ไวรัสฮันตา อันตรายใกล้ตัว รู้จักอาการและกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง
เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC
ไวรัสฮันตา
- ไวรัสฮันตาคืออะไร อันตรายหรือไม่ ต้องป้องกันอย่างไรดี
- ไวรัสฮันตา น่ากลัวหรือไม่ เกิดจากอะไร ป้องกันได้ไหม
- ไวรัสฮันตาคืออะไร
- ไวรัสฮันตามาจากสัตว์ชนิดใด
- ไวรัสฮันตาติดต่อสู่คนได้อย่างไร
- อาการของผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตามีอะไรบ้าง
- อาการเบื้องต้นของไวรัสฮันตาที่พบบ่อย ได้แก่
- ไวรัสฮันตาอันตรายแค่ไหน เสี่ยงเสียชีวิตหรือไม่
- ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากไวรัสฮันตาที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
- ปัจจุบันมีวัคซีนหรือยารักษาไวรัสฮันตาหรือไม่
- แนวทางรักษาไวรัสฮันตาในปัจจุบัน ได้แก่
- วิธีป้องกันไวรัสฮันตาที่ควรรู้
- วิธีป้องกันไวรัสฮันตาที่ควรรู้ ได้แก่
- หากสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสฮันตาควรทำอย่างไร
- อาการที่ควรรีบพบแพทย์เมื่อสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสฮันตา ได้แก่
- สถานการณ์ไวรัสฮันตาในต่างประเทศและประเทศไทยล่าสุด
- ใครบ้างที่เสี่ยงติดเชื้อไวรัสฮันตามากที่สุด
- ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระบุว่า กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสฮันตา ได้แก่
- วิธีทำความสะอาดบ้านหรือพื้นที่เสี่ยงอย่างปลอดภัยจากไวรัสฮันตา
- วิธีทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยงจากไวรัสฮันตาอย่างปลอดภัย ได้แก่
- สรุปสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับไวรัสฮันตาในช่วงนี้
ไวรัสฮันตาคืออะไร อันตรายหรือไม่ ต้องป้องกันอย่างไรดี
ไวรัสฮันตา น่ากลัวหรือไม่ เกิดจากอะไร ป้องกันได้ไหม
หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยการพบผู้ติดเชื้อ “ไวรัสฮันตา” บนเรือสำราญ MV Hondius พร้อมรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย ทำให้หลายประเทศเริ่มเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตาอย่างใกล้ชิด ขณะที่ประเทศไทย กรมควบคุมโรคยืนยันยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาภายในประเทศ แต่ได้ยกระดับมาตรการคัดกรองและติดตามความเสี่ยงโรคจากสัตว์สู่คนอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับไวรัสฮันตาที่กำลังถูกจับตาในระดับโลก
บทความนี้จะมาอธิบายและให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ไวรัสฮันตาว่าเกิดจากอะไร ทำงานกับร่างกายของเราอย่างไร ต้องป้องกันไวรัสฮันตาอย่างไรได้บ้าง ไวรัสฮันตานี้อันตรายมากน้อยแค่ไหน ทำให้เสี่ยงเสียชีวิตแบบฉับพลันหรือไม่ และสถานการณ์ของไวรัสฮันตาในประเทศไทยล่าสุดเป็นอย่างไร เพื่อให้เราเตรียมพร้อมรับมือและดูแลตัวเองได้อย่างดีที่สุด
ไวรัสฮันตาคืออะไร
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) คือเชื้อไวรัสที่พบในสัตว์ฟันแทะ ซึ่งถือเป็นพาหะสำคัญของไวรัสฮันตา แม้ว่าสัตว์ที่มีเชื้อจะไม่แสดงอาการป่วย แต่สามารถแพร่เชื้อไวรัสฮันตาสู่คนได้ ทำให้ไวรัสฮันตากลายเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่หลายประเทศกำลังเฝ้าระวัง
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค และ BDMS Health Research Center ระบุว่า ไวรัสฮันตาสามารถก่อโรคได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อ โดยอาจทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจรุนแรง ส่งผลต่อปอดและระบบหายใจ หรือในบางรายอาจเกิดอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย
จุดที่น่ากังวลคือ ผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาในระยะแรกมักมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย หรือปวดศีรษะ ทำให้หลายคนอาจไม่ทันสังเกตความผิดปกติ แต่หากอาการลุกลาม อาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลวและมีความเสี่ยงเสียชีวิตได้
