romrawin

สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ต่างกันอย่างไร? แยกให้ออกรักษาถูกวิธี

เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC

สิวไขมัน , สิวไขมัน vs สิวอุดตัน

6489
สารบัญเนื้อหา สิวไขมัน , สิวไขมัน vs สิวอุดตัน 

สิวไขมัน Vs สิวอุดตัน ต่างกันอย่างไร เช็คให้ชัวร์ก่อนรักษา

หนึ่งในประเภทของสิวที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดคือ สิวไขมัน และ สิวอุดตัน เพราะทั้งสองประเภทเป็นตุ่มเม็ดเล็กๆ บนผิวหน้า และเกิดจากการอุดตันในรูขุมขน
แต่จริงๆ แล้ว สาเหตุ การเกิด และวิธีรักษาต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้ารักษาผิดวิธี อาจทำให้สิวไม่หาย หรือหนักกว่าเดิม

เปรียบเทียบสิวไขมัน Vs สิวอุดตัน ว่าต่างกันยังไง?

หลาย ๆ คนอาจจะสับสนระหว่าง สิวไขมัน และ สิวอุดตัน เพราะว่าสิวทั้งสองชนิดนี้มักจะมีลักษณะเป็นตุ่มใต้ผิวหนังที่แทบจะเหมือนกันเลย แต่ความจริงแล้ว สิวทั้ง 2 ชนิดนี้ มีความแตกต่างกันแบบชัดเจนเลย ทั้งในเรื่องของการเกิดสิว ลักษณะตุ่มของ สิวไขมัน Vs สิวอุดตัน รวมไปถึงการรักษาของสิวทั้งสองชนิดนี้ด้วยค่ะ

สิวไขมัน
สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ต่างกันอย่างไร เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง
สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

สิวไขมัน (Sebaceous Cyst) คืออะไร ?

• สิวไขมันเกิดจาก ต่อมไขมันสร้างน้ำมันมากเกินไป จนเกิดเป็นถุงไขมันใต้ผิวหนัง
• ลักษณะของสิวไขมัน ตุ่มนูน กลม เรียบ ขนาดใหญ่กว่า 5 มม.ไม่สามารถบีบออกได้ง่าย และไม่มีหัวสิว
• ลักษณะเฉพาะของสิวไขมัน เนื้อข้างในเป็นไขมันสะสม มีผนังหุ้ม ถ้าบีบออกมาจะเป็นของเหลวสีขาวคล้ายนมเปรี้ยวหรือไขมันสะสม
• ตำแหน่งที่พบบ่อยของสิวไขมัน หลัง, หน้าอก, คอ, หนังศีรษะ, หลังหู

สิวไขมัน
สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ต่างกันอย่างไร เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง
สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

สิวอุดตัน (Comedones) คืออะไร ?

• เกิดจาก การอุดตันของรูขุมขนจากน้ำมันส่วนเกิน, เซลล์ผิวที่ตายแล้ว และสิ่งสกปรก
• ลักษณะ ตุ่มเล็กๆ มีหัวสิวชัดเจน แบ่งเป็น
- สิวหัวขาว (Whiteheads) อุดตันอยู่ใต้ผิวหนัง
- สิวหัวดำ (Blackheads) รูขุมขนเปิดออกสัมผัสอากาศจนเกิดออกซิเดชัน กลายเป็นสีดำ
• ตำแหน่งที่พบบ่อย ใบหน้า โดยเฉพาะหน้าผาก, จมูก, คาง

สรุปความแตกต่างของสิวไขมัน และสิวอุดตันแบบเข้าใจง่าย

ลักษณะ

สิวไขมัน (Sebaceous Cyst)

สิวอุดตัน (Comedones)

สาเหตุ

การสะสมของไขมันใต้ผิวหนัง

น้ำมันและเซลล์ผิวอุดตันรูขุมขน

ขนาด

ใหญ่กว่า 5 มม.

เล็กกว่า 5 มม.

หัวสิว

ไม่มีหัว

มีหัวขาวหรือหัวดำ

บีบออกได้ไหม

ไม่ควรบีบ

ถ้ากดสิวโดยแพทย์

สังเกตตัวเองให้ดี แล้วเลือกการดูแลให้เหมาะสม
• หากมีตุ่มใต้ผิวหนังที่ แข็ง ใหญ่ และไม่มีหัวสิว อาจเป็นสิวไขมัน ควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยด่วน
• หากเป็น ตุ่มเล็กๆ มีหัวขาวหรือดำ นั่นคือสิวอุดตัน ควรดูแลผิวหน้าให้สะอาดและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการอุดตัน

ทำไมคนจำสิวไขมัน สลับกับสิวอุดตัน

การที่คนจำผิดระหว่าง สิวไขมัน (Sebaceous Cyst) และ สิวอุดตัน (Comedones) มักเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ไปดูกันว่ามีปัจจัยไหนบ้างที่ทำให้เราจำสิวไขมันสลับกับสิวอุดตัน

