โปรแกรมฉีดหน้าใส คืออะไร? มีกี่แบบ อันตรายไหม ยี่ห้อไหนดี

เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC

ฉีดหน้าใส

เปิดอ่าน 1,852
สารบัญเนื้อหา ฉีดหน้าใส 

ฉีดหน้าใส มีอะไรบ้าง เลือกทำแบบไหนดี หน้าเนียนใส

การดูแลผิวให้กระจ่างใส ผิวอิ่มน้ำดูสุขภาพดี เป็นสิ่งที่หลายคนต้องการ โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ไม่กระจ่างใส หน้าแห้งลอก ฝ้า กระ จุดด่างดำ รอยดำจากสิว รวมถึงในกลุ่มคนที่เตรียมตัวออกงานสำคัญ ต้องการผิวหน้ากระจ่างใสในเวลาไม่นาน หัตถการฉีดหน้าใสจึงได้รับความนิยม บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับการฉีดหน้าใสคืออะไร ช่วยอะไรบ้าง ข้อควรระวัง วิธีการเตรียมตัวและดูแลตัวเองหลังทำ ที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ


ฉีดหน้าใส คืออะไร ดีจริงไหม?

ฉีดหน้าใส คือ การบำรุงผิวด้วยการฉีดวิตามินหรือสารอาหารต่าง ๆ เข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง เช่น วิตามินซี กลูต้าไธโอน คอลลาเจน กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) หรือสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูเซลล์ผิวจากภายใน ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น ลดความหมองคล้ำ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดูฉ่ำวาวอิ่มน้ำ การฉีดหน้าใสกลายเป็นหนึ่งในหัตถการด้านความงามยอดนิยมของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูสดใสและสุขภาพดี โดยไม่ต้องรอนานเหมือนการใช้สกินแคร์ทั่วไป


การฉีดหน้าใสช่วยอะไรบ้าง?

การฉีดหน้าใสเป็นหัตถการด้านความงามที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างเห็นผลและตรงจุด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้ผิวกระจ่างใสขึ้นในเวลาไม่นาน โดยประโยชน์ของการฉีดหน้าใสมีหลากหลาย ดังนี้

1.การฉีดหน้าใสช่วยผิวกระจ่างใส ลดความหมองคล้ำ
การฉีดวิตามินและสารบำรุงลงสู่ชั้นผิวโดยตรง ช่วยให้ผิวดูสว่าง กระจ่างใสจากภายใน ลดปัญหาผิวโทรม หมองคล้ำจากแสงแดด มลภาวะ หรือการพักผ่อนน้อย

2.การฉีดหน้าใสช่วยลดรอยดำ รอยสิว จุดด่างดำ
วิตามินบางชนิด เช่น วิตามินซี กลูต้าไธโอน หรือสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยลดเม็ดสีเมลานินที่ทำให้เกิดรอยดำหรือจุดด่างดำบนใบหน้า ทำให้สีผิวสม่ำเสมอขึ้น

3.การฉีดหน้าใสช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
การฉีดสารบำรุงผิวอย่าง Hyaluronic Acid หรือวิตามิน B5 ช่วยเติมน้ำให้ผิว เพิ่มความชุ่มชื้น ลดอาการผิวแห้งกร้าน ทำให้ผิวดูอิ่มน้ำ สุขภาพดี

4.การฉีดหน้าใสช่วยผิวเรียบเนียน รูขุมขนกระชับ
การฉีดหน้าใสช่วยส่งเสริมการฟื้นฟูเซลล์ผิวและการกระตุ้นการผลัดเซลล์ใหม่ ทำให้พื้นผิวเรียบเนียนขึ้น ลดความหยาบกร้าน และรูขุมขนดูเล็กลง

5.การฉีดหน้าใสช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
สารบำรุงผิวที่ใช้ฉีดหน้าใสหลายชนิดมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ส่งผลให้ผิวดูเด้ง เต่งตึง และอ่อนเยาว์ขึ้นในระยะยาว

6.การฉีดหน้าใสช่วยลดการอักเสบของผิวและสิว
วิตามินบางชนิดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและช่วยลดการระคายเคือง ทำให้ผิวที่เป็นสิวอักเสบหรือระคายเคืองสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

7.การฉีดหน้าใสช่วยฟื้นฟูผิวหน้าในเวลาไม่นาน
การฉีดหน้าใสเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวหน้าให้ดูดีในระยะเวลาอันสั้น เช่น เตรียมตัวออกงาน รับปริญญา ถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง หรือโอกาสพิเศษอื่น ๆ

8.การฉีดหน้าใสช่วยให้แต่งหน้าติดทนมากขึ้น
เมื่อผิวเรียบเนียน กระจ่างใส ผิวชุ่มชื้น ผิวฟูดูอิ่มน้ำ ลดปัญหาหน้าแห้งลอก จะช่วยให้แต่งหน้าได้ง่ายและมีความติดทนมากขึ้น


ฉีดหน้าใสเหมาะกับใครบ้าง?

