romrawin
482
สารบัญเนื้อหา ลมพิษ 

ลมพิษ เกิดจากอะไร วิธีสังเกตอาการ รักษาอย่างไรให้หาย

ลมพิษเป็นภาวะผิวหนังที่พบได้บ่อยในทุกช่วงวัย มีลักษณะเด่นคือผื่นนูนแดง คันมาก และสามารถยุบได้เอง แม้อาการส่วนใหญ่จะไม่อันตราย แต่ก็สร้างความรำคาญ รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือทำให้เกิดความกังวล โดยเฉพาะเมื่อลมพิษเกิดซ้ำบ่อยหรือเป็นเรื้อรัง

การทำความเข้าใจว่าลมพิษคืออะไร เกิดจากสาเหตุใด มีกี่ประเภท อาการลมพิษแบบไหนควรพบแพทย์ รวมถึงแนวทางดูแลรักษาลมพิษและป้องกันอย่างถูกต้อง จะช่วยให้สามารถรับมือกับอาการได้อย่างเหมาะสม และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ

ลมพิษ
ลมพิษ เจาะลึกสาเหตุ อาการ และวิธีรักษาด้วยตัวเองให้หายเร็วขึ้น
ลมพิษ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

ลมพิษคืออะไร

ลมพิษ (Urticaria) คือ โรคผิวหนังที่มีผื่นนูนแดงหรือสีชมพูขึ้นเป็นปื้น ๆ บนผิวหนัง มักมีอาการคันมาก สามารถย้ายที่หรือขึ้นใหม่บริเวณอื่นของร่างกายได้ และผื่นสามารถยุบหายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง
ลักษณะสำคัญของลมพิษ คือ ผื่นนูน ขอบเขตชัดเจน คันมาก บางรายแสบหรือร้อน ขนาดผื่นแตกต่างกัน ตั้งแต่เล็กเท่าเม็ดถั่วไปจนเป็นปื้นใหญ่ ผื่นย้ายตำแหน่งได้ และอาจมีอาการบวมลึกบริเวณริมฝีปาก เปลือกตา หรือใบหน้า

ลมพิษเกิดจากร่างกายหลั่งสารที่ชื่อว่า “ฮีสตามีน” ออกมา ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและมีของเหลวรั่วออกสู่ชั้นผิวหนัง จึงเกิดเป็นผื่นนูนและอาการคัน โดยอาจมีสาเหตุจากอาหารบางชนิด ยาบางประเภท การติดเชื้อ

แมลงกัดต่อย ความเครียด ความร้อน ความเย็น หรือบางกรณีไม่ทราบสาเหตุ

ส่วนใหญ่ลมพิษไม่อันตรายและสามารถควบคุมได้ด้วยยาแก้แพ้ แต่หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก คอบวม หน้ามืด ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นภาวะแพ้รุนแรงได้

อาการของลมพิษเป็นอย่างไร

ลมพิษเป็นภาวะผิวหนังที่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ภายในไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมงหลังได้รับสิ่งกระตุ้น อาการลมพิษมักเด่นชัดและสร้างความรำคาญจากอาการคัน โดยลักษณะอาการสามารถอธิบายได้ดังนี้

1.ผื่นนูนแดงหรือสีชมพูบนผิวหนัง
ลักษณะสำคัญของลมพิษคือผื่นนูน ที่ยกตัวขึ้นจากผิวหนังเล็กน้อย ตรงกลางอาจซีดกว่าขอบผื่น ขอบเขตค่อนข้างชัดเจน ขนาดมีได้ตั้งแต่เล็กเท่าปลายเข็ม ไปจนถึงปื้นใหญ่หลายเซนติเมตร รูปร่างไม่แน่นอน อาจกลม รี หรือเป็นแผ่นไม่สม่ำเสมอ ผื่นหลายจุดสามารถรวมตัวกันเป็นปื้นใหญ่ได้

ลมพิษสามารถเกิดขึ้นได้ทุกบริเวณของร่างกาย เช่น ใบหน้า แขน ขา ลำตัว หนังศีรษะ หรือแม้แต่ฝ่ามือฝ่าเท้า จุดเด่นของลมพิษคือ เมื่อกดบริเวณผื่น สีแดงจะจางลงชั่วคราว เนื่องจากเป็นการขยายตัวของหลอดเลือดใต้ผิวหนัง

2.อาการคันมาก
อาการคันเป็นอาการหลักที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัว บางรายอาจคันมากจนรบกวนการนอนหลับหรือการใช้ชีวิตประจำวัน อาจคันตลอดเวลา หรือคันเป็นช่วง ๆ บางรายรู้สึกแสบ ร้อน หรือระคายเคืองร่วมด้วย การเกาอาจทำให้ผื่นลุกลามมากขึ้น เนื่องจากกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารฮีสตามีนเพิ่ม ในบางกรณี เพียงแค่เกาผิวเบา ๆ ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดผื่นลมพิษตามแนวที่เกาได้ เรียกว่า ลมพิษตามรอยขีดข่วน (Dermographism)

