romrawin

วิตามินซี คืออะไร? เข้าใจง่ายใน 3 นาที พร้อมเคล็ดลับกินให้ได้ผล

เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC

วิตามินซี

248
สารบัญเนื้อหา วิตามินซี 

วิตามินซี ควรกินตอนไหนได้ผลเต็มที่ เหมาะกับใคร ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

วิตามินซีคืออะไร ต้องกินอย่างไรถึงช่วยให้กระจ่างใส เสริมภูมิคุ้มกัน

วิตามินซี (Vitamin C) คือสารอาหารจำเป็นที่ร่างกายต้องได้รับเป็นประจำ เนื่องจากร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีขึ้นมาเองได้ การได้รับวิตามินซีจึงต้องมาจากอาหารตามธรรมชาติ เช่น ผักและผลไม้ หรือการเสริมด้วยผลิตภัณฑ์วิตามินซีโดยตรง

บทความนี้จะมาอธิบายถึงสรรพคุณของวิตามินซี ควรกินตอนไหนร่างกายถึงสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทั้งหมด รวมไปถึงอธิบายเกี่ยวกับปริมาณที่ควรรับประทานวิตามินซีที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย เพื่อให้เราสามารถนำไปปรับใช้ได้

วิตามินซีคืออะไร

วิตามินซี (Vitamin C) หรือที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) เป็นวิตามินในกลุ่มที่ ละลายน้ำได้ และเป็นสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ดังนั้นร่างกายจึงจำเป็นต้องได้รับ วิตามินซี จากอาหารหรืออาหารเสริมเป็นประจำ นอกจากนี้ร่างกายยังไม่สามารถสะสมวิตามินซีไว้ได้นาน หากได้รับเกินความต้องการ ส่วนเกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะ

วิตามินซี ถือเป็นสารอาหารสำคัญที่มีบทบาทต่อการทำงานของร่างกายในหลายระบบ โดยเฉพาะการทำหน้าที่เป็น สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระที่สะสมในร่างกาย อันเป็นสาเหตุสำคัญของความเสื่อมของเซลล์และการเกิดโรคต่าง ๆ

ประโยชน์ของวิตามินซี

วิตามินซี เป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างสม่ำเสมอ จุดเด่นของ วิตามินซี ไม่ได้มีแค่ช่วยป้องกันหวัดเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน สุขภาพผิว ระบบเลือด และการป้องกันโรคเรื้อรังหลายชนิด

วิตามินซีมีบทบาทต่อร่างกายอย่างไร

วิตามินซี (Vitamin C) หรือกรดแอสคอร์บิก เป็นวิตามินที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีบทบาทในกระบวนการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกัน การสร้างคอลลาเจน และการดูดซึมแร่ธาตุสำคัญ

การได้รับ วิตามินซี อย่างเพียงพอจะช่วยให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมเซลล์ เสริมความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิตามินซีช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอย่างไร

หนึ่งในบทบาทสำคัญของ วิตามินซี คือการช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะการกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นกลไกหลักในการป้องกันเชื้อโรค

นอกจากนี้ วิตามินซี ยังช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มฟาโกไซต์ เช่น นิวโทรฟิล สามารถเคลื่อนที่ไปยังบริเวณที่มีการติดเชื้อได้รวดเร็วขึ้น กระบวนการนี้เรียกว่า Chemotaxis และช่วยเพิ่มความสามารถในการจับและทำลายเชื้อโรคผ่านกระบวนการ Phagocytosis ส่งผลให้ร่างกายสามารถรับมือกับเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ดีขึ้น

วิตามินซีกับการต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบ

วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะสามารถทำหน้าที่ทั้งให้และรับอิเล็กตรอนได้ จึงช่วยลดจำนวนอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายในร่างกาย

การทำงานของ วิตามินซี จะช่วยลดภาวะความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อ และเป็นสาเหตุสำคัญของการอักเสบเรื้อรัง

เมื่อร่างกายได้รับ วิตามินซี อย่างเพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น