การฉีดหน้าใสเป็นทางเลือกหนึ่งของการดูแลผิวที่ให้ผลลัพธ์ชัดเจนในระยะสั้น เหมาะสำหรับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวหน้าให้กระจ่างใส โดยเฉพาะในยุคที่ชีวิตเร่งรีบ ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง การฉีดหน้าใสจึงเป็นตัวช่วยยอดนิยม และเหมาะกับกลุ่มคนต่อไปนี้

1.ฉีดหน้าใสเหมาะกับผู้ที่มีผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
เหมาะสำหรับผู้ที่เผชิญกับปัญหาผิวโทรมจากการพักผ่อนน้อย เจอมลภาวะ หรือโดนแดดจัดเป็นประจำ การฉีดวิตามินเข้าผิวจะช่วยฟื้นฟูให้ผิวกระจ่างใสขึ้น สีผิวสม่ำเสมอมากขึ้น

2.ฉีดหน้าใสเหมาะกับคนที่มีรอยสิว จุดด่างดำ รอยแดงจากสิว
การฉีดวิตามิน เช่น วิตามินซี หรือกลูต้าไธโอน จะช่วยลดเลือนรอยดำ รอยแดง และกระตุ้นการฟื้นฟูของผิว ทำให้รอยต่าง ๆ ดูจางลง ผิวหน้ากระจ่างใสขึ้น

3.ฉีดหน้าใสเหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้ง ขาดน้ำ แต่งหน้าไม่ติด
คนที่รู้สึกว่าผิวแห้ง ลอกเป็นขุย หรือรู้สึกว่าแต่งหน้าไม่ติด รองพื้นเป็นคราบ การฉีดสารเติมความชุ่มชื้น เช่น ไฮยาลูรอนิค แอซิด (HA) จะช่วยเติมน้ำให้ผิว ช่วยให้ผิวดูฟู อิ่มน้ำ และแต่งหน้าได้เรียบเนียนขึ้น

4.ฉีดหน้าใสเหมาะกับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวหน้าในเวลาไม่นาน
เหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย แต่อยากมีผิวสวยในเวลาที่เร็วกว่าการใช้ครีมทั่วไป เช่น ก่อนออกงานสำคัญถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง งานรับปริญญา งานแต่งงาน หรือออกเดต

5.ฉีดหน้าใสเหมาะกับคนที่อายุ 20 ปีขึ้นไป ที่เริ่มมีปัญหาผิวสะสม
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น เซลล์ผิวจะผลัดตัวช้าลง การฉีดหน้าใสจะช่วยเร่งการฟื้นฟูเซลล์ผิวใหม่ ชะลอความเสื่อมของผิว และทำให้ผิวแลดูสดใสกว่าวัย

6.ฉีดหน้าใสเหมาะกับคนที่เครียด พักผ่อนน้อย ใช้ชีวิตหนัก
เหมาะสำหรับคนทำงานกลางคืน ทำงานดึก หรือต้องเจอภาวะเครียดเป็นประจำ ผิวมักจะขาดน้ำและอ่อนแอ การฉีดหน้าใสจะช่วยให้ผิวดูสดใสอิ่มฟูได้ดีกว่าการใช้ครีมทั่วไป


ฉีดหน้าใส มีอะไรบ้าง ช่วยผิวหน้าเนียนใส

หัตถการฉีดหน้าใสคือหนึ่งในวิธีบำรุงผิวที่เห็นผลในเวลาไม่นาน โดยใช้เทคนิคฉีดสารบำรุงเข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง เพื่อฟื้นฟูผิวให้ดูสดใส ชุ่มชื้น ลดความหมองคล้ำ และเสริมสร้างคอลลาเจนจากภายใน ปัจจุบันการฉีดหน้าใสมีหลายหัตถการให้เลือก โดยแต่ละหัตถการมีจุดเด่นและตอบโจทย์ปัญหาผิวแตกต่างกัน

Rejuran

Rejuran คือสาร Polynucleotide (PN) สกัดจาก DNA ของปลาแซลมอน ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวหนังอย่างล้ำลึก โดยเน้นฟื้นฟูผิวที่เสื่อมสภาพ ลดรอยแผลเป็น ลดริ้วรอย และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว นอกจากนี้ Rejuran ยังช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวและเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูสุขภาพดีเปล่งปลั่ง

