สิวมีกี่ประเภท? คู่มือจำแนกชนิดสิวและการดูแลผิวสำหรับมือใหม่
เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC
สิวมีกี่ประเภท
- สิวมีกี่ประเภท สาเหตุเกิดจากอะไร วิธีรักษาให้สิวหาย
- สิวคืออะไร รู้จักปัญหาผิวกวนใจ
- สิวมีสาเหตุเกิดจากอะไรบ้าง
- สิวมีกี่ประเภท รู้จักชนิดของสิวที่พบบ่อย
- 1.สิวมีกี่ประเภท • สิวหัวขาว (Whiteheads)
- 2.สิวมีกี่ประเภท • สิวหัวดำ (Blackheads)
- 3.สิวมีกี่ประเภท • สิวตุ่มแดง (Papules)
- 4.สิวมีกี่ประเภท • สิวหัวหนอง (Pustules)
- 5.สิวมีกี่ประเภท • สิวหัวช้าง (Nodules)
- 6.สิวมีกี่ประเภท • สิวซีสต์ (Cysts)
- สิวอุดตันคืออะไร สิวมีกี่ประเภท
- สิวอักเสบคืออะไร สิวมีกี่ประเภท
- สิวมีกี่ประเภทเสี่ยงทิ้งรอยดำและหลุมสิว
- สิวมีกี่ประเภทที่หายเองได้
- สิวมีกี่ประเภทที่ควรพบแพทย์
- วิธีรักษาสิวให้หายด้วยตัวเอง
- โปรแกรม AviClear เลเซอร์รักษาสิว
- แนะนำ 7 วิธีป้องกันสิว ผิวหน้าเนียนใส
- สรุป สิวมีกี่ประเภท อะไรบ้าง
สิวมีกี่ประเภท สาเหตุเกิดจากอะไร วิธีรักษาให้สิวหาย
สิวเป็นปัญหาผิวที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและแผ่นหลัง แม้หลายคนจะคุ้นเคยกับคำว่า “สิว” แต่จริง ๆ แล้วสิวมีหลายประเภท และแต่ละชนิดมีลักษณะ ความรุนแรง และวิธีรักษาที่แตกต่างกัน หากไม่เข้าใจประเภทของสิวอย่างถูกต้อง อาจเลือกวิธีดูแลรักษาผิด จนทำให้สิวลุกลามหรือทิ้งรอยสิว รอยแดง รอยดำ และหลุมสิวที่รักษายากได้
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักว่าสิวมีกี่ประเภท พร้อมอธิบายลักษณะของสิวแต่ละชนิด เพื่อช่วยดูแลรักษาสิวให้หายได้ถูกวิธี เผยผิวเนียนใสไร้สิวอีกครั้ง
สิวคืออะไร รู้จักปัญหาผิวกวนใจ
ก่อนรู้จักว่าสิวมีกี่ประเภท มารู้จักว่าสิวคืออะไร สิว (Acne) คือ ภาวะการอักเสบของหน่วยรูขุมขนและต่อมไขมัน (Pilosebaceous unit) ซึ่งพบได้บ่อยบริเวณใบหน้า หน้าอก แผ่นหลัง และไหล่ ลักษณะของสิวมีได้หลายแบบ เช่น สิวอุดตัน สิวอักเสบ สิวหัวหนอง หรือสิวหัวช้าง
สิวสามารถเกิดได้ทั้งในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หากไม่ได้ดูแลอย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดรอยดำ รอยแดง หรือหลุมสิวตามมาได้
การเกิดสิวมีสาเหตุหลักจาก 4 ปัจจัยสำคัญที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่
1.ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป
ฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) กระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากขึ้น เมื่อมีน้ำมันส่วนเกินสะสมในรูขุมขน จึงเพิ่มโอกาสการอุดตัน
2.การอุดตันของรูขุมขน
เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอกออกมาไม่สมบูรณ์และจับตัวรวมกับไขมัน ทำให้เกิดการอุดตันรูขุมขน กลายเป็นสิวหัวขาวหรือสิวหัวดำ
3.เชื้อแบคทีเรีย
เชื้อ Cutibacterium acnes (C.acnes) เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวตามปกติ แต่เมื่อรูขุมขนอุดตัน เชื้อจะเพิ่มจำนวนและกระตุ้นการอักเสบ ทำให้เกิดสิวอักเสบหรือสิวหัวหนอง
4.กระบวนการอักเสบของผิว
เมื่อเกิดการสะสมของไขมันและเชื้อแบคทีเรีย ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนอง ทำให้เกิดอาการบวม แดง เจ็บ และกลายเป็นสิวอักเสบ
สิวมีสาเหตุเกิดจากอะไรบ้าง
การเกิดสิวไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยภายในร่างกาย พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อมภายนอก ดังนี้
1.สิวเกิดจากฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
ฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) กระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันมากขึ้น พบได้บ่อยในช่วงวัยรุ่น ก่อนมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หรือภาวะฮอร์โมนแปรปรวน ทำให้ผิวมันและเกิดสิวง่าย
