หน้ามันเกิดจากอะไร? สาเหตุ วิธีดูแล และเทคนิคคุมมันให้อยู่หมัด
เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC
หน้ามัน
- หน้ามันเกิดจากอะไร ใช้อะไรดี แก้ยังไง ลดความมันส่วนเกิน
- สภาพผิวหน้า มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
- ลักษณะหน้ามันเป็นอย่างไร
- รู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นคนหน้ามัน
- หน้ามันเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง
- 1.หน้ามันเกิดจากการผลิตน้ำมันมากเกินไป
- 2.หน้ามันเกิดจากพันธุกรรมสภาพผิวหน้ามัน
- 3.หน้ามันเกิดจากฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
- 4.หน้ามันเกิดจากอากาศร้อนชื้นและมลภาวะ
- 5 หน้ามันเกิดจากการใช้สกินแคร์ไม่เหมาะสม
- 6.หน้ามันเกิดจากล้างหน้าบ่อยเกินไป
- 7.หน้ามันเกิดจากพฤติกรรมการกิน
- 8.หน้ามันเกิดจากความเครียดสะสม
- 9.หน้ามันเกิดจากการดื่มน้ำน้อย
- หน้ามันมักเกิดปัญหาผิวอะไรบ้าง
- 1.หน้ามันมักมีปัญหาสิวอุดตัน
- 2.หน้ามันมักมีปัญหาสิวอักเสบ
- 3.หน้ามันมักมีปัญหารูขุมขนกว้าง
- 4.หน้ามันมักมีปัญหาหน้ามันเยิ้มระหว่างวัน
- 5.หน้ามันมักมีปัญหาแต่งหน้าไม่ติดทน
- 6.หน้ามันมักมีปัญหาผิวไม่เรียบเนียน
- 7.หน้ามันมักมีปัญหาเกิดรอยสิวและหลุมสิวง่าย
- 8.หน้ามันมักมีปัญหาผิวขาดน้ำแต่หน้ามัน
- 9.หน้ามันมักมีปัญหาเสี่ยงต่อการเกิดสิวซ้ำ
- วิธีดูแลผิวหน้ามันในชีวิตประจำวัน
- หัตถการที่ช่วยลดหน้ามันมีอะไรบ้าง
- 1.Program Rejuran (รีจูรัน)
- 2.Program Belotero Revive
- 3.Program Skinvive (สกินไวฟ์)
- 4.Program AviClear Laser
- ผิวหน้ามันใช้อะไรดี ช่วยคุมความมัน
- สกินแคร์ที่เหมาะสำหรับผิวหน้ามัน
- สกินแคร์ที่ไม่เหมาะสำหรับผิวหน้ามัน
- วิธีป้องกันไม่ให้หน้ามันมากขึ้น
- สรุปเกี่ยวกับผิวหน้ามัน
หน้ามันเกิดจากอะไร ใช้อะไรดี แก้ยังไง ลดความมันส่วนเกิน
ปัญหาหน้ามัน เป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างประเทศไทย ซึ่งส่งผลทั้งในเรื่องความมั่นใจและปัญหาผิวอื่น ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นสิว รูขุมขนกว้าง หรือแต่งหน้าไม่ติดทน หลายคนพยายามแก้ปัญหาด้วยการล้างหน้าบ่อยหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวแห้ง แต่กลับยิ่งทำให้หน้ามันมากขึ้นกว่าเดิมเพราะผิวเสียสมดุล บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจสาเหตุของผิวหน้ามัน วิธีสังเกตลักษณะผิวหน้ามัน รวมถึงแนวทางดูแลทั้งสกินแคร์และหัตถการที่ช่วยควบคุมความมันได้อย่างยั่งยืน
สภาพผิวหน้า มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
สภาพผิวหน้าของคนเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภทหลัก โดยแต่ละประเภทจะมีลักษณะและวิธีดูแลที่แตกต่างกัน ดังนี้
1.ผิวธรรมดา (Normal Skin)
เป็นผิวที่มีความสมดุล ไม่มันหรือแห้งจนเกินไป รูขุมขนเล็ก ผิวเรียบเนียน ไม่ค่อยมีปัญหาสิวหรือการระคายเคือง ดูแลค่อนข้างง่าย
2.ผิวหน้ามัน (Oily Skin)
ผิวผลิตน้ำมัน (Sebum) มากกว่าปกติ ทำให้หน้ามันเงา โดยเฉพาะบริเวณ T-zone (หน้าผาก จมูก คาง) มักมีปัญหารูขุมขนกว้าง และมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย
3.ผิวแห้ง (Dry Skin)
ผิวขาดความชุ่มชื้น มักรู้สึกตึง ลอก เป็นขุย หรือหยาบกร้านได้ง่าย รูขุมขนเล็ก แต่ผิวอาจดูไม่สดใส และโอกาสเกิดริ้วรอยเร็วกว่าผิวธรรมดา
4.ผิวผสม (Combination Skin)
มีทั้งส่วนที่มันและแห้งในใบหน้าเดียวกัน โดยส่วนใหญ่จะมันบริเวณ T-zone แต่แก้มจะแห้งหรือปกติ ทำให้ต้องดูแลผิวแบบแยกโซน
5.ผิวแพ้ง่าย (Sensitive Skin)
