเกิดรอย
ถ้ามีประวัติเป็นรอยดำหรือแผลจากการแกะสิว เลเซอร์สิวหินจะช่วยลดการบาดเจ็บผิวและโอกาสเกิดรอยซ้ำ
5.เลเซอร์สิวหินเหมาะกับคนที่ต้องการผลลัพธ์ในเวลาไม่นาน
เลเซอร์สิวหินสามารถเห็นผลในเวลาไม่นานหลังทำ สิวหินถูกกำจัดออกในครั้งเดียว (ในกรณีที่ไม่ลึกมาก)
6.เลเซอร์สิวหินเหมาะกับคนที่ไม่สามารถกำจัดสิวหินด้วยวิธีทั่วไปได้
เช่น ใช้สกินแคร์หรือผลัดเซลล์ผิวแล้วไม่ดีขึ้น เพราะสิวหินอยู่ลึกใต้ผิว จำเป็นต้องใช้หัตถการเลเซอร์สิวหิน
เลเซอร์สิวหิน ต้องทำกี่ครั้งถึงเห็นผล
จำนวนครั้งของการทำเลเซอร์สิวหินขึ้นอยู่กับปริมาณ ความลึก และตำแหน่งของสิวหิน รวมถึงสภาพผิวของแต่ละคน แต่โดยทั่วไปมีแนวโน้มดังนี้
กรณีที่ทำเลเซอร์สิวหินเพียง 1 ครั้ง
โดยปกติส่วนใหญ่สามารถเห็นผลได้ตั้งแต่การทำ 1 ครั้งแรก เพราะเลเซอร์จะช่วยเปิดผิวและนำสิวหินออกได้ทันทีในจุดที่ทำ หากสิวหินมีไม่มากและไม่ลึก มักกำจัดได้ครบในครั้งเดียว
กรณีที่อาจต้องทำเลเซอร์สิวหินมากกว่า 1 ครั้ง
หากมีสิวหินจำนวนมาก หรือขึ้นหลายบริเวณ อาจแบ่งทำเป็น 2–3 ครั้ง เพื่อให้ผิวฟื้นตัวและลดการระคายเคือง ในกรณีที่สิวหินฝังลึก หรืออยู่ในจุดบอบบางมาก แพทย์อาจนัดทำซ้ำเพื่อเก็บให้เรียบเนียน
ระยะห่างในการทำเลเซอร์สิวหิน
ระยะห่างในการทำเลเซอร์สิวหินแต่ละครั้ง มักเว้นระยะประมาณ 2–4 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวฟื้นตัวก่อนทำครั้งถัดไป
สรุป เลเซอร์สิวหินส่วนใหญ่เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรก แต่จำนวนครั้งที่ต้องทำอาจอยู่ที่ 1–3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสิวหินและการประเมินของแพทย์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เรียบเนียนและลดความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียง
เลเซอร์สิวหินกี่วันหายหลังทำ
หลังทำเลเซอร์สิวหิน ระยะเวลาการหายขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความลึกของสิวหินแต่ละคน แต่โดยทั่วไปจะใช้เวลาไม่นาน
ระยะเวลาการหายโดยประมาณ
- หลังทำเลเซอร์สิวหิน 1–2 วันแรก ผิวอาจมีรอยแดงเล็กน้อย หรือแสบตึงบริเวณที่ทำ
- หลังทำเลเซอร์สิวหิน 3–7 วัน จะเริ่มมีสะเก็ดเล็ก ๆ เกิดขึ้น และค่อย ๆ หลุดออกเอง ห้ามแกะ
- หลังทำเลเซอร์สิวหินประมาณ 5–10 วัน ผิวส่วนใหญ่จะหายเรียบขึ้น เห็นผลชัดว่าสิวหินถูกกำจัดออกแล้ว
- หลังทำเลเซอร์สิวหิน 1–2 สัปดาห์ ผิวฟื้นตัวเต็มที่ สีผิวเริ่มสม่ำเสมอมากขึ้น (ในบางคนที่ผิวบอบบางอาจมีรอยชมพูจาง ๆ อยู่เล็กน้อย)
ปัจจัยที่ทำให้หายเร็วหรือช้า
- ความลึกและจำนวนของสิวหิน
- บริเวณที่ทำ (รอบตาจะหายช้ากว่าเล็กน้อย)
- การดูแลหลังทำ เช่น เลี่ยงแดด ไม่แกะสะเก็ด และทายาตามแพทย์แนะนำ
สรุป โดยทั่วไปเลเซอร์สิวหินจะใช้เวลาประมาณ 5–10 วันก็หาย และผิวจะกลับมาเรียบเนียนขึ้นชัดเจน หากดูแลผิวอย่างถูกต้องหลังทำ
หลังเลเซอร์สิวหิน จะกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่
