แผลเป็น (Scar) คืออะไร มีกี่ประเภท รักษาวิธีไหนดีให้หายขาด
เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC
แผลเป็น
แผลเป็น คืออะไร มีกี่ประเภท รักษาวิธีไหนดีให้หาย
“แผลเป็น” คือปัญหาผิวที่หลายคนกังวล ไม่ว่าจะเกิดจากสิว อุบัติเหตุ หรือการผ่าตัด รอยแผลเป็นที่หลงเหลืออยู่มักส่งผลกระทบทั้งในด้านความมั่นใจและภาพลักษณ์ ปัญหาแผลเป็นยังมีความซับซ้อน เพราะมีหลายประเภท ทั้งแผลเป็นนูน แผลเป็นคีลอยด์ แผลเป็นหลุม หรือแม้แต่รอยแดงรอยดำจากสิว ซึ่งแต่ละแบบล้วนต้องการแนวทางการดูแลและรักษาที่แตกต่างกัน
การเข้าใจสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง ตลอดจนวิธีป้องกันและการรักษาแผลเป็นที่เหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผิวของคุณกลับมาเรียบเนียนได้อีกครั้ง ในบทความนี้ เราจะพาไปรู้เรื่องแผลเป็น ตั้งแต่สาเหตุ ประเภท ไปจนถึงวิธีรักษาแผลเป็น ทั้งทางการแพทย์และการดูแลผิวด้วยตัวเอง เพื่อให้คุณสามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับสภาพแผลเป็นของตัวเองได้
แผลเป็นคืออะไร
แผลเป็น (Scar) คือเนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นจากกระบวนการซ่อมแซมตัวเองของผิวหนังหลังจากได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นจากแผลเปิด สิว การผ่าตัด การถูกไฟไหม้ หรือการบาดเจ็บอื่น ๆ เมื่อผิวหนังชั้นหนังแท้ (Dermis) ถูกทำลาย ร่างกายจะเร่งสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใหม่เพื่อปิดแผลให้เร็วที่สุด แต่กระบวนการซ่อมแซมนี้ไม่ได้มีโครงสร้างเหมือนผิวหนังเดิม จึงทำให้เกิดเป็นรอยแผลที่มีลักษณะแตกต่างออกไปจากผิวหนังโดยรอบ
ลักษณะทั่วไปของแผลเป็น
แผลเป็นโดยทั่วไปจะมีลักษณะดังนี้
• แผลเป็นมีผิวแข็งหรือหยาบกว่าเนื้อผิวปกติ
• แผลเป็นมีสีที่อาจแตกต่างจากผิวรอบข้าง เช่น แดงเข้ม ชมพู หรือคล้ำ
• แผลเป็นอาจนูนขึ้นหรือลึกลงกว่าผิวรอบข้าง
• แผลเป็นบางครั้งอาจทำให้เกิดอาการคันหรือเจ็บได้ โดยเฉพาะแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์
แผลเป็นเกิดจากอะไร
แผลเป็นเกิดจากกระบวนการซ่อมแซมของผิวหนัง หลังได้รับความเสียหายหรือการบาดเจ็บลึกถึงชั้นหนังแท้ ร่างกายจะกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใหม่เพื่อเชื่อมและปิดแผลให้สมานเร็วที่สุด แต่กระบวนการนี้ไม่ได้คืนสภาพผิวให้เหมือนเดิมทั้งหมด จึงทำให้เกิดเป็นรอยแผลที่เรียกว่าแผลเป็นขึ้นมา โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดแผลเป็น ได้แก่
1.แผลเป็นเกิดจากอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บ
แผลเป็นจากอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บ เช่น การลื่นล้ม ถูกของมีคมบาด หรือโดนของร้อน แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
2.แผลเป็นเกิดจากแผลผ่าตัด
แผลเป็นหลังจากการผ่าตัด เช่น ผ่าคลอด ผ่าตัดไส้ติ่ง หรือศัลยกรรมต่าง ๆ หากแผลสมานไม่ดีหรือเกิดการอักเสบ อาจทิ้งรอยแผลเป็นได้
3.แผลเป็นเกิดจากสิวอักเสบหรือสิวเรื้อรัง
แผลเป็นจากสิวหัวช้าง สิวอุดตันหรือสิวที่ถูกบีบ กด หรืออักเสบรุนแรง อาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นหลุมสิว หรือรอยแดง รอยคล้ำ
4.แผลเป็นเกิดจากโรคผิวหนังที่ทำให้เกิดแผล
แผลเป็นเกิดจากโรคผิวหนังที่ทำให้เกิดแผล เช่น อีสุกอีใส งูสวัด ฝีหนอง หรือแผลจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
5.แผลเป็นเกิดจากรอยเกา แกะ แคะ หรือถูแรง ๆ
พฤติกรรมที่ทำให้แผลซ้ำ ๆ หรือเกิดการอักเสบเรื้อรัง อาจทำให้แผลหายช้าหรือทิ้งรอยแผลเป็นถาวร
6.แผลเป็นเกิดจากการอักเสบเรื้อรังหรือการติดเชื้อของแผล
แผลที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี มีการติดเชื้อหรืออักเสบซ้ำ อาจส่งผลให้แผลหายผิดปกติและกลายเป็นแผลเป็น
ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดแผลเป็นง่าย
การเกิดแผลเป็นนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับขนาดของแผลหรือความรุนแรงของการบาดเจ็บเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อกระบวนการสมานแผลของร่างกาย หากกระบวนการนี้ไม่เป็นไปอย่างราบรื่น หรือเกิดความผิดปกติ ก็อาจส่งผลให้เกิดแผลเป็นได้ง่ายกว่าปกติ โดยปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดแผลเป็นได้ง่าย ได้แก่
1.พันธุกรรม
• คนบางกลุ่มมีแนวโน้มที่จะเกิดแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์มากกว่าปกติ เช่น คนเอเชียและแอฟริกัน
• หากมีประวัติครอบครัวเป็นแผลเป็นคีลอยด์ ก็มีโอกาสสูงที่จะเกิดลักษณะแผลเป็นเช่นเดียวกัน
2.อายุของผู้ป่วย
• วัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์มีการสร้างคอลลาเจนสูง อาจเกิดแผลเป็นนูนง่าย
• ผู้สูงอายุอาจมีการสมานแผลช้า แต่อาจเกิดแผลเป็นน้อยกว่าหากแผลไม่ติดเชื้อ
