แมกนีเซียม (Magnesium) คืออะไร? ประโยชน์และสัญญาณเตือนเมื่อร่างกายขาด

เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC

แมกนีเซียม

54
สารบัญเนื้อหา แมกนีเซียม 

แมกนีเซียม คืออะไร กินตอนไหน มีความสำคัญอย่างไรกับร่างกาย

แมกนีเซียม แร่ธาตุสำคัญ กินเกินจะอันตรายหรือไม่ กินตอนไหนดีสุด

แมกนีเซียมแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นอย่างมากในร่างกายของเรา ซึ่งสามารถรับแมกนีเซียมได้จากการรับประทานอาหารปกติ และการรับประทานอาหารเสริม ซึ่งแมกนีเซียมมีความเชื่อมโยงกับโรคต่าง ๆ อาทิเช่น ความดันโลหิตสูง โรคกระดูกพรุน มือสั่น กล้ามเนื้อเกร็ง
บทความนี้จะมาอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่มีแมกนีเซียม แล้วแมกนีเซียมควรกินคู่กับอะไร กินตอนไหนได้ประโยชน์มากที่สุด

แมกนีเซียมคืออะไร

แมกนีเซียม (Magnesium) คือ แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นกระดูก กล้ามเนื้อ ระบบประสาท และหัวใจ โดยคำว่า “แมกนีเซียม” ถือเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ร่างกายขาดไม่ได้ เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางชีวภาพมากกว่า 300 กระบวนการ

แมกนีเซียมคืออะไร และสำคัญอย่างไรต่อร่างกาย

แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่พบได้ในทุกเซลล์ของร่างกาย โดยจะสะสมอยู่มากในกระดูก กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ มีหน้าที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ควบคุมการทำงานของระบบประสาท และช่วยให้กล้ามเนื้อหดและคลายตัวได้อย่างเป็นปกติ รวมถึงช่วยควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจและระดับความดันโลหิต

นอกจากนี้ แมกนีเซียมยังมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเผาผลาญพลังงาน การสร้าง DNA, RNA และโปรตีน รวมถึงช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และรักษาสมดุลของอิเล็กโตรไลต์ในร่างกาย

แมกนีเซียมจำเป็นต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

แมกนีเซียม (Magnesium) เป็นแร่ธาตุสำคัญที่มีบทบาทต่อสุขภาพในหลายด้าน และเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ร่างกายต้องได้รับอย่างเพียงพอ เพราะ แมกนีเซียม มีหน้าที่ช่วยควบคุมระบบต่าง ๆ ให้ทำงานได้อย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพ

1.แมกนีเซียมช่วยควบคุมสมดุลแคลเซียมในร่างกาย

แมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญในการควบคุมระดับแคลเซียมทั้งในกระดูกและในกระแสเลือด โดยช่วยป้องกันไม่ให้แคลเซียมไปสะสมผิดที่ เช่น ในหลอดเลือดหรือเนื้อเยื่ออวัยวะ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพในระยะยาว

2.แมกนีเซียมเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง

แมกนีเซียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของโครงสร้างกระดูก และมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน การได้รับแมกนีเซียมอย่างเพียงพอจึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนและช่วยให้โครงสร้างร่างกายแข็งแรง

3.แมกนีเซียมช่วยการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

แมกนีเซียมมีบทบาทในการส่งสัญญาณประสาท และช่วยให้กล้ามเนื้อหดและคลายตัวได้อย่างปกติ จึงช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.แมกนีเซียมช่วยลดอาการไมเกรน

แมกนีเซียมมีส่วนช่วยป้องกันและบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรน โดยช่วยลดความไวของระบบประสาทและปรับสมดุลการทำงานของสมอง

5.แมกนีเซียมช่วยกระตุ้นการทำงานของวิตามิน

แมกนีเซียมช่วยเสริมการทำงานของวิตามินสำคัญ เช่น วิตามินบี วิตามินซี และวิตามินอี ทำให้ร่างกายสามารถนำสารอาหารเหล่านี้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

6.แมกนีเซียมช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อและหลอดเลือด

แมกนีเซียมมีคุณสมบัติช่วยคลายกล้ามเนื้อและหลอดเลือด ลดอาการเกร็งหรือหดตัวผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดเมื่อยและความไม่สบายตัว