1.ลักษณะภายนอกของสิวไขมัน และสิวอุดตันคล้ายกัน ทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย
• ทั้ง สิวไขมัน และ สิวอุดตัน เป็น ตุ่มนูนใต้ผิวหนัง ที่อาจไม่มีการอักเสบชัดเจน
• หากสิวอุดตันไม่มีหัวโผล่ออกมา หรือสิวไขมันมีอาการบวมแดง คนทั่วไปอาจคิดว่าเป็นสิวแบบเดียวกัน
• ขนาดของตุ่มอาจแตกต่างกัน แต่ในระยะเริ่มต้น อาจดูคล้ายกันได้

2.การเรียกชื่อของสิวสองชนิดนี้ที่ไม่ค่อยชัดเจน
หลายคนไม่รู้ว่า สิวไขมัน มักจะถูกใช้ผิดบ่อยๆ เพราะคนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่า เป็นสิวที่เกิดจากการที่ไขมันอุดตัน แต่ความจริงแล้ว สิวไขมันนั้น เป็นถุงไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนังของเรา ซึ่งไม่ใช่สิวที่เกิดจากการอุดตันของรูขุมขนค่ะ

3.การที่เราบีบสิวเอง จะทำให้เราเข้าใจผิดว่าสิวไขมัน คือสิวอุดตัน
บางคนพยายามที่จะบีบสิวเองและบีบตุ่มสิวใต้ผิวหนังที่เข้าใจผิดไปว่าเป็นสิวอุดตัน จริงๆแล้วไม่ใช่ค่ะ เพราะถ้าเกิดเป็นสิวอุดตัน เราสามารถบีบแล้วเอาหัวสิวออกมาได้ แต่ถ้าเกิดเป็นสิวไขมัน จะไม่มีหัวสิวให้เราบีบ และจะมีเพียงไขมันเหลว ๆ ออกมาเท่านั้น อาจทำให้บางคนคิดว่า เป็นสิวอุดตันที่กดออกได้ยากแทนค่ะ ซึ่งการบีบสิวไขมัน ด้วยตัวเอง อาจจะทำให้เกิดการอักเสบขึ้นได้ สุดท้ายจะลุกลามมากกว่าเดิม อาทิเช่น เกิดการอักเสบ บวม หรือกลายเป็นหนองได้ค่ะ

4.สิวไขมันและสิวอุดตันแม้จะเกิดจากไขมันในผิวเหมือนกัน แต่ว่าสิวสองชนิดนี้ มีสาเหตุที่แตกต่างกัน
สิวอุดตัน เกิดจาก การที่ไขมันอุดตันในรูขุมขน ส่วนถ้าเป็นสิวไขมันนั้นเกิดจากการที่ ไขมันสะสมเป็นก้อนมต้ผิวหนัง เลยอาจทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่า ตุ่มที่มีไขมันออกมานั้น จะต้องเป็นสิวอุดตันทั้งหมดโดยที่เราไม่รู้เลยว่า มีสิวไขมันประเภทอื่นด้วย

5.หลายคนสับสนสิวสองชนิดนี้เพราะว่า การรักษาสิวไขมันและสิวอุดตันค่อนข้างคล้ายกัน
คนที่เป็นสิวอุดตันมักจะใช้ยาแต้มสิว กดสิว หรือว่าผลัดเซลล์ผิส แต่ถ้าเกิดว่าเราใช้วิธีเหล่านี้กับสิวไขมัน จะทำให้สิวไม่หาย และอาจจะต้องรักษากับแพทย์เท่านั้น อาทิเช่นการผ่าตัดเอาถุงไขมันออก บางคนก็ใช้ยารักษาสิวอุดตัน ไปใช้กับสิวไขมัน แต่ก็ไม่ได้ผล เลยทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นอาการดื้อยา

สิวไขมันอันตรายมากแค่ไหน หายเองได้หรือไม่?

สิวไขมันนั้นเป็นก้อนถุงไขมันที่เกิดจากการสะสมของไขมันใต้ผิวหนัง สามารถพบได้บ่อยตามบริเวณของ ใบหน้า คอ หลัง และหนังศรีษะ ซึ่งโดยปกติแล้ว สิวไขมันนั้นไม่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของเราหรอกค่ะ แต่ถ้าเกิดเรา บีบ กด บ่อยๆ ก็ทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ค่ะ

สิวไขมันอันตรายไหม ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้ค่ะ

  1. สิวไขมันที่เป็นเม็ดเล็ก ไม่อักเสบ ไม่ขยายใหญ่ขึ้น ส่วนใหญ่แล้วไม่เป็นอันตราย
  2. สิวไขมันที่อักเสบ เราจะเห็นว่า มีลักษณะเป็นก้อน บวม แดง กดแล้วเจ็บ หรือมีหนอง ซึ่งอาจทำให้ติดเชื้อได้ค่ะ
  3. สิวไขมัน ที่โตเร็ว หรือเกิดที่เดิมซ้ำ ๆ อันนี้อันตรายค่ะ ควรพบหมอเพื่อดูว่า เป็นสิวซีสต์ไขมัน หรือเป็นภาวะอย่างอื่นที่จะต้องรักษาเพิ่มเติม

