แมกนีเซียม (Magnesium) ช่วยอะไรบ้าง? ทำไมร่างกายถึงขาดไม่ได้
เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC
แมกนีเซียม
- แมกนีเซียม คืออะไร กินตอนไหน มีความสำคัญอย่างไรกับร่างกาย
- แมกนีเซียม แร่ธาตุสำคัญ กินเกินจะอันตรายหรือไม่ กินตอนไหนดีสุด
- แมกนีเซียมคืออะไร?
- แมกนีเซียมคืออะไร สำคัญกับร่างกายของเราจริงไหม?
- แมกนีเซียมจำเป็นต่อร่างกายของเรายังไงบ้าง?
- 1.แมกนีเซียมจะช่วยรักษาสมดุลของแคลเซียมในร่างกายเรา
- 2.แมกนีเซียมจะช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน
- 3.แมกนีเซียมช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้ดี
- 4.แมกนีเซียมจะช่วยบรรเทาอาการไมเกรน
- 5.แมกนีเซียมช่วยในการทำงานของวิตามินต่าง ๆ
- 6.แมกนีเซียมช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อและหลอดเลือด
- 7.แมกนีเซียมช่วยลดโอกาสเกิดตะคริว
- ถ้าร่างกายขาดแมกนีเซียมจะเป็นอย่างไร
- สาเหตุที่ทำให้ขาดแมกนีเซียม
- 1.รับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมไม่เพียงพอ
- 2.การดูดซึมผิดปกติ (Absorption problem)
- 3.ร่างกายสูญเสียแมกนีเซียมมากกว่าปกติ
- 4.การใช้ยาบางชนิด ทำให้ร่างกายสูญเสียแมกนีเซียม
- 5.ความเครียดเรื้อรังทำให้ร่างกายขาดแมกนีเซียม
- 6.ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ทำให้ร่างกายขับแมกนีเซียมมากขึ้น
- 7.โรคประจำตัวบางอย่างทำให้ร่ายกายขาดแมกนีเซียม
- ข้อดีของแมกนีเซียม
- 1.แมกนีเซียมช่วยควบคุมระบบการทำงานของร่างกายกว่า 600 กระบวนการ
- 2.แมกนีเซียมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกาย
- 3.แมกนีเซียมช่วยลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า
- 4.แมกนีเซียมช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
- 5.แมกนีเซียมช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือด
- 6.แมกนีเซียมช่วยลดการอักเสบในร่างกาย
- 7.แมกนีเซียมช่วยลดอาการไมเกรน
- 8.แมกนีเซียมช่วยลดอาการ PMS และปวดประจำเดือน
- 9.แมกนีเซียมช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูก
- 10.แมกนีเซียมช่วยให้นอนหลับดีขึ้น
- 11.แมกนีเซียมช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล
- ข้อควรระวังในการกินแมกนีเซียม
- แมกนีเซียมควรทานตอนไหนดีที่สุด
- 1.ทานแมกนีเซียม พร้อมอาหาร ช่วยดูดซึมดีที่สุด
- 2.ทานแมกนีเซียม ก่อนนอนเหมาะมากกับสายพักผ่อนและลดความเครียด
- 3.ไม่ควรทานแมกนีเซียม พร้อมกับยาตัวอื่น ๆ
- 4.การทานแมกนีเซียมให้ตรงกับเป้าหมายสุขภาพของเรา
- เรามาดูกันว่าอาหารประเภทไหนที่มีแมกนีเซียมสูง
- 1.เมล็ดพืชและถั่วเปลือกแข็ง (High Magnesium Nuts & Seeds)
- 2.ผักใบเขียว (Leafy Green Vegetables)
- 3.ธัญพืชไม่ขัดสี (Whole Grains)
- 4.พืชตระกูลถั่ว (Legumes)
- 5.ผลไม้ที่มีแมกนีเซียม (Magnesium-Rich Fruits)
- 6.อาหารประเภทอื่น ๆ ที่มีแมกนีเซียมสูง
- แมกนีเซียมอาหารเสริมดีหรือไม่
- ข้อดีของแมกนีเซียมเสริม
- การทานอาหารเสริมแมกนีเซียมเหมาะกับใครที่สุด
- ใครควรหลีกเลี่ยงการทานแมกนีเซียม
- แมกนีเซียมไม่ควรกินคู่กับอะไร
- ร่างกายของเราควรได้รับแมกนีเซียมมากน้อยแค่ไหน?
- ถ้าทานแมกนีเซียมเกินจะอันตรายต่อร่างกายหรือไม่
- อาการที่พบเมื่อได้รับแมกนีเซียมมากเกินไป
- สรุปข้อมูลเกี่ยวกับแมกนีเซียมทั้งหมด
- 9 คำถามสุดฮิตเกี่ยวกับแร่ธาตุแมกนีเซียม
- 1.แร่ธาตุแมกนีเซียมช่วยเรื่องอะไรบ้างคะ?
- 2.เราควรได้รับปริมาณแมกนีเซียมต่อวันเท่าไหร่ถึงเพียงพอ?
- 3.เราจำเป็นที่ต้องทานแมกนีเซียมเสริมหรือไม่คะ?