3.ผื่นยุบได้เองภายใน 24 ชั่วโมง
ลักษณะเฉพาะอีกอย่างของลมพิษ คือ ผื่นแต่ละจุดมักหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นอย่างไรก็ตาม แม้ผื่นจุดเดิมจะยุบ แต่สามารถเกิดผื่นใหม่บริเวณอื่นต่อเนื่องกันได้ ทำให้ดูเหมือนเป็นไม่หายสักที หากผื่นแต่ละตำแหน่งอยู่เกิน 24 ชั่วโมง หรือมีรอยช้ำคล้ำหลังยุบ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เพราะอาจไม่ใช่ลมพิษทั่วไป

4.ผื่นย้ายตำแหน่งได้
ลมพิษมีลักษณะขึ้นเร็ว ยุบเร็ว และย้ายที่ได้ เช่น เช้าขึ้นที่แขน บ่ายยุบและไปขึ้นที่ขา เย็นขึ้นที่ลำตัว ลักษณะนี้ช่วยแยกลมพิษออกจากผื่นผิวหนังชนิดอื่นที่มักอยู่ตำแหน่งเดิม

5.อาการบวมลึกใต้ผิวหนัง
บางรายอาจมีอาการบวมลึกในชั้นผิวหนังและชั้นใต้ผิวหนัง เรียกว่า Angioedema ซึ่งต่างจากผื่นนูนทั่วไป เพราะจะบวมลึกและเห็นชัด บริเวณที่พบบ่อย ได้แก่ ริมฝีปาก เปลือกตา ใบหน้า ลิ้น มือ เท้า อาการบวมอาจรู้สึกตึง เจ็บ หรืออุ่น ๆ มากกว่าคัน และอาจใช้เวลานานกว่าผื่นทั่วไปในการยุบลง

ลมพิษแบบไหนควรพบแพทย์

แม้ลมพิษส่วนใหญ่จะไม่อันตรายและสามารถหายได้เองภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน แต่ในบางกรณีควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรับการรักษาที่เหมาะสม

1.มีอาการแพ้รุนแรงร่วมด้วย
ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที หากเป็นลมพิษร่วมกับมีอาการดังต่อไปนี้

• หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด
• แน่นหน้าอก
• คอบวม ลิ้นบวม
• กลืนลำบาก
• เสียงแหบผิดปกติ
• เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

2.มีอาการบวมลึกใต้ผิว (Angioedema)
หากมีอาการบวมบริเวณริมฝีปาก เปลือกตา ใบหน้า ลิ้น โดยเฉพาะถ้าบวมมากหรือเริ่มกระทบต่อการหายใจ ควรพบแพทย์ทันที

3.เป็นลมพิษเรื้อรังเกิน 6 สัปดาห์
หากผื่นขึ้น ๆ ยุบ ๆ ต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์ จัดว่าเป็น ลมพิษเรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่อาจเกี่ยวข้อง ปรับยาให้เหมาะสม และวางแผนการรักษาระยะยาว

4.ลมพิษเป็นบ่อยหรือเป็นซ้ำโดยไม่ทราบสาเหตุ
หากเกิดลมพิษบ่อยครั้ง แม้ไม่มีสิ่งกระตุ้นชัดเจน ควรเข้ารับการประเมินเพื่อค้นหาปัจจัยกระตุ้นที่อาจซ่อนอยู่ เช่น อาหาร ยา ความเครียด หรือโรคประจำตัวบางชนิด

5.ผื่นแต่ละจุดไม่ยุบภายใน 24 ชั่วโมง
โดยทั่วไป ผื่นลมพิษแต่ละตำแหน่งควรยุบภายใน 24 ชั่วโมง หากผื่นอยู่ตำแหน่งเดิมเกิน 24 ชั่วโมง หรือมีรอยช้ำคล้ำหลังยุบ อาจเป็นผื่นชนิดอื่น เช่น ลมพิษชนิดหลอดเลือดอักเสบ ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม

6.มีอาการร่วมอื่น ๆ ที่ผิดปกติ
เช่น ไข้สูง ปวดข้อ ปวดท้องรุนแรง อ่อนเพลียมากผิดปกติ อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงโรคอื่นร่วมกับเป็นลมพิษที่ต้องตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

ลมพิษ
ลมพิษ เจาะลึกสาเหตุ อาการ และวิธีรักษาด้วยตัวเองให้หายเร็วขึ้น
ลมพิษ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

ลมพิษมีกี่ประเภท

โดยสรุปแล้ว ลมพิษแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ลมพิษเฉียบพลัน และ ลมพิษเรื้อรัง สามารถอธิบายได้ดังนี้

1.ลมพิษเฉียบพลัน (Acute Urticaria)

ลมพิษชนิดนี้มีอาการไม่เกิน 6 สัปดาห์ และพบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น

• ลักษณะสำคัญของลมพิษเฉียบพลัน ผื่นขึ้นรวดเร็ว ภายในไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมง คันมาก ผื่นยุบได้ภายใน 24 ชั่วโมง มักมีตัวกระตุ้นชัดเจน หายได้เองภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์
• สาเหตุที่พบบ่อยของลมพิษเฉียบพลัน อาหาร เช่น อาหารทะเล ถั่ว ไข่ นม ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวดบางกลุ่ม แมลงกัดต่อย การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย การแพ้สารบางชนิด