3.ตำแหน่งของแผลบนร่างกาย
• บริเวณที่มีการเคลื่อนไหวบ่อย เช่น ข้อศอก หัวไหล่ หลัง หรือหน้าอก มักเกิดแผลเป็นนูนได้ง่าย
• ผิวหนังที่มีความตึงหรือบางเฉพาะจุดก็มีแนวโน้มเกิดแผลเป็นมากขึ้น
4.ขนาดและความลึกของแผล
• แผลที่มีขนาดใหญ่ หรือมีความลึกถึงชั้นหนังแท้หรือชั้นใต้ผิวหนัง มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นแผลเป็น
• แผลฉีกขาดหรือถูกบาดลึก มักทิ้งรอยแผลที่เห็นชัด ส่งผลให้เกิดเป็นรอยแผลเป็น
5.การติดเชื้อและการอักเสบของแผล
• แผลที่มีการติดเชื้อ หรือมีการอักเสบเรื้อรัง ทำให้การสมานแผลช้าลง และเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นผิดปกติ
• สิวอักเสบก็เป็นตัวอย่างของแผลอักเสบเรื้อรังที่ทำให้เกิดแผลเป็นหลุมสิวหรือแผลเป็นคีลอยด์
6.การดูแลแผลไม่ถูกต้อง
• ปล่อยแผลให้แห้ง แตก หรือถูกรบกวน เช่น เกา แกะ หรือบีบสิว ทำให้เกิดแผลเป็น
• ไม่ปิดแผลอย่างถูกวิธี หรือไม่หลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงที่แผลกำลังสมาน ทำให้เกิดแผลเป็น
7.การได้รับแสงแดด
• รังสี UV จากแดดจะกระตุ้นให้แผลมีสีเข้มขึ้นหรือรอยดำถาวร กลายเป็นรอยแผลเป็น
• แผลที่ยังไม่สมานดีอาจดูเด่นชัดขึ้นเมื่อโดนแสงแดดโดยตรง กลายเป็นรอยแผลเป็น
8.ภาวะสุขภาพหรือโรคประจำตัว
• เบาหวานหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนโลหิต อาจทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ ส่งผลให้เกิดรอยแผลเป็น
• ภาวะขาดสารอาหาร เช่น โปรตีน วิตามินซี และสังกะสี ส่งผลให้ร่างกายซ่อมแซมแผลได้ช้าลง ส่งผลให้เกิดรอยแผลเป็น
แผลเป็นมีกี่ประเภท อะไรบ้าง
แผลเป็นสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท ตามลักษณะการสมานแผลของร่างกาย และโครงสร้างของเนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งแต่ละประเภทจะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป โดยสามารถแบ่งประเภทของแผลเป็นได้ 5 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้
1.แผลเป็นปกติ (Normotrophic Scar)
• เป็นแผลเป็นที่เกิดขึ้นตามกระบวนการสมานแผลตามปกติของร่างกาย
• มีลักษณะเป็นแผลเป็นที่รอยแผลจะราบเรียบไปกับผิว ไม่นูนหรือยุบ
• สีอาจจางลงเมื่อเวลาผ่านไป และสามารถจางลงจนแทบมองไม่เห็น
• แผลเป็นปกติ พบบ่อยหลังการผ่าตัดหรือแผลขนาดเล็กที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน
2.แผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar)
• เป็นแผลที่มีลักษณะนูนขึ้นจากผิวหนังเดิม เนื่องจากมีการสร้างคอลลาเจนมากเกินไปในช่วงการสมานแผล
• แผลเป็นนูนอยู่เฉพาะบริเวณขอบของแผลเดิม ไม่ลุกลามไปนอกเขตแผล
• แผลเป็นนูนมักสีอาจแดงหรือชมพู และอาจคันหรือระคายเคืองได้
• แผลเป็นนูนมีโอกาสลดขนาดลงได้เมื่อเวลาผ่านไป แต่ไม่หายไปเองทั้งหมด
3.แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid Scar)
• แผลเป็นคีลอยด์มีลักษณะคล้ายแผลเป็นนูน แต่จะลุกลามขยายเกินขอบเขตแผลเดิม
• แผลเป็นคีลอยด์มีลักษณะหนา แข็ง นูน สีแดงเข้มหรือม่วงคล้ำ และอาจมีอาการคันหรือเจ็บร่วมด้วย
• แผลเป็นคีลอยด์พบได้บ่อยในบริเวณหน้าอก หัวไหล่ หลัง หรือใบหู
• แผลเป็นคีลอยด์มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้แม้รักษาแล้ว และมักเกิดในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นคีลอยด์
4.แผลเป็นหลุม (Atrophic Scar)
• เป็นแผลเป็นที่ยุบตัวลงจากผิวรอบข้าง เพราะเนื้อเยื่อถูกทำลายและร่างกายสร้างเนื้อเยื่อใหม่ไม่เพียงพอ
• แผลเป็นหลุมพบได้บ่อยในผู้ที่มีสิวอักเสบรุนแรง หรือโรคอีสุกอีใส
• แผลเป็นหลุม แบ่งย่อยออกได้เป็น
- Boxcar Scar แผลหลุมขอบชัดและกว้าง
- Ice Pick Scar หลุมลึกและแคบเหมือนถูกจิ้มด้วยเข็ม
- Rolling Scar แผลหลุมที่เป็นคลื่น ดูผิวไม่เรียบ
5.แผลเป็นสีผิดปกติ (Pigmented Scar)
• แผลเป็นสีผิดปกติ แม้รอยแผลจะเรียบกับผิวหนังปกติ แต่มีการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสี
• รอยดำ (Hyperpigmentation) เป็นแผลเป็นสีผิดปกติที่เกิดจากการอักเสบหรือโดนแสงแดด
• รอยแดง (Erythematous Scar) เป็นแผลเป็นสีผิดปกติที่พบรอยแดงในช่วงแรกของการฟื้นฟูแผล โดยมักจางลงเองตามเวลา
• แผลเป็นสีผิดปกติ มักพบหลังสิว แผลถลอก หรือเลเซอร์ที่ผิวหนัง
วิธีรักษาแผลเป็นให้หาย มีอะไรบ้าง
แผลเป็นคือผลลัพธ์ของกระบวนการสมานแผลที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อซ่อมแซมผิวหนังที่เสียหาย แต่เนื้อเยื่อใหม่ที่สร้างขึ้นอาจมีโครงสร้างและสีที่ไม่เหมือนผิวเดิม ทำให้เกิดความไม่เรียบเนียน และส่งผลต่อความมั่นใจของหลายคน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีหลากหลายวิธีที่สามารถช่วยให้แผลเป็นจางลงได้ ดังนี้
1.ทาซิลิโคนเจลหรือแผ่นซิลิโคน