- 4.แร่ธาตุแมกนีเซียมช่วยในเรื่องการนอนหลับจริงไหม?
- 5.เราควรทานแมกนีเซียมตอนไหนได้ผลดีสุด?
- 6.ทานแมกนีเซียมจะทำให้มีผลข้างเคียงต่อร่างเราไหม?
- 7.เราห้ามทานแมกนีเซียมคู่กับอะไรคะ ?
- 8.การทานแมกนีเซียมจะช่วยลดอาการไมเกรนจริงไหมคะ?
- 9.ทานแมกนีเซียมแล้วต้องทานต่อเนื่องนานแค่ไหน ?
แมกนีเซียม คืออะไร กินตอนไหน มีความสำคัญอย่างไรกับร่างกาย
แมกนีเซียม แร่ธาตุสำคัญ กินเกินจะอันตรายหรือไม่ กินตอนไหนดีสุด
แมกนีเซียมแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นอย่างมากในร่างกายของเรา ซึ่งสามารถรับแมกนีเซียมได้จากการรับประทานอาหารปกติ และการรับประทานอาหารเสริม ซึ่งแมกนีเซียมมีความเชื่อมโยงกับโรคต่าง ๆ อาทิเช่น ความดันโลหิตสูง โรคกระดูกพรุน มือสั่น กล้ามเนื้อเกร็ง
บทความนี้จะมาอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่มีแมกนีเซียม แล้วแมกนีเซียมควรกินคู่กับอะไร กินตอนไหนได้ประโยชน์มากที่สุด
แมกนีเซียมคืออะไร?
แมกนีเซียม (Magnesium) คือ แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นกระดูก กล้ามเนื้อ ระบบประสาท และหัวใจ โดยคำว่า “แมกนีเซียม” ถือเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ร่างกายขาดไม่ได้ เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางชีวภาพมากกว่า 300 กระบวนการ
แมกนีเซียมคืออะไร สำคัญกับร่างกายของเราจริงไหม?
แมกนีเซียม ความจริงแล้วถือเป็นแร่ธาตุที่เราสามารถพบได้ในทุกเซลล์ของร่างกายเราเลยค่ะ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะถูกสะสมอยู๋ในกระดูก กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ส่วนใหญ่ค่ะ
โดยปกติแล้วแมกนีเซียมที่เราเคยได้ยินอยู่บ่อย ๆ จะมีหน้าที่คอยช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงค่ะ รวมไปถึงควบคุมการทำงานในระบบประสาท ช่วยให้กล้ามเนื้อหดและคายตัวได้อย่างเป็นปกติ และที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้กันค่ะ แมกนีเซียมยังช่วยควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ และระดับความดันของโลหิตด้วยค่ะ
ในข้อมูลเชิงลึกของแมกนีเซียมนะคะ เค้ายังมีบทบาทที่สำคัญในกระบวนการเผาผลาญพลังงานค่ะ และยังมีการสร้าง DNA RNA รวมไปถึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของเรา รักษาสมดุลของอิเล็กโตรไลต์ในร่างกายค่ะ
แมกนีเซียมจำเป็นต่อร่างกายของเรายังไงบ้าง?
อย่างที่บอกไปเบื้องต้น แมกนีเซียม (Magnesium) ถือเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้เลยค่ะ เพราะมีส่วนช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล ทั้งด้านกระดูก กล้ามเนื้อ ระบบประสาท และการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ หากร่างกายของเราได้รับแมกนีเซียมอย่างเพียงพอ ก็จะช่วยเสริมสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรงมากขึ้นค่ะ
1.แมกนีเซียมจะช่วยรักษาสมดุลของแคลเซียมในร่างกายเรา
แมกนีเซียมมีหน้าที่ช่วยควบคุมระดับแคลเซียมให้เหมาะสมค่ะ ทั้งในเลือดและในกระดูก ช่วยลดโอกาสที่แคลเซียมจะไปสะสมในบริเวณที่ไม่ควรสะสม เช่น หลอดเลือดหรืออวัยวะต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ค่ะ
2.แมกนีเซียมจะช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน
ข้อนี้เราอาจจะเคยได้ยินกันบ้างนะคะว่า แมกนีเซียมถือเป็นหนึ่งในแร่ธาตุสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของกระดูกและฟัน ช่วยให้กระดูกแข็งแรง และมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของภาวะกระดูกพรุนเมื่ออายุของเรามากขึ้นค่ะ
3.แมกนีเซียมช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้ดี
แมกนีเซียมนั้นมีบทบาทในการส่งสัญญาณของระบบประสาท และช่วยควบคุมการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อเราค่ะ จึงช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างปกติ รวมไปถึงช่วยลดอาการกล้ามเนื้อกระตุกหรืออ่อนล้าได้อีกด้วยค่ะ