ด้วยเหตุนี้ ไวรัสฮันตาจึงถูกจัดเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสัตว์ฟันแทะจำนวนมาก หรือบริเวณที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อไวรัสฮันตาโดยไม่รู้ตัว
ไวรัสฮันตามาจากสัตว์ชนิดใด
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) มีต้นตอมาจาก “สัตว์ฟันแทะ” โดยเฉพาะหนู ซึ่งถือเป็นพาหะหลักของเชื้อไวรัสฮันตาในธรรมชาติ แม้ว่าหนูที่มีเชื้อจะไม่แสดงอาการป่วย แต่สามารถแพร่เชื้อสู่คนได้ผ่านปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย และสารคัดหลั่งต่าง ๆ
เชื้อไวรัสฮันตามักพบในหนูหลายสายพันธุ์ เช่น หนูนา หนูบ้าน หรือหนูป่า โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่มีการสะสมของมูลหนู หรือบริเวณอับชื้นและไม่สะอาด เช่น โกดังเก็บของ ห้องร้าง ฟาร์ม หรือพื้นที่ปิดที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน
การติดเชื้อไวรัสฮันตาในคน ส่วนใหญ่มักเกิดจากการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนเชื้อจากมูลหรือปัสสาวะของหนู รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อแล้วนำมือมาสัมผัสจมูก ปาก หรือดวงตา ทำให้ไวรัสฮันตาถูกจัดเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ไวรัสฮันตาติดต่อสู่คนได้อย่างไร
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่แพร่เชื้อผ่านสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะ “หนู” ซึ่งเป็นพาหะสำคัญของเชื้อไวรัสฮันตา แม้หนูที่มีเชื้อจะไม่แสดงอาการป่วย แต่สามารถปล่อยเชื้อออกมากับปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลายได้ตลอดเวลา
การติดเชื้อไวรัสฮันตาในคน มักเกิดจากการสูดดมฝุ่นละอองหรืออากาศที่ปนเปื้อนเชื้อจากมูลหนูและปัสสาวะของหนู โดยเฉพาะในพื้นที่อับชื้นหรือสถานที่ปิดที่ไม่ได้ทำความสะอาดเป็นเวลานาน เช่น โกดัง ห้องเก็บของ บ้านร้าง หรือฟาร์มเลี้ยงสัตว์
นอกจากนี้ ไวรัสฮันตายังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ แล้วนำมือไปสัมผัสจมูก ปาก หรือดวงตา รวมถึงการถูกหนูกัดในบางกรณี แม้โอกาสพบจะไม่บ่อยนักก็ตาม
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระบุว่า ไวรัสฮันตายังไม่ใช่โรคที่แพร่ระบาดจากคนสู่คนได้ง่ายเหมือนไข้หวัดหรือโควิด-19 แต่การอยู่ใกล้แหล่งที่มีสัตว์ฟันแทะจำนวนมาก หรือการทำความสะอาดพื้นที่ที่มีมูลหนูโดยไม่ป้องกันตัว อาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสฮันตาได้อย่างมาก
ดังนั้น การรักษาความสะอาดภายในบ้าน กำจัดแหล่งสะสมของหนู และสวมหน้ากากหรือถุงมือเมื่อต้องทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยง จึงเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันไวรัสฮันตาและลดโอกาสรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
อาการของผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตามีอะไรบ้าง
อาการของผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ในช่วงแรก มักมีลักษณะคล้ายไข้หวัดทั่วไป ทำให้หลายคนอาจไม่ทันสังเกตว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสฮันตา โดยอาการสามารถค่อย ๆ รุนแรงขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อและสุขภาพของผู้ป่วย
โดยอาการที่พบบ่อยของไวรัสฮันตา ได้แก่ ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณหลัง ไหล่ และต้นขา รวมถึงบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้องร่วมด้วย
อาการเบื้องต้นของไวรัสฮันตาที่พบบ่อย ได้แก่
- ไข้สูง
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะหลัง ไหล่ และต้นขา
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดท้อง หรือเวียนศีรษะ
หลังจากนั้น หากอาการของไวรัสฮันตารุนแรงขึ้น เชื้ออาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและอวัยวะสำคัญภายในร่างกาย ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มมีอาการแน่นหน้าอก ไอ หายใจลำบาก หรือเกิดภาวะปอดอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งถือเป็นภาวะอันตรายที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