7.แมกนีเซียมช่วยลดโอกาสเกิดตะคริว

การได้รับแมกนีเซียมอย่างเพียงพอช่วยลดอาการกล้ามเนื้อเกร็งและตะคริว โดยเฉพาะในผู้ที่ออกกำลังกายหนัก หรือมีภาวะขาดแร่ธาตุ

แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายในหลายมิติ ทั้งการเสริมสร้างกระดูก การควบคุมระบบประสาท การทำงานของกล้ามเนื้อ และการลดความเสี่ยงของอาการผิดปกติต่าง ๆ ดังนั้นการดูแลให้ร่างกายได้รับแมกนีเซียมอย่างเพียงพอจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพในระยะยาว

ถ้าร่างกายขาดแมกนีเซียมจะเป็นอย่างไร

แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่กลับถูกมองข้ามบ่อยมาก ทั้งที่จริงแล้วแมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ โดยเฉพาะ ระบบประสาท กล้ามเนื้อ และกระดูก หากร่างกายได้รับแมกนีเซียมไม่เพียงพอ อาจส่งผลเสียในหลายด้านโดยที่หลายคนไม่รู้ตัว

อาการเมื่อร่างกาย ขาดแมกนีเซียม
เมื่อร่างกายขาดแมกนีเซียม จะเริ่มเกิดความผิดปกติที่เห็นได้ชัดในหลายระบบ ดังนี้

1.กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ
แมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญต่อการคลายตัวของกล้ามเนื้อ

หากขาดแมกนีเซียม จะทำให้เกิด

  1. กล้ามเนื้อหดเกร็ง
  2. ตะคริวบ่อย
  3. กล้ามเนื้อค้าง หรือกระตุกโดยไม่รู้ตัว

2.ปวดหัวไมเกรนรุนแรงขึ้น
การขาดแมกนีเซียมมีความสัมพันธ์กับอาการไมเกรนโดยตรง

ผู้ที่ขาดแมกนีเซียมมัก

  1. ปวดหัวถี่ขึ้น
  2. อาการรุนแรงมากขึ้น
  3. ฟื้นตัวช้ากว่าปกติ

3.ภูมิคุ้มกันลดลง
แมกนีเซียมช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

เมื่อขาดแมกนีเซียม

  1. ร่างกายจะอ่อนแอ
  2. ป่วยง่าย
  3. ฟื้นตัวช้า

4.เสี่ยงกระดูกพรุนและกระดูกเปราะ
หลายคนเข้าใจว่ากระดูกแข็งแรงขึ้นอยู่กับ “แคลเซียม” เพียงอย่างเดียว
แต่จริง ๆ แล้ว แมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญในการควบคุมสมดุลของแคลเซียม

เมื่อขาดแมกนีเซียม

  1. ระดับแคลเซียมในร่างกายอาจลดลง
  2. กระดูกอ่อนแอ
  3. เสี่ยงกระดูกพรุนมากขึ้น

สาเหตุที่ทำให้ขาดแมกนีเซียม

1.รับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมไม่เพียงพอ

  1. กินผักใบเขียว ถั่ว ธัญพืชน้อย
  2. เน้นอาหารแปรรูป มีแมกนีเซียมต่ำ

2.การดูดซึมผิดปกติ (Absorption problem)

  1. โรคลำไส้ เช่น IBS, ลำไส้อักเสบ
  2. ท้องเสียเรื้อรัง สูญเสียแมกนีเซียม
  3. หลังผ่าตัดกระเพาะ / ลำไส้ ดูดซึมลดลง

3.ร่างกายสูญเสียแมกนีเซียมมากกว่าปกติ

  1. เหงื่อออกมาก (ออกกำลังกายหนัก / อากาศร้อน)
  2. ปัสสาวะบ่อย (เช่น คนเป็นเบาหวาน)
  3. ท้องเสีย / อาเจียน

4.การใช้ยาบางชนิด ทำให้ร่างกายสูญเสียแมกนีเซียม

  1. ยาขับปัสสาวะ (Diuretics)
  2. ยาลดกรด (PPI) ใช้ระยะยาว
  3. ยาปฏิชีวนะบางชนิด
  4. ยาคุมกำเนิด (มีผลเล็กน้อยแต่สะสมได้)

5.ความเครียดเรื้อรังทำให้ร่างกายขาดแมกนีเซียม

  1. ความเครียดทำให้ร่างกาย ใช้แมกนีเซียมมากขึ้น
  2. ฮอร์โมน cortisol สูง ขับแมกนีเซียมออกมากขึ้น