4.แมกนีเซียมจะช่วยบรรเทาอาการไมเกรน
การที่เรานั้นได้รับแมกนีเซียมอย่างเหมาะสมอาจช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการไมเกรนได้จริงค่ะ เพราะความลับของแมกนีเซียมที่หลายคนอาจไม่รู้ นั้นก็คือ จะช่วยปรับสมดุลการทำงานของระบบประสาทและสมองของเราค่ะ
5.แมกนีเซียมช่วยในการทำงานของวิตามินต่าง ๆ
แมกนีเซียมช่วยส่งเสริมdkiทำงานของวิตามินหลากหลายชนิดเลยค่ะ เช่น วิตามินบี วิตามินซี และวิตามินอี ทำให้ร่างกายนำสารอาหารเหล่านี้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
6.แมกนีเซียมช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อและหลอดเลือด
แมกนีเซียมนั้นมีคุณสมบัติช่วยให้กล้ามเนื้อและหลอดเลือดของเราผ่อนคลายขึ้นค่ะ จึงไปช่วยลดอาการตึง เกร็ง หรือปวดเมื่อยตามร่างกายของเราได้ค่ะ
7.แมกนีเซียมช่วยลดโอกาสเกิดตะคริว
สำหรับคนไข้ที่ออกกำลังกายค่อนข้างหนัก พักผ่อนน้อยมาก หรือได้รับแร่ธาตุไม่เพียงพอ มักมีโอกาสเกิดตะคริวได้ง่ายขึ้นค่ะ ซึ่งเจ้าตัวของแมกนีเซียมนั้นมีส่วนช่วยลดอาการดังกล่าวได้ดีขึ้นค่ะ และช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้เป็นปกติมากขึ้น
จากข้อดีทั้งหมดที่เราพูดถึงแมกนีเซียมนั้น หลาย ๆ คนน่าจะเห็นแล้วว่า แมกนีเซียมถือเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อสุขภาพในหลาย ๆ ด้านด้วยกันค่ะ ตั้งแต่กระดูก ระบบประสาท กล้ามเนื้อ ไปจนถึงการทำงานของร่างกายโดยรวม การดูแลให้ร่างกายได้รับแมกนีเซียมอย่างเพียงพอจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ ที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อช่วยให้สุขภาพแข็งแรงในระยะยาวนะคะ
ถ้าร่างกายขาดแมกนีเซียมจะเป็นอย่างไร
แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่กลับถูกมองข้ามบ่อยมาก ทั้งที่จริงแล้วแมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ โดยเฉพาะ ระบบประสาท กล้ามเนื้อ และกระดูก หากร่างกายได้รับแมกนีเซียมไม่เพียงพอ อาจส่งผลเสียในหลายด้านโดยที่หลายคนไม่รู้ตัว
อาการเมื่อร่างกาย ขาดแมกนีเซียม
เมื่อร่างกายขาดแมกนีเซียม จะเริ่มเกิดความผิดปกติที่เห็นได้ชัดในหลายระบบ ดังนี้
1.กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ
แมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญต่อการคลายตัวของกล้ามเนื้อ
หากขาดแมกนีเซียม จะทำให้เกิด
- กล้ามเนื้อหดเกร็ง
- ตะคริวบ่อย
- กล้ามเนื้อค้าง หรือกระตุกโดยไม่รู้ตัว
2.ปวดหัวไมเกรนที่รุนแรงมากขึ้น
การที่เราขาดแมกนีเซียมจริง ๆ แล้วส่งผลต่ออาการไม่เกรนของเราโดยตรงเลยค่ะ
คนที่ขาดแมกนีเซียมส่วนมากมักมีอาการเหล่านี้ค่ะ
- รู้สึกว่าตัวเองปวดหัวถี่ขึ้น
- อาหารปวดหัวที่เป็นมักจะรุนแรงมากขึ้น
- รู้สึกว่าร่างกายตัวเองนั้นฟื้นตัวช้ากว่าปกติ
3.ภูมิคุ้มกันที่ค่อนข้างลดลง
เนื่องจากว่าตัวของแมกนีเซียมนั้นไปช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของเรา พอร่างกายขาดแมกนีเซียม จะทำให้เชื้อโรคเข้ามาสู่ร่างกายของเราได้ง่ายขึ้น เราก็จะรู้สึกว่า ร่างกายอ่อนแอ ป่วยง่ายมากขึ้น และฟื้นตัวช้ามากกว่าเดิม
4.เสี่ยงเกิดกระดูกพรุน และกระดูกเปราะได้ง่าย
ประเด็นนี้มีหลายคนเลยค่ะที่เข้าใจง่าการที่กระดูกของเราแข็งแรงนั้นจะขึ้นอยู๋กับ แคลเซียม เพียงแค่อย่างเดียว ความจริงก็คือ แมกนีเซียมก็มีบทบาทที่สำคัญอย่างมากเลย ในการควบคุมความบาลานซ์ของแคลเซียมค่ะ
เมื่อขาดแมกนีเซียม
- ระดับแคลเซียมในร่างกายอาจลดลง
- กระดูกอ่อนแอ
- เสี่ยงกระดูกพรุนมากขึ้น
สาเหตุที่ทำให้ขาดแมกนีเซียม
1.รับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมไม่เพียงพอ
- กินผักใบเขียว ถั่ว ธัญพืชน้อย
- เน้นอาหารแปรรูป มีแมกนีเซียมต่ำ
2.การดูดซึมผิดปกติ (Absorption problem)
- โรคลำไส้ เช่น IBS, ลำไส้อักเสบ