ผิวที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น แสงแดด ฝุ่น สกินแคร์ หรือสารเคมี อาจเกิดอาการแดง คัน แสบ หรือระคายเคืองได้ง่าย ต้องเลือกผลิตภัณฑ์อย่างระมัดระวัง
หากรู้ประเภทผิวของตัวเองอย่างชัดเจน จะช่วยให้เลือกสกินแคร์และวิธีดูแลผิวได้เหมาะสมมากขึ้น และลดการเกิดปัญหาผิวในระยะยาว
ลักษณะหน้ามันเป็นอย่างไร
ลักษณะของหน้ามันหรือสภาพผิวหน้ามัน สามารถสังเกตได้ดังนี้
1.หน้ามันมีผิวที่มีความมันเงาง่าย
โดยเฉพาะช่วงกลางวันหรือหลังล้างหน้าไม่นาน ผิวจะเริ่มมันขึ้นอย่างรวดเร็ว มักเห็นชัดบริเวณ T-zone หน้าผาก จมูก และคาง
2.หน้ามันมักมีปัญหารูขุมขนกว้าง
คนผิวหน้ามันมักมีปัญหารูขุมขนกว้าง โดยเฉพาะบริเวณจมูกและแก้ม เพราะมีการผลิตน้ำมันออกมามาก
3.หน้ามันมักเป็นสิวง่าย
ความมันส่วนเกินสามารถอุดตันรูขุมขน ทำให้เกิดสิวอุดตัน สิวหัวดำ สิวหัวขาว หรือสิวอักเสบได้บ่อย
4.หน้ามันมักแต่งหน้าไม่ค่อยติดทน
เครื่องสำอางมักหลุดง่าย ไหลเยิ้ม หรือเป็นคราบระหว่างวัน เนื่องจากน้ำมันบนผิวทำให้เมคอัพเกาะผิวได้ไม่ดี
5.หน้ามันต้องซับหน้าหรือเติมแป้งบ่อย
คนหน้ามันมักรู้สึกเหนอะหนะผิวหน้า และต้องคอยซับมันหรือเติมแป้งเพื่อควบคุมความมันอยู่เสมอ
6.หน้ามันมีผิวดูมันแม้ไม่ได้ใช้สกินแคร์เนื้อหนัก
แม้จะใช้ผลิตภัณฑ์บางเบา ผิวก็ยังดูมันได้ เนื่องจากเป็นลักษณะผิวตามธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ผลจากสกินแคร์
หากมีลักษณะเหล่านี้หลายข้อร่วมกัน มีแนวโน้มสูงว่าเป็นคนผิวหน้ามัน ซึ่งควรเลือกสกินแคร์ที่ช่วยควบคุมความมันและไม่อุดตันรูขุมขน เพื่อป้องกันปัญหาสิวและรูขุมขนกว้างในระยะยาว
รู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเป็นคนหน้ามัน
การรู้ว่าตัวเองเป็นคนหน้ามันหรือไม่ สามารถสังเกตได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีต่อไปนี้
1.สังเกตผิวหลังล้างหน้า
ล้างหน้าให้สะอาดแล้วปล่อยผิวเปล่าไว้ประมาณ 1–2 ชั่วโมง โดยไม่ทาสกินแคร์ หากผิวเริ่มมัน เงา โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก จมูก และคาง แสดงว่ามีแนวโน้มเป็นผิวหน้ามัน
2.ใช้กระดาษซับมันทดสอบ
นำกระดาษซับมันวางลงบนผิวหน้า โดยเฉพาะ T-zone ถ้ากระดาษมีคราบน้ำมันชัดเจนหลายจุด หรือแทบทั้งแผ่น แสดงว่าผิวผลิตน้ำมันค่อนข้างมาก
3.สังเกตระหว่างวัน
หากรู้สึกว่าหน้าเริ่มมันเร็ว ต้องซับหน้าหรือเติมแป้งบ่อย ๆ และผิวดูเยิ้มช่วงกลางวัน นั่นเป็นสัญญาณของผิวหน้ามัน
4.ดูขนาดรูขุมขน
คนหน้ามันมักมีรูขุมขนกว้าง โดยเฉพาะบริเวณจมูกและแก้ม หากสังเกตเห็นรูขุมขนชัดเจน ร่วมกับความมัน มีโอกาสเป็นผิวหน้ามันสูง
5.เป็นสิวง่ายกว่าปกติ
หากมีสิวอุดตัน สิวหัวดำ หรือสิวขึ้นบ่อย โดยเฉพาะบริเวณที่มันมาก อาจเกิดจากความมันส่วนเกินที่อุดตันรูขุมขน
6.แต่งหน้าไม่ติดทน
เมคอัพหลุดง่าย เป็นคราบ หรือไหลระหว่างวัน แม้จะเซ็ตผิวแล้ว ก็เป็นอีกสัญญาณของผิวหน้ามัน
ถ้ามีหลายข้อข้างต้นร่วมกัน ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นคนผิวหน้ามัน ซึ่งการรู้สภาพผิวของตัวเองจะช่วยให้เลือกสกินแคร์และการดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น ลดทั้งความมันส่วนเกินและปัญหาผิวในระยะยาวได้
หน้ามันเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง
สาเหตุของหน้ามันเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากภายในร่างกายและพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งมีดังนี้
1.หน้ามันเกิดจากการผลิตน้ำมันมากเกินไป
สาเหตุหลักของผิวหน้ามันคือการที่ต่อมไขมัน (Sebaceous gland) ผลิตน้ำมันออกมามากเกินความจำเป็น ทำให้ผิวดูมันเงาและเกิดการอุดตันได้ง่าย