ซิลิโคนเจลหรือแผ่นซิลิโคนลดแผลเป็น ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาแผลเป็น โดยเฉพาะแผลเป็นนูนและแผลเป็นหลังการผ่าตัด กลไกของซิลิโคนคือการสร้างชั้นฟิล์มบาง ๆ ที่ช่วยเก็บความชุ่มชื้น ลดการสูญเสียน้ำจากผิวหนัง ซึ่งช่วยยับยั้งการสร้างคอลลาเจนที่มากเกินไปบริเวณแผล ส่งผลให้แผลนุ่มลง แบนราบ และลดอาการคันหรือแดงได้
ควรใช้ทุกวันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 8-12 สัปดาห์ และควรล้างผิวให้สะอาดก่อนใช้ทุกครั้ง ซิลิโคนชนิดแผ่นอาจต้องใช้เทปติดเพื่อความแน่น ส่วนซิลิโคนแบบเจลสามารถทาแล้วปล่อยให้แห้งได้เลย
2.ใช้ครีมหรือเจลลดรอยแผลเป็น
ครีมรักษาแผลเป็น หรือ เจลลดรอยแผลเป็น ออกแบบมาเพื่อรักษาแผลเป็น มีส่วนผสมที่ช่วยลดรอยดำ รอยแดง และป้องกันการเกิดแผลเป็นนูนในระยะแรก ส่วนผสมหลักมักได้แก่
• สารสกัดหัวหอม (Allium Cepa) มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและยับยั้งการเจริญของเนื้อเยื่อแผลเป็น
• วิตามิน E และ C ส่งเสริมการสร้างเซลล์ใหม่ ลดเม็ดสี และฟื้นฟูผิวที่เสียหาย
• Madecassoside ลดการอักเสบและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนคุณภาพดี
ครีมเหล่านี้ควรใช้วันละ 2 ครั้ง และต่อเนื่องนาน 2-3 เดือนเพื่อเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะในแผลใหม่หรือรอยสิวที่เพิ่งหาย
3.ทาครีมกันแดดเป็นประจำ
แสงแดดโดยเฉพาะรังสี UV มีผลต่อเม็ดสีในผิวหนังและสามารถกระตุ้นให้แผลเป็นเข้มขึ้น โดยเฉพาะรอยแดงและรอยดำจากสิวหรือแผลที่ยังไม่สมานสนิท ดังนั้นการใช้ครีมกันแดดเป็นประจำจึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันไม่ให้แผลเป็นเปลี่ยนสีหรือกลายเป็นรอยถาวร
แนะนำให้เลือกครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไป และมี PA+++ เพื่อป้องกันทั้ง UVA และ UVB ควรทาทุกวัน แม้อยู่ในที่ร่ม และทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมงหากต้องออกกลางแจ้ง
4.เลเซอร์ลดรอยแผลเป็น รอยแดง รอยดำ
เทคโนโลยีเลเซอร์ในปัจจุบันสามารถแก้ปัญหาสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอจากแผลเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะรอยแดงหรือรอยดำที่เกิดจากสิวหรือการอักเสบของผิวหนัง
• PDL (Pulsed Dye Laser) ช่วยลดรอยแดงและเส้นเลือดฝอยใต้ผิว
• Q-switched / Pico Laser ช่วยสลายเม็ดสีเมลานินใต้ผิวหนัง ทำให้รอยดำจางลง
เลเซอร์กลุ่มนี้ไม่ทำลายผิวชั้นบนมาก จึงใช้เวลาพักฟื้นน้อย และมักเห็นผลหลังทำ 3-5 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความลึกและชนิดของรอยแผล
5.เลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจน
เลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจน เช่น Fractional CO2, Erbium YAG เหมาะสำหรับรักษาแผลเป็นหลุม โดยทำงานผ่านกลไกการกระตุ้นผิวให้สร้างคอลลาเจนใหม่ผ่านพลังงานแสงที่ลงลึกถึงชั้นหนังแท้ ช่วยให้ผิวบริเวณแผลเป็นฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติ
• Fractional CO2 ให้พลังงานสูง เหมาะกับแผลเป็นลึก
• Erbium YAG อ่อนโยนกว่า เหมาะกับแผลเป็นในบริเวณผิวที่บอบบาง
อาจมีอาการแดงหรือบวมเล็กน้อยหลังทำ ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 3-5 วัน และควรทำต่อเนื่องทุก 4-6 สัปดาห์ ประมาณ 3-6 ครั้ง
6.ฉีดยาสเตียรอยด์
เหมาะกับแผลเป็นชนิดคีลอยด์และแผลเป็นนูน โดยตัวยาจะเข้าไปลดการสร้างคอลลาเจนที่มากเกิน และลดการอักเสบภายในแผล ทำให้แผลเป็นค่อย ๆ แบนราบลง
ยาฉีดที่ใช้มักเป็น Triamcinolone Acetonide การฉีดต้องใช้ในปริมาณเหมาะสมและต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น โดยมักนัดฉีดทุก 2-4 สัปดาห์ ต่อเนื่อง 2-6 ครั้ง ขึ้นกับขนาดและความแข็งของแผล
7.ฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มแผลเป็นหลุม
ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มที่ช่วยยกผิวในบริเวณแผลเป็นหลุมให้เสมอกับผิวรอบข้าง ช่วยให้หลุมดูตื้นและผิวเนียนขึ้นทันที โดยเฉพาะในผู้ที่มีแผลเป็นหลุมสิวที่ลึกและกว้าง
ฟิลเลอร์ที่นิยมใช้ได้แก่ Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 6 เดือนถึง 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของฟิลเลอร์และการดูแลหลังทำ
8.ทำ Subcision ตัดพังผืดใต้แผล
แผลเป็นแบบหลุมบางประเภท โดยเฉพาะที่เกิดจากสิว มักมีพังผืดที่ยึดผิวหนังชั้นบนไว้กับผิวหนังชั้นล่าง ทำให้เกิดเป็นหลุมไม่เรียบ การทำ Subcision คือการใช้เข็มปลายทู่ขนาดเล็กสอดเข้าไปใต้ผิวเพื่อตัดพังผืดนั้นออก
เมื่อพังผืดถูกตัด ผิวหนังจะยกตัวขึ้นและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้แผลหลุมดูเรียบขึ้นมาก มักใช้ร่วมกับฟิลเลอร์หรือเลเซอร์เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืน
9.กรอผิวหรือผลัดเซลล์ผิว
เป็นการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกที่หมองคล้ำหรือไม่เรียบ เพื่อกระตุ้นให้ผิวชั้นใหม่ที่ดูสม่ำเสมอและเรียบเนียนขึ้นมาแทน
• กรอผิว (Microdermabrasion) ใช้ผลึกละเอียดในการขัดผิวอย่างอ่อนโยน เหมาะกับรอยแผลเป็นตื้น
• ผลัดเซลล์ผิว (Chemical Peel) ใช้กรดผลไม้ (เช่น AHA, BHA) ลอกผิวอย่างควบคุม เหมาะกับรอยสิว รอยดำ
ควรทำกับแพทย์เท่านั้น เพราะหากเลือกความเข้มข้นไม่เหมาะสมอาจทำให้ผิวบางลงหรือระคายเคือง
10.การผ่าตัดตกแต่งแผลเป็น
ในกรณีที่แผลเป็นรุนแรง หนา หรือผิดรูป จนกระทบต่อการเคลื่อนไหวหรือความมั่นใจ เช่น แผลหลังอุบัติเหตุหรือผ่าตัดบางชนิด การผ่าตัดตกแต่งแผลเป็นเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ
แพทย์จะผ่าตัดเอาเนื้อแผลออก แล้วเย็บใหม่โดยใช้เทคนิคการเย็บพิเศษให้แผลเล็กลงและเรียบเนียนขึ้น หลังผ่าตัดยังต้องดูแลด้วยซิลิโคน แผ่นปิดแผล หรือเลเซอร์ร่วมด้วยเพื่อไม่ให้เกิดแผลเป็นซ้ำอีก
แนะนำวิธีป้องกันไม่เกิดแผลเป็น
การป้องกันแผลเป็นควรเริ่มตั้งแต่ช่วงที่แผลยังสด หรือเพิ่งเริ่มสมาน เพราะช่วงเวลาระยะฟื้นฟูผิวคือหัวใจสำคัญในการควบคุมไม่ให้แผลพัฒนาเป็นรอยถาวร หรือนูนแข็งจนยากต่อการรักษาในภายหลัง
1.ล้างแผลให้สะอาดและดูแลอย่างถูกวิธี
• หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์แรง ๆ เพราะอาจทำลายเซลล์ที่กำลังฟื้นฟู
• ใช้น้ำเกลือหรือน้ำสะอาดร่วมกับสบู่อ่อน ๆ
• ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซหรือพลาสเตอร์เพื่อป้องกันฝุ่นและเชื้อโรค
เหตุผล แผลที่ติดเชื้อหรืออักเสบมีโอกาสพัฒนาเป็นแผลเป็นนูนหรือแผลหลุมได้ง่ายกว่าปกติ
2.หลีกเลี่ยงการเกา แกะ แคะ หรือบีบแผล
• ไม่ควรแกะสะเก็ดแผลก่อนเวลา เพราะอาจทำให้เกิดรอยหลุมหรือรอยแดงถาวร
• หลีกเลี่ยงการกดหรือบีบสิวโดยไม่จำเป็น เพราะเสี่ยงทำให้เกิดการอักเสบลุกลาม
เหตุผล พฤติกรรมเหล่านี้กระตุ้นการอักเสบและรบกวนการฟื้นตัวของผิว ทำให้แผลเป็นลึกหรือหนาขึ้น
3.ปิดแผลด้วยแผ่นซิลิโคนหรือเจลซิลิโคนทันทีที่แผลปิดสนิท
• ใช้กับแผลที่สมานแล้ว แต่ยังไม่เข้าสู่ระยะเป็นรอย
• ช่วยควบคุมความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และป้องกันแผลนูน
คำแนะนำ ควรใช้วันละ 12-24 ชั่วโมง ต่อเนื่องอย่างน้อย 8 สัปดาห์เพื่อผลลัพธ์สูงสุด
4.ทาครีมบำรุงหรือครีมลดรอยแผลเป็นตั้งแต่ระยะแรก
• ครีมที่มีส่วนผสมของ Allium Cepa, วิตามิน E, Centella Asiatica ฯลฯ
• ใช้กับแผลที่แห้งสนิทแล้ว เพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูผิว
เคล็ดลับ ควรเริ่มใช้ภายใน 1-2 สัปดาห์หลังแผลปิด เพื่อป้องกันการสร้างเนื้อเยื่อแผลที่ผิดปกติ
5.หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง
• ใช้ครีมกันแดด SPF 30-50 และปกป้องแผลด้วยผ้า หรือแผ่นปิด
• รังสี UV สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้แผลเป็นรอยดำถาวรได้
ข้อควรระวัง แม้จะอยู่ในที่ร่ม ควรทากันแดดหากอยู่ใกล้แสงจอคอมพิวเตอร์ หรือหลอดไฟนาน ๆ
6.งดอาหารแสลงที่อาจกระตุ้นการอักเสบหรือคีลอยด์
แม้ยังไม่มีงานวิจัยยืนยันชัดเจน แต่อาหารบางชนิดอาจมีผลกระตุ้นการสมานแผลผิดปกติ เช่น
• ของหมักดอง อาหารทะเล แอลกอฮอล์
• เนื้อวัว หรือของเผ็ดร้อนในบางรายที่มีพันธุกรรมคีลอยด์
แนะนำ ควรเน้นโปรตีนคุณภาพดี วิตามิน C และสังกะสี เพื่อเร่งการซ่อมแซมผิว
7.อย่าปล่อยให้แผลแห้งแตกหรือตึงเกินไป
• ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์หรือปิโตรเลียมเจลลี่ในระยะต้นเพื่อรักษาความชุ่มชื้น
• หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวแรง ๆ ในบริเวณที่มีแผล
ประโยชน์ ผิวชุ่มชื้นช่วยให้เนื้อเยื่อฟื้นตัวเร็วขึ้นและลดการดึงรั้งจนเกิดแผลนูน
8.ออกกำลังกายเบา ๆ แต่หลีกเลี่ยงการยืดผิวหนังบริเวณแผล
• ถ้าแผลอยู่บริเวณข้อพับ หน้าอก หรือหัวไหล่ ควรงดกิจกรรมที่ยืดดึงบริเวณนั้น
• เพราะอาจทำให้แผลแยกหรือกลายเป็นคีลอยด์
9.ควบคุมโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อการสมานแผล
• เช่น เบาหวาน ความดัน ภูมิแพ้ หรือภาวะเลือดไม่แข็งตัว
• ควรพบแพทย์อย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลและภาวะอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการฟื้นฟูผิว
10.รีบปรึกษาแพทย์เมื่อพบความผิดปกติของแผล
• เช่น แผลเริ่มแดงนานเกิน 2-3 สัปดาห์ นูนขึ้น หรือเริ่มขยาย
• ยิ่งเริ่มดูแลเร็ว การป้องกันแผลเป็นก็ยิ่งได้ผลดี
ควรเลือกรักษาแผลเป็นวิธีไหนดี
การเลือกวิธีรักษาแผลเป็นให้เหมาะสม จำเป็นต้องพิจารณาประเภทของแผลเป็น เพราะแต่ละชนิดมีสาเหตุ โครงสร้าง และการตอบสนองต่อการรักษาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดี เราจึงควรเลือกวิธีรักษาที่ตรงจุดและเหมาะสมกับสภาพผิว ดังต่อไปนี้