6.ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ทำให้ร่างกายขับแมกนีเซียมมากขึ้น

  1. ลดการดูดซึม
  2. เพิ่มการขับออกทางปัสสาวะ
  3. มักพบในคนดื่มหนัก

7.โรคประจำตัวบางอย่างทำให้ร่ายกายขาดแมกนีเซียม

  1. เบาหวาน (โดยเฉพาะควบคุมไม่ดี)
  2. โรคไต
  3. โรคต่อมไทรอยด์
  4. ภาวะขาดวิตามิน

ข้อดีของแมกนีเซียม

1.แมกนีเซียมช่วยควบคุมระบบการทำงานของร่างกายกว่า 600 กระบวนการ

แมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญในปฏิกิริยาเคมีในร่างกายมากกว่า 600 กระบวนการ เช่น

  1. ช่วยเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงาน
  2. ช่วยสร้างโปรตีนและซ่อมแซมเซลล์
  3. มีส่วนสำคัญในการสร้าง DNA และ RNA
  4. ควบคุมการทำงานของระบบประสาท
  5. ช่วยให้กล้ามเนื้อหดและคลายตัวได้ปกติ

เรียกได้ว่า แมกนีเซียมคือพื้นฐานของระบบชีวิตทั้งหมดในร่างกาย

2.แมกนีเซียมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายทำให้ร่างกายต้องการแมกนีเซียมมากขึ้น โดยแมกนีเซียมช่วย

  1. ส่งพลังงานไปยังกล้ามเนื้อ
  2. ลดการสะสมของกรดแลคติก (ตัวการของอาการล้า)
  3. เพิ่มความแข็งแรงและมวลกล้ามเนื้อ

ผู้ที่ได้รับแมกนีเซียมเพียงพอจะมีสมรรถภาพทางกายดีกว่า

3.แมกนีเซียมช่วยลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า

แมกนีเซียมมีผลโดยตรงต่อสมองและอารมณ์

  1. ระดับแมกนีเซียมต่ำ เสี่ยงซึมเศร้าเพิ่มขึ้น
  2. การเสริมแมกนีเซียม อาจช่วยปรับสมดุลอารมณ์

จึงถือว่าแมกนีเซียมเป็นหนึ่งในแร่ธาตุที่สำคัญต่อสุขภาพจิต

4.แมกนีเซียมช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

แมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญต่อผู้ที่มีภาวะ

  1. เบาหวาน
  2. ภาวะดื้อต่ออินซูลิน

ประโยชน์ของแมกนีเซียมในด้านนี้ ได้แก่

  1. เพิ่มความไวของอินซูลิน
  2. ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  3. ลดความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2

5.แมกนีเซียมช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือด

การได้รับแมกนีเซียมอย่างเพียงพอช่วย

  1. ลดความดันโลหิต
  2. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
  3. ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

แมกนีเซียมจึงเป็นแร่ธาตุสำคัญสำหรับ สุขภาพหัวใจในระยะยาว

6.แมกนีเซียมช่วยลดการอักเสบในร่างกาย

การขาดแมกนีเซียมสัมพันธ์กับ

  1. การอักเสบเรื้อรัง
  2. ความเสื่อมของร่างกาย
  3. โรคเรื้อรังต่างๆ

การเสริมแมกนีเซียมสามารถช่วยลดค่า CRP ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการอักเสบได้

7.แมกนีเซียมช่วยลดอาการไมเกรน

ผู้ที่มีอาการไมเกรนมักพบว่าระดับแมกนีเซียมต่ำ

แมกนีเซียมช่วย

  1. ลดความถี่ของไมเกรน
  2. ลดความรุนแรงของอาการปวดหัว
  3. บรรเทาอาการคลื่นไส้จากไมเกรน

8.แมกนีเซียมช่วยลดอาการ PMS และปวดประจำเดือน

สำหรับผู้หญิง แมกนีเซียมมีประโยชน์มากในช่วงก่อนมีประจำเดือน

  1. ลดอาการบวมน้ำ
  2. ลดอาการหงุดหงิด
  3. ลดปวดท้องประจำเดือน
  4. ลดไมเกรนช่วงมีประจำเดือน

9.แมกนีเซียมช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูก

แมกนีเซียมกว่า 50–60% อยู่ในกระดูก

ประโยชน์ของแมกนีเซียมต่อกระดูก

  1. เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก
  2. ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน
  3. เสริมความแข็งแรงของกระดูกโดยรวม