2.หน้ามันเกิดจากพันธุกรรมสภาพผิวหน้ามัน
หากคนในครอบครัวมีผิวหน้ามัน ก็มีโอกาสสูงที่เราจะมีผิวหน้ามันเช่นกัน เพราะลักษณะการทำงานของต่อมไขมันสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้
3.หน้ามันเกิดจากฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
ฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) มีผลกระตุ้นการผลิตน้ำมัน พบได้บ่อยในช่วงวัยรุ่น ช่วงมีประจำเดือน การตั้งครรภ์ หรือความเครียด
4.หน้ามันเกิดจากอากาศร้อนชื้นและมลภาวะ
อากาศร้อน ชื้น หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลภาวะ จะกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันมากขึ้น เพื่อปกป้องผิวจากการสูญเสียน้ำ
5 หน้ามันเกิดจากการใช้สกินแคร์ไม่เหมาะสม
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่หนักเกินไป อุดตันง่าย หรือไม่เหมาะกับสภาพผิว อาจทำให้ผิวผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น หรือเกิดความมันสะสมบนผิว
6.หน้ามันเกิดจากล้างหน้าบ่อยเกินไป
การล้างหน้าบ่อยหรือใช้โฟมที่ทำความสะอาดรุนแรง จะทำให้ผิวแห้งจนเสียสมดุล ส่งผลให้ผิวผลิตน้ำมันเพิ่ม เพื่อชดเชย
7.หน้ามันเกิดจากพฤติกรรมการกิน
การรับประทานอาหารมัน ของทอด ของหวาน หรืออาหารที่มีน้ำตาลสูง อาจกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันและทำให้ผิวหน้ามันมากขึ้น
8.หน้ามันเกิดจากความเครียดสะสม
ความเครียดทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน ส่งผลให้ผิวผลิตน้ำมันมากขึ้น รวมถึงการนอนน้อยก็มีผลต่อสมดุลผิวเช่นกัน
9.หน้ามันเกิดจากการดื่มน้ำน้อย
เมื่อร่างกายขาดน้ำ ผิวอาจผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นเพื่อรักษาความชุ่มชื้น ทำให้หน้าดูมันแต่จริง ๆ แล้วผิวอาจขาดน้ำ
การเข้าใจสาเหตุของหน้ามันจะช่วยให้แก้ปัญหาความมันส่วนเกินได้มากขึ้น ทั้งการเลือกสกินแคร์ ปรับพฤติกรรม และหากจำเป็นสามารถเสริมด้วยการทำหัตถการเพื่อควบคุมความมันในระยะยาว
หน้ามันมักเกิดปัญหาผิวอะไรบ้าง
ผิวหน้ามันเป็นสภาพผิวที่พบได้บ่อย และแม้จะมีข้อดีคือช่วยให้ผิวไม่แห้งและเกิดริ้วรอยช้ากว่าผิวแห้ง แต่ก็มักมาพร้อมกับปัญหาผิวหลายอย่าง โดยเฉพาะเมื่อมีความมันส่วนเกินสะสมมากเกินไป ซึ่งสามารถส่งผลต่อสุขภาพผิวในระยะยาวได้ ดังนี้
1.หน้ามันมักมีปัญหาสิวอุดตัน
ปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดในคนหน้ามัน คือสิวอุดตัน ซึ่งเกิดจากการที่น้ำมัน (Sebum) รวมตัวกับสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง และเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตัน ซึ่งสิวอุดตันแบบเปิดจะกลายเป็นสิวหัวดำ ส่วนสิวอุดตันแบบปิดจะเป็นสิวหัวขาว หากปล่อยไว้นานอาจกลายเป็นสิวอักเสบได้
2.หน้ามันมักมีปัญหาสิวอักเสบ
เมื่อรูขุมขนอุดตันและมีแบคทีเรีย เช่น Cutibacterium acnes เข้าไปสะสม จะทำให้เกิดการอักเสบ กลายเป็นสิวแดง สิวหนอง หรือสิวหัวช้าง ซึ่งมักสร้างความเจ็บและอาจทิ้งรอยสิวหรือหลุมสิวในภายหลังได้ง่ายกว่าผิวประเภทอื่น
3.หน้ามันมักมีปัญหารูขุมขนกว้าง
การที่ผิวผลิตน้ำมันออกมามากอย่างต่อเนื่อง จะทำให้รูขุมขนต้องขยายตัวเพื่อระบายไขมันออกมา ส่งผลให้รูขุมขนดูใหญ่ ชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณจมูก แก้ม และหน้าผาก และเมื่อมีการอุดตันบ่อยครั้ง ก็จะยิ่งทำให้รูขุมขนขยายมากขึ้นในระยะยาว
4.หน้ามันมักมีปัญหาหน้ามันเยิ้มระหว่างวัน