ในหลายกรณี แม้ผื่นจะดูรุนแรง แต่เมื่อหยุดสิ่งกระตุ้นและได้รับยาแก้แพ้ อาการมักดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

2.ลมพิษเรื้อรัง (Chronic Urticaria)

ลมพิษที่มีอาการต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์ หรือเป็น ๆ หาย ๆ ติดต่อกันนานหลายเดือน

• ลักษณะสำคัญของลมพิษเรื้อรัง ผื่นขึ้นเกือบทุกวัน หรือสัปดาห์ละหลายครั้ง แต่ละผื่นยุบภายใน 24 ชั่วโมงเหมือนลมพิษทั่วไป มักไม่สามารถหาสาเหตุชัดเจนได้ อาจมีอาการบวมลึก (Angioedema) ร่วมด้วย
• สาเหตุที่เป็นไปได้ของลมพิษเรื้อรัง ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองบางชนิด ความเครียด การติดเชื้อเรื้อรังบางอย่าง ปัจจัยภายในร่างกายโดยไม่เกี่ยวกับอาหารหรือการแพ้โดยตรง

ลมพิษเรื้อรังมักส่งผลต่อคุณภาพชีวิต เช่น คันเรื้อรัง นอนไม่หลับ วิตกกังวล และอาจต้องใช้การรักษาระยะยาวภายใต้การดูแลของแพทย์

ลมพิษ
ลมพิษ เจาะลึกสาเหตุ อาการ และวิธีรักษาด้วยตัวเองให้หายเร็วขึ้น
ลมพิษ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

ลมพิษเกิดจากอะไร

ลมพิษเกิดจากการที่ร่างกายหลั่งสารเคมีชื่อว่า ฮีสตามีน (Histamine) ออกมาจากเซลล์ในผิวหนัง ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและมีของเหลวรั่วออกสู่ชั้นผิวหนัง ส่งผลให้เกิดผื่นนูนแดง คัน และบางครั้งมีอาการบวมลึกใต้ผิวหนัง สาเหตุของการกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮีสตามีนสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

1.ลมพิษเกิดจากอาหารบางชนิด

อาหารเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในลมพิษเฉียบพลัน เช่น อาหารทะเล ถั่ว ไข่ นม อาหารหมักดอง อาหารที่มีสารกันเสียหรือผงชูรสในบางราย อาการมักเกิดภายในไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมงหลังรับประทาน

2.ลมพิษเกิดจากยาบางประเภท

ยาบางชนิดสามารถกระตุ้นให้เกิดลมพิษได้ เช่น ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ยาแอสไพริน
ยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคประจำตัว ในบางกรณีอาจเกิดร่วมกับอาการแพ้รุนแรง จึงควรระวังเป็นพิเศษ

3.ลมพิษเกิดจากการติดเชื้อ

โดยเฉพาะในเด็ก ลมพิษอาจเกิดตามหลังการติดเชื้อไวรัส ไข้หวัด การติดเชื้อในลำคอ การติดเชื้อทางเดินอาหาร บางครั้งผื่นอาจเกิดแม้ไม่มีอาการติดเชื้อชัดเจน

4.ลมพิษเกิดจากแมลงกัดต่อย

พิษจากแมลง เช่น ผึ้ง ต่อ มด หรือยุง อาจกระตุ้นให้เกิดลมพิษเฉพาะจุดหรือทั่วร่างกายได้

5.ลมพิษเกิดจากปัจจัยทางกายภาพ

ลมพิษบางชนิดเกิดจากสิ่งกระตุ้นภายนอก เช่น ความร้อน เหงื่อ ออกกำลังกาย ความเย็น แสงแดด แรงกดทับ
การเกาหรือขีดผิวหนัง เรียกว่า “ลมพิษชนิดกระตุ้นได้”

6.ลมพิษเกิดจากความเครียด

ความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจสามารถกระตุ้นหรือทำให้อาการลมพิษกำเริบได้ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นลมพิษเรื้อรัง

7.ลมพิษเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

ในผู้ป่วยลมพิษเรื้อรังจำนวนมาก ไม่พบการแพ้อาหารหรือยาอย่างชัดเจน แต่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่กระตุ้นการหลั่งฮีสตามีนเอง กรณีนี้เรียกว่า ลมพิษเรื้อรังชนิดเกิดขึ้นเอง (Chronic Spontaneous Urticaria)

8.ลมพิษเกิดจากกรณีไม่ทราบสาเหตุ

ในหลายกรณีของลมพิษ โดยเฉพาะลมพิษเรื้อรัง ไม่สามารถระบุสาเหตุแน่ชัดได้ แม้ตรวจอย่างละเอียดแล้วก็ตาม

กลไกการเกิดโรคลมพิษ

ลมพิษเกิดจากกระบวนการอักเสบเฉียบพลันของผิวหนัง โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญคือ การกระตุ้นเซลล์แมสต์ (Mast cells) ในชั้นผิวหนัง ทำให้มีการหลั่งสารเคมีหลายชนิด โดยเฉพาะฮีสตามีน (Histamine) ซึ่งเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดผื่นและอาการคัน สามารถอธิบายกลไกเป็นลำดับขั้นได้ดังนี้

