- ปากบวม เกิดจากอะไร กี่วันหาย รักษาอย่างไรให้หายบวม
- ปากบวมคืออะไร อาการเป็นอย่างไร
- ปากบวมเกิดจากอะไร
- 1.ปากบวมเกิดจากการแพ้
- สาเหตุที่ 2 ปากบวมเกิดจากการติดเชื้อ
- สาเหตุที่ 3 ปากบวมเกิดจากการบาดเจ็บหรือระคายเคือง
- สาเหตุที่ 4 ปากบวมเกิดจากแมลงกัดต่อย
- สาเหตุที่ 5 ปากบวมเกิดจากการอักเสบของริมฝีปาก
- สาเหตุที่ 6 ปากบวมเกิดจากโรคหรือปัญหาสุขภาพ
- อาการที่มักพบร่วมกับปากบวม
- อาการปากบวมแบบไหนที่ไม่อันตราย?
- ปากบวมแบบไหนที่ควรระวัง?
- วิธีดูแลบรรเทาอาการปากบวมเบื้องต้น
- วิธีการรักษาปากบวมทางการแพทย์?
- ปากบวมกี่วันหาย เมื่อใดควรพบแพทย์
- ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมคืออะไร อาการอย่างไร
- ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากอะไร
- ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเป็นก้อน กี่วันหาย
- วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ปากบวม
- ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมอันตรายไหม
- สรุปเกี่ยวกับอาการปากบวม
ปากบวม เกิดจากอะไร กี่วันหาย รักษาอย่างไรให้หายบวม
อาการปากบวม เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การระคายเคือง การแพ้ หรือการบาดเจ็บ ไปจนถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทำหัตถการทางความงาม เช่น การฉีดฟิลเลอร์ปาก ซึ่งทำให้หลายคนเกิดความกังวลว่าอาการบวมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องปกติหรือเป็นสัญญาณอันตราย
การทำความเข้าใจว่า ปากบวมคืออะไร เกิดจากสาเหตุใด อาการแบบไหนไม่อันตราย และแบบไหนควรระวัง จะช่วยให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง และตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมว่า ควรดูแลเบื้องต้นหรือควรไปพบแพทย์
ปากบวมคืออะไร อาการเป็นอย่างไร
ปากบวม คือภาวะที่ริมฝีปากมีอาการบวมผิดปกติ อาจเกิดขึ้นที่ริมฝีปากบน ล่าง หรือทั้งสองข้าง ทำให้ปากดูอูม หนา หรือเปลี่ยนรูปไปจากปกติ สาเหตุเกิดได้จากการอักเสบ การแพ้ การติดเชื้อ การบาดเจ็บ หรือปฏิกิริยาของร่างกายต่อสิ่งกระตุ้นบางอย่าง
อาการปากบวมอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและหายได้เอง หรืออาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับการดูแล หากมีอาการบวมมาก บวมเร็ว หรือบวมร่วมกับอาการผิดปกติอื่น เช่น เจ็บมาก คัน หายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม
ถ้าคนไข้สงสัยว่าอาการปากบวมคืออะไรนะคะ? จริง ๆ แล้วมันคือภาวะที่ริมฝีปากของเราดูบวม อูม หรือว่าหนาขึ้นกว่าปกติค่ะ ซึ่งบางทีอาจจะเป็นแค่จุดเล็ก ๆ บางจุด หรือเป็นพร้อมกันทั้งหมดทั้งริมฝีปากบนและริมฝีปากล่างเลยก็ได้นะคะ ส่วนอาการร่วมอื่น ๆ ก็มีได้หลากหลายรูปแบบเลยค่ะ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปากบวมในรอบนั้น ๆ ค่ะ
โดยลักษณะของอาการปากบวม คือ ริมฝีปากบวม ตึง หรืออูมเห็นได้ชัด รู้สึกเจ็บ คัน หรือแสบร้อนบริเวณปาก ผิวริมฝีปากแดง ร้อน หรือแห้งแตก มีตุ่มน้ำ ตุ่มใส ตุ่มหนอง หรือแผลที่ปาก อาจมีอาการปวดหรือระบมเมื่อสัมผัส คนไข้บางรายอาจบวมร่วมกับลิ้น ใบหน้า หรือรอบปากได้ค่ะ
สำหรับอาการปากบวมที่เกิดจากการแพ้ อาจบวมอย่างรวดเร็ว และถ้าบวมร่วมกับอาการแน่นคอ เสียงแหบ หรือหายใจลำบาก ถือว่าเป็นอาการรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีค่ะ
ปากบวมเกิดจากอะไร
อาการปากบวม เป็นภาวะที่ริมฝีปากเกิดการบวม อูม หรือหนาผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือเป็นอยู่นาน ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่กระตุ้น โดยทั่วไปปากบวมเกิดจากการอักเสบ การแพ้ การติดเชื้อ หรือการระคายเคืองของเนื้อเยื่อบริเวณริมฝีปาก สาเหตุหลัก ๆ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้
1.ปากบวมเกิดจากการแพ้
การแพ้เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยมากของอาการปากบวม โดยร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและเกิดอาการบวม ตัวอย่างสิ่งที่ก่อให้เกิดการแพ้ ได้แก่
• อาหาร เช่น อาหารทะเล ถั่ว ไข่ นม
• ยาบางชนิด
• เครื่องสำอาง เช่น ลิปสติก ลิปบาล์ม
• ยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปาก
อาการปากบวมจากการแพ้มักเกิดขึ้นรวดเร็ว อาจมีอาการคัน แดง หรือบวมร่วมกับใบหน้า ลิ้น และลำคอ หากเป็นการแพ้รุนแรง อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
สาเหตุที่ 2 ปากบวมเกิดจากการติดเชื้อ