คนผิวหน้ามันมักรู้สึกว่าหน้าเริ่มมันเร็วตั้งแต่ช่วงสายหรือเที่ยงวัน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทย ความมันส่วนเกินจะทำให้ผิวดูหมอง ไม่สดใส และอาจรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ จนต้องซับหน้าหรือเติมแป้งบ่อยครั้ง
5.หน้ามันมักมีปัญหาแต่งหน้าไม่ติดทน
น้ำมันบนผิวหน้าจะทำให้เครื่องสำอางยึดเกาะผิวได้ไม่ดี ส่งผลให้เมคอัพหลุดง่าย ไหลเยิ้ม หรือเป็นคราบ โดยเฉพาะบริเวณจมูกและแก้ม ทำให้ต้องคอยเติมเครื่องสำอางระหว่างวันบ่อย ๆ
6.หน้ามันมักมีปัญหาผิวไม่เรียบเนียน
การอุดตันของรูขุมขนและการเกิดสิวซ้ำ ๆ จะทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียน มีผิวสัมผัสที่ไม่เนียนละเอียด รวมถึงอาจเกิดรอยดำ รอยแดงจากสิว ทำให้สีผิวดูไม่สม่ำเสมอ
7.หน้ามันมักมีปัญหาเกิดรอยสิวและหลุมสิวง่าย
เมื่อเกิดสิวอักเสบบ่อย ๆ โดยเฉพาะถ้ามีการแกะหรือบีบสิว จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรอยดำ รอยแดง และหลุมสิว ซึ่งรักษาได้ยากและต้องใช้เวลา
8.หน้ามันมักมีปัญหาผิวขาดน้ำแต่หน้ามัน
หลายคนเข้าใจผิดว่าหน้ามันคือผิวชุ่มชื้น แต่จริง ๆ แล้วผิวหน้ามันก็สามารถ “ขาดน้ำ” ได้ หากผิวขาดน้ำจะยิ่งกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ทำให้หน้ามันกว่าเดิม และผิวอาจดูโทรม ไม่สดใส
9.หน้ามันมักมีปัญหาเสี่ยงต่อการเกิดสิวซ้ำ
หากไม่ได้ดูแลอย่างถูกวิธี เช่น ใช้สกินแคร์ที่อุดตัน ล้างหน้าไม่สะอาด หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่แรงเกินไป ปัญหาสิวและความมันจะเกิดซ้ำ ๆ กลายเป็นวงจรที่แก้ไขยากในระยะยาว
วิธีดูแลผิวหน้ามันในชีวิตประจำวัน
การดูแลผิวหน้ามันในชีวิตประจำวัน ควรเน้นที่การควบคุมความมันโดยไม่ทำให้ผิวแห้งเกินไป เพราะหากผิวเสียสมดุลจะยิ่งผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นได้ การดูแลผิวลดหน้ามันอย่างเหมาะสม มีดังนี้
1.ลดหน้ามันด้วยการล้างหน้าให้เหมาะสม วันละ 2 ครั้ง
ควรล้างหน้าเช้า–เย็นด้วยคลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน สำหรับผิวหน้ามันหรือผิวเป็นสิวง่าย หลีกเลี่ยงการล้างหน้าบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้ผิวแห้งและกระตุ้นการผลิตน้ำมันมากขึ้น
2.ลดหน้ามันด้วยการเลือกคลีนเซอร์ช่วยควบคุมความมัน
มองหาส่วนผสม เช่น Salicylic Acid, Zinc หรือ Tea Tree ที่ช่วยลดความมันและลดการอุดตัน แต่ไม่ควรใช้สูตรที่แรงเกินไปจนทำให้ผิวแห้งตึง
3.ลดหน้ามันด้วยการใช้โทนเนอร์ช่วยปรับสมดุลผิว
โทนเนอร์จะช่วยลดความมันส่วนเกิน กระชับรูขุมขน และเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการบำรุงขั้นต่อไป ผิวหน้ามันควรเลือกสูตรไม่มีแอลกอฮอล์หรือระคายเคือง
4.ลดหน้ามันด้วยการบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์
แม้จะเป็นผิวหน้ามันก็ยังต้องให้ความชุ่มชื้น ควรเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อบางเบา เนื้อเจล หรือโลชั่นสูตร Oil-free หรือ Non-comedogenic เพื่อไม่ให้อุดตัน และช่วยลดการผลิตน้ำมันส่วนเกิน
5.ลดหน้ามันด้วยการทาครีมกันแดดทุกวัน
ผิวหน้ามันควรเลือกกันแดดสูตรคุมมัน เนื้อบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ เช่นแบบเจลหรือฟลูอิด เพื่อป้องกันผิวคล้ำเสียและลดปัญหาสิวจากแสงแดด
6.ลดหน้ามันด้วยการซับหน้าระหว่างวันอย่างเหมาะสม
ใช้กระดาษซับมันแทนการล้างหน้าบ่อย ๆ จะช่วยลดความมันโดยไม่รบกวนสมดุลผิว และไม่ทำให้ผิวผลิตน้ำมันเพิ่ม
7.ลดหน้ามันด้วยการหลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์ที่อุดตันง่าย
เช่น ครีมเนื้อหนัก น้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมก่อการอุดตัน เพราะจะทำให้ผิวหน้ามันเกิดสิวได้ง่ายขึ้น