1.การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันหรือสิ่งกระตุ้นภายนอก
เมื่อร่างกายได้รับสิ่งกระตุ้น เช่น สารก่อภูมิแพ้จากอาหารหรือยา การติดเชื้อ ความร้อน ความเย็น ความเครียด หรือกลไกภูมิคุ้มกันผิดปกติในร่างกายเอง สิ่งกระตุ้นเหล่านี้จะไปกระตุ้นเซลล์แมสต์ที่อยู่ในผิวหนังทำให้เกิดลมพิษ

2.การหลั่งสารฮีสตามีนและสารก่อการอักเสบ
เมื่อเซลล์แมสต์ถูกกระตุ้น จะเกิดกระบวนการที่เรียกว่า degranulation คือ การปล่อยสารเคมีออกมา เช่น ฮีสตามีน ลิวโคไตรอีน (Leukotrienes) พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ไซโตไคน์ (Cytokines) ในบรรดาสารเหล่านี้ ฮีสตามีนมีบทบาทสำคัญที่สุดในการเกิดลมพิษ

3.ผลของฮีสตามีนต่อหลอดเลือด
ฮีสตามีนจะออกฤทธิ์ที่ตัวรับบริเวณผนังหลอดเลือด เกิดผลคือ หลอดเลือดขยายตัว ผิวหนังบริเวณนั้นแดง ผนังหลอดเลือดซึมผ่านได้มากขึ้น ของเหลวรั่วออกจากหลอดเลือดไปสะสมในชั้นผิวหนัง เกิดเป็นผื่นนูน กระตุ้นเส้นประสาทรับความรู้สึก ทำให้เกิดอาการคัน ผลของกระบวนการนี้คือ ผื่นนูนแดง คัน และยุบได้ภายใน 24 ชั่วโมง

4.กลไกในลมพิษเรื้อรัง
ในลมพิษเรื้อรัง โดยเฉพาะชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ (Chronic Spontaneous Urticaria) พบว่าอาจเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ มีแอนติบอดีบางชนิดไปกระตุ้นเซลล์แมสต์โดยตรง เกิดการหลั่งฮีสตามีนซ้ำ ๆ โดยไม่มีสารก่อภูมิแพ้ภายนอก จึงทำให้ผื่นเกิดขึ้นเองเป็นระยะ ๆ

5.กลไกของอาการบวมใต้ผิว (Angioedema)
หากการรั่วของของเหลวเกิดลึกลงไปในชั้นหนังแท้ลึกหรือชั้นใต้ผิวหนัง จะทำให้เกิดอาการบวมลึก เช่น ริมฝีปากบวม เปลือกตาบวม หรือมือเท้าบวม ในบางกรณีที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพลีเมนต์หรือสารบราดีไคนิน (Bradykinin) อาจทำให้เกิดอาการบวมโดยไม่คัน และต้องแยกจากลมพิษทั่วไป

ลมพิษ
ลมพิษ เจาะลึกสาเหตุ อาการ และวิธีรักษาด้วยตัวเองให้หายเร็วขึ้น
ลมพิษ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

ลมพิษต่างจากผื่นแพ้อย่างไร

หลายคนมักเข้าใจว่า “ลมพิษ” กับ “ผื่นแพ้” เป็นอย่างเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วลมพิษเป็นเพียงหนึ่งในรูปแบบของผื่นแพ้ และมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากผื่นแพ้ชนิดอื่นอย่างชัดเจน สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างได้ดังนี้

1.ลักษณะผื่นและลมพิษ
• ลมพิษ ผื่นนูนแดง ขอบเขตชัด ตรงกลางอาจซีดกว่าขอบ คันมาก รูปร่างไม่แน่นอน และเปลี่ยนรูปได้ ผื่นยุบได้เองภายใน 24 ชั่วโมง สามารถย้ายตำแหน่งได้
• ผื่นแพ้ทั่วไป มักเป็นผื่นแดงราบ หรือมีตุ่มเล็ก ๆ อาจมีผิวแห้ง ลอก หรือมีน้ำเหลือง อยู่ตำแหน่งเดิม ไม่ย้ายที่ มักอยู่นานหลายวันถึงหลายสัปดาห์ อาจทิ้งรอยคล้ำหลังหาย

2.ระยะเวลาการคงอยู่ของผื่นและลมพิษ
• ลมพิษ ผื่นแต่ละจุดหายภายใน 24 ชั่วโมง แม้จะขึ้นใหม่ที่อื่น
• ผื่นแพ้ทั่วไป ผื่นตำแหน่งเดิมอยู่ได้นานเกิน 24 ชั่วโมง และค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น

3.กลไกการเกิดผื่นและลมพิษ
• ลมพิษ เกิดจากการหลั่งสารฮีสตามีนอย่างรวดเร็วจากเซลล์ในผิวหนัง ทำให้หลอดเลือดขยายและมีของเหลวรั่วออกมา จึงเกิดผื่นนูน
• ผื่นแพ้ทั่วไป เกิดจากการอักเสบของผิวหนัง เช่น การแพ้สัมผัสสารเคมี เครื่องสำอาง โลหะ หรือสารระคายเคือง ทำให้ผิวหนังอักเสบแบบช้ากว่า และมีการทำลายผิวชั้นบนร่วมด้วย