สิวไขมันสามารถหายเองได้หรือไม่ ?
โดยปกติ สิวไขมันไม่สามารถหายเองได้ เพราะเป็นก้อนถุงไขมันที่มีผนังหุ้ม ร่างกายไม่สามารถดูดซึมหรือกำจัดออกไปได้เอง ในบางกรณีอาจฝ่อลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ใต้ผิวหนังอยู่ หากต้องการให้สิวไขมันหายขาด จำเป็นต้องรักษาโดยแพทย์ ซึ่งอาจใช้วิธีการผ่าตัดเล็กเพื่อนำถุงไขมันออกทั้งหมดจะทำให้สิวไขมันหายขาดได้

คำแนะนำ ในการรักษาสิวไขมัน ถ้าเกิดว่าเริ่มมีอาการอักเสบ หรือสิวโตขึ้น ควรรีบเข้าพบคุณหมอ เพื่อหาวิธีรักษาอย่างเหมาะสม และสิ่งสำคัญก็คือ ห้ามบีบสิวเองอย่างเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือการอักเสบที่รุนแรงมากขึ้นได้

สิวไขมันขึ้นบริเวณไหนได้บ้าง

สิวไขมัน (Sebaceous Cyst) สามารถเกิดขึ้นได้ทุกบริเวณของร่างกายที่มีต่อมไขมัน เนื่องจากเกิดจากการสะสมของไขมันใต้ผิวหนังจนเกิดเป็นถุงไขมันที่มีผนังหุ้ม โดยสิวไขมันมักพบในบริเวณที่มีต่อมไขมันขนาดใหญ่และมีการผลิตน้ำมันมากกว่าปกติ

สิวไขมัน
สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ต่างกันอย่างไร เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง
สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

บริเวณที่พบสิวไขมันได้บ่อย
1.ใบหน้า
• สิวไขมันมักพบบริเวณ แก้ม, หน้าผาก, คาง และรอบจมูก ซึ่งเป็นจุดที่มีต่อมไขมันจำนวนมาก
• สิวไขมันอาจเกิดจากการอุดตันของรูขุมขน หรือการสะสมของไขมันใต้ผิวหนัง

2.หนังศีรษะ
สิวไขมันมักจะเกิดเป็นก้อนใต้ผิวหนัง และอาจทำให้มีขนาดใหญ่บนหนังศีรษะของเราได้เรื่อย ๆ ซึ่งสิวไขมันที่เกิดบริเวณนี้ มักจะเกิดจากการอุดตันของต่อมไขมันบริเวณหนังศีรษะ ซึ่งมักจะถูกกระตุ้นจากฮอร์โมนในร่างกายหรือการผลิตน้ำมันที่มากผิดปกติ

3.หลังและหน้าอก
สิวไขมันที่เกิดขึ้นบริเวณหลังและหน้าอกนั้นส่วนใหญ่เกิดจาาก การเสียดสีจากเสื้อผ้า เหงื่อ และความอับชื้น ซึ่งทั้งหลังและหน้าอก เป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันขนาดใหญ่ มักจะเกิดความมันที่สะสมได้ง่าย และทำให้เกิดสิวไขมันได้

4.ลำคอ
สิวไขมันสามารถพบได้ที่บริเวณด้านหลังคอหรือข้างลำคอได้เหมือนกันค่ะ เพราะส่วนใหญ่จะเกิดจากการเสียดสีของเสื้อที่คอสูง ๆ หรือเสื้อที่มีปกเสื้อค่ะ

5.หลังหูและใบหู
อีกบริเวณที่สามารถพบสิวไขมันได้บ่อย ๆ เลยก็คือบริเวณหลังหูและใบหู เนื่องจากว่า เกิดจากสะสมของน้ำมันและสิ่งสกปรกจากการที่เราสัมผัสบ่อย ๆ หรือการใส่หูฟังเป็นเวลานาน

6.รักแร้และขาหนีบ
รักแร้และขาหนีบนับว่าเป็นบริเวณที่มีการเสียดสีสูงมาก และมีต่อมไขมันขนาดใหญ่ ซึ่งอาจเกิดการระคายเคืองจากการโกนขนหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระงับกลิ่นเหงื่อ

7.ก้นและต้นขา
ต้นเหตุของการเกิดสิวไขมันที่ก้นและต้นขาส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากการที่เรานั่งเป็นเวลานาน ๆ การเสียดสีของเสื้อผ้า หรือเหงื่อที่สะสม ซึ่งสิวไขมันจะมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อใต้ผิวหนังที่ไม่เจ็บ แต่ข้อควรระวังสำคัญเลยก็คือ อาจอักเสบได้ถ้าเกิดติดเชื้อ

ทำไมสิวไขมันขึ้นในบริเวณเหล่านี้ ?
• บริเวณที่มีต่อมไขมันมากมักมีแนวโน้มเกิดการอุดตันของไขมันได้ง่าย ทำให้สิวไขมันมักจะขึ้นในบริเวณเหล่านี้
• ความร้อน เหงื่อ และความอับชื้นสามารถกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น
• การเสียดสีจากเสื้อผ้า หรืออุปกรณ์ที่สัมผัสผิว เช่น หูฟังหรือหมวก