8.ลดหน้ามันด้วยการผลัดเซลล์ผิวอย่างสม่ำเสมอ
การผลัดเซลล์ผิวอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง ช่วยลดการสะสมของเซลล์ผิวและลดโอกาสเกิดสิวอุดตัน แต่ไม่ควรขัดผิวแรงเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคือง
9.ลดหน้ามันด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
ควรนอนหลับให้เพียงพอ ลดความเครียด ดื่มน้ำให้พอ และหลีกเลี่ยงอาหารมัน ของทอด หรือหวานจัด เพราะมีผลต่อการผลิตน้ำมันของผิว
หัตถการที่ช่วยลดหน้ามันมีอะไรบ้าง
หัตถการที่ช่วยลดหน้ามันในปัจจุบัน เน้นการปรับสมดุลผิวและควบคุมการทำงานของต่อมไขมัน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาได้ยั่งยืนมากขึ้น โดยแต่ละหัตถการมีจุดเด่นและกลไกที่แตกต่างกัน ดังนี้
1.Program Rejuran (รีจูรัน)
Rejuran เป็นสาร Polynucleotide (PN) ที่สกัดจาก DNA ของปลาแซลมอน มีคุณสมบัติเด่นในการฟื้นฟูผิว ซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ และลดการอักเสบของผิว เมื่อฉีดเข้าสู่ผิว สาร PN จะเข้าไปกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ และเสริมความแข็งแรงของชั้นผิว ทำให้ผิวกลับมาทำงานได้เป็นปกติ ลดภาวะระคายเคืองและการอักเสบ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นการผลิตน้ำมัน
Rejuran ช่วยฟื้นฟูสุขภาพผิวจากภายใน ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้นในระยะยาว ลดโอกาสเกิดสิวซ้ำ ฟื้นฟูผิวที่อ่อนแอจากการใช้ยารักษาสิวหรือการทำเลเซอร์ และช่วยให้ผิวทนต่อสิ่งกระตุ้นได้ดีขึ้น ลดสิวอักเสบ ลดรอยแดง รอยดำ รูขุมขนดูกระชับขึ้น ผิวเรียบเนียนขึ้น และช่วยให้ความมันลดลงเพราะผิวสมดุลขึ้น
หลังฉีด Rejuran จะเริ่มรู้สึกว่าผิวแข็งแรงขึ้นใน 2–4 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดขึ้นเมื่อทำต่อเนื่อง 2–3 ครั้ง ผลลัพธ์อยู่ได้นาน ประมาณ 4–6 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลหลังทำ เหมาะกับคนผิวหน้ามันที่มีปัญหาผิวอ่อนแอ เป็นสิวง่าย ผิวระคายเคืองบ่อย หรือผ่านการรักษาสิวมาแล้วต้องการฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง
2.Program Belotero Revive
Belotero Revive เป็นสกินบูสเตอร์ที่มี Hyaluronic Acid (HA) และ Glycerol ซึ่งช่วยเติมน้ำและกักเก็บความชุ่มชื้นในผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักการทำงานของ Belotero Revive จะเข้าไปเพิ่มปริมาณน้ำในชั้นผิว ทำให้ผิวอุ้มน้ำได้ดีขึ้น เมื่อผิวไม่ขาดน้ำ จะลดการกระตุ้นต่อมไขมันที่ต้องผลิตน้ำมันออกมาชดเชย
Belotero Revive ช่วยแก้ปัญหาหน้ามันแต่ผิวขาดน้ำ ทำให้ผิวดูฉ่ำสุขภาพดีโดยไม่มันเยิ้ม ปรับสมดุลผิวให้กลับมาทำงานปกติ ลดความมันส่วนเกินโดยไม่ทำให้ผิวแห้ง และช่วยให้ผิวดูสดใสขึ้นอย่างดูเป็นธรรมชาติ เพิ่มความชุ่มชื้น ผิวอิ่มฟู ลดความหมองคล้ำ สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น และช่วยให้หน้ามันน้อยลง
หลังฉีด Belotero Revive จะเริ่มเห็นผลประมาณ 1–2 สัปดาห์ ผิวจะดูฟู ฉ่ำ และเนียนขึ้น ผลลัพธ์อยู่ได้นาน ประมาณ 6–9 เดือน เหมาะกับคนที่หน้ามันแต่ผิวขาดน้ำ ผิวโทรม แต่งหน้าไม่ติด หรือผิวดูไม่สดใส
3.Program Skinvive (สกินไวฟ์)
Skinvive (เป็นสกินบูสเตอร์จาก Allergan ที่ใช้ Hyaluronic Acid ช่วยเพิ่มคุณภาพผิวในเชิงโครงสร้าง หลักการทำงานของ Skinvive จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแบบกระจายตัวในชั้นผิว ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น และช่วยปรับโครงสร้างผิวให้ละเอียดขึ้น เมื่อผิวสมดุล การผลิตน้ำมันจะลดลงโดยธรรมชาติ