4.อาการร่วมของผื่นและลมพิษ
• ลมพิษ คันเด่นชัด อาจมีอาการบวมลึก (ริมฝีปาก เปลือกตา) บางกรณีมีอาการแพ้รุนแรงร่วมด้วย
• ผื่นแพ้ทั่วไป อาจคันหรือแสบ ผิวหนังแห้ง ลอก แตก ไม่ค่อยมีอาการบวมลึกทั่วร่างกาย

5.การตอบสนองต่อยารักษาผื่นและลมพิษ
• ลมพิษ มักตอบสนองดีต่อ ยาแก้แพ้ (Antihistamine) เพราะกลไกหลักเกี่ยวข้องกับฮีสตามีน
• ผื่นแพ้ทั่วไป ชนิดผิวหนังอักเสบ มักต้องใช้ยาทาสเตียรอยด์ หรือยาลดการอักเสบเป็นหลัก

หากไม่แน่ใจว่าผื่นที่เป็นอยู่จัดอยู่ในกลุ่มใดหรือเป็นลมพิษ โดยเฉพาะหากมีอาการบวม หายใจลำบาก หรือเป็นเรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้ชัดเจนและรับการรักษาที่เหมาะสม

ลมพิษ
ลมพิษ เจาะลึกสาเหตุ อาการ และวิธีรักษาด้วยตัวเองให้หายเร็วขึ้น
ลมพิษ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

ลมพิษอันตรายไหม

โดยทั่วไป ลมพิษส่วนใหญ่ไม่อันตราย และมักหายได้เองภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน โดยเฉพาะลมพิษเฉียบพลันที่เกิดจากอาหาร ยา หรือการติดเชื้อเล็กน้อย เมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นและรับประทานยาแก้แพ้ อาการลมพิษมักดีขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีลมพิษอาจมีความรุนแรงและต้องระวังเป็นพิเศษ

กรณีที่ลมพิษไม่อันตราย
• ผื่นนูนแดง คัน
• ผื่นยุบได้ภายใน 24 ชั่วโมง
• ไม่มีอาการหายใจลำบาก
• ไม่มีอาการบวมบริเวณคอหรือลิ้น

เมื่อเป็นลมพิษกรณีนี้มักรักษาได้ด้วยยาแก้แพ้และการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้เกิดลมพิษ

กรณีที่ลมพิษอาจอันตราย
1.มีอาการบวมใต้ผิว (Angioedema)
หากบวมที่ริมฝีปาก เปลือกตา หรือใบหน้า อาจยังไม่อันตรายมากนัก แต่หากบวมบริเวณลิ้น คอ หรือทางเดินหายใจ อาจเสี่ยงต่อการอุดกั้นทางเดินหายใจได้

2.มีอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis)
เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที อาการที่ต้องระวังร่วมกับอาการลมพิษ ได้แก่
• หายใจลำบาก
• แน่นหน้าอก
• คอบวม
• เสียงแหบ
• หน้ามืด เป็นลม
• ใจสั่น ความดันต่ำ

ภาวะนี้อาจเกิดหลังรับประทานอาหารหรือยา และต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน

หากไม่แน่ใจว่าอาการลมพิษที่เป็นอยู่รุนแรงหรือไม่ โดยเฉพาะมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

วิธีรักษาบรรเทาอาการลมพิษ

การรักษาลมพิษมีเป้าหมายเพื่อลดอาการคัน ลดผื่น และป้องกันการกำเริบซ้ำ โดยแนวทางรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาของอาการ

1.หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้เกิดลมพิษ
เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด หากทราบว่าสิ่งใดกระตุ้นให้เกิดลมพิษ ควรหลีกเลี่ยงทันที เช่น อาหารที่เคยกระตุ้น
ยาที่สงสัยว่าแพ้ (ควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดยา) ความร้อน เหงื่อ อากาศเย็นจัด การใส่เสื้อผ้ารัดแน่น ความเครียด ในผู้ที่ไม่ทราบสาเหตุ อาจจดบันทึกอาหารและกิจกรรมเพื่อช่วยสังเกตปัจจัยกระตุ้นลมพิษ

2.ใช้หรือรับประทานยาแก้แพ้
เป็นยาหลักในการรักษาลมพิษ เพราะออกฤทธิ์ยับยั้งผลของฮีสตามีนซึ่งเป็นต้นเหตุของผื่นและอาการคัน ช่วยลดผื่นนูน ลดอาการคัน ป้องกันการเกิดผื่นใหม่ ปัจจุบันมักใช้ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงเป็นหลัก และอาจต้องรับประทานต่อเนื่องในรายที่เป็นลมพิษเรื้อรังตามคำแนะนำแพทย์

3.ใช้ยาสเตียรอยด์ (ในบางกรณี)
ในกรณีที่อาการลมพิษรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อยาแก้แพ้ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานระยะสั้น หรือยาฉีดในกรณีฉุกเฉิน ไม่ควรซื้อยาสเตียรอยด์รับประทานเอง เนื่องจากมีผลข้างเคียงหากใช้ไม่เหมาะสม