สิวไขมัน
สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ต่างกันอย่างไร เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง
สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวไขมัน

มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการเกิดสิวไขมัน ซึ่งรวมถึงฮอร์โมน อาหาร พฤติกรรมการดูแลผิว รวมถึงสิ่งแวดล้อม มาดูรายละเอียดของแต่ละปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวไขมันกัน

1.ทำไมฮอร์โมนถึงมีผลต่อสิวไขมัน
จริง ๆ แล้วฮอร์โมนนั้นมีบทบาทสำคัญมากในดารควบคุมการทำงานของต่อมไขมันเลค่ะ เพราะถ้าเกิดว่าระดับฮอร์โมนนั้นมีการเปลี่ยนแปลง จะส่งผลโดยตรงกับการผลิตไขมันในร่างกายของเราค่ะ อาจทำให้ไขมันมากขึ้น รูขุมขนของเราจะอุดตันง่ายขึ้นค่ะ เรามาดูกันว่า ฮอร์โมนนั้นส่งผลต่อสิวไขมันยังไงบ้าง เรามาดูกันค่ะว่าฮอร์โมนจะส่งผลต่อสิวไขมันยังไงบ้างค่ะ

  1. ฮอร์โมนแอนโดรเจน เช่น เทสโทสเตอโรน ฮอร์โมนนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้ต่อมไขมันของเรานั้นผลิตน้ำมันมากขึ้น ซึ่งอันนี้ถือเป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิวไขมันค่ะ
  2. ช่วงตั้งครรภ์และวัยหมดประจำเดือน ในช่วงวัยนี้ฮอร์โมนหลัก 2 ตัว คือฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจส เตอโรน เปลี่ยนแปลงเลยจะส่งผลโดยตรงกับต่อมไขมันที่อาจทำให้อุดตันง่ายขึ้น
  3. ภาวะถุงน้ำในรังไข่ (PCOS) ภาวะนี้ส่งผลโดยตรงกับระดับฮอร์โมนแนโดรเจนที่เพิ่มสูงมากขึ้น เลยทำให้เกิดสิวและซีสต์ไขมันมากขึ้นค่ะ
  4. การใช้ยาคุมกำเนิด อันนี้ส่งผลโดยตรงกับฮอร์โมนเลยค่ะ จะมียาคุมบางชนิดที่ไปเพิ่มระดับฮอร์โมนที่กระตุ้นการผลิตไขมันได้ค่ะ

2.อาหารที่กระตุ้นสิวไขมัน
จะมีอาหารบางประเภทค่ะที่เข้าไปกระตุ้นต่อมไขมันทำให้ร่างกายของเราผลิตน้ำมันมากขึ้น หรือเข้าไปกระตุ้นการอักเสบของผิวหนังเราจนสะสมทำให้เกิดสิวไขมันได้ค่ะ เรามาดูกันว่ามีอาหารประเภทไหนบ้าง

  1. อาหารที่มีน้ำตาลสูงและคาร์โบไฮเดรตที่ขัดสี อาหารประเภทนี้จะมีการกระตุ้นการหลังงของอินซูลินค่ะ ทำให้ต่อมไขมันเราทำงานหนักมากขึ้น เช่น ขนมหวาน เบเกอรี่ น้ำอัดลม เป็นต้น
  2. อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาจจะเข้าไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไปค่ะ เช่น อาหารทอด หรืออาหารฟาสต์ฟู้ดค่ะ
  3. นมวัวและอาหารแปรรูป อาหารประเภทนี้จะมีการกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันที่สูงมากค่ะ
  4. คาเฟอีนและแอลกอฮอลล์ ส่งผลโดยตรงกับต่อมไขมันที่ผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น จนร่างกายเกิดความเครียด ทำให้เกิดสิวไขมัน

3.พฤติกรรมที่ทำให้เราเกิดสิวไขมัน
หลาย ๆ คนอาจไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่ หรือพฤติกรรมบางอย่างของเราก็อาจทำให้เกิดสิวไขมันได้ค่ะ เรามาดูกันว่าพฤติกรรมไหนบ้างที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดสิวไขมัน

  1. การที่เราบีบหรือกดสิวด้วยตัวเอง พฤติกรรมแบบนี้อาจจะทำให้รูขุมขนของเราเสียหายและเกิดเป็นซีสต์ไขมันได้ค่ะ
  2. ล้างหน้าบ่อย ๆ  การที่เราล้างหน้าบ่อย ๆ จะทำให้ผิวแห้ง อีกทั้งยังเข้าไปกระตุ้นต่อมไขมันทำให้ผลิตน้ำมันมากจนเกินไปค่ะ
  3. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันอุดตันผิว เพราะตัวของน้ำมันที่เราใช้จะเข้าไปอุดตันในรูขุมขนจนทำให้เกิดสิวไขมันได้ค่ะ
  4. สัมผัสหน้าเป็นประจำ เนื่องจากมือของเราอาจจะมีสิ่งสกปรกอยู่ พอจับหน้าบ่อยๆ อาจทำให้แบคทีเรีย สิ่งสกปรกที่ติดอยู่ที่มือ โดนใบหน้าได้
  5. ใส่หมวกหรือหูฟังนาน ๆ  การทำแบบนี้จะทำให้เกิดการอับชื้นที่หัวและหูของเรา ไม่สามารถที่จะระบายออกได้ เลยอาจจะก่อให้เกิดสิวไขมันได้