เลเซอร์สิวหินสามารถกำจัดสิวหินที่มีอยู่ออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ เนื่องจากไม่ได้แก้ที่สาเหตุการเกิดทั้งหมด
ทำไมสิวหินถึงกลับมาเป็นซ้ำได้
สิวหินเกิดจากการสะสมของเคราตินใต้ผิว หากยังมีปัจจัยเดิมอยู่ ก็สามารถเกิดใหม่ได้ เช่น การผลัดเซลล์ผิวผิดปกติ การใช้สกินแคร์ที่อุดตันหรือหนักผิวเกินไป ผิวระคายเคืองหรือมีการเสียดสีบ่อย สภาพผิวเฉพาะบุคคล เช่น ผิวแห้งหรือผิวบอบบางบริเวณรอบตา
โอกาสกลับมาเป็นสิวหินซ้ำมากแค่ไหน
ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการดูแลผิวและสภาพผิวของแต่ละคน บางคนอาจไม่กลับมาเป็นอีกนาน ขณะที่บางคนอาจมีสิวหินใหม่ขึ้นได้เรื่อย ๆ
วิธีลดโอกาสการเกิดสิวหินซ้ำ
- เลือกสกินแคร์ที่ไม่อุดตัน (non-comedogenic) และเนื้อบางเบา
- หลีกเลี่ยงครีมรอบตาที่หนักหรือมันเกินไป
- ผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนตามความเหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการแกะ เกา หรือเสียดสีผิวบ่อย ๆ
- ดูแลผิวให้สมดุล ไม่แห้งหรือมันเกินไป
สรุป เลเซอร์สิวหินช่วยเอาสิวที่เป็นอยู่ให้หายได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการเกิดใหม่ได้ถาวร หากต้องการลดการเป็นซ้ำ ควรปรับการดูแลผิวร่วมด้วย และหากเป็นบ่อย แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนดูแลระยะยาว
เลเซอร์สิวหินมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง
เลเซอร์สิวหินถือว่าเป็นหัตถการที่ค่อนข้างไม่เป็นอันตราย หากทำโดยแพทย์ในคลินิกได้มาตรฐาน แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาการชั่วคราวและสามารถหายได้เอง
ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป
1.รอยแดงบริเวณที่ทำเลเซอร์สิวหิน
เป็นอาการที่พบได้บ่อยหลังเลเซอร์สิวหิน ผิวอาจแดงหรือระคายเคืองเล็กน้อย มักหายภายใน 1–3 วัน
2.สะเก็ดแผลเล็ก ๆ หลังทำเลเซอร์สิวหิน
หลังเลเซอร์จะเกิดสะเก็ดบาง ๆ ในจุดที่ทำ ซึ่งจะหลุดเองภายในประมาณ 3–7 วัน ห้ามแกะเพราะเสี่ยงเกิดรอย
3.แสบร้อนหรือรู้สึกตึงผิว หลังทำเลเซอร์สิวหิน
อาจรู้สึกเล็กน้อยในช่วงแรกหลังทำเลเซอร์สิวหิน และจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน
ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ (แต่ไม่บ่อย)
1.รอยดำหลังทำเลเซอร์สิวหิน
โดยเฉพาะในคนผิวไวต่อแสง หรือโดนแดดหลังทำโดยไม่ป้องกัน ทำให้เกิดรอยดำหลังทำเลเซอร์สิวหิน
2.รอยแผลเป็นหลังทำเลเซอร์สิวหิน
พบได้น้อยมาก มักเกิดจากการดูแลแผลไม่เหมาะสม เช่น แกะสะเก็ด หรือทำกับผู้ที่มีแนวโน้มเป็นแผลเป็นง่าย
3.การติดเชื้อหลังทำเลเซอร์สิวหิน
อาจเกิดได้หากแผลไม่สะอาด หรือมีการสัมผัส/จับแผลบ่อยหลังทำเลเซอร์สิวหิน
4.ผิวไวหรือระคายเคืองง่ายขึ้นชั่วคราวหลังทำเลเซอร์สิวหิน
ผิวอาจไวต่อแดดหรือผลิตภัณฑ์บางชนิดในช่วงหลังทำเลเซอร์สิวหิน