10.แมกนีเซียมช่วยให้นอนหลับดีขึ้น

แมกนีเซียมมีผลต่อสารสื่อประสาทที่เกี่ยวกับการนอน เช่น GABA

  1. ช่วยให้หลับง่ายขึ้น
  2. ลดเวลาการหลับ
  3. เพิ่มคุณภาพการนอน

เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหา นอนไม่หลับหรือหลับไม่ลึก

11.แมกนีเซียมช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล

แมกนีเซียมช่วยควบคุมระบบประสาทและความเครียด

  1. ลดความไวต่อความเครียด
  2. ลดอาการวิตกกังวล
  3. ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย

ข้อควรระวังในการกินแมกนีเซียม

ไม่ควรกินเกินขนาดที่แนะนำ
ปริมาณแมกนีเซียมมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ หรือในกรณีรุนแรงอาจกระทบการเต้นของหัวใจได้

ระวังในผู้ที่มีโรคไต
ไตทำหน้าที่ขับแมกนีเซียมออก หากไตทำงานไม่ดี อาจเกิดการสะสมจนเป็นอันตราย

อาจทำให้ท้องเสียหรือปวดท้อง
โดยเฉพาะแมกนีเซียมรูปแบบ magnesium oxide หรือ citrate ที่ออกฤทธิ์เป็นยาระบาย

มีปฏิกิริยากับยาอื่น
เช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิด (tetracycline, quinolone), ยารักษาโรคกระดูกพรุน หรือยาขับปัสสาวะ ควรเว้นช่วงกินอย่างน้อย 2–4 ชั่วโมง

แมกนีเซียมไม่ควรกินพร้อมแคลเซียมหรือธาตุเหล็กในปริมาณสูงพร้อมกัน
เพราะอาจแย่งการดูดซึม ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เต็มที่ ควรเลือกชนิดให้เหมาะสม เช่น magnesium glycinate ดูดซึมดีและระคายเคืองท้องน้อยกว่า magnesium oxide

แมกนีเซียมควรทานตอนไหนดีที่สุด

การรับประทาน แมกนีเซียม (Magnesium) ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เลือกชนิดที่ดี แต่ ช่วงเวลาในการทาน ก็มีผลต่อการดูดซึมและประสิทธิภาพของร่างกายอย่างมาก โดยสามารถสรุปแนวทางแบบมืออาชีพได้ดังนี้

1.ทานแมกนีเซียม พร้อมอาหาร ช่วยดูดซึมดีที่สุด

การทาน แมกนีเซียมพร้อมมื้ออาหาร เป็นวิธีที่แนะนำมากที่สุด เพราะ

  1. ช่วยเพิ่มอัตราการดูดซึมของแมกนีเซียมเข้าสู่ร่างกาย
  2. ลดโอกาสเกิดอาการระคายเคืองกระเพาะ เช่น ปวดท้อง หรือท้องเสีย
  3. เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มทานแมกนีเซียมครั้งแรก

คำแนะนำ สามารถทานพร้อมมื้อเช้าหรือมื้อเย็นก็ได้ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายสุขภาพ

2.ทานแมกนีเซียม ก่อนนอนเหมาะกับสายพักผ่อนและลดเครียด

แมกนีเซียมมีบทบาทช่วยผ่อนคลายระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทานก่อนนอน โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการ

  1. ปรับคุณภาพการนอนหลับ
  2. ลดอาการนอนไม่หลับ (Insomnia)
  3. ลดความเครียดและอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ

คำแนะนำ ควรเลือก Magnesium glycinate หรือ magnesium threonate ซึ่งเหมาะกับการนอนหลับมากกว่า

3.ไม่ควรทานแมกนีเซียม พร้อมยาอื่น

หนึ่งในข้อควรระวังสำคัญของการทาน แมกนีเซียม คือเรื่อง การรบกวนการดูดซึมยา แมกนีเซียมอาจลดประสิทธิภาพของยา เช่น

  1. ยาปฏิชีวนะ (antibiotics)
  2. ยารักษากระดูกพรุน
  3. ยาเกี่ยวกับไทรอยด์

ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2–4 ชั่วโมง ระหว่างแมกนีเซียมกับยา

หากมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

4.เลือกเวลากินแมกนีเซียมให้เหมาะกับ เป้าหมายสุขภาพ

การทานแมกนีเซียมให้ได้ผลสูงสุด ควรเลือกเวลาให้ตรงกับเป้าหมาย เช่น

  1. เน้นระบบย่อยอาหาร ทานพร้อมอาหาร
  2. เน้นการนอนหลับ ทานก่อนนอน
  3. เน้นลดตะคริว/กล้ามเนื้อ ทานช่วงเย็นหรือหลังออกกำลังกาย

แหล่งอาหารใดบ้างที่มีแมกนีเซียม

การเลือกทานอาหารที่มีแมกนีเซียมสูงจึงเป็นวิธีที่ช่วยดูแลสุขภาพในระยะยาว โดยสามารถแบ่งกลุ่มอาหารหลักได้ดังนี้

1.เมล็ดพืชและถั่วเปลือกแข็ง (High Magnesium Nuts & Seeds)

เป็นแหล่งแมกนีเซียมที่เข้มข้นที่สุด เหมาะสำหรับทานเป็นของว่างหรือเสริมในมื้ออาหาร

  1. เมล็ดฟักทอง (มีแมกนีเซียมสูงมากที่สุด)
  2. เมล็ดเจีย
  3. อัลมอนด์
  4. เม็ดมะม่วงหิมพานต์
  5. ถั่วบราซิล
  6. วอลนัท
  7. ถั่วลิสง

จุดเด่น ให้ไขมันดี ช่วยบำรุงสมองและหัวใจ

2.ผักใบเขียว (Leafy Green Vegetables)

ผักสีเขียวเข้มมีคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นแหล่งของแมกนีเซียมตามธรรมชาติ

  1. ผักโขม (Spinach)
  2. ผักคะน้า
  3. สวิสชาร์ด

จุดเด่น ช่วยลดการอักเสบ และเสริมระบบภูมิคุ้มกัน

3.ธัญพืชไม่ขัดสี (Whole Grains)

ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีจะคงแร่ธาตุไว้มากกว่าธัญพืชขัดขาว

  1. ข้าวกล้อง
  2. ข้าวโอ๊ต
  3. ควินัว (Quinoa)
  4. ข้าวสาลี
  5. ซีเรียลอาหารเช้าแบบโฮลเกรน

จุดเด่น ให้พลังงานยาวนาน และดีต่อระบบย่อยอาหาร

4.พืชตระกูลถั่ว (Legumes)

แหล่งโปรตีนจากพืชที่มีแมกนีเซียมสูง เหมาะสำหรับสายสุขภาพ

  1. ถั่วดำ
  2. ถั่วแดง
  3. ถั่วเหลือง
  4. ถั่วเลนทิล
  5. เต้าหู้

จุดเด่น ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และเสริมโปรตีน

5.ผลไม้ที่มีแมกนีเซียม (Magnesium-Rich Fruits)

แม้จะมีปริมาณไม่สูงเท่าถั่ว แต่ก็ช่วยเสริมได้ดีในชีวิตประจำวัน

  1. อะโวคาโด
  2. กล้วย
  3. มะเดื่อแห้ง
  4. ฝรั่ง
  5. เสาวรส

จุดเด่น มีไฟเบอร์สูง และช่วยระบบขับถ่าย

6.อาหารอื่น ๆ ที่มีแมกนีเซียมสูง

  1. ดาร์กช็อกโกแลต (ควรเลือก 70% ขึ้นไป)
  2. ปลาไขมันดี เช่น แซลมอน
  3. เต้าหู้และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง

จุดเด่น ช่วยบำรุงหัวใจ ลดความเครียด และเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ

แมกนีเซียมอาหารเสริมดีหรือไม่

โดยปกติเราสามารถได้รับแมกนีเซียมจากอาหาร แต่ถ้าได้รับไม่เพียงพอ หรือมีภาวะขาด การทานอาหารเสริมแมกนีเซียมก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ข้อดีของแมกนีเซียมเสริม

  1. ช่วยควบคุมความดันโลหิต
  2. ปรับสมดุลอารมณ์ ลดความเครียด
  3. ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  4. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

การทานอาหารเสริมแมกนีเซียมเหมาะกับใครที่สุด

เหมาะกับคนที่มีแนวโน้มได้รับแมกนีเซียมไม่เพียงพอ หรือมีปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น