4.ผิวมันทำให้เกิดสิวไขมันจริงไหม
ผิวที่มันมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดสิวไขมันมากขึ้นจริงค่ะ เพราะว่าต่อมไขมันในร่างกายทำงานมากกว่าปกติ เลยจะส่งผลให้ร่างกายของเราเกิดการสะสมไขมันใต้ผิวหนัง ถ้าผิวมันและรูขุมขนเปิด การผลิตน้ำมันส่วนเกิน อาจทำให้เกิดสิวอุดตันมากขึ้น แต่ถ้าเกิดรูขุมขนปิดและไขมันสะสมใต้ผิวหนัง อันนี้จะทำให้เกิดเป็นสิวไขมันได้ค่ะ

เพราะฉะนั้นคนไหนที่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนผิวมัน ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ควบคุมความมัน เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อุดตันผิวค่ะ

5.การใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมันทำให้เกิดสิวไขมันได้ไหม
แน่นอนค่ะว่าเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำมันหนัก ๆ หรือใส่สารบางอย่างที่ทำให้อุดตันรูขุมขน อาจจะทำให้เกิดสิวไขมันได้ค่ะ

เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ ซิลิโคน น้ำมันแร่ และปิโตรเลียมเจลลี่ สารสกัดเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนค่ะ
ครีมกันแดดที่มีเนื้อหนัก ครีมกันแดดที่เราทาถ้าเกิดเราล้างหน้าออกไม่สะอาด จะทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน
ล้างเครื่องสำอางไม่สะอาด การที่เราล้างหน้าไม่สะอาดจะทำให้เกิดสารตกค้างบนใบหน้าจนอาจทำให้เกิดการอุดตันรูขุมขน

เพราะฉะนั้นนะคะ การที่เราเลือกใช้เครื่องสำอาางนั้นสำคัญมาก ต้องเลือกที่เหมาะกับผิวของเรา และมั่นใจว่าต้องไม่เกิดการอุดตันของผิวค่ะ ยิ่งถ้าเราทำความสะอาดผิวให้ถูกต้องสุดท้ายจะสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดสิวไขมันได้อย่างแน่นอนค่ะ

6.แสงแดดทำให้เกิดสิวไขมันได้อย่างไร ?
แสงแดดอาจส่งผลให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น และทำให้ผิวหนังหนาขึ้น จนเกิดการอุดตันของไขมันใต้ผิวหนังทำให้เกิดสิวไขมันได้

• รังสียูวีทำให้ผิวแห้ง ร่างกายจึงผลิตน้ำมันมากขึ้นเพื่อลดความแห้ง ส่งผลให้เกิดการอุดตัน
• แสงแดดกระตุ้นการอักเสบ อาจทำให้สิวไขมันที่มีอยู่เดิมอักเสบและขยายใหญ่ขึ้น
• ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของน้ำมัน หากเลือกใช้ผิดประเภท อาจทำให้เกิดการอุดตัน

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการใช้ครีมกันแดดสูตรบางเบาและไม่อุดตันรูขุมขน รวมถึงหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดเป็นเวลานาน

วิธีรักษาสิวไขมันให้ได้ผลจริง

การรักษาสิวไขมันให้ได้ผลจริงต้องอาศัยวิธีที่ตรงจุด ทั้งการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ และการดูแลผิวที่ช่วยลดการเกิดซ้ำ

สิวไขมัน
สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ต่างกันอย่างไร เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง
สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

1.การรักษาสิวไขมันด้วยวิธีทางการแพทย์
1.1 Aviclear - เทคโนโลยีเลเซอร์ลดสิวไขมันที่ได้ผลจริง
AviClear เป็นเลเซอร์ที่ได้รับการรับรองจาก FDA (องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา) ว่าเป็นเลเซอร์ที่สามารถลดสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยตรงกับต้นเหตุของปัญหาสิวไขมัน

• ใช้เทคโนโลยี 1726 nm laser ที่เจาะจงทำลายต่อมไขมัน โดยไม่ทำลายผิวชั้นบน
• ช่วยลดการผลิตน้ำมันที่มากเกินไป ซึ่งเป็นต้นเหตุของสิวไขมัน
• ลดสิวไขมันและป้องกันการเกิดซ้ำ โดยไม่ต้องใช้ยารับประทานหรือสารเคมี
• มีความปลอดภัยสูง และสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว

AviClear Laser เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวไขมันเรื้อรัง และต้องการการรักษาที่เห็นผลในระยะยาว