• โรคหัวใจและหลอดเลือด
• โรคต้อกระจก
• โรคมะเร็งบางชนิด

นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องหลอดเลือด ลดการสะสมของคอเลสเตอรอลชนิด LDL ซึ่งเป็นไขมันไม่ดีในร่างกาย

วิตามินซีกับการสร้างคอลลาเจน

อีกหนึ่งหน้าที่สำคัญของ วิตามินซี คือการช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของผิวหนัง กระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็น และหลอดเลือด

การมี วิตามินซี ในระดับที่เหมาะสมจะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น ลดการเสื่อมของเนื้อเยื่อ และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น รวมถึงลดอาการบวม ช้ำ และการอักเสบของเนื้อเยื่อ

วิตามินซีกับระบบเลือดและการดูดซึมธาตุเหล็ก

วิตามินซี ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กชนิดที่ไม่ใช่ฮีม (Non-heme Iron) ซึ่งพบมากในอาหารจากพืช

เมื่อรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กร่วมกับ วิตามินซี ร่างกายจะสามารถนำธาตุเหล็กไปใช้ได้ดีขึ้น ส่งผลให้การสร้างเม็ดเลือดแดงมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะโลหิตจาง และช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี

การไหลเวียนเลือดที่มีประสิทธิภาพยังช่วยลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปยังเซลล์ต่าง ๆ รวมถึงเซลล์ภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายสามารถป้องกันเชื้อโรคได้ดีขึ้น

ประโยชน์อื่น ๆ ของวิตามินซีต่อสุขภาพ

นอกจากบทบาทหลักด้านภูมิคุ้มกันและระบบเลือดแล้ว วิตามินซี ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน เช่น

• วิตามินซีช่วยให้ร่างกายสร้างพลังงาน ทำให้รู้สึกสดชื่น
• วิตามินซีช่วยสมานแผลและลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ
• วิตามินซีช่วยบำรุงเหงือกและฟัน ลดปัญหาเลือดออกตามไรฟัน
• วิตามินซีลดโอกาสเกิดแผลร้อนใน
• วิตามินซีช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายของอนุมูลอิสระ

วิตามินซีช่วยเรื่องผิวได้อย่างไร

นอกจาก วิตามินซี จะมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพโดยรวมแล้ว วิตามินซี ยังเป็นหนึ่งในสารสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการดูแลผิวพรรณอย่างแพร่หลาย ทั้งในรูปแบบของการรับประทานและการใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เนื่องจาก วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยฟื้นฟูผิว ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และช่วยให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้น

วิตามินซีช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้น

หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นของ วิตามินซี คือการช่วยลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ซึ่งเป็นสาเหตุของผิวหมองคล้ำและจุดด่างดำ โดย วิตามินซี ทำหน้าที่ยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีในชั้นผิว

นอกจากนี้ วิตามินซี ยังช่วยส่งเสริมการผลัดเซลล์ผิวเก่าและกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ส่งผลให้ผิวดูสดใส เปล่งปลั่ง และมีสีผิวที่สม่ำเสมอมากขึ้น เมื่อใช้ วิตามินซี อย่างต่อเนื่องในปริมาณที่เหมาะสม

วิตามินซีกับการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

อีกหนึ่งประโยชน์สำคัญของ วิตามินซี คือการช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจน ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของผิวหนังที่ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นและแข็งแรง

เมื่อผิวได้รับ วิตามินซี อย่างเพียงพอ จะช่วยเสริมการสร้างและฟื้นฟูคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวมีความกระชับ ลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย และช่วยให้ผิวดูละมุนมากขึ้น

วิตามินซีช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

วิตามินซี ยังมีบทบาทในการช่วยรักษาสมดุลของผิว โดยช่วยควบคุมความมันบนใบหน้า และเสริมความสามารถของผิวในการกักเก็บความชุ่มชื้น

เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี วิตามินซี เป็นส่วนประกอบ จะช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำ ไม่แห้งกร้าน และช่วยให้ผิวมีความเรียบเนียนและดูสุขภาพดีมากขึ้น