  1. คนที่นอนหลับยาก เครียดบ่อย
  2. คนที่เป็นตะคริว กล้ามเนื้อกระตุกบ่อย
  3. คนที่มีความดันสูง หรือเสี่ยงโรคหัวใจ
  4. คนที่ควบคุมระดับน้ำตาล (เช่น กลุ่มเบาหวาน)
  5. คนที่ทานอาหารไม่ครบ หรือกินอาหารแปรรูปบ่อย

ใครควรหลีกเลี่ยงการทานแมกนีเซียม

  1. คนที่มีโรคไต (เสี่ยงสะสมแมกนีเซียมในร่างกาย)
  2. คนที่ทานยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือยาปฏิชีวนะบางตัว
  3. คนที่มีอาการท้องเสียง่าย (แมกนีเซียมอาจทำให้ถ่ายเหลว)
  4. หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร (ควรปรึกษาแพทย์ก่อน)

 

แมกนีเซียมไม่ควรกินคู่กับอะไร

แมกนีเซียมอาจตีกับยา บางชนิด ทำให้ยาออกฤทธิ์ลดลง หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง ดังนั้นควรระวังเป็นพิเศษในกลุ่มต่อไปนี้

1.ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม
แมกนีเซียมสามารถจับกับยาในกระเพาะ ทำให้ร่างกายดูดซึมยาได้น้อยลง

  1. กลุ่ม Tetracycline (เช่น tetracycline, minocycline)
  2. กลุ่ม Quinolone (เช่น ciprofloxacin, norfloxacin)

คำแนะนำ
ควรกินแมกนีเซียมห่างจากยาอย่างน้อย ก่อน 2 ชั่วโมง หรือหลัง 4 ชั่วโมง

2.ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Aminoglycosides
เช่น amikacin, gentamicin อาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อมากขึ้น เพราะทั้งยาและแมกนีเซียมมีผลต่อระบบกล้ามเนื้อ

3.ยาลดกรด (Antacids)
โดยเฉพาะสูตรที่มี แมกนีเซียม รวมกับอลูมิเนียม หรือแคลเซียม อาจทำให้ระดับแมกนีเซียมในเลือด สูงเกินไป

4.ยาลดกรดในกระเพาะ (PPIs)
เช่น omeprazole, esomeprazole ใช้ร่วมกันระยะยาว อาจทำให้ “ขาดแมกนีเซียม” ได้

5.ยาความดันโลหิต (ACE inhibitors, ARBs)
อาจรบกวนสมดุลแมกนีเซียมในร่างกาย

ปริมาณแมกนีเซียมที่ร่างกายควรได้รับ

โดยทั่วไป ร่างกายควรได้รับแมกนีเซียมประมาณ 350 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้อย่างสมดุล และช่วยป้องกันภาวะขาดแมกนีเซียม

การได้รับแมกนีเซียมในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมทั้งระบบประสาท กล้ามเนื้อ และสุขภาพหัวใจในระยะยาว

ถ้าทานแมกนีเซียมเกินจะอันตรายต่อร่างกายหรือไม่

โดยทั่วไป การได้รับแมกนีเซียมจาก “อาหารธรรมชาติ” มักไม่ก่อให้เกิดอันตรายในคนที่สุขภาพดี เพราะร่างกายสามารถขับส่วนเกินออกได้ แต่หากได้รับจาก อาหารเสริมในปริมาณมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้

อาการที่พบเมื่อได้รับแมกนีเซียมมากเกินไป

  1. คลื่นไส้
  2. ท้องเสีย
  3. ความดันโลหิตต่ำ
  4. กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  5. อ่อนเพลีย

ในกรณีที่ได้รับในปริมาณสูงมาก โดยเฉพาะแบบฉีด อาจรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

แมกนีเซียมจากอาหารไม่เป็นอันตราย แต่การทานเสริม มากเกินไปอาจเกิดผลข้างเคียง จึงควรทานแมกนีเซียมในปริมาณที่เหมาะสม

สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับแมกนีเซียม

แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยดูแลระบบประสาท กล้ามเนื้อ และหัวใจ ซึ่งสามารถได้รับจากอาหาร เช่น ผักใบเขียว ถั่ว และธัญพืช โดยปกติควรได้รับประมาณ 350 มิลลิกรัมต่อวัน

หากได้รับไม่เพียงพอสามารถเสริมได้ในบางกรณี เช่น คนเครียด นอนหลับยาก หรือเป็นตะคริว อย่างไรก็ตามควรระวังการทานร่วมกับยาบางชนิด และไม่ควรทานเกินขนาดเพราะอาจทำให้เกิดอาการผิดปกติได้ ดังนั้นควรทานในปริมาณที่เหมาะสม