REVIVE

REVIVE คือสูตรเมโสหน้าใสที่เน้นการเพิ่มความกระจ่างใส และลดขนาดรูขุมขน พร้อมลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ และรอยจุดด่างดำจากสิวหรือแสงแดด สารที่ใช้จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียนกระชับขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวที่หมองคล้ำหรือหยาบกร้าน ให้ผิวดูสว่างสดใสและมีสุขภาพดีขึ้นอย่างชัดเจนภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์

SkinVive

SkinVive เป็น Skin Booster ที่เน้นการเพิ่มความชุ่มชื้นแบบลึกถึงผิวชั้นกลาง เพื่อทำให้ผิวหน้าดูฉ่ำวาว ดูอิ่มฟู มีการกระตุ้นคอลลาเจนและเสริมความยืดหยุ่นให้กับผิว พร้อมช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งหรือผิวที่ขาดน้ำ และต้องการผิวเนียนนุ่ม เรียบเนียน และดูสุขภาพดี

Glass Glow Skin

โปรแกรม Glass Glow Skin (Glass Skin) จะเน้นการฉีดสารบำรุงผิวและไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) โมเลกุลขนาดเล็กที่ซึมลึกได้ดี ทำให้ผิวได้รับความชุ่มชื้นเต็มที่จนเกิดเอฟเฟ็กต์ผิวใสเป็นกระจก ผิวจะดูใส เรียบเนียน เปล่งประกายแบบผิวโกลว์ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการผิวเปล่งประกายและความชุ่มชื้นในเวลาไม่นาน

Radiesse

Radiesse คือฟิลเลอร์ชนิด Calcium Hydroxylapatite (CaHA) ที่ทำหน้าที่ยกกระชับและเติมเต็มริ้วรอยลึก โดยนอกจากจะช่วยเติมเต็มร่องลึกและเพิ่มปริมาตรแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวในระยะยาว ทำให้ผิวแน่นและกระชับขึ้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์แบบยกกระชับและลดริ้วรอยลึกอย่างชัดเจนในระยะยาว

Sculptra

ฟิลเลอร์ชนิด Poly-L-Lactic Acid (PLLA) ซึ่งเน้นกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวแน่นขึ้น ฟื้นฟูโครงสร้างผิวและลดเลือนริ้วรอยลึก ผลลัพธ์จะชัดเจนหลังทำไปแล้วประมาณ 2-3 สัปดาห์และอยู่ได้นานหลายเดือนถึง 2 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูแบบยกกระชับระยะยาว โดยไม่เน้นเติมเต็มรูปหน้าแบบทันที

ULTRACOL

ULTRACOL คือคอลลาเจนชนิดฉีดที่ช่วยเพิ่มความกระชับและเติมเต็มผิว มีหน้าที่กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่และซ่อมแซมผิวที่เสียหาย ช่วยลดริ้วรอยเหนือผิวและฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงขึ้น ทำให้ผิวดูอิ่มฟู เรียบเนียน และลดเลือนริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

PLURYAL

PLURYAL เป็น Skin Booster ที่เน้นเพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยฟื้นฟูผิวที่แห้งกร้านและริ้วรอยเล็ก ๆ ได้ดี พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว ทำให้ผิวดูเนียนนุ่ม สดใส และมีสุขภาพดี เหมาะกับผู้ที่ต้องการบำรุงผิวและแก้ปัญหาผิวแห้งกร้านหรือหยาบกร้าน

Profhilo

Profhilo เป็นสารไฮยาลูโรนิกแอซิดบริสุทธิ์ความเข้มข้นสูง ที่ช่วยให้ผิวได้รับความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินอย่างเต็มประสิทธิภาพ เน้นการฟื้นฟูผิวแบบทั่วใบหน้า ทำให้ผิวตึงกระชับ ดูอ่อนเยาว์และสุขภาพดีขึ้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการยกกระชับพร้อมบำรุงผิว

KARISMA

KARISMA เป็นฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid ที่มีคุณสมบัติพิเศษช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกับการเติมเต็มและยกกระชับผิว ใช้ในกรณีที่ต้องการปรับรูปหน้า ให้ผิวเรียบเนียนและดูสดใสขึ้น พร้อมเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว เหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าพร้อมบำรุงผิวในขั้นตอนเดียว


ขั้นตอนการฉีดหน้าใสที่คนทำครั้งแรกควรรู้

หากคุณกำลังวางแผนจะฉีดหน้าใสเป็นครั้งแรก การเตรียมตัวและทำความเข้าใจขั้นตอนต่าง ๆ ถือว่าสำคัญมาก เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดและลดความกังวลก่อนทำ คำแนะนำในการฉีดหน้าใสที่คนทำครั้งแรกควรรู้ มีดังนี้