วิธีเลือกการรักษาแผลเป็นให้เหมาะสมกับแต่ละประเภท
1.แผลเป็นนูน
ลักษณะ แผลหนา นูนขึ้นจากผิวหนังเดิม มีสีแดงหรือชมพู อาจคันหรือตึงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในขอบเขตของแผลเดิม
วิธีรักษาที่แนะนำ
• ฉีดยาสเตียรอยด์ ยับยั้งการสร้างคอลลาเจนส่วนเกิน ทำให้แผลนิ่มและแบนลง
• ทาซิลิโคนเจล/แผ่นซิลิโคน ใช้ควบคู่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดความนูน
• เลเซอร์ลดรอยแดง (PDL) ช่วยลดสีแดงและอาการคันจากแผลนูน
2.แผลเป็นคีลอยด์
ลักษณะ แผลเป็นนูนที่ลุกลามเกินขอบเขตของแผลเดิม ผิวหนา แข็ง สีแดงเข้มหรือคล้ำ มักพบที่หน้าอก ไหล่ ใบหู
วิธีรักษาที่แนะนำ
• ฉีดยาสเตียรอยด์ เป็นแนวทางหลัก โดยต้องทำอย่างต่อเนื่อง
• ผ่าตัดร่วมกับแผ่นซิลิโคนและฉีดยาซ้ำ หากแผลใหญ่หรือไม่ตอบสนองต่อการฉีดอย่างเดียว
• เลเซอร์ร่วมกับการฉีดยา ช่วยลดขนาดและสีของแผล
ควรหลีกเลี่ยงการรักษาที่ก่อให้เกิดแผลซ้ำ เช่น เลเซอร์บางประเภทโดยไม่ปรึกษาแพทย์
3.แผลเป็นหลุม
ลักษณะ แผลยุบลงจากผิวปกติ เช่น หลุมสิว รอยอีสุกอีใส แผลหลังติดเชื้อผิวหนัง มีลักษณะตื้น ลึก หรือเป็นคลื่น
วิธีรักษาที่แนะนำ
• เลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจน (Fractional CO2, Erbium) กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้ผิวเรียบขึ้น
• Subcision เหมาะกับหลุมลึกที่มีพังผืดยึด สามารถตัดพังผืดเพื่อให้ผิวยกตัว
• ฉีดฟิลเลอร์ เติมเต็มร่องหลุมให้ผิวเสมอกับบริเวณรอบข้าง
• Microneedle RF หรือ Morpheus8 กระตุ้นคอลลาเจนลึกระดับใต้ผิว
การผสมผสานหลายวิธีร่วมกันให้ผลดีที่สุด เช่น Subcision + ฟิลเลอร์ หรือ เลเซอร์ + PRP
4.แผลเป็นรอยแดง
ลักษณะ แผลหายแล้วแต่ยังมีรอยแดงอยู่ ผิวเรียบ ไม่มีอาการนูนหรือลึก
วิธีรักษาที่แนะนำ
• เลเซอร์ลดรอยแดง (PDL / VBeam) ลดสีแดงและเส้นเลือดฝอยใต้ผิว
• ทาครีมบำรุงผิวและครีมกันแดด ป้องกันการกลายเป็นรอยดำถาวร
• หลีกเลี่ยงแดด เป็นหัวใจสำคัญเพื่อไม่ให้รอยแดงกลายเป็นรอยคล้ำ
5.แผลเป็นรอยดำ
ลักษณะ แผลหายดีแล้วแต่ทิ้งรอยคล้ำหรือจุดด่างดำไว้ อาจเกิดจากสิว แผลถลอก หรือการอักเสบของผิวหนัง
วิธีรักษาที่แนะนำ
• ครีมลดรอยดำ เช่น วิตามิน C, กรดโคจิก, Alpha Arbutin
• เลเซอร์ลดเม็ดสี (Q-switched, Pico) ช่วยลดการผลิตเม็ดสีทำให้จางลงเร็วขึ้น
• กรดผลไม้ (AHA, BHA) ช่วยผลัดเซลล์ผิวหมองคล้ำ
• ทากันแดดทุกวัน เพื่อไม่ให้รอยดำฝังลึกยิ่งขึ้น
6.แผลเป็นปกติ
ลักษณะ แผลเรียบ ไม่นูน ไม่ยุบ สีใกล้เคียงผิวปกติ เกิดจากการสมานแผลที่ดี แต่ยังคงมีร่องรอยอยู่
วิธีรักษาที่แนะนำ
• ทาครีมลดรอยแผลเป็นและซิลิโคนเจล เพื่อให้แผลจางลงเร็วขึ้น
• การนวดแผลเบา ๆ ช่วยให้เนื้อเยื่อแผลคลายตัวและไม่แข็งตึง
• เลเซอร์ช่วยปรับสีผิว หากมีสีผิวไม่สม่ำเสมอเล็กน้อย
รักษาแผลเป็นกี่วันถึงหาย
ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาแผลเป็นให้หายหรือจางลงนั้น ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ประเภทของแผลเป็น ขนาดของแผล พื้นผิวที่ได้รับผลกระทบ อายุของแผล รวมถึงวิธีที่ใช้ในการรักษา สามารถสรุปได้ดังนี้
ปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาการหายของแผลเป็น
1.ประเภทของแผลเป็น
• แผลเป็นนูน หรือคีลอยด์ หายยาก ใช้เวลานานหลายเดือนหรือเป็นปี
• แผลเป็นหลุม ต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายรอบ เช่น เลเซอร์หรือ Subcision อย่างต่อเนื่อง
• รอยแดง/รอยดำจากสิว จางลงได้ใน 1-3 เดือน หากดูแลดี
• แผลผ่าตัดทั่วไป อาจใช้เวลา 6-12 เดือนกว่าจะจางสนิท
2.ความรุนแรงของแผล
แผลเล็กและตื้นหายเร็วกว่าแผลลึกหรือแผลที่มีการอักเสบรุนแรง
3.การดูแลแผลหลังเกิดใหม่
หากดูแลตั้งแต่แผลเริ่มปิดสนิท เช่น ทาซิลิโคนหรือครีมลดรอยแผลแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดระยะเวลาลงได้มาก
4.อายุของแผล
• แผลใหม่ตอบสนองต่อการรักษาดีกว่าแผลเก่า
• แผลเก่าอายุมากกว่า 1 ปี อาจต้องใช้หัตถการร่วมหลายประเภท
แผลเป็นสามารถหายเองได้ไหม
แผลเป็นสามารถจางลงเองได้บางส่วน แต่ไม่สามารถหายสนิทเองทั้งหมดในทุกกรณี โดยเฉพาะแผลเป็นที่มีลักษณะรุนแรงหรือผิดปกติ เช่น แผลเป็นนูน คีลอยด์ หรือแผลหลุมลึก ซึ่งต้องอาศัยการรักษาจากแพทย์ผิวหนังหรือคลินิกความงาม
กรณีที่แผลเป็นอาจหายเองหรือจางลงได้
1.แผลเป็นปกติ
• รอยแผลเรียบ สีชมพูหรือแดงอ่อน มักพบหลังแผลตื้นหายดี
• เมื่อเวลาผ่านไป 6-12 เดือน แผลอาจจางลงจนแทบมองไม่เห็น
• การทาครีมบำรุงและกันแดดช่วยเร่งให้แผลจางเร็วขึ้น
2.รอยแดงหรือรอยดำหลังสิว
• มักเกิดจากการอักเสบของสิว หรือหลังแผลถลอก
• หากไม่มีการอักเสบซ้ำ และป้องกันแสงแดดอย่างเคร่งครัด อาจจางได้เองใน 1-3 เดือน
กรณีที่แผลเป็นมักไม่หายเอง ต้องรักษา
1.แผลเป็นนูน
• เกิดจากคอลลาเจนที่สร้างมากเกินไป