เลเซอร์สิวหินเจ็บไหม ต้องพักฟื้นหรือไม่
โดยทั่วไป การทำเลเซอร์สิวหินความเจ็บอยู่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำและความไวของผิวแต่ละคน
ขณะทำเลเซอร์สิวหินจะรู้สึกคล้ายอุ่น ๆ หรือจี๊ดเล็กน้อยบริเวณที่ยิงเลเซอร์ บางจุดอาจรู้สึกแสบเล็กน้อย โดยเฉพาะบริเวณผิวบาง เช่น รอบดวงตา ในหลายกรณี แพทย์อาจทายาชาก่อนทำ จึงช่วยลดความรู้สึกเจ็บลงได้มาก ทำให้ส่วนใหญ่สามารถทนได้โดยไม่ลำบาก
โดยทั่วไป เลเซอร์สิวหินไม่จำเป็นต้องพักฟื้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันทีหลังทำ แต่จะมีอาการเล็กน้อย เช่น รอยแดงเล็กน้อย 1–2 วัน สะเก็ดบาง ๆ 3–7 วัน ซึ่งไม่ได้รบกวนการใช้ชีวิต เพียงแค่ต้องดูแลผิวเพิ่มเล็กน้อย
เลเซอร์สิวหินทิ้งรอยไหม ป้องกันอย่างไร
โดยทั่วไป หลังทำเลเซอร์สิวหินมีโอกาสทิ้งรอยน้อยมาก หากทำโดยแพทย์และดูแลผิวอย่างถูกต้อง แต่ก็ยังมีโอกาสเกิดรอยได้ในบางกรณี เช่น
- รอยแดง พบได้บ่อย เป็นชั่วคราว มักหายภายในไม่กี่วัน
- รอยดำ อาจเกิดในคนผิวไวต่อแสง หรือโดนแดดหลังทำ
- รอยแผลเป็น พบได้น้อยมาก มักเกิดจากการแกะสะเก็ดหรือดูแลแผลไม่เหมาะสม
ป้องกันไม่ให้เกิดรอยสิวหลังเลเซอร์สิวหิน
- ห้ามแกะหรือเกาสะเก็ด ปล่อยให้หลุดเองตามธรรมชาติ เพื่อลดความเสี่ยงรอยดำและแผลเป็น
- ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ เลือก SPF 30 ขึ้นไป และทาซ้ำระหว่างวัน เพราะแสงแดดเป็นตัวกระตุ้นรอยดำ
- หลีกเลี่ยงแดดจัดช่วงแรก โดยเฉพาะ 5–7 วันแรก ควรเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งนาน ๆ
- งดสกินแคร์ที่ระคายเคือง เช่น AHA, BHA, Retinol หรือสครับผิว จนกว่าผิวจะฟื้นตัว
- ดูแลแผลตามคำแนะนำแพทย์ เช่น ทายาฆ่าเชื้อหรือยาลดการอักเสบ (ถ้ามี) เพื่อช่วยให้แผลหายไว
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลบ่อย ๆ เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อและการอักเสบ
ก่อนเลเซอร์สิวหินต้องเตรียมตัวอย่างไร
การเตรียมตัวก่อนทำเลเซอร์สิวหินเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีผลโดยตรงต่อทั้งความเสี่ยง ผลลัพธ์ และการฟื้นตัวของผิว หากเตรียมผิวได้ดี จะช่วยลดโอกาสเกิดรอยดำ แผลเป็น หรือการระคายเคืองหลังทำได้อย่างมาก แนวทางการเตรียมตัวก่อนทำเลเซอร์สิวหิน มีดังนี้
1.ก่อนทำเลเซอร์สิวหินงดใช้สกินแคร์กลุ่มผลัดเซลล์ผิวล่วงหน้า
ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว เช่น AHA, BHA, PHA, Retinol, Tretinoin หรือวิตามินเอ อย่างน้อย 3–5 วันก่อนทำ เนื่องจากสารเหล่านี้จะทำให้ผิวบางลงและไวต่อแสงเลเซอร์มากขึ้น หากยังใช้ต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคือง แสบ หรือเกิดรอยดำหลังทำได้
2.ก่อนทำเลเซอร์สิวหินหลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อนสะสม
ควรเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ไปทะเล เล่นกีฬา หรือออกแดดจัดก่อนทำเลเซอร์ประมาณ 3–7 วัน เพราะผิวที่โดนแดดจะอยู่ในภาวะอักเสบโดยไม่รู้ตัว ทำให้ผิวตอบสนองต่อเลเซอร์มากเกินไป และเสี่ยงเกิด PIH (รอยดำหลังการอักเสบ) ได้ง่ายขึ้น
3.ก่อนทำเลเซอร์สิวหินงดแกะ บีบ หรือกดสิวบริเวณที่จะทำ
หากมีการแกะหรือกดสิวมาก่อน อาจทำให้เกิดแผลเปิดหรือการอักเสบ ซึ่งเป็นข้อห้ามของการทำเลเซอร์บางประเภท และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือแผลเป็นหลังทำ
4.ก่อนทำเลเซอร์สิวหินหลีกเลี่ยงหัตถการผิวอื่นก่อนหน้า
เช่น การทำเลเซอร์ชนิดอื่น การลอกผิว (chemical peel) การทำทรีตเมนต์แรง ๆ หรือการกรอผิว ควรเว้นระยะอย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ หรือขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้ผิวกลับมาแข็งแรงก่อน
5.ก่อนทำเลเซอร์สิวหินแจ้งประวัติสุขภาพและยาที่ใช้อย่างละเอียด
ควรแจ้งแพทย์หากมี
- การใช้ยารักษาสิว เช่น Isotretinoin (บางกรณีต้องหยุดยาก่อนทำ)
- ประวัติแพ้ยา แพ้เลเซอร์ หรือเป็นแผลเป็นง่าย (keloid)
- โรคผิวหนัง เช่น ผิวอักเสบ ผื่น หรือการติดเชื้อบริเวณที่จะทำ
ข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อการประเมินความเหมาะสมและการเลือกพลังงานเลเซอร์
6.ก่อนทำเลเซอร์สิวหินเตรียมผิวให้แข็งแรงและชุ่มชื้น
ในช่วงก่อนทำ ควรเน้นการบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ที่อ่อนโยน เพื่อให้ผิวแข็งแรง ไม่แห้งหรือระคายเคืองง่าย เพราะผิวที่สมดุลจะฟื้นตัวได้ดีกว่าหลังเลเซอร์
7.ก่อนทำเลเซอร์สิวหินงดแต่งหน้าในวันทำ หรือแต่งให้น้อยที่สุด
ควรมาทำเลเซอร์ด้วยผิวสะอาด ไม่มีเมคอัพหรือครีมหนา ๆ เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินผิวได้ชัดเจน และลดขั้นตอนการเช็ดทำความสะอาดที่อาจรบกวนผิว
8.ก่อนทำเลเซอร์สิวหิน พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์
การนอนหลับไม่เพียงพอหรือดื่มแอลกอฮอล์ก่อนทำ อาจทำให้ผิวไวต่อการระคายเคือง และฟื้นตัวได้ช้าลง
9.ก่อนทำเลเซอร์สิวหินเตรียมความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนและการดูแลหลังทำ
ควรสอบถามแพทย์ล่วงหน้าว่า
- หลังทำจะมีสะเก็ดกี่วัน
- ต้องทายาอะไร
- มีข้อห้ามอะไรบ้าง
เพื่อให้สามารถวางแผนชีวิตประจำวันได้ เช่น หลีกเลี่ยงงานกลางแจ้ง หรือกิจกรรมที่ต้องเจอแดด
หลังเลเซอร์สิวหินห้ามทำอะไรบ้าง
หลังทำเลเซอร์สิวหิน ผิวจะอยู่ในช่วงฟื้นตัว มีแผลเล็ก ๆ และสะเก็ดบาง ๆ จึงต้องระวังเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันรอยดำ การติดเชื้อ และช่วยให้ผิวหายเร็ว ข้อห้ามหลังเลเซอร์สิวหิน ได้แก่
1.ห้ามแกะ เกา หรือถูสะเก็ดแผล หลังทำเลเซอร์สิวหิน
สะเก็ดที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของการสมานผิว หากแกะออกก่อนเวลา อาจทำให้เกิดรอยดำ รอยแผลเป็น หรือแผลลึกขึ้น
2.ห้ามโดนแดดจัดโดยตรงหลังทำเลเซอร์สิวหิน
แสงแดดเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดรอยดำได้ง่ายมาก โดยเฉพาะช่วง 5–7 วันแรก ควรหลีกเลี่ยงแดด และทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ
3.ห้ามใช้สกินแคร์ที่ระคายเคืองหลังทำเลเซอร์สิวหิน
เช่น AHA, BHA, Retinol, วิตามินซีเข้มข้น หรือสครับผิว เพราะอาจทำให้ผิวแสบ แดง และหายช้าลง
4.ห้ามแต่งหน้าหนา ๆ ทับแผลทันทีหลังทำเลเซอร์สิวหิน
โดยเฉพาะในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก ควรปล่อยผิวให้ฟื้นตัวก่อน เพื่อลดความเสี่ยงการอุดตันและติดเชื้อ
5.ห้ามจับหรือสัมผัสแผลบ่อย ๆ หลังทำเลเซอร์สิวหิน
การใช้มือสัมผัสแผลอาจนำเชื้อโรคเข้าสู่ผิว ทำให้เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อได้
6.ห้ามทำหัตถการผิวอื่นทันทีหลังทำเลเซอร์สิวหิน
เช่น เลเซอร์ชนิดอื่น กรดลอกผิว หรือทรีตเมนต์แรง ๆ ควรเว้นระยะอย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ หรือจนกว่าผิวจะหายดี
7.ห้ามออกกำลังกายหนักหลังทำเลเซอร์สิวหิน
เหงื่อหลังออกกำลังกายอาจระคายเคืองแผล และเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อ โดยเฉพาะใน 1–2 วันแรก
8.ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่สะอาดหลังทำเลเซอร์สิวหิน
เช่น ฟองน้ำ แปรงแต่งหน้า หรือผ้าขนหนูที่ไม่ได้ซัก เพราะอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรีย
วิธีดูแลผิวหลังเลเซอร์สิวหิน ให้หายเร็ว ไม่ทิ้งรอย
การดูแลผิวหลังเลเซอร์สิวหินเป็นขั้นตอนสำคัญมาก เพราะมีผลต่อทั้งความเร็วในการหายและโอกาสเกิดรอย หากดูแลถูกต้อง ผิวจะฟื้นตัวไว เรียบเนียน และลดความเสี่ยงรอยดำหรือแผลเป็นได้มาก วิธีดูแลผิวหลังเลเซอร์สิวหิน มีดังนี้
1.หลังทำเลเซอร์สิวหินทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน
ควรล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน ไม่มีแอลกอฮอล์หรือสารระคายเคือง ใช้น้ำอุณหภูมิปกติ และซับหน้าเบา ๆ ห้ามถูแรง
2.หลังทำเลเซอร์สิวหินทายาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
แพทย์อาจให้ยาฆ่าเชื้อหรือยาลดการอักเสบ ควรใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อและช่วยให้แผลหายเร็ว
3.หลังทำเลเซอร์สิวหินเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
เลือกมอยส์เจอไรเซอร์เนื้ออ่อนโยน ช่วยลดอาการแห้ง ลอก และเสริมเกราะป้องกันผิวให้ฟื้นตัวดีขึ้น
4.หลังทำเลเซอร์สิวหินหลีกเลี่ยงแสงแดดอย่างเคร่งครัด
ควรหลีกเลี่ยงแดดจัดในช่วง 5–7 วันแรก และทาครีมกันแดด SPF 30–50 เป็นประจำ แม้อยู่ในที่ร่ม เพื่อลดความเสี่ยงรอยดำ
5.หลังทำเลเซอร์สิวหินห้ามแกะหรือเกาสะเก็ด
ปล่อยให้สะเก็ดหลุดเองตามธรรมชาติ การแกะจะเพิ่มโอกาสเกิดรอยดำและแผลเป็น
6.หลังทำเลเซอร์สิวหินงดสกินแคร์ที่ระคายเคือง
เช่น AHA, BHA, Retinol, Vitamin C เข้มข้น หรือสครับผิว อย่างน้อย 5–7 วัน หรือจนกว่าผิวจะหายดี
7.หลังทำเลเซอร์สิวหินเลี่ยงการแต่งหน้าช่วงแรก