1.ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิว
ก่อนฉีดหน้าใสควรพบแพทย์เพื่อตรวจสภาพผิวหน้า เช่น ผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย มีสิวอักเสบ หรือมีรอยดำ เลือกสูตรวิตามินหรือสารบำรุงที่เหมาะกับผิวแต่ละประเภท และตรวจสอบประวัติการแพ้ยา/สารบำรุง

2.ทำความสะอาดผิวหน้า
ก่อนฉีดหน้าใส แพทย์จะทำความสะอาดผิวเพื่อขจัดคราบเมคอัพ ฝุ่น และสิ่งสกปรก ลดความเสี่ยงการติดเชื้อหลังฉีด

3.แปะยาชาหรือใช้เครื่องทำเย็น (Cooling)
สำหรับผู้ที่กลัวเข็มหรือไม่เคยฉีดมาก่อน แพทย์มักใช้ยาชาแบบแปะทิ้งไว้ 20-30 นาที เพื่อช่วยลดความรู้สึกเจ็บขณะฉีด โดยบางคลินิกอาจใช้เครื่องเป่าลมเย็นแทนยาชา (ขึ้นอยู่กับสูตรที่ใช้และระดับความรู้สึกเจ็บของแต่ละคน)

4.แพทย์ฉีดสารบำรุงเข้าสู่ผิว
โดยใช้เข็มขนาดเล็กมาก ฉีดในระดับตื้นของผิว (ชั้นหนังแท้) ในลักษณะหลายจุดทั่วใบหน้า หรือ ฉีดเป็นจุดเฉพาะ ขึ้นอยู่กับเทคนิคและสูตรที่ใช้ ความรู้สึกขณะฉีดอาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยหรือจิ๊ด ๆ ตามเข็ม แต่สามารถทนได้ (โดยเฉพาะถ้าแปะยาชาก่อน)

5.หลังฉีดแพทย์จะประคบเย็นเพื่อลดบวมแดง
ทันทีหลังฉีดหน้าใสอาจมีรอยปูดเล็ก ๆ คล้ายตุ่มยุงกัด (จะยุบภายใน 1-2 วัน) อาการแดงเล็กน้อย บางรายอาจมีรอยเข็มเล็ก ๆ แพทย์หรือพนักงานจะประคบเย็นและทาครีมลดการระคายเคืองให้

6.คำแนะนำหลังทำหัตถการ
เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและลดความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียง คนที่ฉีดหน้าใสครั้งแรกควรระวังเรื่องเหล่านี้

• หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า 24 ชั่วโมงแรก ก่อนและหลังฉีดหน้าใส
• งดโดนแดดแรง ซาวน่า หรือว่ายน้ำ 3 วัน ก่อนและหลังฉีดหน้าใส
• ดื่มน้ำเยอะ ๆ (1.5-2 ลิตรต่อวัน) เพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวเร็ว ก่อนและหลังฉีดหน้าใส
• ทาครีมบำรุงและกันแดดอย่างสม่ำเสมอ ทั้งก่อนและหลังฉีดหน้าใส
• หากมีอาการผิดปกติหลังฉีดหน้าใส เช่น ผิวบวมมากหรือมีตุ่มแดงนานเกิน 3 วัน ควรรีบกลับมาพบแพทย์


คำแนะนำการเตรียมตัวก่อนฉีดหน้าใส

การเตรียมตัวก่อนการฉีดหน้าใส เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ลดความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียง และเห็นผลได้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ทำครั้งแรก ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

1.ก่อนฉีดหน้าใสหลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์ที่ระคายเคืองก่อนวันฉีด 2-3 วัน
• ก่อนฉีดหน้าใสงดการใช้กรดผลไม้ (AHA, BHA), Retinol, Vitamin A หรือผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวแรง ๆ
• ก่อนฉีดหน้าใสงดการขัดหน้า มาส์กหน้าที่มีฤทธิ์ร้อน หรือคลินซิ่งแรง ๆ

2.ก่อนฉีดหน้าใสงดแต่งหน้าก่อนเข้ารับบริการในวันทำหัตถการ
ก่อนฉีดหน้าใสควรล้างหน้าให้สะอาด และไม่ทาเมคอัพ ครีมกันแดด หรือโลชั่นใด ๆ ลดโอกาสการอุดตันของรูขุมขน และการติดเชื้อในขณะฉีด

3.ก่อนฉีดหน้าใสพักผ่อนให้เพียงพอ 1-2 คืนก่อนทำ
ก่อนฉีดหน้าใสพยายามนอนหลับอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง ผิวที่อ่อนเพลียหรือโทรมจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจทำให้ผลการรักษาออกมาไม่ชัดเจน