การติดเชื้อบริเวณริมฝีปากสามารถทำให้เกิดอาการบวมได้ เช่น เริมที่ริมฝีปาก มีตุ่มน้ำใส เจ็บแสบ การติดเชื้อแบคทีเรียทำให้บวมแดง เจ็บ มีหนอง หรือการติดเชื้อราทำให้ปากแห้ง แตก อักเสบ อาการปากบวมเพราะติดเชื้อมักไม่หายเองง่าย ๆ แนะนำให้พบแพทย์เพื่อรักษาค่ะ
สาเหตุที่ 3 ปากบวมเกิดจากการบาดเจ็บหรือระคายเคือง
อีกหนึ่งสาเหตุปากบวมที่พบได้บ่อย คือ การบาดเจ็บหรือการระคายเคืองบริเวณริมฝีปากค่ะ เช่น ถูกกระแทกหรือหกล้ม กัดปากแรง ๆ โดยไม่รู้ตัว การทำฟัน การฉีดยาชา หรือศัลยกรรมปาก รวมถึงการสัมผัสของร้อน หรือสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ ทำให้ปากอักเสบและบวมขึ้นได้ค่ะ
สาเหตุที่ 4 ปากบวมเกิดจากแมลงกัดต่อย
การถูกแมลงกัดต่อยบริเวณริมฝีปาก เช่น ยุง มด หรือผึ้ง เรียกได้ว่าเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ค่ะ ทำให้เกิดอาการบวม แดง และคันได้ เพราะปากเป็นเนื้อเยื่ออ่อน เมื่อถูกแมลงกัดต่อย อาการบวมจึงเห็นได้ชัดกว่าส่วนอื่นของร่างกาย
สาเหตุที่ 5 ปากบวมเกิดจากการอักเสบของริมฝีปาก
พฤติกรรมบางอย่างอาจทำให้ปากบวมได้ เช่น การเลียปากบ่อย ๆ การไม่ทาลิปมันกันแดด การไม่บำรุงริมฝีปาก ทำให้ปากแห้งแตก ถ้าทำบ่อย ๆ หรือปล่อยทิ้งไว้ จะทำให้ผิวปากระคายเคืองและบวมได้ง่ายนั่นเองค่ะ
สาเหตุที่ 6 ปากบวมเกิดจากโรคหรือปัญหาสุขภาพ
คนไข้รู้ไหมคะ บางทีอาการปากบวมเนี่ย ก็ไม่ได้เกิดจากแมลงสัตว์กัดต่อยแบบธรรมดานะคะ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายของเรา เกี่ยวกับโรคหรือปัญหาสุขภาพซ่อนอยู่ก็เป็นได้ค่ะ เช่น อาการแพ้รุนแรงเฉียบพลันที่เรียกว่า แอนาฟิแลกซิส (Anaphylaxis) โรคภูมิแพ้ โรคระบบภูมิคุ้มกัน หรือแม้แต่โรคเรื้อรังบางอย่าง ที่ทำให้เนื้อเยื่ออักเสบค่ะ คุณหมอขอแนะนำว่าช่วงนี้ต้องคอยสังเกตอาการตัวเองให้ด ๆ เลยนะคะ ถ้าเริ่มลามหรือรู้สึกไม่ดี ให้คนไข้รีบมาพบหมอได้เลยค๊าาาา
อาการที่มักพบร่วมกับปากบวม
อาการปากบวม เป็นอาการที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน และมักเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ ซึ่งช่วยบ่งบอกถึงสาเหตุและความรุนแรงของอาการได้ ลักษณะอาการที่พบอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยกระตุ้น เช่น การแพ้ การติดเชื้อ หรือการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณริมฝีปาก
1.ริมฝีปากบวม อูม หรือหนากว่าปกติ
เป็นอาการหลักที่พบได้ชัดเจน อาจบวมเพียงเล็กน้อยหรือบวมมากจนเห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปปาก บางรายอาจบวมเฉพาะริมฝีปากบน ริมฝีปากล่าง หรือบวมข้างเดียว
อาการตึง เจ็บปวดบริเวณปาก
คนไข้ที่มีอาการปากบวมมักรู้สึกตึงบริเวณริมฝีปาก เพราะเนื้อเยื่อขยายตัว ถ้าปากบวมเกิดจากการอักเสบหรือบาดเจ็บ จะรู้สึกเจ็บหรือปวดเมื่อสัมผัส ขยับปาก หรือพูดได้ค่ะ
อาการคันปากหรือแสบร้อน
อาการคันปากพบได้ถ้าปากบวมจากการแพ้หรือแมลงกัดต่อย ส่วนอาการแสบร้อนปากพบได้ถ้าผิวปากระคายเคืองหรืออักเสบ ทำให้คนไข้รู้สึกไม่สบายและอยากเกาบริเวณปากค่ะ
ริมฝีปากแดง ร้อน มีอาการอักเสบ
ริมฝีปากแดง รู้สึกร้อนปาก หรือไวต่อการสัมผัส เพราะเนื้อเยื่อบริเวณริมฝีปากเกิดการอักเสบนั่นเองค่ะ บางครั้งอาจเห็นผิวปากดูตึงและเงากว่าปกติด้วย
ปากแห้ง แตก เป็นขุย
สำหรับคนไข้ที่เลียปากบ่อย ๆ หรืออยู่ในห้องแอร์นาน ๆ รวมถึงแพ้สารเคมีในเครื่องสำอาง จะทำให้เกิดอาการปากแห้ง แตก เป็นขุย ระคายเคืองจนปากบวมง่ายได้ค่ะ
ปากมีตุ่มน้ำ ตุ่มใส ตุ่มหนอง
อาการปากบวมที่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น โรคเริมที่ปากอาจมีตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ หรือ ติดเชื้อแบคทีเรียจะมีตุ่มหนอง ต่อมาตุ่มน้ำใสหรือตุ่มหนองอาจแตกและกลายเป็นแผลได้ค่ะ
ปากมีแผล เจ็บเมื่อขยับปาก
คนไข้บางรายมีแผลบริเวณริมฝีปาก ทำให้รู้สึกเจ็บเมื่อพูด ยิ้ม หรือรับประทานอาหารได้ค่ะ โดยเฉพาะถ้าเป็นอาหารรสจัดหรืออาหารร้อน ๆ ก็จะทำให้เจ็บปากมากกว่าเดิม
ปากบวมพร้อมกับอวัยวะอื่น
ถ้าปากบวมร่วมกับใบหน้า ลิ้น เหงือก หรือรอบดวงตาบวมด้วย มักพบในอาการแพ้ อาจบวมลามอย่างรวดเร็ว เป็นสัญญาณของอาการแพ้รุนแรง ควรพบคุณหมอโดยด่วนค่ะ
ปากบวม มีไข้ รู้สึกไม่สบายตัว
ถ้าปากบวมเกิดจากการติดเชื้อ ทำให้มีไข้ อ่อนเพลีย หรือรู้สึกไม่สบายตัวร่วมด้วย แสดงว่าร่างกายกำลังตอบสนองต่อการติดเชื้อ แนะนำพบคุณหมอค่ะ
อาการปากบวมที่ควรรีบไปพบแพทย์
ถ้ามีอาการปากบวมร่วมกับหายใจลำบาก แน่นคอ เสียงแหบ บวมลามเร็ว เจ็บมาก หรือไม่ยุบภายใน 2-3 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะเป็นภาวะที่ต้องรักษาโดยด่วนค่ะ
อาการปากบวมแบบไหนที่ไม่อันตราย?