- ท้องเสียเรื้อรัง สูญเสียแมกนีเซียม
- หลังผ่าตัดกระเพาะ / ลำไส้ ดูดซึมลดลง
3.ร่างกายสูญเสียแมกนีเซียมมากกว่าปกติ
- เหงื่อออกมาก (ออกกำลังกายหนัก / อากาศร้อน)
- ปัสสาวะบ่อย (เช่น คนเป็นเบาหวาน)
- ท้องเสีย / อาเจียน
4.การใช้ยาบางชนิด ทำให้ร่างกายสูญเสียแมกนีเซียม
- ยาขับปัสสาวะ (Diuretics)
- ยาลดกรด (PPI) ใช้ระยะยาว
- ยาปฏิชีวนะบางชนิด
- ยาคุมกำเนิด (มีผลเล็กน้อยแต่สะสมได้)
5.ความเครียดเรื้อรังทำให้ร่างกายขาดแมกนีเซียม
- ความเครียดทำให้ร่างกาย ใช้แมกนีเซียมมากขึ้น
- ฮอร์โมน cortisol สูง ขับแมกนีเซียมออกมากขึ้น
6.ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ทำให้ร่างกายขับแมกนีเซียมมากขึ้น
- ลดการดูดซึม
- เพิ่มการขับออกทางปัสสาวะ
- มักพบในคนดื่มหนัก
7.โรคประจำตัวบางอย่างทำให้ร่ายกายขาดแมกนีเซียม
- เบาหวาน (โดยเฉพาะควบคุมไม่ดี)
- โรคไต
- โรคต่อมไทรอยด์
- ภาวะขาดวิตามิน
ข้อดีของแมกนีเซียม
1.แมกนีเซียมช่วยควบคุมระบบการทำงานของร่างกายกว่า 600 กระบวนการ
แมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญในปฏิกิริยาเคมีในร่างกายมากกว่า 600 กระบวนการ เช่น
- ช่วยเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงาน
- ช่วยสร้างโปรตีนและซ่อมแซมเซลล์
- มีส่วนสำคัญในการสร้าง DNA และ RNA
- ควบคุมการทำงานของระบบประสาท
- ช่วยให้กล้ามเนื้อหดและคลายตัวได้ปกติ
เรียกได้ว่า แมกนีเซียมคือพื้นฐานของระบบชีวิตทั้งหมดในร่างกาย
2.แมกนีเซียมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายทำให้ร่างกายต้องการแมกนีเซียมมากขึ้น โดยแมกนีเซียมช่วย
- ส่งพลังงานไปยังกล้ามเนื้อ
- ลดการสะสมของกรดแลคติก (ตัวการของอาการล้า)
- เพิ่มความแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อ
ผู้ที่ได้รับแมกนีเซียมเพียงพอจะมีสมรรถภาพทางกายดีกว่า
3.แมกนีเซียมช่วยลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า
แมกนีเซียมมีผลโดยตรงต่อสมองและอารมณ์
- ระดับแมกนีเซียมต่ำ เสี่ยงซึมเศร้าเพิ่มขึ้น
- การเสริมแมกนีเซียม อาจช่วยปรับสมดุลอารมณ์
จึงถือว่าแมกนีเซียมเป็นหนึ่งในแร่ธาตุที่สำคัญต่อสุขภาพจิต
4.แมกนีเซียมช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
แมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญต่อผู้ที่มีภาวะ
- เบาหวาน
- ภาวะดื้อต่ออินซูลิน
ประโยชน์ของแมกนีเซียมในด้านนี้ ได้แก่
- เพิ่มความไวของอินซูลิน
- ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
- ลดความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2
5.แมกนีเซียมช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือด
การได้รับแมกนีเซียมอย่างเพียงพอช่วย
- ลดความดันโลหิต
- ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
- ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง
แมกนีเซียมจึงเป็นแร่ธาตุสำคัญสำหรับ สุขภาพหัวใจในระยะยาว
6.แมกนีเซียมช่วยลดการอักเสบในร่างกาย
การขาดแมกนีเซียมสัมพันธ์กับ
- การอักเสบเรื้อรัง
- ความเสื่อมของร่างกาย
- โรคเรื้อรังต่างๆ
การเสริมแมกนีเซียมสามารถช่วยลดค่า CRP ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการอักเสบได้
7.แมกนีเซียมช่วยลดอาการไมเกรน
ผู้ที่มีอาการไมเกรนมักพบว่าระดับแมกนีเซียมต่ำ
แมกนีเซียมช่วย
- ลดความถี่ของไมเกรน
- ลดความรุนแรงของอาการปวดหัว
- บรรเทาอาการคลื่นไส้จากไมเกรน
8.แมกนีเซียมช่วยลดอาการ PMS และปวดประจำเดือน
สำหรับผู้หญิง แมกนีเซียมมีประโยชน์มากในช่วงก่อนมีประจำเดือน
- ลดอาการบวมน้ำ
- ลดอาการหงุดหงิด
- ลดปวดท้องประจำเดือน
- ลดไมเกรนช่วงมีประจำเดือน
9.แมกนีเซียมช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูก
แมกนีเซียมกว่า 50–60% อยู่ในกระดูก
ประโยชน์ของแมกนีเซียมต่อกระดูก
- เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก
- ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน
- เสริมความแข็งแรงของกระดูกโดยรวม
10.แมกนีเซียมช่วยให้นอนหลับดีขึ้น
แมกนีเซียมมีผลต่อสารสื่อประสาทที่เกี่ยวกับการนอน เช่น GABA
- ช่วยให้หลับง่ายขึ้น
- ลดเวลาการหลับ
- เพิ่มคุณภาพการนอน
เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหา นอนไม่หลับหรือหลับไม่ลึก
11.แมกนีเซียมช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล
แมกนีเซียมช่วยควบคุมระบบประสาทและความเครียด
- ลดความไวต่อความเครียด
- ลดอาการวิตกกังวล
- ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย
ข้อควรระวังในการกินแมกนีเซียม
ไม่ควรกินเกินขนาดที่แนะนำ
ปริมาณแมกนีเซียมมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ หรือในกรณีรุนแรงอาจกระทบการเต้นของหัวใจได้
ระวังในผู้ที่มีโรคไต
ไตทำหน้าที่ขับแมกนีเซียมออก หากไตทำงานไม่ดี อาจเกิดการสะสมจนเป็นอันตราย
อาจทำให้ท้องเสียหรือปวดท้อง
โดยเฉพาะแมกนีเซียมรูปแบบ magnesium oxide หรือ citrate ที่ออกฤทธิ์เป็นยาระบาย
มีปฏิกิริยากับยาอื่น
เช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิด (tetracycline, quinolone), ยารักษาโรคกระดูกพรุน หรือยาขับปัสสาวะ ควรเว้นช่วงกินอย่างน้อย 2–4 ชั่วโมง
แมกนีเซียมไม่ควรกินพร้อมแคลเซียมหรือธาตุเหล็กในปริมาณสูงพร้อมกัน
เพราะอาจแย่งการดูดซึม ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เต็มที่ ควรเลือกชนิดให้เหมาะสม เช่น magnesium glycinate ดูดซึมดีและระคายเคืองท้องน้อยกว่า magnesium oxide
แมกนีเซียมควรทานตอนไหนดีที่สุด
การรับประทาน แมกนีเซียม (Magnesium) ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เลือกชนิดที่ดี แต่ ช่วงเวลาในการทาน ก็มีผลต่อการดูดซึมและประสิทธิภาพของร่างกายอย่างมาก โดยสามารถสรุปแนวทางแบบมืออาชีพได้ดังนี้
1.ทานแมกนีเซียม พร้อมอาหาร ช่วยดูดซึมดีที่สุด
การทาน แมกนีเซียมพร้อมมื้ออาหาร เป็นวิธีที่แนะนำมากที่สุด เพราะ
- ช่วยเพิ่มอัตราการดูดซึมของแมกนีเซียมเข้าสู่ร่างกาย
- ลดโอกาสเกิดอาการระคายเคืองกระเพาะ เช่น ปวดท้อง หรือท้องเสีย
- เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มทานแมกนีเซียมครั้งแรก
คำแนะนำ สามารถทานพร้อมมื้อเช้าหรือมื้อเย็นก็ได้ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายสุขภาพ
2.ทานแมกนีเซียม ก่อนนอนเหมาะมากกับสายพักผ่อนและลดความเครียด
อย่างที่เรารู้ว่าแมกนีเซียมนั้นเป็นตัวช่วยในการผ่อนคลายระบบประสาท และกล้ามเนื้อของเรา จึงเหมาะมากสำหรับการที่จะรับประทานก่อนนอน โดยเฉพาะกับคนที่ต้องการ ปรับคุณภาพของการนอนหลับ ลดอาการนอนไม่ค่อยหลับ รวมไปถึง ลดความเครียดและอาการเกร็งของกล้ามเนื้อในร่างกาย
ทริคในการทานแมกนีเซียม ควรที่จะเลือก Magnesium glycinate หรือ Magnesium threonate ที่เหมาะกับการปรับคุณภาพการนอนมากกว่า
3.ไม่ควรทานแมกนีเซียม พร้อมกับยาตัวอื่น ๆ
อีกข้อที่่สำคัญและควรระวังในการรับประทาน แมกนีเซียม นั่นก็คือ อาจทำให้ลดประสิทธิภาพของยาบางชนิดลงได้ อาทิเช่น ยาปฏิชีวนะ ยารักษาอาการกระดกพรุน รวมไปถึงยาเกี่ยวกับการรักษาไทรอยด์ ซึ่งควรที่จะเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2 - 4 ชั่วโมง ระหว่างการทานแมกนีเซียม และตัวยาอื่น ๆ ถ้าเกิดมีโรคประจำตัว ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนว่าสามารถทานแมกนีเซียมเป็นอาหารเสริมได้ไหม
4.การทานแมกนีเซียมให้ตรงกับเป้าหมายสุขภาพของเรา
การที่เราจะทานแมกนีเซียมเพื่อให้ดีผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่อร่างกายของเรานั้น เราต้องดูก่อนว่าเราทานไปเพื่ออะไร เรามาดูกันว่าเป้าหมายในการทานแมกนีเซียมนั้นมีอะไรบ้าง
- ถ้าเราอยากได้ในเรื่องของระบบย่อยอาหาร ให้ทานพร้อมอาหาร
- ถ้าเน้นในเรื่องของการนอนหลับ ให้เลือกรับประทานก่อนนอน