4.ก่อนฉีดหน้าใสดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อย 1.5-2 ลิตร ก่อนวันฉีด
ก่อนฉีดหน้าใสเริ่มดื่มน้ำตั้งแต่ 1-2 วันล่วงหน้า และต่อเนื่องในวันฉีด ผิวที่ชุ่มชื้นจะดูดซึมสารบำรุงได้ดีกว่า และช่วยให้ผิวอิ่มน้ำหลังทำเร็วขึ้น

5.ก่อนฉีดหน้าใสงดแอลกอฮอล์และของหมักดอง 24 ชั่วโมงก่อนทำ
เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เบียร์ ไวน์ และของหมักดองต่าง ๆ ป้องกันเลือดออกหรือช้ำง่ายหลังฉีดหน้าใส และลดการอักเสบของผิว

6.ก่อนฉีดหน้าใสแจ้งแพทย์หากมีโรคประจำตัวหรือกำลังใช้ยาใดอยู่
เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด ยาแก้อักเสบ ยาคุม ยาฮอร์โมน หรือยาภูมิแพ้ หากเคยแพ้ยา หรือสารใด ๆ ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า ก่อนฉีดหน้าใส

7.ก่อนฉีดหน้าใสหลีกเลี่ยงการทำเลเซอร์หรือหัตถการอื่นบนใบหน้า 5-7 วันก่อนทำ
เช่น เลเซอร์หน้าใส, IPL, RF หรือทรีตเมนต์เข้มข้น เพื่อให้ผิวมีเวลาในการฟื้นตัวก่อนทำการฉีดหน้าใส และลดการระคายเคืองซ้ำซ้อน

8.ก่อนฉีดหน้าใสเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์เป็นผู้ดำเนินการ
• ตรวจสอบใบอนุญาตของสถานพยาบาลก่อนฉีดหน้าใส
• แพทย์ต้องเป็นผู้ประเมินและให้คำแนะนำก่อนการฉีดหน้าใส


คำแนะนำการดูแลตัวเองหลังฉีดหน้าใส

หลังจากฉีดหน้าใสเสร็จเรียบร้อยแล้ว การดูแลผิวอย่างถูกวิธีถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาชัดเจน ผิวฟื้นตัวได้เร็ว ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง และยืดอายุผลลัพธ์ให้นานขึ้น โดยมีคำแนะนำในการดูแลตัวเองหลังฉีดหน้าใส ดังนี้

1.หลังฉีดหน้าใสงดแต่งหน้าและล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์แรง ๆ ภายใน 24 ชั่วโมงแรก
หลังฉีดหน้าใสใช้น้ำเปล่าหรือคลีนซิ่งสูตรอ่อนโยนเท่านั้นในวันแรก งดใช้โฟมล้างหน้าที่มีกรดผลัดเซลล์ (AHA/BHA) หรือแอลกอฮอล์ เพราะผิวหลังฉีดอาจมีรอยเข็มหรือรอยปูดเล็ก ๆ จึงควรหลีกเลี่ยงสารเคมีรุนแรงที่อาจทำให้ผิวระคายเคือง

2.หลังฉีดหน้าใสหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงและทาครีมกันแดดทุกวัน
ควรใช้กันแดด SPF 50 PA+++ ขึ้นไป ใส่หมวกหรือกางร่มเมื่อออกแดด เพราะแสงแดดอาจทำให้เม็ดสีผิวทำงานมากขึ้นและทำให้ผิวคล้ำลง ซึ่งขัดกับผลลัพธ์ที่ต้องการจากการฉีดหน้าใส

3.หลังฉีดหน้าใสงดออกกำลังกายหนัก 24-48 ชั่วโมง
งดกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก เช่น วิ่ง ฟิตเนส โยคะร้อน เพราะเหงื่อที่ออกมามากอาจทำให้รูขุมขนอุดตัน หรือสารบางอย่างบนผิวซึมย้อนกลับเข้าร่างกายได้

4.หลังฉีดหน้าใสหลีกเลี่ยงการนวดหน้า ขัดหน้า หรือทำทรีตเมนต์อื่น ๆ ประมาณ 5-7 วัน
รวมถึงการทำเลเซอร์ ทรีตเมนต์แรง ๆ หรือกดสิว เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนผิวที่ยังไม่สมานดีจากรอยเข็ม

5.หลังฉีดหน้าใสควรดื่มน้ำมาก ๆ และทานอาหารที่มีประโยชน์
หลังฉีดหน้าใสควรดื่มน้ำวันละ 1.5-2 ลิตร เน้นผัก ผลไม้ และหลีกเลี่ยงอาหารหวานจัดหรือเค็มจัด เพราะผิวต้องการน้ำเพื่อช่วยดูดซึมสารบำรุงได้ดีมากขึ้น