จุดเด่นของ Skinvive เน้นผลลัพธ์งานผิว เช่น ผิวเนียนละเอียด แต่งหน้าติดง่าย และผิวดูดีขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งเมคอัพ Skinvive มีข้อดีช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น รูขุมขนดูเล็กลง ลดปัญหาผิวหน้ามันจากการขาดน้ำ ลดผิวขรุขระ ปรับผิวให้เนียนละเอียด ลดความมันส่วนเกิน และช่วยให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้น
หลังฉีด Skinvive เริ่มเห็นผลประมาณ 2–4 สัปดาห์ ผลลัพธ์อยู่ได้นาน ประมาณ 6 เดือน เหมาะกับคนที่ผิวหน้ามัน ผิวไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง แต่งหน้าไม่ติด หรืออยากได้ผิวใสเนียนดูเป็นธรรมชาติ
4.Program AviClear Laser
AviClear Laser เป็นเลเซอร์พลังงานความยาวคลื่น 1726 nm ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการต่อมไขมันโดยตรง หลักการทำงานของ AviClear Laser จะยิงพลังงานลงไปยังต่อมไขมัน (Sebaceous gland) เพื่อลดการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้การผลิตน้ำมันลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
AviClear Laser เป็นเทคโนโลยีที่สามารถลดความมันและรักษาสิวได้ ช่วยลดความมันส่วนเกิน ลดสิวอุดตันและสิวอักเสบ และช่วยลดโอกาสเกิดสิวซ้ำในระยะยาว ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดขึ้นหลังทำต่อเนื่อง โดยทั่วไปทำ 3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 1 เดือน ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานเป็นปี เพราะเป็นการลดการทำงานของต่อมไขมัน เหมาะกับคนที่หน้ามันมาก เป็นสิวเรื้อรัง หรือเคยรักษาสิวหลายวิธีแล้วไม่เห็นผลชัดเจน
ผิวหน้ามันใช้อะไรดี ช่วยคุมความมัน
การดูแลผิวหน้ามันให้ควบคุมความมันได้ดี ควรเลือกสกินแคร์ที่ช่วยลดน้ำมันส่วนเกิน ควบคู่กับการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างสมดุล ไม่ควรทำให้ผิวแห้งจนเกินไป เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น สกินแคร์ที่เหมาะกับผิวหน้ามันและช่วยคุมความมันได้ ได้แก่
1.คลีนเซอร์ (โฟมล้างหน้า)
ควรเลือกสูตรสำหรับผิวหน้ามันมันหรือผิวหน้ามันเป็นสิวง่าย เนื้อเจลหรือโฟมที่อ่อนโยนต่อผิว ช่วยทำความสะอาดความมันส่วนเกินได้ดีโดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึงจนเกินไป ส่วนผสมที่เหมาะ เช่น Salicylic Acid, Zinc, Tea Tree ซึ่งช่วยลดความมันและลดการอุดตันของรูขุมขน
2.โทนเนอร์
ช่วยเช็ดความมันตกค้างและปรับสมดุลผิวหลังล้างหน้า ควรเลือกสูตรสำหรับผิวหน้ามันที่ไม่มีแอลกอฮอล์เพื่อลดการระคายเคือง ส่วนผสมที่เหมาะ เช่น Niacinamide หรือ Witch Hazel ซึ่งช่วยควบคุมความมันและทำให้รูขุมขนดูเล็กลง
3.เซรั่มควบคุมความมัน
เป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับคนผิวหน้ามัน เพราะช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันในระยะยาว ส่วนผสมที่ควรมองหา ได้แก่ Niacinamide ที่ช่วยลดการผลิตน้ำมัน, Zinc PCA ที่ช่วยคุมมันและลดสิว และ Salicylic Acid ที่ช่วยลดการอุดตัน
4.มอยส์เจอร์ไรเซอร์
แม้จะเป็นผิวหน้ามันก็ยังจำเป็นต้องใช้ เพื่อป้องกันผิวขาดน้ำ ควรเลือกเนื้อบางเบา เช่น เจลหรือโลชั่นที่ระบุว่า Oil-free และ Non-comedogenic จะช่วยเติมน้ำให้ผิวโดยไม่เพิ่มความมัน และช่วยให้ผิวผลิตน้ำมันน้อยลง
5.ครีมกันแดด
คนที่มีผิวหน้ามันควรใช้ครีมกันแดดทุกวัน และเลือกสูตรสำหรับผิวหน้ามัน เนื้อบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ เช่น แเนื้อเจลหรือฟลูอิด สูตรที่มีคุณสมบัติคุมมันหรือให้ฟินิชแบบแมตต์จะช่วยลดความมันระหว่างวันได้ดี