1.2 การผ่าตัดเอาถุงไขมันออก (Excision Surgery)
หากสิวไขมันมีขนาดใหญ่หรือเกิดซ้ำบ่อย วิธีที่ได้ผลดีที่สุดคือการผ่าตัดเอาถุงไขมันออกโดยแพทย์

• ใช้มีดผ่าตัดเปิดแผลขนาดเล็ก แล้วนำถุงไขมันออกทั้งหมด
• ป้องกันการเกิดซ้ำ เพราะเป็นการกำจัดรากของถุงไขมัน
• ใช้เวลาไม่นาน แผลหายเร็ว และมีโอกาสเกิดรอยแผลเป็นน้อย

1.3 การฉีดยาสลายซีสต์ (Corticosteroid Injection)
ในกรณีที่สิวไขมันมีการอักเสบ แพทย์อาจฉีดยาสเตียรอยด์เพื่อช่วยลดการอักเสบและทำให้ก้อนซีสต์ยุบลง แต่ไม่ได้เป็นการกำจัดถุงไขมันทั้งหมด

• ใช้เวลาหลายวันถึงสัปดาห์ในการยุบตัว
• เหมาะกับสิวไขมันที่ยังมีขนาดเล็กและไม่ต้องการผ่าตัด

2.การรักษาสิวไขมันด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
แม้การรักษาสิวไขมันต้องอาศัยแพทย์เป็นหลัก แต่การดูแลผิวอย่างเหมาะสมจะช่วยลดการเกิดซ้ำได้

2.1 ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดความมันและการอุดตัน
• เรตินอยด์ (Retinoids) เช่น Tretinoin, Adapalene ช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดการอุดตันของต่อมไขมัน
• BHA (Beta Hydroxy Acid) ช่วยละลายไขมันและลดโอกาสการเกิดสิวไขมันใหม่
• Niacinamide ช่วยควบคุมความมันและลดการอักเสบของผิว

สิวไขมัน
สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ต่างกันอย่างไร เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง
สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

แนะนำผลิตภัณฑ์ของรมย์รวินท์ในการดูแลสิวไขมัน
PURE BRIGHT ครีมบำรุงเร่งการผลัดเซลล์ผิว สำหรับผิวที่แห้ง ลดการอุดตันของรูขุมขน ให้ผิวของเราดูกระจ่างใส
BHA สารที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตันของรูขุมขน ให้ผิวดูกระจ่างใส

2.2.ต้องล้างหน้าให้สะอาด แต่ว่าไม่ล้างบ่อยเกินไปค่ะ
การที่เราใช้เจลล้างหน้าสูตรอ่อนโยน ที่ไม่มีสารระคายเคืองต่อผิวเลย ถือว่าเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการอุดตันได้ระดับหนึ่งค่ะ และต้องหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มี ซิลิโคน หรือน้ำมันหนัก ๆ ด้วยค่ะเพราะสารเหล่านี้จะเข้าไปปกระตุ้นการอุดตันของต่อมไขมัน

สิวไขมัน
สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ต่างกันอย่างไร เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง
สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ของรมย์รวินท์คลินิก ในการดูแลสิวไขมันให้ยุบตัวลงค่ะ
GENTLE FOAMING CLEANSER เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างล้ำลึกค่ะ และยังถือเป็นตัวช่วยที่ขจัดสิ่งสกปรกออกอย่างอ่อนโยน ไม่ทำให้หน้าแห้งตึง เพราะคืนความชุ่มชื้นให้ผิว และลดความมันไปในตัวค่ะ

2.3 เราไม่ควรที่จะบีบสิวหรือกดสิวไขมันเองค่ะ
การที่เราบีบสิวไขมันเองสิ่งที่น่ากลัวคือจะทำให้เกิดการอักเสบ หรือการติดเชื้อ ได้ เพราะว่าถ้าเรากดออกเองอาจทำให้กดออกไม่หมด ควรหาหมอเพื่อให้แพทย์เป็นคนดูแลจะสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่ามากๆค่ะ

การดูแลผิวเพื่อที่จะป้องกันสิวไขมัน

เราควรที่จะให้ความสำคัญกับการดูแลผิวเพื่อที่จะลดการอุดตันของต่อมไขมัน คุมความมัน รวมไปถึงลดปัจจัยเสี่ยงที่จะไปกระตุ้นจนเกิดสิวไขมัน

1.เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวอย่างเหมาะสมเพื่อลดภาวะเสี่ยงการเกิดสิวไขมัน
• ใช้ ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน ที่ไม่มีสารระคายเคือง เช่น SLS (Sodium Lauryl Sulfate), น้ำหอม และแอลกอฮอล์
• เลือกผลิตภัณฑ์ที่มี Salicylic Acid (BHA) เพื่อช่วยขจัดน้ำมันส่วนเกินและลดการอุดตันของรูขุมขน
• ล้างหน้า วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ไม่ควรล้างหน้าบ่อยเกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น