6.หลังฉีดหน้าใสใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้น
เช่น เซรั่มไฮยาลูรอน ครีมบำรุงสูตรอ่อนโยน ไม่มีน้ำหอม ช่วยลดความแห้งตึงหลังฉีด และช่วยให้ผิวฟื้นตัวไว

7.หลังฉีดหน้าใสงดการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ 1-3 วัน
แอลกอฮอล์และบุหรี่จะลดประสิทธิภาพของการฟื้นฟูผิว ทำให้ตัวยาทำงานได้ไม่เต็มที่ และอาจทำให้เกิดการอักเสบได้

8.สังเกตอาการผิดปกติหลังฉีดหน้าใส
หากพบว่ามีรอยแดงมากผิดปกติ ปวด บวม ตุ่มหนอง หรือคันยาวนาน มีผื่นแพ้หรืออาการคล้ายลมพิษ ควรติดต่อแพทย์ทันที เพื่อประเมินอาการและรักษาโดยเร็ว


ฉีดหน้าใสกี่ครั้งจึงเห็นผล อยู่ได้นานแค่ไหน

การฉีดหน้าใสโดยทั่วไปควรทำประมาณ 3-5 ครั้ง เพื่อเห็นผลชัดเจนและได้ผลลัพธ์ที่ต่อเนื่อง โดยในช่วงแรกแนะนำให้ฉีดต่อเนื่องทุก 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ตัวยาทำงานอย่างเต็มที่และฟื้นฟูผิวอย่างสม่ำเสมอ หลังจากได้ผลลัพธ์แล้ว ควรกลับมาฉีดซ้ำเพื่อคงสภาพผิวทุก 2-3 สัปดาห์ หรือทุก 1-2 เดือนตามคำแนะนำของแพทย์

การเห็นผลจากการฉีดหน้าใส
• จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ 3 วันแรก หลังฉีดหน้าใส เช่น ผิวหน้าชุ่มชื้น สุขภาพผิวดีขึ้น
• ผลลัพธ์จะชัดเจนเต็มที่ภายใน 7-14 วัน หลังฉีดหน้าใส
• สำหรับคนที่มีปัญหาผิวน้อยถึงปานกลาง จะเห็นผลตั้งแต่ 1-2 ครั้งแรกหลังฉีดหน้าใส
• คนที่มีปัญหาผิวมาก จุดด่างดำหรือฝ้าจางลงชัดเจนต้องฉีดหน้าใสต่อเนื่อง 3-5 ครั้งขึ้นไป

ระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้
• หากฉีดหน้าใสครั้งเดียว ผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 2-3 เดือน แต่จะไม่คงที่และอาจลดลงตามสภาพผิวและพฤติกรรมการดูแลตัวเอง
• หากฉีดหน้าใสครบคอร์สแบบต่อเนื่อง ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 1-2 เดือนขึ้นไป โดยการฉีดซ้ำตามรอบที่แพทย์นัดหมายจะช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานและชัดเจนยิ่งขึ้น
• ระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ขึ้นอยู่กับสูตรตัวยาฉีดหน้าใสแต่ละหัตถการและสุขภาพผิวของแต่ละคน


ข้อควรระวังและผลข้างเคียงในการฉีดหน้าใส

แม้ว่าการฉีดหน้าใสจะเป็นหัตถการที่ไม่ต้องพักฟื้น แต่ก็ยังมีข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะหากทำในคลินิกที่ไม่มีมาตรฐาน หรือดูแลตัวเองไม่เหมาะสมหลังทำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและเตรียมตัวได้อย่างมั่นใจ มีข้อควรรู้ในการฉีดหน้าใส ทั้งข้อควรระวังและผลข้างเคียง ดังนี้

ข้อควรระวังในการฉีดหน้าใส

1.เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและมีใบอนุญาตถูกต้อง
การฉีดหน้าใสควรทำโดยแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพเท่านั้น ตรวจสอบแหล่งที่มาของตัวยา ว่ามี อย.และเป็นของแท้หรือไม่

2.ไม่ควรฉีดขณะมีการติดเชื้อหรือผิวอักเสบ
เช่น มีสิวอักเสบ ผิวระคายเคือง แผลเปิด หรือกำลังมีผื่นแพ้ เพราะอาจทำให้เชื้อกระจายและทำให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น

3.ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อน
ถึงแม้จะไม่มีสารอันตราย แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ควรหลีกเลี่ยงในช่วงเวลาดังกล่าว