4.การรักษาลมพิษเรื้อรัง
ในผู้ป่วยลมพิษเรื้อรัง อาจต้องใช้การรักษาระยะยาว เช่น ปรับขนาดยาแก้แพ้ ใช้ยาควบคุมภูมิคุ้มกันในบางราย หรือใช้ยาชีวภาพ (ในกรณีที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไป) ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

5.วิธีบรรเทาอาการลมพิษด้วยตนเอง
นอกจากการใช้ยา ยังสามารถดูแลตัวเองเพื่อลดอาการลมพิษได้ดังนี้

• ประคบเย็น ช่วยลดอาการคันและการอักเสบจากลมพิษ
• หลีกเลี่ยงการเกา การเกาจะกระตุ้นให้ผื่นลุกลามมากขึ้น
• อาบน้ำอุณหภูมิปกติ หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัด
• ใส่เสื้อผ้าหลวม ระบายอากาศดี ลดการเสียดสีและความร้อนสะสม
• พักผ่อนให้เพียงพอ ช่วยลดการกระตุ้นลมพิษจากความเครียด

วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นลมพิษ

เมื่อเกิดลมพิษ การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยลดอาการคัน ลดการลุกลามของผื่น และป้องกันลมพิษกำเริบซ้ำได้ โดยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

1.หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดลมพิษ
หากทราบว่าแพ้อาหาร ยา หรือปัจจัยใดที่กระตุ้นลมพิษ ควรหลีกเลี่ยงทันที เช่น

• อาหารทะเล ถั่ว ไข่ หรืออาหารที่เคยกระตุ้น
• ยาที่เคยมีประวัติแพ้ (ควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดยา)
• ความร้อน เหงื่อ อากาศร้อนจัด
• ความเย็นจัดในบางราย
• เสื้อผ้ารัดแน่นหรือเนื้อผ้าที่ระคายเคือง

หากไม่แน่ใจสาเหตุ อาจจดบันทึกอาหารและกิจกรรมในแต่ละวันเพื่อหาความเชื่อมโยง

2.หลีกเลี่ยงการเกาบริเวณที่เป็นลมพิษ
เมื่อเป็นลมพิษแม้จะคันมาก แต่การเกาจะยิ่งกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮีสตามีนเพิ่ม ทำให้ผื่นลุกลามมากขึ้น ควรตัดเล็บให้สั้น และใช้วิธีประคบเย็นแทนการเกา

3.ประคบเย็นบริเวณที่เป็นลมพิษ
ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือเจลเย็นประคบบริเวณที่คัน ประมาณ 10–15 นาที ช่วยลดอาการคันและลดการอักเสบจากลมพิษได้

4.อาบน้ำอุณหภูมิปกติ
หลีกเลี่ยงน้ำร้อนจัด เพราะความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายและผื่นกำเริบมากขึ้น ควรใช้สบู่อ่อน ๆ และหลีกเลี่ยงการขัดถูแรง

5.เลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสม
ใส่เสื้อผ้าหลวม ระบายอากาศดี เลี่ยงผ้าหยาบหรือเสียดสีผิว ลดการกดทับบริเวณผิวหนัง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดลมพิษ

6.พักผ่อนให้เพียงพอและลดความเครียด
ความเครียดสามารถกระตุ้นให้ลมพิษกำเริบได้ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นลมพิษเรื้อรัง ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และหาวิธีผ่อนคลาย เช่น การหายใจลึก ๆ หรือออกกำลังกายเบา ๆ

7.รับประทานยาแก้แพ้ตามคำแนะนำแพทย์
หากแพทย์สั่งยาแก้แพ้ ควรรับประทานตามขนาดและระยะเวลาที่กำหนด ไม่ควรหยุดยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะในรายที่เป็นลมพิษเรื้อรัง

ลมพิษในเด็กและผู้ใหญ่ต่างกันไหม

ลมพิษสามารถเกิดได้ทุกช่วงวัย แต่สาเหตุของลมพิษ ลักษณะการเกิดลมพิษ และแนวทางดูแลรักษาลมพิษ อาจแตกต่างกันระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่พอสมควร ดังนี้

1.สาเหตุลมพิษที่พบบ่อยแตกต่างกัน
• ลมพิษในเด็ก มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัด เจ็บคอ ท้องเสีย อาจเกิดจากอาหารหรือแมลงกัดต่อย ส่วนใหญ่เป็นแบบเฉียบพลัน และหายได้เอง ในเด็กจำนวนมาก ลมพิษเกิดหลังมีไข้หรือช่วงที่ร่างกายกำลังต่อสู้กับเชื้อโรค โดยไม่ได้แพ้อาหารจริงเสมอไป
• ลมพิษในผู้ใหญ่ พบทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยลมพิษเรื้อรังพบได้บ่อยกว่าในเด็ก มักไม่พบสาเหตุชัดเจน อาจเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ

2.ความรุนแรงของอาการลมพิษ
โดยทั่วไปทั้งเด็กและผู้ใหญ่เมื่อเป็นลมพิษ สามารถมีผื่นนูน คัน และยุบภายใน 24 ชั่วโมงเหมือนกัน

• ลมพิษในผู้ใหญ่ มีแนวโน้มเป็นเรื้อรังมากกว่า อาจมีอาการบวมลึก (Angioedema) ร่วมบ่อยกว่า อาการอาจกระทบคุณภาพชีวิต เช่น นอนไม่หลับ เครียด
• ลมพิษในเด็ก ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง มักดีขึ้นเมื่อหายจากการติดเชื้อ ภาวะแพ้รุนแรงพบได้แต่ไม่บ่อย

3.ระยะเวลาของโรคลมพิษ
• เด็กมักเป็นลมพิษเฉียบพลัน ไม่เกิน 6 สัปดาห์
• ผู้ใหญ่อาจพบลมพิษเรื้อรัง มากกว่า 6 สัปดาห์ และเป็น ๆ หาย ๆ หลายเดือนหรือหลายปี

4.การรักษาลมพิษ
แนวทางรักษาลมพิษหลัก ๆ มีความคล้ายกัน คือใช้ยาแก้แพ้เป็นพื้นฐาน

• ลมพิษในเด็ก ต้องปรับขนาดยาให้เหมาะสมตามอายุและน้ำหนัก ควรใช้ยาภายใต้คำแนะนำแพทย์เสมอ
• ลมพิษในผู้ใหญ่ อาจต้องใช้ยาในขนาดสูงขึ้นในกรณีเรื้อรัง บางรายอาจต้องใช้ยาควบคุมภูมิคุ้มกันหรือยาชีวภาพ

5.ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
• ลมพิษในเด็ก มักกระทบระยะสั้น ผู้ปกครองกังวลเรื่องการแพ้อาหาร
• ลมพิษในผู้ใหญ่ หากเป็นเรื้อรัง อาจกระทบการทำงาน การนอน และสุขภาพจิต ความเครียดอาจทำให้อาการกำเริบ

ลมพิษเรื้อรังรักษาหายไหม

ลมพิษเรื้อรัง (Chronic Urticaria) คือ ลมพิษที่เป็นต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์ และมักเป็น ๆ หาย ๆ โดยผื่นแต่ละจุดยังคงยุบได้ภายใน 24 ชั่วโมงเหมือนลมพิษทั่วไป คำถามสำคัญคือ ลมพิษเรื้อรังรักษาหายไหม คำตอบคือ โดยทั่วไปสามารถควบคุมอาการลมพิษได้ และในหลายรายสามารถหายได้เองเมื่อเวลาผ่านไป

ลมพิษเรื้อรังหายขาดได้หรือไม่
ผู้ที่เป็นลมพิษจำนวนมาก อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 1–5 ปี บางรายอาจหายเร็วภายในไม่กี่เดือน ส่วนน้อยอาจเป็นนานหลายปี แม้จะเรียกว่าลมพิษเรื้อรัง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นตลอดชีวิต

ทำไมลมพิษเรื้อรังถึงเป็นนาน
ในผู้ที่เป็นลมพิษจำนวนมาก ไม่ได้เกิดจากการแพ้อาหารโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ มีแอนติบอดีไปกระตุ้นเซลล์ที่หลั่งฮีสตามีน การหลั่งฮีสตามีนเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งกระตุ้นชัดเจน จึงทำให้ผื่นเกิดซ้ำ ๆ แม้ไม่ได้สัมผัสสารก่อภูมิแพ้

สรุปลมพิษเรื้อรังสามารถควบคุมอาการได้ และในหลายรายสามารถหายได้เองเมื่อเวลาผ่านไป แม้อาจต้องใช้เวลาเป็นเดือนหรือปี หากอาการรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

ลมพิษ
ลมพิษ เจาะลึกสาเหตุ อาการ และวิธีรักษาด้วยตัวเองให้หายเร็วขึ้น
ลมพิษ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

วิธีป้องกันไม่ให้ลมพิษกลับมาเป็นซ้ำ

ลมพิษสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยกระตุ้นชัดเจนหรือเป็นลมพิษเรื้อรัง การป้องกันไม่ให้เกิดอาการลมพิษ จึงเน้นที่การลดสิ่งกระตุ้นลมพิษ และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ดังนี้

1.หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทราบแน่ชัด
หากเคยมีประวัติลมพิษหลังสัมผัสสิ่งใด ควรหลีกเลี่ยง เช่น อาหารที่เคยกระตุ้น ยาที่เคยแพ้ (แจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนรับยา) แมลงกัดต่อย อากาศร้อนจัดหรือเย็นจัด เสื้อผ้ารัดแน่นหรือเสียดสีผิว หากยังไม่ทราบสาเหตุ อาจจดบันทึกอาหาร กิจกรรม และอาการ เพื่อช่วยวิเคราะห์ปัจจัยกระตุ้นลมพิษ

2.ผ่อนคลายความเครียด
ความเครียดสามารถกระตุ้นให้ลมพิษกำเริบ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นลมพิษเรื้อรัง ควรนอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอแบบไม่หักโหม ฝึกผ่อนคลาย เช่น หายใจลึก ๆ หรือทำสมาธิ