- ถ้าเน้นในเรื่องของการลดการเป็นตะคริว ให้ทานช่วงเย็นหรือหลังออกกำลังกายก็ได้ค่ะ
เรามาดูกันว่าอาหารประเภทไหนที่มีแมกนีเซียมสูง
การที่เราเลือกที่จะรับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมสูง ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่จะช่วยดูแลสุขภาพของเราได้ในระยะยาวเลยค่ะ เรามาดูกันว่ากลุ่มอาหารหลักที่มีแมกนีเซียมสูงมากจากอะไรบ้าง
1.เมล็ดพืชและถั่วเปลือกแข็ง (High Magnesium Nuts & Seeds)
แหล่งอาหารที่มีแมกนีเซียมสูงอันดับหนึ่งต้องยกให้เมล็ดพืชและถั่วเลยค่ะ เหมาะมากสำหรับจะเลือกทานเป็นของว่าง กินเล่น หรืออยากจะทานเสริมเข้าไปในมื้ออาหาร เรามาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง
- เมล็ดฟักทอง
- เมล็ดเจีย
- อัลมอนด์
- เม็ดมะม่วงหิมพานต์
- ถั่วบราซิล
- วอลนัท
- ถั่วลิสง
จุดเด่นของเมล็ดพืชและถั่วก็คือ ช่วยบำรุงในเรื่องของสมองและหัวใจค่ะ
2.ผักใบเขียว (Leafy Green Vegetables)
ผักทุกชนิดที่มีสีเขียวเข้มจะมีคลอโรฟิลล์เป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นแหล่งของแมกนีเซียมที่เราสามารถหารับประทานได้ตามธรรรมชาติ มาดูกันค่ะว่า ผักใบสีเขียวที่มีแมกนีเซียมสูง ๆ นั้นมีอะไรกันบ้าง
- ผักโขม
- ผักคะน้า
- สวิสชาร์ด
จุดเด่น ของการที่ทานผักใบสีเขียวเพื่อที่จะเพิ่มแมกนีเซียมนั่นก็คือ ช่วยลดการอักเสบ และเสริมระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายของเราค่ะ
3.ธัญพืชไม่ขัดสี (Whole Grains)
การที่เรารับประทาน ธัญพืชที่ไม่ขัดสี เพื่อเพิ่มแมกนีเซียม จะได้รับประโยชน์ที่มากกว่าการทานธัญพืชที่ขัดขาว เรามาดูกันว่าธัญพืชที่ไม่ขัดสีมีอะไรบ้าง
- ข้าวกล้อง
- ข้าวโอ๊ต
- ควินัว
- ข้าวสาลี
4.พืชตระกูลถั่ว (Legumes)
ถั่วก็ถือเป็นอีกแหล่งโปรตีนจากพืชที่เต็มไปด้วยแมกนีเซียมค่ะ เหมาะกับสายรักษาสุขภาพมาก ซึ่งประกอบไปด้วย ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่วเลนทิล และ เต้าหู้ค่ะ
จุดเด่นของพืชตระกูลถั่วนี่ก็คือ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและเสริมโปรตีนค่ะ
5.ผลไม้ที่มีแมกนีเซียม (Magnesium-Rich Fruits)
ถึงแม้ว่าผลไม้นั้นจะมีปริมาณแมกนีเซียมที่สูงไม่เท่าถั่ว แต่ก็สามารถทานเป็นอาหารเสริมได้ เรามาดูกันว่าผลไม้อะไรที่มี แมกนีเซียมสูง
- อะโวคาโด
- กล้วย
- ฝรั่ง
- เสาวรส
จุดเด่นของผลที่มีแมกนีเซียมสูง ๆ ก็คือ ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายเพราะมีไฟเบอร์สูง
6.อาหารประเภทอื่น ๆ ที่มีแมกนีเซียมสูง
นอกจากอาหารประเภทต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้วยังมีอาหารอื่น ๆ อีกที่มีแมกนีเซียมสูง ได้แก่ ดาร์กช็อกโกแลต ปลาไขมันดี เช่น แซลมอน และเต้าหู้ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง
จุดเด่นของอาหารประเภทนี้ก็คือ จะช่วยบำรุงหัวใจของเรา ลดความเครียด และเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ
แมกนีเซียมอาหารเสริมดีหรือไม่
โดยปกติเราสามารถได้รับแมกนีเซียมจากอาหาร แต่ถ้าได้รับไม่เพียงพอ หรือมีภาวะขาด การทานอาหารเสริมแมกนีเซียมก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ข้อดีของแมกนีเซียมเสริม
- ช่วยควบคุมความดันโลหิต
- ปรับสมดุลอารมณ์ ลดความเครียด
- ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
- ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
การทานอาหารเสริมแมกนีเซียมเหมาะกับใครที่สุด
เหมาะกับคนที่มีแนวโน้มได้รับแมกนีเซียมไม่เพียงพอ หรือมีปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น
- คนที่นอนหลับยาก เครียดบ่อย
- คนที่เป็นตะคริว กล้ามเนื้อกระตุกบ่อย
- คนที่มีความดันสูง หรือเสี่ยงโรคหัวใจ
- คนที่ควบคุมระดับน้ำตาล (เช่น กลุ่มเบาหวาน)
- คนที่ทานอาหารไม่ครบ หรือกินอาหารแปรรูปบ่อย
ใครควรหลีกเลี่ยงการทานแมกนีเซียม
- คนที่มีโรคไต (เสี่ยงสะสมแมกนีเซียมในร่างกาย)