4.แจ้งโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่ให้แพทย์ทราบก่อนทำ
เช่น ยาละลายลิ่มเลือด ยาสเตียรอยด์ ยาต้านภูมิแพ้ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกง่ายหรือบวมช้ำมาก

5.ควรเว้นระยะห่างจากหัตถการอื่น ๆ เช่น เลเซอร์ หรือ RF
อย่างน้อย 5-7 วัน ก่อนหรือหลังการฉีดหน้าใส เพื่อป้องกันการระคายเคืองซ้ำซ้อน

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีดหน้าใส

1.หลังฉีดหน้าใสอาจมีรอยแดง รอยเข็ม หรือรอยปูดนูนเล็กน้อย
มักเกิดในบริเวณที่ฉีด ลักษณะเหมือนตุ่มยุงกัด จะค่อย ๆ ยุบลงใน 1-3 วันโดยไม่ต้องกังวล

2.หลังฉีดหน้าใสอาจมีรอยช้ำหรือบวมเล็กน้อย
เกิดจากเข็มกระทบเส้นเลือดฝอยใต้ผิว มักพบในคนที่ผิวบาง หรือผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด ควรประคบเย็นและหลีกเลี่ยงการกดหรือขัดหน้าแรง ๆ

3.หลังฉีดหน้าใสอาจผิวแห้งหรือลอกเล็กน้อย
อาจเกิดจากการตอบสนองของผิวที่ไว หรือแห้งอยู่แล้ว สามารถบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์อ่อนโยน

4.หลังฉีดหน้าใสอาจเกิดอาการแพ้ (พบได้น้อยมาก)
เช่น คัน ผื่นแดง ตุ่มนูน หรือแสบผิว ควรแจ้งแพทย์ทันทีหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน


ฉีดหน้าใส กับ เลเซอร์หน้าใส ต่างกันอย่างไร

การฉีดหน้าใสและเลเซอร์หน้าใสเป็นสองวิธีการดูแลผิวที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน แม้จะมีเป้าหมายเดียวกันคือทำให้ผิวหน้ากระจ่างใสขึ้น แต่ทั้งสองวิธีใช้หลักการต่างกันโดยสิ้นเชิง และมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ซึ่งควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล

ฉีดหน้าใส
ฉีดหน้าใส เป็นการนำสารบำรุงต่าง ๆ เช่น วิตามินรวม กลูต้าไธโอน หรือกรดไฮยาลูโรนิก ฉีดเข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง เพื่อเติมสารอาหารให้ผิว ฟื้นฟูเซลล์ผิวจากภายใน ช่วยให้ผิวอิ่มน้ำ สดใส และเรียบเนียนยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง ผิวโทรม หรือขาดความชุ่มชื้น การฉีดหน้าใสจะเริ่มเห็นผลภายใน 3-7 วันหลังฉีด และหากทำต่อเนื่องประมาณ 3-5 ครั้ง ก็จะเห็นผลชัดเจนขึ้น

• ข้อดีของฉีดหน้าใส คือสามารถบำรุงผิวได้ลึกถึงระดับเซลล์ เติมน้ำให้ผิวได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวแบบเร่งด่วน เช่น ก่อนออกงานสำคัญ อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้งหรือขาดน้ำอย่างมาก เพราะจะช่วยให้ผิวดูอิ่มฟู ฉ่ำวาว
• ข้อเสียของการฉีดหน้าใส คืออาจมีอาการบวมแดงหรือรอยเข็มเล็กน้อยหลังทำ โดยเฉพาะผู้ที่ผิวบาง นอกจากนี้ หากตัวยาที่ใช้ไม่มีมาตรฐาน หรือผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ อาจเกิดการแพ้หรืออักเสบได้ จึงควรทำกับคลินิกที่มีแพทย์และได้รับอนุญาตเท่านั้น

เลเซอร์หน้าใส
เลเซอร์หน้าใส เป็นการใช้พลังงานแสงหรือคลื่นความถี่เฉพาะ ยิงลงสู่ชั้นผิวหนังเพื่อกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ลดการทำงานของเม็ดสีเมลานิน ช่วยลดฝ้า กระ รอยดำจากสิว รวมถึงกระชับรูขุมขน และปรับผิวให้เรียบเนียนขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องรอยสิว สีผิวไม่สม่ำเสมอ หรือผิวมีจุดด่างดำสะสม