3.หลีกเลี่ยงความร้อนและเหงื่อมากเกินไป
ความร้อนทำให้หลอดเลือดขยายและกระตุ้นการหลั่งฮีสตามีน ควรเลี่ยงอาบน้ำร้อนจัด หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดนาน ใส่เสื้อผ้าระบายอากาศดี เช็ดเหงื่อทันทีหลังออกกำลังกาย

4.ดูแลสุขภาพผิวให้แข็งแรง
ผิวที่ระคายเคืองง่ายอาจกระตุ้นลมพิษได้ ควรใช้สบู่อ่อนโยน หลีกเลี่ยงการขัดถูแรง ทามอยส์เจอไรเซอร์สม่ำเสมอในผู้ที่ผิวแห้ง ตัดเล็บให้สั้นเพื่อลดการเกา

5.รับประทานยาอย่างต่อเนื่องในรายเรื้อรัง
ผู้ที่เป็นลมพิษเรื้อรัง ควรรับประทานยาแก้แพ้ตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ แม้อาการดีขึ้นแล้ว ไม่ควรหยุดยาเอง เพราะอาจทำให้อาการกลับมากำเริบ

6.หลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่จำเป็น
ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดบางกลุ่ม อาจกระตุ้นลมพิษในบางราย ก่อนใช้ยาใหม่ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับประวัติลมพิษ

7.ตรวจสุขภาพเมื่อมีอาการลมพิษเรื้อรัง
หากลมพิษเป็นนานเกิน 6 สัปดาห์ หรือเป็นบ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาปัจจัยภายใน เช่น ความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน หรือโรคประจำตัวบางชนิด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลมพิษ (FAQ)

1.ลมพิษหายเองได้ไหม

คำตอบ ลมพิษส่วนใหญ่ โดยเฉพาะลมพิษเฉียบพลัน สามารถหายเองได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน แม้ไม่ได้รับการรักษา ผื่นแต่ละจุดมักยุบภายใน 24 ชั่วโมง และไม่ทิ้งรอยแผลเป็น อย่างไรก็ตาม หากยังมีสิ่งกระตุ้นอยู่ ผื่นอาจขึ้นซ้ำได้ การรับประทานยาแก้แพ้จะช่วยให้อาการยุบเร็วขึ้นและลดอาการคัน ในกรณีลมพิษเรื้อรัง อาการอาจเป็น ๆ หาย ๆ นานเกิน 6 สัปดาห์ แม้จะไม่อันตราย แต่ควรพบแพทย์เพื่อควบคุมอาการให้ดีขึ้น

2.ลมพิษติดต่อกันหรือไม่

คำตอบ ลมพิษไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่สามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านการสัมผัส การใช้ของร่วมกัน หรือการอยู่ใกล้ชิด แต่ในบางกรณีที่ลมพิษเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ผู้ป่วยอาจแพร่เชื้อไวรัสได้ตามปกติของโรคนั้น ไม่ใช่แพร่ลมพิษโดยตรง ดังนั้นหากไม่มีการติดเชื้อร่วม ลมพิษเองไม่สามารถติดต่อกันได้

3.เป็นลมพิษต้องงดอาหารอะไร

คำตอบ ไม่จำเป็นต้องงดอาหารทุกชนิด หากยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอาหารใดเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดลมพิษ แต่กรณีที่เคยมีอาการลมพิษชัดเจนหลังรับประทานอาหารบางชนิด ควรหลีกเลี่ยงอาหารนั้น เช่น อาหารทะเล ถั่วบางชนิด ไข่ อาหารหมักดอง อาหารที่มีสารปรุงแต่งบางประเภท ในผู้ที่เป็นลมพิษเรื้อรังโดยไม่พบสาเหตุ การงดอาหารหลายอย่างโดยไม่มีหลักฐานอาจทำให้ขาดสารอาหารโดยไม่จำเป็น หากสงสัยว่าอาหารเป็นสาเหตุ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอย่างเหมาะสม แทนการงดเองทั้งหมด

สรุปเกี่ยวกับอาการลมพิษ

ลมพิษเกิดจากการหลั่งสารฮีสตามีนในผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นนูนแดงและอาการคัน โดยแบ่งออกเป็นลมพิษเฉียบพลันและลมพิษเรื้อรัง สาเหตุอาจมาจากอาหาร ยา การติดเชื้อ ปัจจัยทางกายภาพ ความเครียด หรือในบางรายไม่ทราบสาเหตุชัดเจน

แม้ลมพิษส่วนใหญ่ไม่อันตรายและสามารถควบคุมได้ด้วยยาแก้แพ้และการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้เกิดลมพิษ แต่หากลมพิษมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก คอบวม หรือเป็นต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอย่างละเอียด การดูแลสุขภาพโดยรวม พักผ่อนเพียงพอ ลดความเครียด และสังเกตปัจจัยกระตุ้นลมพิษของตนเอง เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยควบคุมลมพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดการกำเริบของลมพิษในระยะยาว

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
โปรโมชั่นต่างๆ
เรื่อง บทความน่ารู้ ที่คุณอาจสนใจ