2.ต้องคุมความมัน เพื่อลดโอกาสการอุดตันของไขมันใต้ผิว
การที่เราเลือกใช้โทนเนอร์ หรือ เซรั่มที่มีสารสกัดของ Niacinamide เพื่อลดความมันส่วนเกินและช่วยในเรื่องของการกระชับรูขุมขน เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ครีมที่มีน้ำมัน ซิลิโคน เพราะสารสกัดเหล่าีน้จะทำให้เกิดการอุดตันและเกิดสิวไขมันได้ แต่ถ้าเกิดหน้าเรามันมาก ๆ การที่เราซับหน้าด้วยกระดาษซับมันในระหว่างวันก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยถ้ารู้สึกว่าวันนั้นผิวมันมากเกินไป

3.การผลัดเซลล์ผิวเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวเราอุดตัน
การที่เราใช้สารสกัด BHA  หรือ AHA จะช่วยผลัดเซลล์ผิวและป้องกันไขมันที่สะสมได้ และอีกหนึ่งตัวช่วยที่เป็นสารสกัดยอดฮิตก็คือ เรตินอล การใช้เรตินอล ในการผลัดผิวจะช่วยลดการอุดตันของต่อมไขมันได้อย่างดี แต่ข้อควรระวังก็คือ เราไม่ควรที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวที่แรงมากเกินไป และไม่ควรใช้ทุกวัน เพราะสุุดท้ายจะทำให้ผิวระคายเคืองได้ค่ะ

4.ต้องหลีกเลี่ยงการที่เรา บีบ กด หรือใช้มือในการสัมผัสหน้าบ่อยๆ
การที่เรา บีบ หรือกดสิวไขมันเอง แน่นอนว่าเสี่ยงมากเลยค่ะต่อการเกิดการอักเสบ และติดเชื้อ ซึ่งจะทำให้ซีสต์ที่อยู่ใต้ผิวหนังขยาใหญ่มากขึ้น เพราะถ้าเกิดมีสิวไขมัน ทางที่ดีที่สุดคือการปรึกษาแพทย์ผิวหนังเลยค่ะ เพื่อไม่ให้สิวลุกลามไปกว่าเดิม

5.เราต้องเลือกใช้เครื่องสำอาง ครีมกันแดดที่ไม่อุดตันผิวง
การที่เราเลือกใช้เครื่องสำอางและครีมกันแดดที่เขียนเอาไว้ว่า Non-Comedogenic หรือ อีกคำนึงคือคำว่า Oii-Free เพื่อมั่นใจได้ว่าไม่มีสารเคมีตกค้าง และไม่ทำให้หน้าเรามันจนเกินไป

ต้องหลีกเลี่ยงรองพื้น และแป้งที่มีเนื้อหนักมาก ๆ เพราะจะทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขได้ง่ายขึ้น ถ้าล้างเครื่องสำอางไม่สะอาด

6.การปรับพฤติกรรมตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงของสิวไขมัน
เราควรที่จะหลีกเลี่ยง อาหารที่มีน้ำตาลสูงมาก ๆ อาหารทอด หรือ ผลิตภัณฑ์ที่มากจากนม เพราะอาหารเหล่านี้จะไปกระตุ้นในการผลิตไขมันจนทำให้เกิดการอุดตันต่อผิวได้

การดื่มน้ำที่เพียงก็เป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่เราต้องปรับ หลายคนอาจจะหลงลืมความสำคัญของการดื่มน้ำ แต่ความจริงแล้วการดื่มน้ำ จะช่วยให้ระบบขับถ่าย หรือระบบขับของเสียทำงานได้ดีขึ้น

ข้อสุดท้ายพฤติกรรมที่ค่อนข้างสำคัญมากที่สุด คือการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ผิวของเรามีโอกาสฟื้นฟู ซ่อมแซมร่างกายของเรา ให้ร่างกายเฟรชและกลับมาสดใสอีกครั้ง

7.อย่าลืมป้องกันแดดเพื่อลดการระคายเคืองและการอักเสบของผิว
การทีเราใช้ครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไปและใช้สูตรที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันของผิว จะช่วยให้ป้องกันการระคายเคืองจากแดดได้ดี เพราะหลายคนอาจจะไม่รู้ว่า แสงแดดเนี่ยสามารถเข้าไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น แต่นอกเหนือจากการทากันแดดก็คือ การสวมหมวกและร่มในการปกป้องร่างกายจากแสงแดด

สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับสิวไขมัน

สิวไขมันเป็นปัญหากวนใจที่หลายคนมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิวอุดตัน ถ้าเราสามารถแยกสิวไขมันออกจากสิวอุดตันได้ จะทำให้เราสามารถหาวิธีรักษาได้อย่างตรงจุด