นอกจากนี้ ไวรัสฮันตาบางสายพันธุ์ยังสามารถกระทบต่อไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน หรือมีอาการปัสสาวะผิดปกติร่วมด้วย โดยเฉพาะในผู้ที่เข้ารับการรักษาช้า หรือมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากมีอาการเข้าข่ายไวรัสฮันตาหลังสัมผัสสัตว์ฟันแทะ หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีมูลหนูจำนวนมาก ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและลดความเสี่ยงของอาการรุนแรงจากไวรัสฮันตา
ไวรัสฮันตาอันตรายแค่ไหน เสี่ยงเสียชีวิตหรือไม่
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) ถือเป็นโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คนที่มีความอันตราย เนื่องจากบางสายพันธุ์ของไวรัสฮันตา สามารถทำให้อาการรุนแรงจนเสี่ยงเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะหากผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
ความน่ากังวลของไวรัสฮันตา คือ อาการในระยะแรกมักคล้ายไข้หวัดทั่วไป ทำให้หลายคนอาจละเลยสัญญาณเตือนสำคัญ แต่เมื่อเชื้อไวรัสฮันตาลุกลาม อาจส่งผลกระทบต่อปอด ระบบทางเดินหายใจ และไต จนเกิดภาวะปอดอักเสบเฉียบพลัน หายใจล้มเหลว หรือไตวายได้ในบางราย
ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากไวรัสฮันตาที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
- ปอดอักเสบเฉียบพลัน
- หายใจล้มเหลว
- ภาวะน้ำท่วมปอด
- ไตวายเฉียบพลัน
- ความดันโลหิตต่ำจากภาวะช็อก
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระบุว่า อัตราความรุนแรงของไวรัสฮันตาจะแตกต่างกันตามสายพันธุ์ของเชื้อ โดยบางสายพันธุ์มีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่เข้ารับการรักษาช้า
แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการระบาดของไวรัสฮันตา แต่หลายประเทศยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากไวรัสฮันตาถือเป็นโรคที่สามารถพัฒนาอาการรุนแรงได้รวดเร็ว หากมีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง และเริ่มมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม
ปัจจุบันมีวัคซีนหรือยารักษาไวรัสฮันตาหรือไม่
ปัจจุบัน “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) ยังไม่มีวัคซีนป้องกันที่ใช้ได้อย่างแพร่หลายทั่วโลก และยังไม่มียารักษาเฉพาะที่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสฮันตาได้โดยตรง ทำให้แนวทางรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาในปัจจุบัน เน้นไปที่การรักษาตามอาการและดูแลภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด
องค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า ผู้ป่วยไวรัสฮันตาที่มีอาการรุนแรง อาจต้องได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะปอดอักเสบ หายใจลำบาก หรือไตวายเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญของไวรัสฮันตา
แนวทางรักษาไวรัสฮันตาในปัจจุบัน ได้แก่
- การให้ออกซิเจน
- การใช้เครื่องช่วยหายใจ
- การให้สารน้ำและควบคุมความดันโลหิต
- การฟอกไตในผู้ป่วยที่มีภาวะไตวาย
- การดูแลอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อลดความเสี่ยงเสียชีวิต
แม้จะมีการศึกษาวิจัยวัคซีนไวรัสฮันตาในหลายประเทศ และบางประเทศในเอเชียมีการใช้วัคซีนเฉพาะบางสายพันธุ์ แต่ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนไวรัสฮันตาที่ได้รับการรับรองและใช้ในวงกว้างในหลายประเทศทั่วโลก
แหล่งข้อมูลอ้างอิงข้อมูลการรักษาไวรัสฮันตา
- องค์การอนามัยโลก (WHO): Hantavirus Fact Sheet
- ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC): About Hantavirus
- Nature: รายงานความคืบหน้าวัคซีนไวรัสฮันตา
วิธีป้องกันไวรัสฮันตาที่ควรรู้