อาการปากบวมไม่ได้เป็นสัญญาณของโรคร้ายเสมอไปค่ะ หลายกรณีเป็นอาการเล็กน้อยที่หายได้เอง ถ้าดูแลรักษาเหมาะสม โดยอาการปากบวมที่ไม่อันตราย มีลักษณะดังนี้ค่ะ
ปากบวมเล็กน้อยและค่อย ๆ ยุบลงเอง
อาการปากบวมเล็กน้อย ไม่เจ็บมาก และดีขึ้นภายใน 1-2 วัน มักเกิดจากการระคายเคืองเล็กน้อย เช่น กัดปาก เลียปากบ่อย หรือเป็นเพราะอากาศแห้ง ที่ทำให้ปากแห้งแตกค่ะ
ปากบวมจากการบาดเจ็บเล็กน้อย
ถ้าปากได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เช่น ถูกกระแทกเบา ๆ เผลอกัดปาก หรือระคายเคืองจากการทำฟัน อาการบวมจะไม่รุนแรง ไม่มีแผลลึก และค่อย ๆ ดีขึ้นได้เองค่ะ
ปากบวมจากแมลงกัดต่อยที่ไม่รุนแรง
ถ้าถูกแมลงกัดบริเวณริมฝีปาก มีอาการบวมเล็กน้อย คัน หรือแดง แต่ไม่บวมรุนแรง ไม่หายใจลำบาก และอาการค่อย ๆ ดีขึ้นได้เอง ถือว่าไม่อันตรายค่ะ
ปากบวมจากการแพ้เล็กน้อย
อาการปากบวมจากการแพ้ เช่น แพ้ลิปสติก ยาสีฟัน หรืออาหารบางชนิด แต่อาการไม่รุนแรง บวมไม่มาก ไม่มีอาการแน่นคอ หายใจลำบาก และดีขึ้นได้เอง ถือว่าไม่อันตรายค่ะ
ไม่มีอาการรุนแรงร่วม
ปากบวมที่ไม่อันตราย จะไม่มีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วยค่ะ เช่น หายใจลำบาก แน่นคอ เสียงแหบ บวมลามไปที่ลิ้น คอ หรือใบหน้าอย่างรวดเร็ว เจ็บรุนแรงหรือมีหนอง แต่ถ้ามีควรพบคุณหมอค่ะ
อาการปากบวมไม่เป็นซ้ำบ่อย
ถ้าอาการปากบวมไม่ได้เกิดบ่อย ๆ ไม่รุนแรง และดีขึ้นได้เอง ถือว่าไม่เป็นอันตราย และไม่ใช่สัญญาณของโรคเรื้อรังค่ะ
ปากบวมแบบไหนที่ควรระวัง?