วิตามินซีช่วยให้รูขุมขนกระชับและผิวเรียบเนียน

คุณสมบัติของ วิตามินซี ที่ช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันจากต่อมไขมันใต้ผิวหนัง ส่งผลให้ผิวมันลดลง และช่วยให้รูขุมขนที่ขยายตัวจากการผลิตน้ำมันมากเกินไปดูเล็กลง

เมื่อใช้ วิตามินซี อย่างต่อเนื่อง ผิวหน้าจะดูเรียบเนียนขึ้น ผิวกระชับ และมีความสมดุลมากขึ้น

วิตามินซีช่วยลดรอยดำและรอยแดงจากสิว

อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ทำให้ วิตามินซี เป็นส่วนผสมยอดนิยมในสกินแคร์ คือการช่วยลดเลือนรอยดำและรอยแดงจากสิว

ด้วยคุณสมบัติของ วิตามินซี ที่เป็นกรดอ่อน ๆ จึงช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ทำให้เซลล์ผิวเก่าที่มีเม็ดสีสะสมถูกผลัดออก และช่วยให้รอยดำหรือรอยแดงดูจางลง สีผิวจึงดูสม่ำเสมอมากขึ้น

วิตามินซี ควรกินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ที่สุด

วิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายไม่สามารถสะสมไว้ได้นาน เมื่อได้รับเข้าสู่ร่างกายแล้วส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้ และส่วนที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะภายในไม่กี่ชั่วโมง ดังนั้นการรับประทาน วิตามินซี อย่างถูกวิธีและในเวลาที่เหมาะสม จึงมีความสำคัญต่อการรักษาระดับวิตามินซีในเลือดให้คงที่ และช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จาก วิตามินซี ได้อย่างเต็มที่

ควรรับประทานวิตามินซีช่วงเวลาใด

แนะนำให้รับประทาน วิตามินซี พร้อมมื้ออาหาร โดยเฉพาะมื้อเช้าและมื้อเย็น เนื่องจากการรับประทาน วิตามินซี พร้อมอาหารจะช่วยลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น

เนื่องจาก วิตามินซี จะถูกขับออกจากร่างกายภายในประมาณ 2–3 ชั่วโมง การแบ่งรับประทาน วิตามินซี วันละ 2 ครั้ง จึงช่วยรักษาระดับวิตามินซีในเลือดให้เหมาะสมตลอดวัน ซึ่งมีผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพโดยรวม

วิตามินซีกับการบรรเทาอาการหวัด

ในช่วงที่มีอาการหวัด การรับประทาน วิตามินซี อาจช่วยลดความรุนแรงของอาการได้ โดยทั่วไปมีคำแนะนำให้รับประทาน วิตามินซี ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

การได้รับ วิตามินซี ในระดับดังกล่าวสามารถช่วยลดระดับ ฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหล น้ำตาไหล และอาการแพ้ต่าง ๆ โดยมีงานวิจัยบางส่วนพบว่าสามารถลดระดับฮิสตามีนได้ประมาณ 40% ส่งผลให้อาการหวัดหรือภูมิแพ้บรรเทาลง

วิตามินซีกับผู้ป่วยเบาหวาน

สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน วิตามินซี อาจมีบทบาทช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือด

การรับประทาน วิตามินซี ประมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัม สามารถช่วยลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบของหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่โรคแทรกซ้อน เช่น

• โรคหัวใจและหลอดเลือด
• ภาวะไตเสื่อม
• ภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทาน วิตามินซี ในปริมาณสูง

วิธีเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมวิตามินซี

การรับประทาน วิตามินซี ร่วมกับสารอาหารบางชนิดสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของวิตามินซีได้ เช่น

• แคลเซียม (Calcium) ช่วยเสริมการทำงานของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
• แมกนีเซียม (Magnesium) ช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
• ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids) เป็นสารจากพืชที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมและการทำงานของ วิตามินซี

การรับประทาน วิตามินซี ร่วมกับสารอาหารเหล่านี้จึงช่วยให้ร่างกายสามารถใช้ประโยชน์จากวิตามินซีได้ดียิ่งขึ้น

ปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับต่อวัน

วิตามินซี เป็นสารอาหารสำคัญที่มีบทบาทต่อระบบภูมิคุ้มกัน การสร้างคอลลาเจน และการปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ แต่เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างหรือสะสม วิตามินซี ได้เองในระยะยาว จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารหรือแหล่งเสริมในปริมาณที่เหมาะสมทุกวัน

ปริมาณวิตามินซีที่แนะนำต่อวัน

ปริมาณ วิตามินซี ที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันอาจแตกต่างกันไปตามอายุ เพศ และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

จากคำแนะนำด้านโภชนาการขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า วัยรุ่นและผู้ใหญ่ควรได้รับ วิตามินซี ประมาณ 65–90 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการทำงานพื้นฐานของร่างกาย เช่น การเสริมภูมิคุ้มกัน การซ่อมแซมเซลล์ และการป้องกันความเสียหายจากอนุมูลอิสระ

อย่างไรก็ตาม ปริมาณ วิตามินซี ที่ไม่ควรเกินต่อวันอยู่ที่ประมาณ 2,000 มิลลิกรัม เพราะหากได้รับมากเกินไป อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น

• คลื่นไส้
• ปวดเกร็งในช่องท้อง
• ท้องเสีย

ดังนั้นการรับประทาน วิตามินซี ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมและสมดุลกับความต้องการของร่างกาย

แหล่งวิตามินซีธรรมชาติมีอะไรบ้าง

แหล่งวิตามินซีธรรมชาติ สามารถพบได้มากในผัก ผลไม้ และอาหารบางชนิด โดยการรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายได้รับ วิตามินซี อย่างเพียงพอ

ตัวอย่างแหล่งอาหารที่มีวิตามินซีตามธรรมชาติ

• ฝรั่ง เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและบำรุงผิว
• ส้ม แหล่งวิตามินซีที่ได้รับความนิยม ช่วยให้ร่างกายสดชื่นและเสริมภูมิคุ้มกัน
• มะขามป้อม มีวิตามินซีสูงมาก ช่วยต้านอนุมูลอิสระและบำรุงร่างกาย
• มะละกอ ช่วยเสริมวิตามินซีและยังมีไฟเบอร์ที่ดีต่อระบบย่อยอาหาร
• เงาะ มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยดูแลสุขภาพผิว

ผักที่มีวิตามินซีสูง

• พริกหวาน (Bell Pepper) เป็นผักที่มีวิตามินซีสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและต้านอนุมูลอิสระ
• บรอกโคลี อุดมด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพ
• คะน้า – ช่วยเสริมวิตามินซี พร้อมทั้งมีแคลเซียมและไฟเบอร์

อาหารอื่น ๆ ที่มีวิตามินซี

• อะโวคาโด มีวิตามินซีและไขมันดีที่ช่วยบำรุงร่างกาย
• ถั่วพิสตาชิโอ มีวิตามินซีและสารอาหารที่ช่วยเสริมพลังงาน
• ถั่วแระญี่ปุ่น (Edamame) มีวิตามินซี โปรตีน และไฟเบอร์
• เมล็ดเจีย มีสารอาหารหลากหลาย รวมถึงวิตามินซีในระดับหนึ่ง
• ข้าวกล้อง มีวิตามินซีและสารอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย

วิตามินซีมีกี่แบบ

วิตามินซี (Vitamin C) ในปัจจุบันมีการพัฒนาออกมาในหลายรูปแบบ เพื่อให้เหมาะกับพฤติกรรมการรับประทานและความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ปริมาณที่พบได้ทั่วไปจะอยู่ประมาณ 25–1,000 มิลลิกรัมต่อหน่วยบริโภค แต่ละรูปแบบมีลักษณะเด่นและข้อจำกัดที่ควรพิจารณา ดังนี้

1.วิตามินซีชนิดเม็ด (Tablet)

เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด จุดเด่นคือพกพาง่ายและมีความคงตัวของตัวยาสูง อย่างไรก็ตาม เม็ดยามักมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทำให้บางคนกลืนลำบาก