- คนที่ทานยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือยาปฏิชีวนะบางตัว
- คนที่มีอาการท้องเสียง่าย (แมกนีเซียมอาจทำให้ถ่ายเหลว)
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร (ควรปรึกษาแพทย์ก่อน)
แมกนีเซียมไม่ควรกินคู่กับอะไร
แมกนีเซียมอาจตีกับยา บางชนิด ทำให้ยาออกฤทธิ์ลดลง หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง ดังนั้นควรระวังเป็นพิเศษในกลุ่มต่อไปนี้
1.ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม
แมกนีเซียมสามารถจับกับยาในกระเพาะ ทำให้ร่างกายดูดซึมยาได้น้อยลง
- กลุ่ม Tetracycline (เช่น tetracycline, minocycline)
- กลุ่ม Quinolone (เช่น ciprofloxacin, norfloxacin)
คำแนะนำ
ควรกินแมกนีเซียมห่างจากยาอย่างน้อย ก่อน 2 ชั่วโมง หรือหลัง 4 ชั่วโมง
2.ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Aminoglycosides
ยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้นะคะ ถ้าทานคู่กับแมกนีเซียม อาจจะส่งผลต่อกล้ามเนื้อของเรามากเกินไป
3.ยาลดกรด (Antacids)
ยาลดกรดที่ไม่ควรกินคู่กับแมกนีเซียมคือ ยาลดกรดที่มีสูตรรวมของอลูมิเนียม หรือแคลเซียม อาจทำให้ระดับแมกนีเซียมฝนเลือดของเราสูงเกินไปได้ค่ะ
4.ยาลดกรดในกระเพาะ (PPIs)
ถ้าใช้ตัวยานี้่ในระยะยาวอาจจะทำให้เรา ขาดแมกนีเซียมได้เลย
5.ยาความดันโลหิต (ACE inhibitors, ARBs)
ซึ่งยาชนิดนี้ อาจไปรบกวนบานลานซ์ของแมกนีเซียมในร่างกายของเรา
ร่างกายของเราควรได้รับแมกนีเซียมมากน้อยแค่ไหน?
หลายคนน่าจะสงสัยว่าแล้วปริมาณเท่าไหนคือพอดี เพราะบางทีเราก็มีแมกนีเซียมมากเกินไป บางครั้งก็มีน้อยเกินไป ความจริงแล้วร่างกายของเราควรได้รับแมกนีเซียมประมาณ 350 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะว่าจะทำให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างบาลานซ์ การที่ร่างกายของเราได้รับแมกนีเซียมที่เพียงพอจะช่วยทำให้ ระบบประสาท กล้ามเนื้อ และสุขภาพหัวใจ ดีขึ้นได้ในระยะยาว
ถ้าทานแมกนีเซียมเกินจะอันตรายต่อร่างกายหรือไม่
โดยทั่วไป การได้รับแมกนีเซียมจาก “อาหารธรรมชาติ” มักไม่ก่อให้เกิดอันตรายในคนที่สุขภาพดี เพราะร่างกายสามารถขับส่วนเกินออกได้ แต่หากได้รับจาก อาหารเสริมในปริมาณมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้
อาการที่พบเมื่อได้รับแมกนีเซียมมากเกินไป
- คลื่นไส้
- ท้องเสีย
- ความดันโลหิตต่ำ
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- อ่อนเพลีย
ในกรณีที่ได้รับในปริมาณสูงมาก โดยเฉพาะแบบฉีด อาจรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
แมกนีเซียมจากอาหารไม่เป็นอันตราย แต่การทานเสริม มากเกินไปอาจเกิดผลข้างเคียง จึงควรทานแมกนีเซียมในปริมาณที่เหมาะสม
สรุปข้อมูลเกี่ยวกับแมกนีเซียมทั้งหมด
แมกนีเซียม ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแร่ธาตุที่สำคัญอย่างมากที่ช่วยดูแลในเรื่องของ ระบบประสาท กล้ามเนื้อ และหัวใจของเรา เลยค่ะ ซึ่งอาหารที่มีแร่ธาตุแมกนีเซียมสูงๆ คงหนีไม่พ้น อาหารประเภท ผักใบเขียว ถั่ว และธัญพืช ค่ะ โดยปกติแล้วเนี่ยเราควรรับประทานแมกนีเซียมประมาณ 350 มิลกรัมต่อวันนะคะ
ถ้าเกิดว่าเรารับประทานแมกนีเซียมที่ไม่เพียงพอต่อร่างกายของเรา อาจทำให้เรานอนหลับยาก หรือเป็นตะคริวได้ค่ะ แต่ข้อควรระวังที่สำคัญก็คือไม่ควรทานคู่กับยาบางชนิดนะคะ และไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะฉะนั้นการทานแมกนีเซียมในปริมาณที่เหมาะสมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วค่ะ
สุดท้ายนี้นะคะ การดูแลสุขภาพที่ดีนอกจากจะต้องทานแมกนีเซียมให้เพียงพอแล้ว ยังต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลโภชนาการ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และการออกกำลังกายด้วยค่ะ
9 คำถามสุดฮิตเกี่ยวกับแร่ธาตุแมกนีเซียม
1.แร่ธาตุแมกนีเซียมช่วยเรื่องอะไรบ้างคะ?