แม้ว่าอาการปากบวมหลายกรณีจะไม่อันตราย แต่ก็มีบางลักษณะที่อาจต้องพบคุณหมอเพื่อรักษาโดยด่วน ถ้าพบอาการต่อไปนี้ควรระมัดระวังเป็นพิเศษค่ะ
ปากบวมอย่างรวดเร็วหรือบวมมากผิดปกติ
ถ้าปากบวมเร็วภายในไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน อาจเป็นสัญญาณของการแพ้รุนแรงได้ค่ะ
ปากบวมร่วมกับหายใจลำบากหรือแน่นคอ
ถ้าปากบวมแล้วหายใจลำบากหรือแน่นคอ เป็นอาการอันตรายที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีค่ะ เพราะเสี่ยงขาดอากาศหายใจ จากคอบวมหรือทางเดินหายใจบวมค่ะ
ปากบวมลามไปที่ลิ้น คอ หรือใบหน้า
ถ้าอาการปากบวม ลามไปยังลิ้น คอ รอบดวงตา หรือทั้งใบหน้า อาจเป็นการแพ้รุนแรงหรือปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันได้ค่ะ
ปากบวมร่วมกับอาการเจ็บรุนแรงหรือมีหนอง
อาการปากบวมที่เจ็บปวดมาก มีหนอง หรือมีแผลลึก อาจมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ต้องใช้ยารักษา แนะนำพบคุณหมอค่ะ
ปากบวมไม่ยุบหรือเป็นนานหลายวัน
ถ้าปากบวมต่อเนื่องเกิน 2-3 วัน หรืออาการไม่ดีขึ้นแม้ดูแลเบื้องต้นแล้ว ควรไปพบคุณหมอค่ะ เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม
ปากบวมเป็นซ้ำบ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ
อาการปากบวมที่เกิดซ้ำบ่อย ๆ อาจเกี่ยวข้องกับโรคภูมิแพ้เรื้อรัง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ หรือโรคบางชนิด แนะนำให้พบคุณหมอค่ะ
ปากบวมร่วมกับไข้สูงหรืออาการไม่สบายรุนแรง
ถ้าปากบวมแล้วมีไข้สูง อ่อนเพลีย หรือรู้สึกไม่สบายรุนแรง อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่ลุกลาม แนะนำให้พบคุณหมอค่ะ
วิธีดูแลบรรเทาอาการปากบวมเบื้องต้น
เมื่อมีอาการปากบวม หากอาการไม่รุนแรงและไม่มีสัญญาณอันตราย สามารถดูแลและบรรเทาอาการเบื้องต้นได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
1.บรรเทาอาการปากบวมด้วยการประคบเย็น
ใช้ผ้าสะอาดห่อน้ำแข็งหรือเจลประคบเย็น ประคบบริเวณริมฝีปากประมาณ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการบวมได้
บรรเทาอาการปากบวมด้วยการหลีกเลี่ยงสัมผัสริมฝีปาก
ช่วงนี้ต้องงดจับ แกะ เกา หรือเผลอไปกัดริมฝีปากเด็ดขาดเลยนะคะ เพราะการทำแบบนั้น อาจจะยิ่งไปกระตุ้นให้เนื้อเยื่อให้ระคายเคือง แล้วก็บวมเจ่อมากกว่าเดิมค่ะ แถมยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดแผลติดเชื้อซ้ำซ้อนเข้าไปอีกนะคะ อดทนไว้ก่อนน้า
งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคือง
ถ้าใช้ผลิตภัณฑ์บางอย่างแล้วเกิดอาการปากบวม เช่น ลิปสติก ลิปบาล์ม ยาสีฟัน หรือน้ำยาบ้วนปาก ให้หยุดใช้ทันทีค่ะ เพราะอาจเป็นสาเหตุของการแพ้หรือระคายเคืองได้
ดื่มน้ำให้เพียงพอและใช้ลิปบำรุง
แนะนำดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และใช้ลิปบำรุงสูตรอ่อนโยน ไม่มีน้ำหอมหรือสารระคายเคือง เพื่อช่วยลดอาการปากแห้งแตกค่ะ
หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้บวมมากขึ้น
ถ้ามีอาการปากบวมอยู่ แนะนำให้งดกินอาหารรสจัด เผ็ด เปรี้ยว เค็มจัด รวมถึงอาหารร้อน ๆ เพราะอาจทำให้อาการปากบวมมากขึ้นได้ค่ะ
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
ถ้ามีอาการปากบวม แนะนำนอนหลับพักผ่อน เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น และลดการอักเสบของริมฝีปากค่ะ
ดูแลความสะอาดช่องปาก
แนะนำดูแลความสะอาดช่องปากและริมฝีปากเสมอ แปรงฟันอย่างเบามือ เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อเพิ่ม และทำให้ปากบวมมากขึ้นค่ะ
หลีกเลี่ยงการเลียปากบ่อย ๆ
บางคนรู้สึกปากแห้ง แล้วเลียริมฝีปากเพื่อให้หายปากแห้ง เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ แนะนำให้ทาลิปมันหรือลิปบาล์มช่วยบำรุงให้ปากชุ่มชื้นค่ะ
ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ (ถ้ามี)
ถ้าปากบวมแล้วเคยได้รับยาจากแพทย์ เช่น ยาแก้แพ้ หรือยาทาภายนอก ควรใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด แต่ไม่ควรซื้อยามาใช้เองนะคะ
วิธีการรักษาปากบวมทางการแพทย์?
อาการปากบวมรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์อย่างไรบ้าง ? จะขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรง และอาการร่วมของผู้ป่วย โดยคุณหมอจะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และพิจารณาการรักษาในแนวทางต่อไปนี้ค่ะ
การใช้ยาแก้แพ้
ถ้าปากบวมเกิดจากอาการแพ้ เช่น แพ้อาหาร ยา หรือเครื่องสำอาง คุณหมออาจให้ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน เพื่อลดอาการบวม คัน และแดง ถ้าอาการไม่รุนแรง จะตอบสนองต่อยาได้ดีและค่อย ๆ ดีขึ้นค่ะ
การใช้ยาลดการอักเสบหรือสเตียรอยด์
ถ้าปากบวมมาก หรือเกิดการอักเสบรุนแรง คุณหมออาจพิจารณายาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานหรือฉีด เพื่อลดอาการบวมอักเสบ ทั้งนี้ยากลุ่มนี้ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้นค่ะ
การรักษาในกรณีแพ้รุนแรง (ฉุกเฉิน)
ถ้าคนไข้มีอาการปากบวม แล้วเริ่มรู้สึกหายใจลำบาก แน่นตรงลำคอ หรือเห็นว่าบวมลามไปที่ลิ้นและด้านในคอด้วยละก็ อันนี้ต้องรีบมาหาคุณหมอทันทีเลยนะคะ เพราะเป็นกรณีด่วน ฉุกเฉิน ที่หมอต้องดูแลแบบเร่งด่วนมาก ๆ ค่ะ โดยหมอจะรีบให้ออกซิเจน ช่วยดูแลระบบทางเดินหายใจให้โล่ง และคอยเฝ้าระวังอาการของคนไข้อย่างใกล้ชิดที่สุดในโรงพยาบาล เพื่อความปลอดภัยน้า
การรักษาการติดเชื้อ
ในกรณีที่มีอาการปากบวมเกิดจากการติดเชื้อนะคะ คุณหมอจะพิจารณาจ่ายยาให้ตรงกับเชื้อตัวนั้นๆ ค่ะ อย่างถ้าตรวจแล้วพบเจอว่าติดเชื้อแบคทีเรีย คุณหมอก็จะจัดยาปฏิชีวนะให้ทานนะคะ หรือถ้าเป็นตุ่มแผลเริมที่ริมฝีปาก ก็จะใช้เป็นยาต้านไวรัสแทนค่ะ ส่วนถ้าเป็นเชื้อรา คุณหมอก็จะให้ยาทาฆ่าเชื้อราเฉพาะจุดค่ะ ซึ่งการเลือกใช้ยาทั้งหมดนี้ จะขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อรวมถึงความรุนแรงของอาการในขณะนั้นด้วยค่ะ
การรักษาแผลหรือการบาดเจ็บ
ถ้าปากบวมเพราะเกิดอุบัติเหตุหรือคนไข้ได้รับบาดเจ็บมานะคะ คุณหมออาจจะให้ยาแก้ปวด หรือยาลดอักเสบ เพื่อบรรเทาอาการค่ะ กรณีถ้ามีบาดแผลด้วย คุณหมอก็จะทำแผลให้ทันทีเลยค่ะ พร้อมกับแนะนำเคล็ดลับการดูแลแผลกลับไปให้ด้วยนะคะ ผิวตรงริมฝีปากจะได้ปลอดภัย และไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำซ้อนด้วยค่ะ
การตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม
ถ้าปากบวมเป็นซ้ำบ่อย หรือไม่ทราบสาเหตุชัดเจน คุณหมออาจพิจารณาตรวจภูมิแพ้ ตรวจเลือด ส่งต่อแพทย์เฉพาะทาง เช่น แพทย์ผิวหนังหรือแพทย์ภูมิแพ้ค่ะ
ส่วนคนไข้คนไหนที่พบเจอปัญหาปากบวมเป่งขึ้นมาบ่อยๆ เป็นซ้ำไม่หายสักที หรือไม่สามารถค้นหาสาเหตุแบบชัดเจนได้ ไม่ต้องเสียใจไปนะคะ เคสนี้คุณหมออาจจะพิจารณาให้เจาะเลือดตรวจหาภูมิแพ้ หรืออาจส่งต่อให้แพทย์เฉพาะทางช่วยดูแลเพิ่มเติม อย่างเช่น คุณหมอผิวหนัง หรือคุณหมอโรคภูมิแพ้ค่ะ จะได้ช่วยกันประเมินค้นหา สาเหตุที่แท้จริง และรักษาให้ตรงจุดที่สุดจ้าาา
ปากบวมกี่วันหาย เมื่อใดควรพบแพทย์
สรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ เลยนะคะ อาการปากบวมจะหายเร็วหรือช้านั้น แท้จริงแล้ว มันขึ้นอยู่กับสาเหตุ และความรุนแรงของอาการในรอบนั้นๆ แล้วก็วิธีดูแลรักษาของตัวเราเองด้วยค่ะ ซึ่งคุณหมอแอบสรุปหัวข้อสำคัญ ๆ มาให้เช็กกันตามนี้เลยค่ะ
ระยะเวลาที่อาการปากบวมหาย
กรณีที่คนไข้ปากบวมแค่เล็กน้อย และไม่อันตราย อารมณ์แบบเผลอดันไปกัดปากตัวเองเข้า โดนแมลกัดต่อย หรือระคายเคืองแพ้อะไรนิดๆ หน่อยๆ ปกติแล้วรอยบวมจะค่อยๆ ยุบและดีขึ้นเองภายใน 1-3 วัน นะคะ ยิ่งถ้าคนไข้ดูแลถูกวิธี อย่างเช่น การขยันประคบเย็นบ่อย ๆ หรือหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ก็จะช่วยให้ปากกลับมาสวยเรียวเร็วยิ่งขึ้นค่ะ
กรณีที่คนไข้ปากบวมจากการอักเสบหรือติดเชื้อเล็กน้อย ลักษณะของอาการแบบนี้ อาจจะใช้เวลาเล็กน้อยประมาณ 3-7 วัน นะคะ แต่คนไข้ไม่ต้องกังวลไปนะคะ ขอแค่เราได้รับยาบรรเทาอาการที่ตรงจุดและเหมาะสม รอยปากบวมเจ่อก็จะค่อย ๆ ยุบลง และดีขึ้นตามลำดับอย่างปลอดภัยแน่นอนค่ะ
กรณีที่คนไข้ปากบวมจากการแพ้หนักหรือติดเชื้อรุนแรง เคสนี้รอยปากบวมอาจจะใช้เวลานานกว่า 7 วัน ได้เลยนะคะ สิ่งที่สำคัญมากๆ เลยนะคะ คือ คนไข้จะต้องเข้ามาพบคุณหมอออย่างสม่ำเสมอ และติดตามอาการรักษาอย่างต่อเนื่องนะคะ ห้ามปล่อยทิ้งไว้ หรือหายเงียบไปเฉย ๆ เด็ดขาดเลยน้า เพื่อความปลอดภัยค่ะ