2.วิตามินซีชนิดเม็ดอม (Lozenge)

เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกกลืนยา เพราะสามารถอมให้ละลายในปากได้ แต่การอมบ่อย ๆ โดยเฉพาะสูตรที่มีความเป็นกรดหรือมีน้ำตาล อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการสึกกร่อนของเคลือบฟันและฟันผุ

3.วิตามินซีชนิดเม็ดเคี้ยว (Chewable)

มีรสชาติรับประทานง่าย เด็กและผู้ที่ไม่ชอบกลืนยาใช้ได้สะดวก อย่างไรก็ตาม หลายผลิตภัณฑ์มีการเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวาน ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสเกิดฟันผุหากรับประทานเป็นประจำ

4.วิตามินซีชนิดเม็ดฟู่ (Effervescent)

ต้องละลายในน้ำก่อนดื่ม เมื่อสัมผัสน้ำจะเกิดฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ดื่มง่ายและเหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการกลืนยา แต่ในบางคนอาจทำให้รู้สึกแน่นท้องหรือท้องอืดได้

5.วิตามินซีชนิดแคปซูล (Capsule)

มีทั้งแบบแคปซูลแข็งและแบบซอฟต์เจล จุดเด่นคือกลืนง่ายและช่วยลดการระคายเคืองกระเพาะอาหารในบางกรณี อีกทั้งยังช่วยปกป้องตัวยาไม่ให้สัมผัสอากาศหรือความชื้นมากเกินไป

6.วิตามินซีชนิดผงรับประทานโดยตรง (Oral Powder / Stick Pack)

มาในรูปแบบซองเล็ก สามารถเทรับประทานเข้าปากได้ทันทีโดยไม่ต้องผสมน้ำ พกพาสะดวกและมีหลายรสชาติ แต่ส่วนใหญ่จะมีสารให้ความหวานเพื่อปรับรสชาติ

7.วิตามินซีชนิดผงสำหรับชงดื่ม (Powder for Drink)

ต้องผสมน้ำก่อนดื่ม มักมีการปรุงแต่งกลิ่น สี และรสชาติ ทำให้ดื่มง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องดื่มเสริมวิตามิน

8.วิตามินซีชนิดเครื่องดื่มบรรจุขวด (Ready-to-Drink Vitamin C)

เป็นผลิตภัณฑ์พร้อมดื่ม สะดวกในการบริโภคทันที แต่มักมีการเติมน้ำตาลหรือสารปรุงแต่งเพื่อเพิ่มรสชาติ จึงควรพิจารณาปริมาณน้ำตาลก่อนเลือกซื้อ

9.วิตามินซีชนิดเจลลี่หรือสตริป (Gummy / Strip)

รับประทานง่ายและมีรสชาติหลากหลาย เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบรูปแบบยา แต่ควรเลือกสูตรที่มีน้ำตาลต่ำหรือปราศจากน้ำตาล เพื่อลดปริมาณพลังงานและความเสี่ยงต่อฟันผุ

10.วิตามินซีชนิดสารละลายสำหรับฉีด (Injectable Vitamin C)

เป็นรูปแบบที่ใช้ในทางการแพทย์ โดยให้ผ่านทางหลอดเลือด ทำให้ร่างกายดูดซึมได้รวดเร็วและไม่ต้องผ่านระบบย่อยอาหาร การใช้วิธีนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

วิตามินซีแบบกิน Vs วิตามินซีแบบฉีด ต่างกันอย่างไร

วิตามินซีสามารถได้รับทั้งจาก การรับประทาน (Oral Vitamin C) และ การฉีดเข้าสู่ร่างกาย (Vitamin C Injection) ซึ่งทั้งสองรูปแบบมีวิธีการดูดซึมและการใช้งานที่แตกต่างกัน