• แม้อาจยุบลงบางส่วนเมื่อเวลาผ่านไป แต่ส่วนใหญ่มักคงอยู่หลายปี
• ต้องรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์ เลเซอร์ หรือแผ่นซิลิโคน
2.แผลเป็นคีลอยด์
• แผลนูนแข็ง ลุกลามเกินขอบแผลเดิม
• ไม่สามารถหายได้เอง และอาจขยายใหญ่ขึ้นหากไม่ได้รับการรักษา
• ต้องดูแลโดยแพทย์อย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
3.แผลเป็นหลุม
• มักเกิดจากสิวอักเสบ อีสุกอีใส หรือบาดแผลลึก
• ไม่สามารถฟื้นตัวเองได้ เพราะเนื้อเยื่อใต้ผิวเสียหายถาวร
• ต้องรักษาด้วยเลเซอร์ Subcision หรือฟิลเลอร์
รอยแผลเป็นจากสิว ต่างจากแผลเป็นอื่นอย่างไร
การเปรียบเทียบระหว่าง รอยแผลเป็นจากสิว และ แผลเป็นจากสาเหตุอื่น ๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้เลือกวิธีรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น ทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันหลายด้าน ทั้งในเรื่องของสาเหตุ ลักษณะ ตำแหน่งที่พบบ่อย รวมถึงวิธีการรักษาที่ใช้
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมแผลเป็นจากสิว 12 วิธีรักษารอยแผลเป็นจากสิว ให้ผิวกลับมาเรียบเนียน
1.สาเหตุของการเกิดแผลเป็น
แผลเป็นจากสิว เกิดจากกระบวนการอักเสบเรื้อรังของสิว โดยเฉพาะสิวอักเสบ สิวหัวช้าง หรือสิวที่มีการบีบ กด หรือแกะอย่างผิดวิธี เป็นการบาดเจ็บที่เกิดจากภายในรูขุมขน ซึ่งอาจนำไปสู่การทำลายเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง
แผลเป็นทั่วไป มักเกิดจากการบาดเจ็บโดยตรงต่อผิว เช่น แผลผ่าตัด แผลจากของมีคมบาด แผลไหม้จากไฟหรือน้ำร้อนลวก หรืออุบัติเหตุต่าง ๆ ซึ่งทำให้ผิวหนังชั้นหนังแท้ถูกทำลายและทิ้งรอยไว้ในระยะยาว
2.ลักษณะของแผลเป็น
รอยแผลเป็นจากสิว มักปรากฏในรูปแบบของรอยแดง รอยดำ หรือแผลหลุมขนาดเล็ก ลึก หรือเป็นคลื่นกระจายอยู่บริเวณใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณที่มีสิวขึ้นบ่อย เช่น แก้ม คาง หน้าผาก
แผลเป็นจากอุบัติเหตุหรือผ่าตัด มักเป็นเส้นยาวหรือบริเวณที่กว้าง มีโอกาสนูนหรือเป็นคีลอยด์ได้ โดยเฉพาะถ้าเกิดในตำแหน่งที่มีแรงตึงผิว เช่น หน้าอก ไหล่ หรือหลัง ลักษณะผิวบริเวณแผลมักจะแข็ง หนา และตึงกว่าผิวหนังปกติ
3.พฤติกรรมที่มีผลต่อการเกิดแผล
รอยแผลเป็นจากสิว มักเกิดจากพฤติกรรมซ้ำ ๆ เช่น การบีบสิว แกะสิว หรือไม่รักษาสิวอักเสบตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอักเสบลุกลาม และทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อผิวหนัง
แผลเป็นจากบาดแผลหรือผ่าตัด มักเกิดจากการดูแลแผลไม่ถูกวิธี เช่น ปล่อยให้แผลติดเชื้อ แผลแห้งแตก หรือสัมผัสกับแสงแดดในระยะที่แผลยังไม่สมาน ส่งผลให้แผลหายผิดปกติและทิ้งรอยนูนหรือรอยดำถาวร
4.แนวทางการรักษา
รอยแผลเป็นจากสิว โดยเฉพาะหลุมสิว ต้องรักษาด้วยวิธีเฉพาะ เช่น การทำเลเซอร์ชนิด Fractional CO2 หรือ Erbium เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน การทำ Subcision เพื่อตัดพังผืดที่ยึดหลุมสิว หรือการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มให้ผิวเรียบขึ้น ส่วนรอยแดงและรอยดำจากสิวสามารถรักษาด้วยครีมลดรอย หรือเลเซอร์ลดเม็ดสีร่วมกับการทากันแดด
แผลเป็นจากการผ่าตัดหรืออุบัติเหตุ เช่น แผลนูนหรือคีลอยด์ มักต้องใช้การฉีดยาสเตียรอยด์ ซิลิโคนเจล หรือการทำเลเซอร์ลดความหนาของแผล หากเป็นแผลขนาดใหญ่ อาจต้องพิจารณาการผ่าตัดตกแต่งแผลร่วมด้วย
5.ระยะเวลาที่ใช้ในการฟื้นฟูแผลเป็น
รอยแผลเป็นจากสิว โดยเฉพาะแผลหลุม ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานหลายเดือนถึงเป็นปี เพราะต้องรอให้คอลลาเจนฟื้นฟูและเนื้อเยื่อปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนรอยแดงหรือรอยดำจากสิวอาจจางลงได้เองในระยะเวลา 1 ถึง 3 เดือน หากดูแลอย่างเหมาะสม
แผลเป็นจากการผ่าตัดหรืออุบัติเหตุ ถ้าได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก แผลจะค่อย ๆ จางลงในช่วงเวลา 3 ถึง 6 เดือน แต่ในบางกรณีอาจต้องใช้เวลานานขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำหากไม่มีการดูแลต่อเนื่อง
เลเซอร์ลบรอยแผลเป็น ช่วยได้จริงไหม
คำตอบคือ เลเซอร์ลบรอยแผลเป็นสามารถช่วยรักษาได้จริง แต่ไม่สามารถลบรอยแผลให้หายไป โดยเลเซอร์จะช่วยให้แผลดูจางลง เรียบขึ้น หรือสีผิวสม่ำเสมอมากขึ้น ซึ่งมักให้ผลลัพธ์ชัดเจนเมื่อทำต่อเนื่องตามแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยทั่วไปแผลสามารถดีขึ้นได้ประมาณ 50-90% ขึ้นอยู่กับประเภทของเลเซอร์ที่ใช้และลักษณะของแผล
เลเซอร์แต่ละประเภทช่วยอะไรบ้าง
1.Fractional CO2 Laser / Erbium YAG Laser
• เหมาะสำหรับ แผลเป็นหลุม แผลนูนหนา แผลเป็นจากสิว
• กลไก ยิงพลังงานลงในผิวชั้นลึกเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่
• ผลลัพธ์ ผิวเรียบเนียนขึ้น หลุมดูตื้นลง