6.กระดาษซับมันหรือแป้งคุมมัน
คนที่มีผิวหน้ามันสามารถใช้กระดาษซับมันหรือแป้งคุมมันได้ในระหว่างวัน เพื่อลดความมันส่วนเกินโดยต้องไม่รบกวนผิวมากเกินไป ควรซับก่อนเติมแป้งเพื่อป้องกันการเป็นคราบ
7.ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว
คนที่มีผิวหน้ามันควรใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง เพื่อช่วยลดการสะสมของเซลล์ผิวและลดโอกาสเกิดสิวอุดตัน โดยเลือกสูตรที่อ่อนโยน เช่น BHA หรือ AHA ในความเข้มข้นที่เหมาะสม
สกินแคร์ที่เหมาะสำหรับผิวหน้ามัน
การเลือกสกินแคร์สำหรับผิวหน้ามัน ควรเน้นส่วนผสมที่ช่วยควบคุมความมัน ลดการอุดตัน และรักษาสมดุลผิว โดยไม่ทำให้ผิวแห้งจนเกินไป ซึ่งส่วนผสมที่เหมาะสมมีดังนี้
1.Niacinamide (Vitamin B3)
ช่วยลดการผลิตน้ำมันของต่อมไขมัน ทำให้หน้ามันน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ยังช่วยลดรอยสิว กระชับรูขุมขน และปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ เหมาะกับใช้ในเซรั่มหรือโทนเนอร์
2.Salicylic Acid (BHA)
เป็นกรดที่สามารถละลายในน้ำมัน จึงเข้าไปทำความสะอาดภายในรูขุมขนได้ดี ช่วยลดสิวอุดตัน สิวหัวดำ และควบคุมความมัน เหมาะกับคนผิวหน้ามันที่เป็นสิวง่าย
3.Zinc
เช่น Zinc PCA ช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันและลดการอักเสบของผิว เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาสิวร่วมกับหน้ามัน ช่วยให้ผิวหน้ามันน้อยลงและสิวสงบลง
4.Tea Tree Oil
มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดการเกิดสิว และช่วยควบคุมความมัน เหมาะกับใช้ในคลีนเซอร์หรือสกินแคร์สำหรับผิวหน้ามันที่เน้นลดสิว
5.Hyaluronic Acid (HA)
ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวโดยไม่เพิ่มความมัน สำคัญมากสำหรับคนหน้ามันที่มีภาวะผิวขาดน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการหน้ามัน
6.Centella Asiatica (ใบบัวบก)
ช่วยลดการอักเสบ ฟื้นฟูผิว และปลอบประโลมผิว เหมาะกับคนผิวหน้ามันที่เป็นสิวหรือผิวระคายเคืองง่าย
7.Witch Hazel
ช่วยกระชับรูขุมขนและลดความมันบนผิว เหมาะสำหรับใช้ในโทนเนอร์สำหรับผิวหน้ามัน เพื่อควบคุมความมันระหว่างวัน
8.AHA
เช่น Glycolic Acid, Lactic Acid ช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดความหมองคล้ำ และลดการอุดตัน คนที่มีผิวหน้ามันควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง
สกินแคร์ที่ไม่เหมาะสำหรับผิวหน้ามัน
สำหรับผิวหน้ามัน การเลือกสกินแคร์สำคัญมาก เพราะหากใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้หน้ามันมากขึ้น อุดตันง่าย และเกิดสิวตามมาได้ โดยส่วนผสมที่ควรหลีกเลี่ยงมีดังนี้
1.Mineral Oil / Petrolatum
แม้จะไม่อันตรายและช่วยเคลือบผิวได้ดี แต่มีเนื้อค่อนข้างหนัก อาจทำให้ผิวหน้ามันรู้สึกเหนอะหนะ และเสี่ยงต่อการอุดตันในคนผิวหน้ามันหรือเป็นสิวง่าย
2.Lanolin
เป็นสารให้ความชุ่มชื้นที่มีความเข้มข้นสูง เหมาะกับผิวแห้งมาก แต่สำหรับผิวหน้ามันอาจทำให้รู้สึกหนักผิวและเพิ่มโอกาสการอุดตัน
3.Silicones บางชนิด
แม้ซิลิโคนจะช่วยให้ผิวเรียบลื่น แต่หากอยู่ในผลิตภัณฑ์เนื้อหนักหรือใช้หลายชั้น อาจทำให้เกิดการสะสมและอุดตันได้ในคนที่ผิวหน้ามัน
4.Alcohol Denat.(แอลกอฮอล์เข้มข้น)
แม้จะช่วยให้ผิวแห้งและรู้สึกคุมมันได้ทันที แต่ในระยะยาวจะทำให้ผิวแห้งเกินไป จนกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น ผิวหน้ามันมากขึ้นตามไปด้วย