1.วิตามินซีแบบกิน

เป็นรูปแบบที่พบได้ทั่วไป เช่น แบบเม็ด แคปซูล ผงชงดื่ม หรือกัมมี่ เมื่อรับประทานเข้าไป วิตามินซีจะถูกดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหารก่อนเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจะดูดซึมได้ตามปริมาณที่เหมาะสม และส่วนที่เกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะ เหมาะสำหรับการเสริมสุขภาพทั่วไป เช่น ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และช่วยในการสร้างคอลลาเจน

2.วิตามินซีแบบฉีด

เป็นการให้วิตามินซีเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ไม่ต้องผ่านระบบย่อยอาหาร ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินซีในระดับที่สูงและดูดซึมได้รวดเร็ว วิธีนี้มักใช้ในทางการแพทย์ หรือในกรณีที่ต้องการระดับวิตามินซีสูงกว่าการรับประทาน แต่จำเป็นต้องทำโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น

ข้อควรระวังในการทานวิตามินซี

ไม่ควรรับประทานในปริมาณสูงเกินความจำเป็น

โดยทั่วไปผู้ใหญ่ควรได้รับประมาณ 75–90 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะการรับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสีย ปวดท้อง หรือระคายเคืองกระเพาะอาหารได้

ควรรับประทานหลังอาหารหรือพร้อมอาหาร

วิตามินซีมีความเป็นกรด การรับประทานตอนท้องว่างอาจทำให้บางคนรู้สึกแสบท้องหรือระคายเคืองกระเพาะอาหาร

ผู้ที่มีประวัตินิ่วในไตควรระวัง

การได้รับวิตามินซีในปริมาณสูงต่อเนื่อง อาจเพิ่มโอกาสการเกิดนิ่วในไตในบางคน

ควรระวังในผู้ป่วยโรคไต

ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไตควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสริมวิตามินซี เพราะร่างกายอาจขับของเสียออกได้ไม่ดีเท่าปกติ

ผู้ที่ทานยาบางชนิดควรปรึกษาแพทย์

เช่น ยาละลายลิ่มเลือด ยาลดกรดบางชนิด หรือยาที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคเรื้อรัง เพราะวิตามินซีอาจมีผลต่อการดูดซึมหรือการออกฤทธิ์ของยา

ควรตรวจสอบส่วนผสมในผลิตภัณฑ์

วิตามินซีบางรูปแบบ เช่น เม็ดเคี้ยว กัมมี่ หรือเครื่องดื่ม อาจมีน้ำตาลหรือสารปรุงแต่งจำนวนมาก ซึ่งอาจเพิ่มพลังงานหรือส่งผลต่อสุขภาพฟัน

ไม่ควรใช้วิตามินซีแทนการรับประทานอาหารที่หลากหลาย

แม้ว่าวิตามินซีจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การได้รับสารอาหารจากผักและผลไม้สดยังคงเป็นแหล่งที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย

ทำไมร่างกายต้องการวิตามินซีทุกวัน

ร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินซีเองได้

มนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีได้เหมือนสัตว์บางชนิด จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริมทุกวัน

วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ

เมื่อร่างกายได้รับเกินความต้องการ ส่วนที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้ร่างกายไม่สามารถสะสมไว้ใช้ได้นาน

จำเป็นต่อการทำงานของหลายระบบในร่างกาย

วิตามินซีช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยสร้างคอลลาเจน ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และมีบทบาทเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น

โดยเฉพาะธาตุเหล็กจากพืช ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง

สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับวิตามินซี

วิตามินซี (Vitamin C) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำและมีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกายหลายระบบ โดยร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริมอย่างสม่ำเสมอ วิตามินซีมีบทบาทสำคัญในการเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยสร้างคอลลาเจน ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย

ปัจจุบันวิตามินซีมีหลายรูปแบบ เช่น แบบเม็ด แคปซูล ผงชงดื่ม กัมมี่ หรือแบบฉีด ซึ่งแต่ละรูปแบบมีข้อดีแตกต่างกัน การรับประทานวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสมทุกวันจะช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวม แต่ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานในปริมาณสูงเกินไปเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
โปรโมชั่นต่างๆ
เรื่อง บทความน่ารู้ ที่คุณอาจสนใจ