• ข้อดีของเลเซอร์หน้าใส คือสามารถลดเม็ดสีผิวได้ตรงจุด เห็นผลได้ชัดในเรื่องรอยดำ รอยแดง และรูขุมขนกว้าง อีกทั้งยังไม่มีสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรับสารแปลกปลอมหรือกลัวเข็ม และส่วนใหญ่ไม่ต้องพักฟื้นหลังทำ
• ข้อเสียของเลเซอร์หน้าใส คือบางคนอาจมีอาการระคายเคืองหรือผิวแห้งลอกหลังทำได้ โดยเฉพาะผู้ที่ผิวแพ้ง่ายหรือมีความไวต่อแสง อีกทั้งยังต้องหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดหลังทำอย่างเคร่งครัด และอาจต้องทำซ้ำหลายครั้งจึงจะเห็นผลชัดเจน

กล่าวโดยสรุป หากคุณต้องการให้ผิวฉ่ำวาว อิ่มน้ำ และฟื้นฟูสุขภาพผิวจากภายใน การฉีดหน้าใสอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่หากต้องการลดรอยดำ ฝ้า กระ และรูขุมขนกว้างอย่างตรงจุด การเลือกทำเลเซอร์หน้าใสจะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่า ทั้งนี้ในหลายกรณี แพทย์อาจแนะนำให้ทำทั้งสองอย่างร่วมกันแบบเว้นระยะ เพื่อให้ผลลัพธ์ครอบคลุมและยั่งยืนยิ่งขึ้น


สรุปเกี่ยวกับการฉีดหน้าใส

สรุปได้ว่า การฉีดหน้าใสเป็นหนึ่งในวิธีการดูแลผิวที่ตอบโจทย์ สำหรับผู้ที่ต้องการเติมความชุ่มชื้น ลดความหมองคล้ำ และเพิ่มความเปล่งปลั่งให้กับผิวในเวลาไม่นาน ซึ่งหัตถการฉีดหน้าใสมีหลากหลายที่เหมาะกับแต่ละปัญหาผิว แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกฉีดหน้าใสแบบใด ควรพิจารณาให้เหมาะกับสภาพผิว ความต้องการ และเป้าหมายในการดูแลตัวเอง เพื่อให้ผิวของคุณไม่เพียงแต่ดูดีในระยะสั้น แต่ยังกระจ่างใส ดูสดใส ฉ่ำวาว อิ่มฟู และสุขภาพดีในระยะยาวอีกด้วย


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดหน้าใส (FAQ)

ฉีดหน้าใสแสบไหม เจ็บมากไหม ต้องแปะยาชาหรือเปล่า?

ขณะฉีดจะรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยครับ เป็นระดับที่ทนได้สบายมาก สำหรับผู้ที่กลัวเข็มหรือเพิ่งเคยทำครั้งแรก ทางคลินิกจะมีการแปะยาชาก่อนฉีดประมาณ 20–30 นาทีครับ ทั้งนี้ ในบางหัตถการ เช่น SkinVive หรือ Rejuran อาจรู้สึกตึงๆ หรือแสบยิบๆ หลังฉีดได้ประมาณ 1–2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของตัวยา และจะค่อยๆ หายไปเองภายในวันเดียวโดยไม่ต้องพักฟื้นครับ

ฉีดหน้าใสทำได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่ เหมาะกับใครบ้าง?

สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไปครับ โดยหมอจะประเมินตามปัญหาผิวของแต่ละช่วงวัยดังนี้ครับ
• อายุ 20–30 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำ หน้าโทรมจากการนอนดึก ทำงานหนัก หรือมีรอยสิว ต้องการฟื้นฟูให้ผิวกลับมาสดใส
• อายุ 30–40 ปีขึ้นไป เหมาะสำหรับการเติมความชื้น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และลดความแห้งกร้านหย่อนคล้อย
• อายุต่ำกว่า 18 ปี ยังไม่แนะนำครับ เนื่องจากผิวยังแข็งแรงตามธรรมชาติ เว้นแต่จะมีปัญหาผิวเฉพาะจุดที่แพทย์ประเมินว่าจำเป็นต้องรักษาครับ

ฉีดหน้าใสช่วงไหนดีที่สุด ทำช่วงมีประจำเดือนได้ไหม?

จริง ๆ แล้วสามารถฉีดได้ตลอดทั้งเดือนครับ แต่ช่วงที่หมอแนะนำให้หลีกเลี่ยงคือ ช่วงก่อนมีประจำเดือน 1–3 วัน หรือระหว่างมีประจำเดือนครับ เนื่องจากฮอร์โมนช่วงนี้จะทำให้ผิวไวต่อความรู้สึก เจ็บง่าย บวมง่าย และช้ำได้มากกว่าปกติครับ ดังนั้น หากต้องการความสบายตัวขณะฉีด แนะนำให้เลือกทำช่วงที่ร่างกายพักผ่อนเต็มที่และฮอร์โมนคงที่ครับ

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
เรื่อง โปรแกรมดูแลผิวหน้า ที่คุณอาจสนใจ
pixel