ควรงดแต่งหน้า 24–48 ชั่วโมงแรก หรือจนกว่าแผลจะแห้ง เพื่อป้องกันการอุดตันและการติดเชื้อ
8.หลังทำเลเซอร์สิวหินหลีกเลี่ยงความร้อนและเหงื่อ
เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ ออกกำลังกายหนัก ๆ ในช่วง 1–2 วันแรก เพราะอาจทำให้แผลระคายเคือง
9.หลังทำเลเซอร์สิวหินดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ
ควรดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ผิวซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้นและลดการอักเสบ
วิธีป้องกันสิวหินไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
แม้เลเซอร์สิวหินจะช่วยกำจัดสิวที่มีอยู่ได้ แต่สิวหินสามารถกลับมาเป็นใหม่ได้ หากยังมีปัจจัยกระตุ้นเดิม ดังนั้นการป้องกันจึงต้องเน้นที่การดูแลผิวระยะยาวและลดโอกาสการอุดตันใต้ผิว วิธีป้องกันสิวหินไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
1.เลือกสกินแคร์ที่ไม่อุดตันผิว
ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า non-comedogenic หรือเนื้อบางเบา ไม่หนักผิว โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา เพราะเป็นจุดที่เกิดสิวหินได้บ่อย
2.หลีกเลี่ยงครีมที่มีเนื้อหนักหรือมันเกินไป
เช่น ครีมเข้มข้นมาก ๆ หรือออยล์บางชนิด อาจทำให้เกิดการสะสมใต้ผิวและกลายเป็นสิวหินได้
3.ผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนและสม่ำเสมอ
การผลัดเซลล์ผิวช่วยลดการสะสมของเคราติน แต่ควรเลือกแบบอ่อนโยน เช่น PHA หรือเอนไซม์ และไม่ทำบ่อยเกินไปจนผิวระคายเคือง
4.ทำความสะอาดผิวให้สะอาดแต่ไม่รุนแรง
ล้างหน้าให้สะอาดทุกวัน โดยเฉพาะหลังแต่งหน้า แต่หลีกเลี่ยงการล้างหน้าบ่อยหรือแรงเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวเสียสมดุล
5.หลีกเลี่ยงการแกะ เกา หรือเสียดสีผิว
พฤติกรรมเหล่านี้อาจกระตุ้นให้ผิวหนาตัวและเกิดการสะสมของเคราตินใต้ผิว
6.เลือกครีมรอบตาอย่างเหมาะสม
ควรเลือกสูตรบางเบา ซึมง่าย เพราะผิวรอบตาบอบบางและเกิดสิวหินได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น
7.ดูแลผิวให้ชุ่มชื้นสมดุล
ผิวที่แห้งหรือระคายเคืองบ่อย อาจมีการผลัดเซลล์ผิดปกติ จึงควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะกับสภาพผิว
8.หลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์มั่วหรือเปลี่ยนบ่อย
การทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่บ่อย ๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงการระคายเคืองและอุดตัน
9.พบแพทย์เมื่อเริ่มมีสิวหินใหม่
หากเริ่มมีสิวหินเกิดขึ้น ควรให้แพทย์ช่วยนำออกตั้งแต่ระยะแรก จะลดโอกาสสะสมและลุกลาม
เลเซอร์สิวหินออกแล้วหายถาวรไหม
เลเซอร์สิวหินแล้วไม่สามารถการันตีว่าสิวหินหายถาวร แต่สามารถกำจัดเม็ดที่เป็นอยู่ออกได้ในบริเวณนั้น โดยเลเซอร์สิวหินจะช่วยเอาสิวหินที่อยู่ใต้ผิวออกไปทั้งหมด ดังนั้นเม็ดเดิมจะไม่กลับมาอีก แต่ผิวของเรายังสามารถเกิดสิวหินใหม่ได้ หากยังมีปัจจัยกระตุ้น เช่น การสะสมของเคราติน การใช้สกินแคร์ที่อุดตัน หรือการผลัดเซลล์ผิวที่ผิดปกติ