นอกจากนี้ แมกนีเซียมยังมีบทบาทช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยลดความดันโลหิต การขาดแมกนีเซียมอาจส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ หรือกล้ามเนื้อกระตุกได้ การเลือกทานจากอาหารธรรมชาติที่มีแมกนีเซียมเป็นวิธีที่ไม่อันตราย หรือส่งผลเสียร้ายแรงต่อร่างกาย และแนะนำเป็นอันดับแรกในการเติมเต็มแมกนีเซียม

อาหารที่มีแมกนีเซียมสูงมักมาพร้อมสารอาหารอื่นที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ไฟเบอร์และไขมันดี หากจำเป็นต้องทานอาหารเสริมแมกนีเซียม ควรเลือกปริมาณที่เหมาะสมและมีมาตรฐาน

สุดท้าย การดูแลสุขภาพที่ดีควรควบคู่ทั้งโภชนาการ การพักผ่อน และการใช้ชีวิตอย่างสมดุล

7 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับแมกนีเซียม

1.แมกนีเซียมช่วยเรื่องอะไร?

แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกายหลายระบบ เช่น ช่วยควบคุมการทำงานของระบบประสาท ลดความเครียด ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ลดอาการตะคริว รวมถึงช่วยดูแลสุขภาพหัวใจและการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ

2.ร่างกายของเราควรได้รับแมกนีเซียมวันละเท่าไหร่ ?

โดยทั่วไปผู้ใหญ่ควรได้รับแมกนีเซียมประมาณ 300–350 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อให้ร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล และป้องกันภาวะขาดแมกนีเซียม

3.จำเป็นต้องทานอาหารเสริมแมกนีเซียมหรือไม่ ?

หากคุณทานอาหารครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักใบเขียว ถั่ว และธัญพืช มักจะได้รับเพียงพออยู่แล้ว แต่ในบางกลุ่ม เช่น คนที่เครียด นอนหลับยาก หรือทานอาหารไม่ครบ อาจจำเป็นต้องเสริมแมกนีเซียม

4.แมกนีเซียมช่วยเรื่องการนอนหลับจริงหรือไม่ ?

ในบางคน แมกนีเซียมช่วยให้หลับง่ายขึ้น เพราะมีส่วนช่วยให้ระบบประสาทผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด และช่วยปรับสมดุลการทำงานของร่างกายก่อนนอน

5.ควรทานแมกนีเซียมเวลาไหนดีที่สุด ?

แนะนำให้ทานแมกนีเซียมช่วงเย็นหรือก่อนนอน เนื่องจากช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย แต่สามารถทานหลังอาหารมื้อใดก็ได้เพื่อป้องกันการระคายเคืองกระเพาะ

6.ทานแมกนีเซียมมีผลข้างเคียงหรือไม่ ?

หากทานแมกนีเซียมในปริมาณเหมาะสมมักไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่หากทานมากเกินไป โดยเฉพาะจากอาหารเสริม อาจทำให้ท้องเสีย คลื่นไส้ ความดันต่ำ หรืออ่อนเพลียได้

7.แมกนีเซียมห้ามกินคู่กับอะไร ?

ควรระวังการทานแมกนีเซียมร่วมกับยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ (บางกลุ่ม), ยาลดกรด หรือยาความดัน เพราะอาจลดประสิทธิภาพของยา หรือทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ ควรเว้นระยะเวลา หรือปรึกษาแพทย์ก่อน

8.แมกนีเซียมช่วยลดอาการไมเกรนได้จริงไหม ?

มีงานวิจัยบางส่วนพบว่าแมกนีเซียมอาจช่วยลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรนได้ โดยเฉพาะในคนที่มีภาวะขาดแมกนีเซียม อย่างไรก็ตามผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

10.ทานแมกนีเซียมแล้วต้องทานต่อเนื่องนานแค่ไหน ?

ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ หากทานเพื่อแก้ภาวะขาด อาจทานต่อเนื่องตามคำแนะนำแพทย์ แต่หากทานเพื่อดูแลสุขภาพทั่วไป สามารถทานเป็นช่วง ๆ หรือเน้นจากอาหารเป็นหลักจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายในระยะยาว

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
โปรโมชั่นต่างๆ
เรื่อง บทความน่ารู้ ที่คุณอาจสนใจ