หากปากบวม ไม่ยุบภายใน 2-3 วัน หรือมีแนวโน้มแย่ลง ควรเริ่มพิจารณาพบแพทย์
อาการปากบวมที่ควรพบแพทย์
ถ้าเกิดว่ามีอาการแปลก ๆ ตามข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้โผล่ขึ้นมา ห้ามนิ่งนอนใจและต้องรีบไปพบหมอทันทีแบบด่วนที่สุด
เลยนะคะ อย่ารอให้ข้ามวันเด็ดขาดเลยค่ะ ปลอดภัยไว้ก่อนนะคะ
• ปากบวม อย่างรวดเร็วหรือบวมมากผิดปกติ
• ปากบวมร่วมกับหายใจลำบาก แน่นคอ เสียงแหบ
• บวมลามไปที่ลิ้น คอ ใบหน้า หรือรอบดวงตา
• มีอาการปากบวม เจ็บรุนแรง แผลลึก หรือมีหนอง
• มี ไข้สูง อ่อนเพลีย หรืออาการไม่สบายรุนแรง
• ปากบวม ไม่ยุบภายใน 2-3 วัน แม้ดูแลเบื้องต้นแล้ว
• ปากบวม เป็นซ้ำบ่อย โดยไม่ทราบสาเหตุ
ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมคืออะไร อาการอย่างไร
ฉีดฟิลเลอร์ปากบวม คือภาวะที่ริมฝีปากเกิดอาการบวมหลังการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเพิ่มความอวบอิ่ม ปรับรูปทรง หรือแก้ไขรูปปาก ฟิลเลอร์ที่ใช้ส่วนใหญ่มักเป็นสารกลุ่มไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid: HA) ซึ่งสามารถสลายได้ตามธรรมชาติ อาการปากบวมหลังฉีดจึงถือเป็นอาการข้างเคียงที่พบได้ตามปกติ ในช่วงระยะเวลาแรกหลังทำ
อาการปากบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ เกิดจากการที่เนื้อเยื่อบริเวณริมฝีปากถูกกระตุ้นจากเข็มฉีด การกระจายตัวของฟิลเลอร์ และการตอบสนองของร่างกายต่อสารที่ฉีดเข้าไป ทำให้เกิดการอักเสบและการคั่งของของเหลวชั่วคราว
อาการปากบวมหลังฉีดฟิลเลอร์
อาการที่พบได้บ่อย มักเกิดขึ้นชัดเจนในช่วง 1-3 วันแรก และจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ได้แก่
• ริมฝีปากบวม อูม หรือดูหนากว่าปกติ
• รู้สึกตึง ระบม หรือเจ็บเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด
• มีรอยแดงหรือรอยช้ำเล็กน้อย
• ปากอาจดูไม่สมดุลหรือไม่เข้ารูปในช่วงแรก
• อาจรู้สึกปากตึงเมื่อต้องพูดหรือยิ้ม
ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากอะไร
อาการปากบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ เป็นสิ่งที่พบได้ค่อนข้างบ่อย โดยส่วนใหญ่ไม่อันตรายและเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายต่อการฉีดสารเข้าไปในเนื้อเยื่อริมฝีปาก อย่างไรก็ตาม สาเหตุของอาการบวมสามารถแบ่งได้เป็นหลายกรณี ดังนี้
ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากปฏิกิริยาปกติของร่างกาย
การฉีดฟิลเลอร์ต้องใช้เข็มฉีด ทำให้ระคายเคืองและอักเสบเล็กน้อย ร่างกายจึงตอบสนองด้วยการเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้ริมฝีปากบวมชั่วคราว จะยุบเองได้ในไม่กี่วันค่ะ
ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากคุณสมบัติของฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์ชนิดไฮยาลูโรนิกแอซิดมีคุณสมบัติอุ้มน้ำ เมื่อฉีดเข้าไปจะดึงน้ำเข้าสู่เนื้อเยื่อ ทำให้ปากดูบวม อูม และตึงในช่วงแรก ถือว่าเป็นเรื่องปกติ จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อฟิลเลอร์เข้าที่ จึงไม่ต้องเป็นกังวลค่ะ
ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากการฉีดหลายจุด
ถ้าฉีดฟิลเลอร์หลายตำแหน่ง หรือฉีดฟิลเลอร์หลายซีซี อาจทำให้เนื้อเยื่อของริมฝีปากถูกกระตุ้นมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการบวมชัดเจนได้ค่ะ
ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากโครงสร้างริมฝีปาก
จริง ๆ แล้วโครงสร้างริมฝีปากของคนเราไม่เหมือนกันเลยนะคะ บางคนนั้นพื้นฐานปากบางมาก เนื้อเยื่อก็อ่อน แถมยังมีเส้นเลือดฝอยกระจายอยู่เยอะเต็มไปหมดด้วยค่ะ เวลาโดนอะไรสะกิดนิดหน่อย หรือแพ้อะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็เลยอาจจะไปกระตุ้นให้ปากบวมเจ่อได้ง่ายกว่าคนอื่นเป็นพิเศษเลยค่ะ
ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากรอยช้ำจากเข็มฉีด
ขณะที่ฉีดฟิลเลอร์ปากนั้น ปลายเข็มอาจจะบังเอิญไปสะกิดโดนเส้นเลือดฝอยเข้าได้นะคะ ซึ่งเป็นเรื่องที่เจอได้ปกติมาก ๆ เลยค่ะ มันเลยจะทำให้ปากดูบวม ๆ แล้วก็มีรอยช้ำม่วงหรือรอยคล้ำนิดนึงค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลใจไปนะคะ อาการพวกนี้จะค่อย ๆ ยุบและจางหายไปได้เองแน่นอนค่ะ
ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากไม่ดูแลหลังฉีด
อ๊ะๆ คุณหมอต้องขอเตือนเรื่องพฤติกรรมหลังฉีดฟิลเลอร์ นิดนึงนะคะ ช่วงนี้ต้องงดจับ กด นวด หรือเผลอไปขยี้ริมฝีปากบ่อย ๆ ก่อนน้า รวมถึงพวกของชอบอย่างการดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกายหนัก ๆ หรือกินอาหารร้อน ๆ อาหารรสจัด เป็นตัวการทำปากบวมเพิ่มเลยค่ะ อาจจะทำให้บวมเจ่อหนานานกว่าปกติได้เลยนะคะ เพราะงั้นหมอแนะนำให้หลีกเลี่ยงไปก่อนเพื่อความปลอดภัยนะคะ
ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากการแพ้ฟิลเลอร์
ถึงแม้ว่าเคสแบบนี้จะพบได้น้อยมาก ๆ เลยนะคะ แต่ก็มีโอกาสที่คนไข้บางคนอาจจะเกิดอาการแพ้ฟิลเลอร์หรือว่าแพ้ยาชาได้เหมือนกันค่ะ ซึ่งจะทำให้ปากมีอาการบวมแดงแล้วก็คันยุบยิบขึ้นมา คุณหมอแนะนำเลยน้าว่าถ้าเริ่มมีอาการแบบนี้ปุ๊บ ให้คนไข้รีบพุ่งตัวมาพบคุณหมอทันทีเลยนะคะ จะได้รีบประเมินอาการและดูแลได้อย่างทันท่วงทีค่ะ
ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากภาวะแทรกซ้อน
เคสนี้พบได้น้อยมาก ๆ เลยนะคะ แต่อาการปากบวมอาจจะเกิดจากการติดเชื้อ หรือร้ายแรงถึงขั้นเนื้อเยื่อขาดเลือดเพราะฟิลเลอร์ไปอุดตันหลอดเลือดได้ค่ะ ซึ่งมักจะมีอาการรุนแรงอื่น ๆ โผล่ร่วมด้วยน้า เช่น รู้สึกปวดระบมมาก สีปากเริ่มเปลี่ยนเป็นซีดเผือดหรือคล้ำเขียว มีอาการชา หรือว่ามีหนองไหลออกมาค่ะ ถ้าคนไข้เจออาการน่ากลัวแบบนี้แม้แต่นิดเดียว คุณหมอแนะนำว่าต้องรีบเข้ามาพบแพทย์ทันทีแบบด่วนจี้ที่สุดเลยนะคะ
ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเป็นก้อน กี่วันหาย
เข้าใจเลยค่ะว่า อาการปากบวมเป็นก้อนหลังจากฉีดฟิลเลอร์มาเนี่ย เป็นอะไรที่ทำให้หลายคนนอยด์และมีความกังวลใจกันมากๆ เลยใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้วในหลาย ๆ เคส คุณหมอบอกเลยว่าเป็นอาการที่พบเจอได้บ่อย และไม่ได้อันตรายอย่างที่คิดค่ะ ส่วนเรื่องที่ว่ารอยก้อนนี้จะหายไปเมื่อไหร่นั้น หลักๆ จะขึ้นอยู่กับสาเหตุรวมถึงวิธีที่เราดูแลตัวเองหลังจากฉีดฟิเลอร์ด้วยค่ะ
ช่วงแรกหลังฉีดเลยค่ะ (1-3 วันแรก) ช่วงนี้ปากจะบวมชัดเจนที่สุดเลยนะคะคนไข้ แถมบางทีแอบคลำเจอก้อนแข็ง ๆ ใต้ผิวด้วยน้า ซึ่งจริง ๆ เกิดจากรอยบวมอักเสบจากเข็ม และตัวฟิลเลอร์เขากำลังพยายามกระจายตัวอยู่ค่ะ ถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก ๆ ในช่วงเริ่มต้น ไม่ต้องนอยด์ไปน้า
ช่วงวันที่ 4-7 ค่ะ คนไข้จะเริ่มสังเกตได้เลยว่ารอยบวมระบมต่าง ๆ จะเริ่มยุบลงเยอะเลยค่ะ ส่วนก้อนแข็ง ๆ แฟนตาซีตอนแรกก็จะนิ่มลงและค่อย ๆ เล็กลงตามไปด้วย ทรงปากจะเริ่มดูสวยเข้าที่มากขึ้นแล้วค่ะ
ช่วงสัปดาห์ที่ 1-2 ค่ะ ตัวฟิลเลอร์จะเริ่มผสานเข้าที่กับเนื้อปากของเราอย่างสมบูรณ์แบบแล้วค่ะ ก้อนส่วนใหญ่จะหายวับไปเลย หรือถ้าเอามือคลำดูก็จะไม่ค่อยชัดแล้วค่ะ เนื้อปากจะดูอวบอิ่มเป็นธรรมชาติมาก ๆ เลยค่ะ
แถมให้อีกนิดสำหรับบางเคสนะคะ (2-4 สัปดาห์) สำหรับคนไข้บางคนทื่พื้นฐานเนื้อปากบางมาก ๆ หรือรอบนี้คุณหมอใช้ปริมาณฟิลเลอร์เยอะหน่อย อาจจะใช้เวลานานนิดนึงน้า แต่อดใจรอหน่อยค่ะ เดี๋ยวก้อนจะค่อย ๆ นิ่มลงแล้วจางหายไปได้เองแน่นอนค่ะ
วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ปากบวม
หลังการฉีดฟิลเลอร์ปาก อาการบวม ตึง หรือระบมเล็กน้อยถือเป็นเรื่องปกติ หากดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี จะช่วยให้อาการบวมยุบเร็ว ลดความเสี่ยงของก้อน และช่วยให้ฟิลเลอร์เข้าที่สวยดูเป็นธรรมชาติ แนวทางดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก มีดังนี้
1.ประคบเย็นในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก
ใช้ผ้าสะอาดห่อน้ำแข็งหรือเจลเย็น ประคบเบา ๆ ครั้งละ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง ช่วยลดอาการบวม รอยแดง และรอยช้ำ
หลีกเลี่ยงการจับ กด นวด หรือปั้นปากเอง
คุณหมอแนะนำในช่วง 7-14 วันแรก ไม่ควรกด นวด หรือคลำก้อนเอง หลีกเลี่ยงการขยี้ปากแรง ๆ เพราะอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อน เป็นก้อน หรือบวมมากขึ้นได้ค่ะ