โอกาสกลับมาเป็นซ้ำจึงขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลของแต่ละคน บางคนอาจไม่เป็นอีกเลยเป็นเวลานาน ขณะที่บางคนอาจมีเม็ดใหม่ขึ้นเป็นระยะ แต่จะไม่ใช่เม็ดเดิมที่เคยเลเซอร์ออกไป
หากต้องการลดโอกาสการเกิดซ้ำ ควรเลือกสกินแคร์ที่เนื้อบางเบา ไม่อุดตันผิว หลีกเลี่ยงครีมหนัก โดยเฉพาะรอบดวงตา และดูแลผิวให้สมดุล พร้อมผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนตามความเหมาะสม
สรุปคือ เเลเซอร์สิวหินช่วยให้สิวหินที่เป็นอยู่หายได้จริง แต่การจะไม่ให้กลับมาอีก ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวในระยะยาวร่วมด้วย
เลเซอร์สิวหินทำได้บ่อยแค่ไหน
เลเซอร์สิวหินสามารถทำได้ตามความเหมาะสมของผิวและจำนวนสิวหิน แต่โดยทั่วไป ไม่ได้จำเป็นต้องทำบ่อยเป็นประจำ เพราะเป็นการเอาสิวที่มีอยู่ออก ไม่ใช่การรักษาต่อเนื่องแบบสิวอักเสบ
ความถี่ในการทำเลเซอร์สิวหิน
โดยทั่วไป สามารถทำได้ เมื่อมีสิวหินเกิดขึ้นใหม่ ไม่จำเป็นต้องทำซ้ำหากยังไม่มีเม็ดใหม่ ในกรณีที่มีหลายเม็ดหรือหลายบริเวณ แพทย์อาจแบ่งทำเป็น 1–3 ครั้ง โดยเว้นระยะประมาณ 2–4 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวฟื้นตัว
เลเซอร์สิวหินควรเว้นระยะห่างนานแค่ไหน
ควรรอให้ผิวหายดีเต็มที่ก่อนทำซ้ำ โดยปกติคือประมาณ 2–4 สัปดาห์ หรือขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์
ทำเลเซอร์สิวหินบ่อยเกินไปได้ไหม
ไม่แนะนำให้ทำถี่เกินไปโดยไม่จำเป็น เพราะผิวต้องการเวลาฟื้นตัว อาจเพิ่มความเสี่ยงระคายเคืองหรือเกิดรอย ไม่ได้ช่วยป้องกันการเกิดสิวหินใหม่
สรุป เลเซอร์สิวหินไม่จำเป็นต้องทำบ่อย ทำเฉพาะเมื่อมีสิวหินใหม่ขึ้น โดยสามารถเว้นระยะประมาณ 2–4 สัปดาห์หากต้องทำหลายครั้ง และควรให้แพทย์ประเมินเพื่อลดความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงและผลลัพธ์ที่ดี
สรุปเกี่ยวกับเลเซอร์สิวหิน
เลเซอร์สิวหินถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดสิวหินที่อยู่ใต้ผิวได้อย่างแม่นยำ โดยส่วนใหญ่เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรก ไม่ต้องพักฟื้นนาน และมีความเสี่ยงทิ้งรอยค่อนข้างน้อยเมื่อทำโดยแพทย์ในคลินิกที่ได้มาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม แม้จะกำจัดสิวหินเม็ดเดิมได้ แต่ยังมีโอกาสเกิดสิวหินใหม่ได้ในอนาคต ดังนั้นการดูแลผิวอย่างเหมาะสม เลือกใช้สกินแคร์ที่ไม่อุดตัน และป้องกันปัจจัยกระตุ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากมีการเตรียมตัวและดูแลผิวอย่างถูกต้อง เลเซอร์สิวหินจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ผิวเรียบเนียนและดูสุขภาพดีได้ในระยะยาว
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