การดูแลผิวเพื่อป้องกันสิวไขมันต้องเน้นการ ควบคุมความมัน ลดการอุดตันของต่อมไขมัน และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม นอกจากนี้ การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารที่ดีต่อผิว การลดความเครียด และการป้องกันแสงแดด ก็ช่วยลดโอกาสเกิดสิวไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากสิวไขมันเกิดขึ้นบ่อยและไม่สามารถจัดการได้ด้วยวิธีทั่วไป ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับคำแนะนำและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม เช่น การใช้เลเซอร์ Aviclear หรือการผ่าตัดเอาถุงไขมันออกเพื่อกำจัดต้นเหตุของปัญหาได้อย่างถาวร
ใครที่ไม่มั่นใจว่าตัวเองกำลังเป็นสิวไขมันหรือเปล่า แล้วถ้าเป็นแล้วจะรักษาอย่างไร สามารถทักมาจองคิวเพื่อพบแพทย์ได้ที่ รมย์รวินท์คลินิก เพื่อรักษาปัญหาสิวได้อย่างตรงจุด

สิวไขมัน
สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ต่างกันอย่างไร เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง
สิวไขมัน vs สิวอุดตัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับสิวไขมัน

1.สิวไขมันเกิดจากอะไร?

เกิดจากการอุดตันของต่อมไขมันและการสะสมของไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งอาจมีสาเหตุจากฮอร์โมน พันธุกรรม หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อุดตันผิว

2.จริงๆแล้วสิวไขมันสามารถบีบออกได้เองไหมคะ

ไม่ควรบีบออกเองเลยค่ะ เพราะว่าสิวไขมันจะไม่มีหัวสิวให้เรากดออก สุดท้ายอาจทำให้ติดเชื้อและผิวของเราจะอักเสบมากขึ้น

3.เราสามารถรักษาสิวไขมันด้วยตัวเองได้ไหมคะ

ถ้าเกิดว่าเจ้าสิวไขมันเป็นก้อนขึ้นมาเป็นก้อนเล็ก ๆ และไม่อักเสบจนทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด เราสามารถดูแลผิวได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าเกิดเป็นสิวที่ก้อนใหญ่หรือเกิดซ้ำที่เดิม ๆ การพบแพทย์จะเป็นทางที่ดีที่สุดค่ะ

4.สิวไขมันสามารถอักเสบได้หรือไม่

สามารถอักเสบได้ค่ะ ถ้าเกิดมีการติดเชื้อจากการที่เรากด บีบบ แกะ หรือเอามือไปจับหน้าบ่อย ๆ อาจทำให้หน้าเราบวมแดง กลายเป็นการอักเสบได้

5.หัตถการเลเซอร์ Aviclear ช่วยรักษาสิวไขมันได้จริงไหมคะ

จริงๆ โปรแกรม Aviclear สามารถรักษาสิวไขมันได้อย่างแน่นอนเลยค่ะ เพราะหลักการทำงานของโปรแกรมนี้ลดการทำงานของต่อมไขมัน ลดการผลิตน้ำมัน ของผิว และข้อดีกว่านั้นคือ ป้องกันการเกิดสิวซ้ำด้วยค่ะ

6.สิวไขมันสามารถทำให้เรากลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้มั้ยคะ

โดยทั่วไปแล้วสิวไขมันไม่สามารถพัฒนาเป็นมะเร็.ได้ค่ะ แต่ถ้าเกิดว่า ก้อนนั้นโตเร็ซผิดปกติไป เปลี่ยนสี หรือว่า เลือดออก อันนี้อันตรายค่ะ ต้องรีบพบแพทย์เพื่อตรวจสอบเลย

7.ทำไมเราถึงเป็นสิวไขมันซ้ำ ๆ ที่เดิมหรอคะ

การที่เราเป็นสิวไขมันซ้ำ ๆ ที่เดิม อาจจะเกิดจากพันธุกรรม ฮอร์โมนที่ถูฏกระตุ้นจนทำให้ผลิตน้ำมันมากเกินไป แล้วเข้าไปอุดตันรูขุมขนจนทำให้เรื้องรังได้ค่ะ

8.สิวไขมันสามารถขึ้นตรงไหนได้บ้างคะ

สิวไขมันเนี่ย สามารถพบได้บ่อยที่ หน้า หนังศีรษะ คอ หลัง หู และหน้าอก ค่ะ เพราะบริเวณเหล่านี้มีต่อมสิวไขมันเยอะมาก

9.สิวไขมันสามารถหายเองได้ไหมคะ

ส่วนใหญ่แล้วสิวไขมันจะไม่หายเองนะคะ เพราะว่าเจ้าสิวไขมันเนี่ย เป็นถุงไขมันที่มีผนังหุ้ม จะต้องใช้วิธีการแพทย์ในการรักษาค่ะ เพื่อให้ตรงกับปัญหาป้องกันการลุกลามค่ะ

10.เราสามารถป้องกันสิวไขมันได้ยังไงบ้างคะ

ก่อนอื่นเลยนะคะ เราจะต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิวหน้าของเราค่ะ เพื่อที่จะควบคุมความมัน และที่สำคัญต้องห้าม บีบสิว หรือกดสิวเองนะคะ ใช้ยาทาสิวแต้มได้เลยค่ะ สุดท้ายการดูแลสุขภาพโดยรวมก็สำคัญค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การนอน การกิน การลดความเครียดค่ะ

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
โปรโมชั่นต่างๆ
เรื่อง โปรแกรมรักษาสิว ที่คุณอาจสนใจ
pixel