งดดื่มแอลกอฮอล์และของมึนเมา
หลังฉีดฟิลเลอร์แนะนำว่าควรงดอย่างน้อย 48-72 ชั่วโมง เพราะแอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยาย ทำให้บวมและช้ำมากขึ้นค่ะ
หลีกเลี่ยงอาหารร้อนและรสจัด
แนะนำให้งดอาหารร้อนจัด เผ็ดจัด เค็มจัดในช่วง 2-3 วันแรก เลือกอาหารอุณหภูมิปกติหรือเย็น ช่วยไม่ให้ปากบวมมากขึ้นค่ะ
5.ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ฟิลเลอร์ HA ต้องการน้ำในการคงรูป ดื่มน้ำวันละ 1.5-2 ลิตร ช่วยให้ฟิลเลอร์เข้าที่และปากดูอิ่มสวยเป็นธรรมชาติ
งดออกกำลังกายหนักและกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด
คุณหมอแนะนำให้งดออกกำลังกายหรือกิจกรรมบางอย่างในช่วง 48 ชั่วโมงแรก เช่น วิ่งหนัก ฟิตเนส ซาวน่า อบไอน้ำ เพราะทำให้ปากบวมมากขึ้นได้ค่ะ
นอนพักผ่อนให้เพียงพอ และนอนหนุนหมอนสูงเล็กน้อย
แนะนำนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และ นอนหนุนหมอนสูง เพื่อช่วยลดการคั่งของของเหลวบริเวณปาก และทำให้อาการบวมยุบเร็วขึ้นค่ะ
หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าบริเวณปากในช่วงแรก
หลังฉีดฟิลเลอร์ปาก คุณหมอแนะนำให้งดทาลิปสติก ลิปทินต์ หรือแต่งหน้า อย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อค่ะ
ใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ตามคำแนะนำแพทย์
ถ้าคุณหมอสั่งยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ หรือยาทา ควรใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้นได้ค่ะ
ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมอันตรายไหม
อาการปากบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยและส่วนใหญ่ไม่อันตราย หากเป็นอาการบวมชั่วคราวจากการฉีด แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่ควรระวัง จึงควรแยกให้ออกว่าแบบไหนปกติ และแบบไหนอันตราย
ปากบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ที่ไม่อันตราย
อาการลักษณะนี้ถือว่าเป็นอาการปกติหลังทำและมักหายได้เอง
• บวมเล็กน้อยถึงปานกลาง
• รู้สึกตึงหรือระบมเล็กน้อย
• มีรอยแดงหรือรอยช้ำเล็กน้อย
• ปากดูอูมในช่วงแรก แต่ค่อย ๆ ยุบลง
• ไม่มีอาการปวดรุนแรง ไม่มีไข้ ไม่มีหนอง
โดยทั่วไปอาการบวมจะดีขึ้นภายใน 5-7 วัน และฟิลเลอร์ปากจะเข้าที่ภายใน 1-2 สัปดาห์
ปากบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ที่ควรระวัง
หากมีอาการต่อไปนี้ อาจไม่ใช่อาการปกติ และควรรีบพบแพทย์ทันที
• ปากบวมมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่ยุบ โดยเฉพาะหากบวมเกิน 7-14 วัน หรือบวมแข็งเป็นก้อน
• ปวดรุนแรง ปวดตุบ ๆ อาการปวดมากผิดปกติอาจบ่งบอกถึงการอักเสบ ติดเชื้อ หลอดเลือดอุดตัน
• สีปากเปลี่ยนผิดปกติ เช่น ซีด ขาว ม่วง คล้ำ หรือมีลักษณะเป็นลาย อาจเป็นสัญญาณของการอุดตันของหลอดเลือด
• มีหนอง แผล หรือไข้ บ่งบอกถึงการติดเชื้อ ซึ่งต้องได้รับการรักษาทันที
• ปากชา หรือรู้สึกผิดปกติ เช่น ชา เจ็บแปลบ หรือสูญเสียความรู้สึก
สรุปเกี่ยวกับอาการปากบวม
สรุปให้ฟังตรงนี้อีกทีนะคะคนไข้ อาการปากบวมเนี่ยจริงๆ เกิดได้จากหลายสาเหตุมากเลยค่ะ ทั้งเรื่องของการแพ้ การติดเชื้อ อุบัติเหตุบาดเจ็บ หรือแม้กระทั่งการไปฉีดฟิลเลอร์ปากมา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแค่ชั่วคราวและค่อย ๆ หายได้เองถ้าเราดูแลแผลอย่างถูกวิธีค่ะ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ปากบวมหนักมาก ไม่ยอมยุบสักที หรือคลำแล้วเป็นก้อนแข็งนานผิดปกติ แถมยังมีอาการแปลกๆ ร่วมด้วย เช่น เจ็บระบมมาก สีปากเปลี่ยน เริ่มมีหนองซึม หรือว่าหายใจลำบาก อันนี้ห้ามรอเด็ดขาดนะคะ ต้องรีบมาพบคุณหมอทันทีเลยค่ะ
เพราะฉะนั้น อยากให้ทุกคนคอยหมั่นสังเกตอาการของตัวเองอย่างใกล้ชิดนะคะ ทำตามข้อแนะนำในการดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ปากอย่างเคร่งครัด และที่สำคัญที่สุดเลยคือต้องเลือกฉีดกับคุณหมอในคลินิกที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยเท่านั้นนะคะ วิธีพวกนี้จะช่วยเซฟผิวปากเราจากภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ได้รูปปากที่สวยเป๊ะน่าพึงพอใจที่สุดค่ะ
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