• จำนวนครั้ง 3-5 ครั้งขึ้นไป ห่างกัน 4-6 สัปดาห์
2.Pulsed Dye Laser (PDL) / VBeam
• เหมาะสำหรับ รอยแดงหลังแผลหรือหลังสิว
• กลไก ลดการไหลเวียนของเลือดใต้ผิวบริเวณที่แดง
• ผลลัพธ์ รอยแดงจางลง สีผิวกลับมาใกล้เคียงผิวปกติ
• จำนวนครั้ง 2-4 ครั้ง
3.Q-Switched Nd:YAG / Pico Laser
• เหมาะสำหรับ รอยดำจากสิวหรือแผล
• กลไก สลายเม็ดสีเมลานินในชั้นผิวหนัง
• ผลลัพธ์ รอยดำจางลง ผิวใสขึ้น สีสม่ำเสมอ
• จำนวนครั้ง 3-6 ครั้ง ขึ้นกับความลึกของเม็ดสี
เลเซอร์ลบรอยแผลเป็นเหมาะกับใคร
• เลเซอร์ลบรอยแผลเป็นเหมาะกับผู้ที่มีแผลเป็นหลุมสิว รอยดำ หรือรอยแดงที่ไม่จางลงแม้ทาครีมต่อเนื่อง
• เลเซอร์ลบรอยแผลเป็นเหมาะกับผู้ที่มีแผลเป็นจากการผ่าตัด อุบัติเหตุ หรือแผลนูนที่ต้องการให้เรียบขึ้น
ข้อดีของการรักษาแผลเป็นด้วยเลเซอร์
• เลเซอร์รักษาแผลเป็นช่วยฟื้นฟูผิวได้ลึกกว่าครีมทั่วไป
• เลเซอร์รักษาแผลเป็นช่วยให้ผิวเรียบขึ้น สีผิวสม่ำเสมอขึ้น
• เลเซอร์รักษาแผลเป็นช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ
การเตรียมตัวก่อนทำเลเซอร์รักษาแผลเป็น
การเตรียมตัวก่อนทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยให้ผลลัพธ์ของการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง และช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดีหลังทำเลเซอร์ ทั้งยังเป็นขั้นตอนที่ผู้เข้ารับบริการไม่ควรมองข้าม แม้จะเป็นเลเซอร์ที่ไม่ต้องพักฟื้นก็ตาม แนวทางการเตรียมตัวก่อนทำเลเซอร์รักษาแผลเป็น มีดังนี้
1.ก่อนทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
ก่อนตัดสินใจทำเลเซอร์ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือแพทย์ด้านเลเซอร์เพื่อประเมินสภาพผิว ประเภทของแผลเป็น และเลือกชนิดเลเซอร์ที่เหมาะสม เพราะแผลแต่ละประเภท เช่น แผลหลุม แผลนูน หรือรอยดำ ต้องใช้เทคนิคและเครื่องมือที่แตกต่างกัน แพทย์จะช่วยวางแผนการรักษาและคำนวณจำนวนครั้งที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณ
2.ก่อนทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นงดใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว
ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA, BHA, Retinoids (Retin-A, Tretinoin) และกรดวิตามินต่าง ๆ อย่างน้อย 3-5 วันก่อนเข้ารับการทำเลเซอร์ เพราะสารเหล่านี้ทำให้ผิวบางและอาจระคายเคืองมากขึ้นหลังจากเลเซอร์
3.ก่อนทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด
ควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดจัดอย่างน้อย 5-7 วันก่อนทำเลเซอร์ หากจำเป็นต้องออกกลางแจ้ง ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และสวมหมวกหรือหน้ากากอนามัยป้องกันผิว
หากผิวถูกแดดแรงจนแดงหรือไหม้ก่อนทำเลเซอร์ อาจต้องเลื่อนวันรักษาออกไป
4.ก่อนทำเลเซอร์รักษาแผลเป็น งดแวกซ์ โกน หรือขัดผิวบริเวณที่จะทำเลเซอร์
หลีกเลี่ยงการทำหัตถการ เช่น แวกซ์ ขัดผิว โกน หรือทำทรีตเมนต์เข้มข้นบริเวณผิวที่ต้องทำเลเซอร์อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อน เพื่อป้องกันการระคายเคืองและลดความเสี่ยงการลอกผิวหลังเลเซอร์
5.ก่อนทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นงดใช้เครื่องสำอางก่อนเข้ารับบริการ
ในวันที่ทำเลเซอร์ ควรล้างหน้าให้สะอาดและหลีกเลี่ยงการแต่งหน้า ทาครีม หรือโลชั่นใด ๆ บริเวณที่จะทำเลเซอร์ เพื่อให้แสงเลเซอร์สัมผัสผิวได้โดยตรง และลดความเสี่ยงจากสารตกค้างหรือการระคายเคือง
6.ก่อนทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นแจ้งข้อมูลด้านสุขภาพให้แพทย์ทราบ
ควรแจ้งแพทย์หากคุณมีโรคประจำตัว แพ้ยา มีประวัติเป็นแผลเป็นคีลอยด์ง่าย หรือใช้ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยารักษาสิว หรือยากดภูมิ ซึ่งอาจส่งผลต่อผลลัพธ์ของการเลเซอร์หรือการฟื้นฟูผิวหลังทำ
7.ก่อนทำเลเซอร์รักษาแผลเป็น งดการทำเลเซอร์ในบางกรณี
ควรหลีกเลี่ยงการทำเลเซอร์หากคุณอยู่ในกลุ่มต่อไปนี้
• กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
• มีการติดเชื้อ ผื่น หรือสิวอักเสบรุนแรงบริเวณที่จะทำเลเซอร์
• เพิ่งได้รับการฉีดฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มในบริเวณใกล้เคียง
• มีผิวแห้งลอก แดง หรือไหม้จากแดด
หากเข้าข่ายเหล่านี้ควรแจ้งแพทย์ก่อนเพื่อลดความเสี่ยง
8.ก่อนทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นเตรียมใจให้พร้อมกับผลหลังทำ
หลังทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นอาจมีอาการผิวแดง แสบร้อน เล็กน้อย หรือมีสะเก็ดบาง ๆ ขึ้นตามผิวหนังในช่วง 3-7 วันแรก ซึ่งเป็นอาการปกติของผิวที่ตอบสนองต่อการรักษา ควรเตรียมใจไว้ล่วงหน้า และจัดเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องทำเลเซอร์ลึกหรือหลายจุด