5.Fragrance (น้ำหอม)
อาจทำให้ผิวระคายเคือง โดยเฉพาะในคนหน้ามันที่เป็นสิวง่ายหรือผิวอ่อนแอ ส่งผลให้ผิวอักเสบและผลิตน้ำมันมากขึ้น
6.Coconut Oil และน้ำมันบางชนิด
แม้จะเป็นสารจากธรรมชาติ แต่มีความเสี่ยงอุดตันสูง โดยเฉพาะในคนผิวหน้ามันและผิวหน้ามันที่เป็นสิวง่าย
7.Isopropyl Myristate / Isopropyl Palmitate
เป็นสารที่ช่วยให้เนื้อผลิตภัณฑ์ลื่น แต่มีโอกาสอุดตันรูขุมขนสูง ทำให้เกิดสิวได้ง่าย โดยเฉพาะในคนผิวหน้ามัน
8.Beeswax
ช่วยเคลือบผิวและล็อกความชุ่มชื้น แต่ถ้าใช้ในปริมาณมากหรือในเนื้อครีมหนัก อาจทำให้ผิวหน้ามันมากขึ้นและอุดตันได้
วิธีป้องกันไม่ให้หน้ามันมากขึ้น
การป้องกันไม่ให้หน้ามันมากขึ้น ไม่ใช่แค่การคุมมันระหว่างวัน แต่ต้องเน้นการดูแลผิวให้สมดุลตั้งแต่ต้น ทั้งสกินแคร์และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนี้
1.ป้องกันหน้ามันด้วยการล้างหน้าให้พอดี ไม่มากเกินไป
ควรล้างหน้าเช้า–เย็น วันละ 2 ครั้งก็เพียงพอ หากล้างหน้าบ่อยเกินไปจะทำให้ผิวแห้งและกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น
2.ป้องกันหน้ามันด้วยการเลือกสกินแคร์ให้เหมาะกับผิวหน้ามัน
ควรใช้ผลิตภัณฑ์เนื้อบางเบา เช่น เจลหรือโลชั่น และเลือกสูตรที่ระบุว่า Oil-free หรือ Non-comedogenic เพื่อลดการอุดตันและไม่เพิ่มความมันบนผิว
3.ป้องกันหน้ามันด้วยการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างสม่ำเสมอ
แม้จะหน้ามันก็ยังต้องใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ เพราะหากผิวขาดน้ำ จะยิ่งผลิตน้ำมันมากขึ้น ควรเลือกสูตรบางเบาที่ไม่เหนียวเหนอะหนะ
4.ป้องกันหน้ามันด้วยการหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่แรงเกินไป
สกินแคร์ที่มีแอลกอฮอล์สูงหรือทำให้ผิวแห้งตึง อาจทำให้ผิวเสียสมดุล และกระตุ้นให้หน้ามันมากขึ้นในระยะยาว
5.ป้องกันหน้ามันด้วยการใช้ครีมกันแดดทุกวัน
แสงแดดเป็นตัวกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น ควรเลือกครีมกันแดดสูตรคุมมัน เนื้อบางเบา เพื่อช่วยลดความมันและปกป้องผิว
6.ป้องกันหน้ามันด้วยการซับหน้าระหว่างวันอย่างถูกวิธี
ใช้กระดาษซับมันแทนการล้างหน้าบ่อย ๆ จะช่วยลดความมันโดยไม่รบกวนผิวมากเกินไป
7.ป้องกันหน้ามันด้วยการผลัดเซลล์ผิวอย่างสม่ำเสมอ
การผลัดเซลล์ผิวสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง จะช่วยลดการอุดตันและทำให้รูขุมขนสะอาด ส่งผลให้หน้ามันน้อยลง
8.ป้องกันหน้ามันด้วยการปรับพฤติกรรมการกิน
ลดอาหารมัน ของทอด และของหวาน เพราะมีผลกระตุ้นการผลิตน้ำมันของผิว ควรเน้นผัก ผลไม้ และดื่มน้ำให้เพียงพอ
9.ป้องกันหน้ามันด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอและลดความเครียด
ความเครียดและการนอนน้อยส่งผลต่อฮอร์โมน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวผลิตน้ำมันมากขึ้น
สรุปเกี่ยวกับผิวหน้ามัน
หน้ามันไม่ใช่แค่เรื่องของผิวที่ดูเงา แต่เป็นผลจากการทำงานของต่อมไขมันที่มากเกินไปและความไม่สมดุลของผิว ซึ่งสามารถนำไปสู่ปัญหาสิวและรูขุมขนกว้างได้ในระยะยาว การดูแลผิวหน้ามันที่ได้ผลจึงควรเน้นทั้งการเลือกสกินแคร์ที่เหมาะสม การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และในบางกรณีอาจเสริมด้วยหัตถการฟื้นฟูผิวหรือลดความมันส่วนเกิน เพื่อช่วยควบคุมความมันจากต้นเหตุ
เมื่อเข้าใจสภาพผิวหน้ามันของตัวเองและดูแลผิวถูกวิธีอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผิวหน้ามันลดลง ผิวดูเรียบเนียนขึ้น และมีสุขภาพผิวที่ดีในระยะยาวได้
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