แร่ธาตุแมกนีเซียมหลายคนอาจจะยังไม่รุ้ว่าช่วยในเรื่องของการลดคววามเครียด ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ลดอาการที่เราเป็นตะคริวบ่อยๆ ได้ รวมไปถึงช่วยในเรื่องของสุขภาพหัวใจอีกด้วยค่ะ
2.เราควรได้รับปริมาณแมกนีเซียมต่อวันเท่าไหร่ถึงเพียงพอ?
โดยทั่วไปแล้ว ควรได้รับแมกนีเซียมประมาณ 300 - 350 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ เพื่อให้ร่างกายของเรานั้นบาลานซ์และป้องกันภาวะขาดแมกนีเซียมค่ะ
3.เราจำเป็นที่ต้องทานแมกนีเซียมเสริมหรือไม่คะ?
ถ้าเกิดว่าเราทานอาหารครบทั้งห้าหมู่แล้ว โดยเฉพาะ ผักใบเขียว ถั่ว ธัญพืช ซึ่งอาหารเหล่านี้จะได้รับแมกนีเซียมเพียงพออยู๋แล้ว ไม่จำเป็นต้องทานเพิ่ม แต่ถ้าเกิดว่า คนที่นอนหลับยาก หรือเครียด รู้ตัวว่าทานอาหารไม่ครบห้าหมู่ ก็จำเป็นต้องทานแมกนีเซียมเสริมค่ะ
4.แร่ธาตุแมกนีเซียมช่วยในเรื่องการนอนหลับจริงไหม?
จริงๆแล้วในบางคน การทานแมกนีเซียมก็เข้าไปช่วยให้สามารถนอนหลับได้ง่ายขึ้น เพราะว่าแมกนีเซียมจะมีส่วนในเรื่องของการช่วยให้ระบบประสาทผ่อนคลายลง เครียดน้อยลง
5.เราควรทานแมกนีเซียมตอนไหนได้ผลดีสุด?
ขอแนะนำว่าควรทานตอนช่วงเย็นหรือก่อนนอนเลยก็ได้ค่ะ เพราะว่าจะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายขึ้น แต่ก็สามารถทานหลังอาหารมื้อไหนก็ได้ค่ะ เพื่อที่จะป้องกันการระคายเคืองของกระเพาะอาหารค่ะ
6.ทานแมกนีเซียมจะทำให้มีผลข้างเคียงต่อร่างเราไหม?
ถ้าเกิดว่าเราทานแมกนีเซียมในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว มั่นใจได้เลยค่ะว่าไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ แต่ถ้าเกิดว่าเราทานมากเกินไป โดยเฉพาะการทานจากอาหารเสริม แน่นอนว่าย่อมส่งผลให้เรา ท้องเสีย คลื่นไส้ ความดันต่ำ ร่างกายอ่อนเพลียได้ค่ะ
7.เราห้ามทานแมกนีเซียมคู่กับอะไรคะ ?
สิ่งที่ควรระวังมากๆ ของการทานแมกนีเซียมเลยนั่นก็คือการทานแมกนีเซียมคู่กับยาบางอย่างค่ะ เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาลดกรด หรือว่ายาลดความดัน เพราะว่า ตัวของแมกนีเซียมอาจจะไปลดประสิทธิภาพของยา และทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ค่ะ ควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะทานทุกครั้งนะคะ
8.การทานแมกนีเซียมจะช่วยลดอาการไมเกรนจริงไหมคะ?
เราพบงานวิจัยบางส่วนของแมกนีเซียมค่ะ ที่บอกว่าตัวแมกนีเซียมจะช่วยลดความถี่และความรุนแรงของการเป็นไมเกรนได้ค่ะ แต่ว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลนะคะ
9.ทานแมกนีเซียมแล้วต้องทานต่อเนื่องนานแค่ไหน ?
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ หากทานเพื่อแก้ภาวะขาด อาจทานต่อเนื่องตามคำแนะนำแพทย์ แต่หากทานเพื่อดูแลสุขภาพทั่วไป สามารถทานเป็นช่วง ๆ หรือเน้นจากอาหารเป็นหลักจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายในระยะยาว
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