การดูแลตัวเองหลังทำเลเซอร์รักษาแผลเป็น
การดูแลตัวเองหลังทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นมีความสำคัญไม่แพ้ขั้นตอนการรักษา เพราะช่วงเวลาหลังเลเซอร์เป็นระยะที่ผิวต้องการการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง หากดูแลถูกวิธีจะช่วยให้แผลฟื้นตัวเร็ว ลดผลข้างเคียง และเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจน แนวทางการดูแลตัวเองหลังทำเลเซอร์รักษาแผลเป็น มีดังนี้
1.หลังทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นหลีกเลี่ยงแสงแดดอย่างเคร่งครัด
หลังเลเซอร์ผิวจะไวต่อแสงมากกว่าปกติ หากโดนแสงแดดโดยตรงอาจทำให้เกิดรอยดำ ฝ้า หรือการสะสมของเม็ดสีจนกลายเป็นรอยถาวรได้
ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปทุกวัน แม้อยู่ในร่ม และควรสวมหมวกหรือหน้ากากกันแดดเมื่อต้องออกนอกอาคาร
2.หลังทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่อ่อนโยน
ในช่วง 3-7 วันแรกหลังทำเลเซอร์ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์ หรือกรดผลไม้ เช่น AHA/BHA เพื่อหลีกเลี่ยงการระคายเคือง ควรเลือกผลิตภัณฑ์เนื้อบางเบา เช่น
• เจลว่านหางจระเข้บริสุทธิ์
• มอยส์เจอร์ไรเซอร์สูตรอ่อนโยน
• ครีมปลอบประโลมผิวที่แพทย์แนะนำ
3.หลังทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นห้ามแกะ เกา หรือขัดผิวที่มีสะเก็ด
หากมีสะเก็ดหรือผิวลอก ควรปล่อยให้หลุดออกไปเองตามธรรมชาติ ห้ามแกะหรือขัดผิวแรง เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรอยดำ หรือแผลถาวรที่รักษายากขึ้น
4.หลังทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นล้างหน้าอย่างเบามือ
ควรล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ และใช้คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยนในช่วง 1-3 วันแรก โดยใช้มือลูบเบา ๆ แทนการใช้สำลีหรือฟองน้ำ แล้วซับหน้าเบา ๆ ด้วยผ้าขนหนูนุ่ม ๆ
5.หลังทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าในช่วงแรก
ในกรณีที่ทำเลเซอร์ชนิดลอกผิว ควรเว้นการแต่งหน้าอย่างน้อย 3-5 วัน เพื่อป้องกันการระคายเคืองและการอุดตันผิว หากจำเป็นต้องแต่งหน้า ควรใช้ผลิตภัณฑ์แบบ non-comedogenic และล้างออกอย่างสะอาดก่อนเข้านอน
6.หลังทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก
เหงื่อและความร้อนอาจกระตุ้นให้ผิวระคายเคืองหรือเกิดผื่น จึงควรงดออกกำลังกายหนัก หรือทำกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก เช่น อบซาวน่า แช่น้ำร้อน อย่างน้อย 2-3 วันหลังทำเลเซอร์
7.หลังทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นงดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารผลัดเซลล์หรือไวท์เทนนิ่ง
ควรงดใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ Retinol, Vitamin C เข้มข้น, กรด AHA/BHA, หรือกรดไกลโคลิก จนกว่าผิวจะหายสนิทและได้รับคำแนะนำจากแพทย์
8.หลังทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามิน A, C, E และสังกะสี ซึ่งมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูและสมานผิว เช่น ผักใบเขียว ผลไม้รสเปรี้ยว ถั่ว ธัญพืช และดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว
9.หลังทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นแจ้งแพทย์ทันทีหากพบอาการผิดปกติ
หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ผิวบวมแดงมาก แสบร้อน แผลมีน้ำเหลือง รู้สึกเจ็บลึก หรือเกิดตุ่มหนอง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อป้องกันการติดเชื้อหรือแทรกซ้อนอื่น ๆ
10.หลังทำเลเซอร์รักษาแผลเป็นทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ควรนัดติดตามผลตามกำหนด และหากแพทย์แนะนำให้ทำเลเซอร์ซ้ำหรือทำหัตถการเพิ่มเติม ควรทำตามแผนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผลลัพธ์ดีที่สุดในระยะยาว
สรุปเกี่ยวกับแผลเป็น
สรุปว่า แผลเป็น แม้จะเป็นกระบวนการทางธรรมชาติของร่างกายในการฟื้นฟูผิวที่เสียหาย แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแลอย่างเหมาะสม ก็อาจกลายเป็นรอยถาวรที่ส่งผลต่อความมั่นใจได้ การรู้จักประเภทของแผลเป็นแต่ละแบบ สังเกตลักษณะของรอยแผล และเลือกวิธีรักษาให้เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความรุนแรงของแผลเป็น และเพิ่มโอกาสให้ผิวกลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการทาครีม เลเซอร์ ฉีดยา หรือการดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน
หากคุณเริ่มดูแลแผลตั้งแต่ระยะแรก พร้อมปรึกษาแพทย์เมื่อจำเป็น “แผลเป็น” ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป และผิวของคุณก็สามารถกลับมาสวยมั่นใจได้เช่นเดิม
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