การป้องกันไวรัสฮันตา (Hantavirus) ทำได้ด้วยการลดความเสี่ยงจากการสัมผัสสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะ “หนู” ซึ่งเป็นพาหะสำคัญของเชื้อไวรัสฮันตา เนื่องจากเชื้อสามารถปนเปื้อนอยู่ในปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย และฝุ่นละอองภายในพื้นที่อับชื้นหรือไม่สะอาด
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขแนะนำว่า วิธีป้องกันไวรัสฮันตาที่สำคัญที่สุด คือ การรักษาความสะอาดภายในบ้านและกำจัดแหล่งอาศัยของหนูอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดโอกาสสัมผัสเชื้อไวรัสฮันตาโดยไม่รู้ตัว
วิธีป้องกันไวรัสฮันตาที่ควรรู้ ได้แก่
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสหนูหรือสัตว์ฟันแทะโดยตรง
- เก็บอาหารในภาชนะปิดมิดชิด เพื่อลดการดึงดูดหนูเข้าบ้าน
- ทำความสะอาดบ้าน โกดัง หรือพื้นที่เก็บของอย่างสม่ำเสมอ
- สวมหน้ากากและถุงมือเมื่อต้องทำความสะอาดบริเวณที่มีมูลหนู
- หลีกเลี่ยงการกวาดหรือใช้เครื่องดูดฝุ่นทันที เพราะอาจทำให้เชื้อไวรัสฮันตาฟุ้งกระจายในอากาศ
- ควรฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อหรือพรมน้ำก่อนทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยง
- ปิดช่องหรือรอยรั่วที่หนูสามารถเข้ามาอาศัยได้
นอกจากนี้ ผู้ที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยง เช่น ฟาร์ม โกดังเก็บสินค้า หรืออาคารที่ปิดทิ้งไว้นาน ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสสัมผัสเชื้อไวรัสฮันตาได้มากกว่าคนทั่วไป
แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการระบาดของไวรัสฮันตา แต่การดูแลสุขอนามัยและป้องกันสัตว์ฟันแทะภายในบ้าน ถือเป็นวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสฮันตาและโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนอื่น ๆ ได้เช่นกัน
หากสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสฮันตาควรทำอย่างไร
หากสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะแม้อาการเริ่มต้นของไวรัสฮันตาจะคล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่ในบางรายอาการสามารถพัฒนาอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและไตได้
โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะ อยู่ในพื้นที่ที่มีมูลหนูจำนวนมาก หรือเพิ่งทำความสะอาดโกดัง ห้องเก็บของ บ้านร้าง หรือพื้นที่อับชื้น แล้วเริ่มมีอาการผิดปกติ ควรเฝ้าระวังอาการของไวรัสฮันตาอย่างใกล้ชิด
อาการที่ควรรีบพบแพทย์เมื่อสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสฮันตา ได้แก่
- ไข้สูง
- ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง
- อ่อนเพลียผิดปกติ
- ไอ แน่นหน้าอก
- หายใจลำบาก
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ปัสสาวะผิดปกติหรือปัสสาวะน้อยลง
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากสงสัยติดเชื้อไวรัสฮันตา ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสหนูหรือพื้นที่เสี่ยงให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด เพื่อช่วยให้วินิจฉัยโรคได้อย่างทันเวลา
แม้ปัจจุบันจะยังไม่มียารักษาเฉพาะสำหรับไวรัสฮันตา แต่การตรวจพบเร็วและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที จะช่วยลดความรุนแรงของอาการและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้อย่างมาก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เริ่มมีภาวะแทรกซ้อนทางปอดหรือไตจากไวรัสฮันตา
สถานการณ์ไวรัสฮันตาในต่างประเทศและประเทศไทยล่าสุด
สถานการณ์ไวรัสฮันตา (Hantavirus) ในต่างประเทศกำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานการพบผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาบนเรือสำราญ MV Hondius ที่เดินทางจากประเทศอาร์เจนตินาไปยังประเทศเคปเวิร์ด พร้อมรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย จนหลายประเทศเริ่มเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน
นอกจากนี้ หลายประเทศในทวีปอเมริกา ยุโรป และเอเชีย ยังเคยพบการระบาดของไวรัสฮันตาเป็นระยะ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสัตว์ฟันแทะจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นพาหะสำคัญของเชื้อไวรัสฮันตา ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระบุว่า โรคนี้แม้จะไม่แพร่จากคนสู่คนได้ง่าย แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากการสัมผัสมูลหนู ปัสสาวะ หรือฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนเชื้อ
สำหรับสถานการณ์ไวรัสฮันตาในประเทศไทย ล่าสุด กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า ยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านสาธารณสุขยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะการคัดกรองผู้เดินทางจากต่างประเทศ และติดตามโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนอย่างใกล้ชิด
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า แม้ประเทศไทยจะยังไม่พบการระบาดของไวรัสฮันตา แต่ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ฟันแทะ รักษาความสะอาดภายในบ้าน และป้องกันตนเองเมื่อต้องทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดโอกาสรับเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย
แหล่งอ้างอิง
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
- องค์การอนามัยโลก (WHO)
- ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC)
- BDMS Health Research Center
ใครบ้างที่เสี่ยงติดเชื้อไวรัสฮันตามากที่สุด
กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) มากที่สุด คือ ผู้ที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ฟันแทะ หรือทำงานในพื้นที่ที่มีโอกาสสัมผัสมูลหนู ปัสสาวะ และฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสฮันตาเป็นประจำ เนื่องจากเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจหรือการสัมผัสโดยตรง
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระบุว่า กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสฮันตา ได้แก่
- คนที่ทำงานในโกดัง โรงนา หรือคลังสินค้า
- เกษตรกรและคนทำงานในฟาร์ม
- เจ้าหน้าที่กำจัดสัตว์ฟันแทะ
- คนงานก่อสร้างหรือผู้ที่ต้องเข้าอาคารร้าง
- ผู้ที่ทำความสะอาดบ้านหรือพื้นที่ปิดทิ้งไว้นาน
- ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีหนูจำนวนมาก
นอกจากนี้ ผู้ที่เดินทางเข้าป่า ตั้งแคมป์ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่ธรรมชาติ ก็อาจมีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสฮันตาได้เช่นกัน หากอยู่ใกล้บริเวณที่มีสัตว์ฟันแทะอาศัยอยู่จำนวนมาก
แม้ไวรัสฮันตาจะสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่กลุ่มที่มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจมีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป หากติดเชื้อไวรัสฮันตา
ดังนั้น การหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง รักษาความสะอาด และสวมอุปกรณ์ป้องกันเมื่อต้องทำความสะอาดบริเวณที่อาจมีมูลหนู จึงเป็นวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสฮันตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีทำความสะอาดบ้านหรือพื้นที่เสี่ยงอย่างปลอดภัยจากไวรัสฮันตา
การทำความสะอาดบ้านหรือพื้นที่เสี่ยงอย่างถูกวิธี ถือเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญในการป้องกันไวรัสฮันตา (Hantavirus) เนื่องจากเชื้อไวรัสฮันตาสามารถปะปนอยู่ในปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลายของสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนู ซึ่งเมื่อแห้งแล้วอาจฟุ้งกระจายในอากาศและเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขแนะนำว่า การทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยงต่อไวรัสฮันตา ควรหลีกเลี่ยงวิธีที่ทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย เพราะอาจเพิ่มโอกาสสูดดมเชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว
วิธีทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยงจากไวรัสฮันตาอย่างปลอดภัย ได้แก่
- เปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทก่อนทำความสะอาดอย่างน้อย 30 นาที
- สวมหน้ากาก ถุงมือ และอุปกรณ์ป้องกันทุกครั้ง
- ห้ามกวาดหรือใช้เครื่องดูดฝุ่นกับมูลหนูโดยตรง เพราะอาจทำให้เชื้อไวรัสฮันตาฟุ้งกระจาย
- ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือผสมน้ำยาฟอกขาวเจือจางฉีดพ่นบริเวณที่มีมูลหนู ก่อนเช็ดทำความสะอาด
- ใช้กระดาษทิชชูหรือผ้าเช็ดทำความสะอาด แล้วใส่ถุงปิดให้มิดชิดก่อนทิ้ง
- ล้างมือด้วยสบู่ทันทีหลังทำความสะอาดเสร็จ
- กำจัดแหล่งอาหารและปิดช่องทางที่หนูสามารถเข้ามาภายในบ้านได้
พื้นที่ที่ควรระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับไวรัสฮันตา ได้แก่ ห้องเก็บของ โกดัง บ้านร้าง ฝ้าเพดาน โรงนา หรือพื้นที่ที่ปิดทิ้งไว้นาน เพราะมักเป็นแหล่งสะสมของสัตว์ฟันแทะและเชื้อไวรัสฮันตา
แม้ประเทศไทยจะยังไม่พบการระบาดของไวรัสฮันตา แต่การรักษาความสะอาดและจัดการพื้นที่เสี่ยงอย่างถูกวิธี ถือเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสฮันตาและโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนอื่น ๆ ได้ในระยะยาว
สรุปสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับไวรัสฮันตาในช่วงนี้
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก หลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในต่างประเทศ จนหลายหน่วยงานด้านสาธารณสุขเริ่มยกระดับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่พบการระบาดของไวรัสฮันตา แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การติดตามข้อมูลและเรียนรู้วิธีป้องกันโรคยังคงเป็นสิ่งสำคัญ
จุดที่ควรรู้เกี่ยวกับไวรัสฮันตา คือ เชื้อชนิดนี้พบได้ในสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนู และสามารถแพร่สู่คนผ่านปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย หรือฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนเชื้อ ผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาในระยะแรกมักมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น ไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย หรือปวดศีรษะ แต่หากอาการรุนแรงขึ้น อาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและไต จนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้
แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะสำหรับไวรัสฮันตา แต่การตรวจพบเร็วและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที สามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมาก ดังนั้น ผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะ หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีมูลหนูจำนวนมาก ควรเฝ้าระวังอาการผิดปกติของร่างกายอย่างใกล้ชิด
สิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันไวรัสฮันตา คือ การรักษาความสะอาดภายในบ้านและพื้นที่อยู่อาศัย หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ฟันแทะ รวมถึงสวมอุปกรณ์ป้องกันเมื่อต้องทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดโอกาสรับเชื้อไวรัสฮันตาเข้าสู่ร่างกาย
แม้สถานการณ์ไวรัสฮันตาในประเทศไทยยังอยู่ในระดับเฝ้าระวัง แต่การมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสฮันตาอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองและลดความเสี่ยงจากโรคติดต่อชนิดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รมย์รวินท์คลินิกขอเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ให้ทุกคนได้ตื่นตัวเตรียมรับมือ แต่ไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ เพื่อให้ทุกคนดูแลตัวเองและคนที่รักได้อย่างเหมาะสม ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