2.สิวเกิดจากต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป
เมื่อผิวผลิตน้ำมันมากเกินความจำเป็นทำให้มีสภาพผิวมัน น้ำมันจะสะสมในรูขุมขนและเพิ่มโอกาสการอุดตัน
3.สิวเกิดจากการอุดตันของรูขุมขน
เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดลอกไม่สมบูรณ์ รวมตัวกับไขมันและสิ่งสกปรก ทำให้เกิดสิวอุดตัน และอาจลุกลามเป็นสิวอักเสบได้
4.สิวเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง
เชื้อ Cutibacterium acnes (C.acnes) จะเพิ่มจำนวนในรูขุมขนที่อุดตัน กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ บวม แดง หรือมีหนอง
5.สิวเกิดจากความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ
ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอกระตุ้นฮอร์โมนบางชนิด ที่ทำให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น ส่งผลให้สิวเห่อได้ง่าย
6.สิวเกิดจากการใช้เครื่องสำอางหรือสกินแคร์ที่อุดตัน
ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมก่อให้เกิดการอุดตัน (comedogenic) หรือการล้างหน้าไม่สะอาด อาจทำให้รูขุมขนอุดตันและเกิดสิว
7.สิวเกิดจากพฤติกรรมทำร้ายผิวให้เป็นสิวง่าย
เช่น บีบ แกะ เกา ล้างหน้าบ่อยเกินไป หรือขัดผิวแรง ๆ ทำให้ผิวระคายเคืองและอักเสบมากขึ้น
8.สิวเกิดจากอาหารบางประเภทที่กระตุ้นสิว
อาหารที่มีน้ำตาลสูง แป้งขัดสี หรือผลิตภัณฑ์นม อาจกระตุ้นสิวในบางคนได้ แม้ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงในทุกคน
9.สิวเกิดจากพันธุกรรมที่ทำให้เป็นสิวง่าย
หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นสิวง่าย ก็มีโอกาสเป็นสิวได้มากกว่าคนทั่วไป
10.สิวเกิดจากปัจจัยแวดล้อมที่กระตุ้นสิว
มลภาวะ ฝุ่น ควัน เหงื่อ หรือการใส่หน้ากากอนามัยเป็นเวลานาน อาจทำให้ผิวอับชื้นและเกิดสิวได้ง่ายขึ้น

สิวมีกี่ประเภท? คู่มือจำแนกชนิดสิวและการดูแลผิวสำหรับมือใหม่
สิวมีกี่ประเภท ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
สิวมีกี่ประเภท รู้จักชนิดของสิวที่พบบ่อย
สำหรับข้อสงสัยว่า สิวมีกี่ประเภท โดยทั่วไปสิวสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ กลุ่มสิวไม่อักเสบหรือสิวอุดตัน และกลุ่มสิวอักเสบ โดยสิวแต่ละประเภทยังแบ่งชนิดตามลักษณะของการอุดตันและระดับความรุนแรงของการอักเสบ ซึ่งการเข้าใจชนิดของสิวอย่างถูกต้องจะช่วยให้เลือกวิธีดูแลและรักษาได้เหมาะสม ลดความเสี่ยงการเกิดรอยดำ รอยแดง และหลุมสิว โดยสิวแต่ละประเภทมีดังนี้
สิวมีกี่ประเภท • กลุ่มสิวไม่อักเสบ
1.สิวมีกี่ประเภท • สิวหัวขาว (Whiteheads)
สิวหัวขาวเป็นสิวอุดตันชนิดปิด (Closed comedones) เกิดจากการสะสมของไขมัน (Sebum) และเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วภายในรูขุมขน โดยที่ปากรูขุมขนยังปิดอยู่ จึงมองเห็นเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีขาวหรือสีเดียวกับผิว
ลักษณะเด่นคือเป็นตุ่มเล็ก นูนเล็กน้อย ไม่แดง ไม่เจ็บ พบได้บ่อยบริเวณหน้าผาก แก้ม และคาง หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม สิวหัวขาวอาจพัฒนาไปเป็นสิวอักเสบได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการบีบหรือแกะเอง
2.สิวมีกี่ประเภท • สิวหัวดำ (Blackheads)
สิวหัวดำเป็นสิวอุดตันชนิดเปิด (Open comedones) ลักษณะคล้ายสิวหัวขาว แต่ปากรูขุมขนเปิดออก เมื่อไขมันสัมผัสอากาศจะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำให้หัวสิวเปลี่ยนเป็นสีดำ
ลักษณะเด่นคือเห็นจุดดำชัดเจน มักพบที่บริเวณจมูก คาง และหน้าผาก ไม่เจ็บและไม่อักเสบ สีดำของสิวหัวดำไม่ได้เกิดจากสิ่งสกปรก แต่เกิดจากกระบวนการทางเคมีของไขมันที่สัมผัสอากาศ
สิวมีกี่ประเภท • กลุ่มสิวอักเสบ
3.สิวมีกี่ประเภท • สิวตุ่มแดง (Papules)
สิวตุ่มแดงเป็นสิวอักเสบระยะเริ่มต้น เกิดจากการอุดตันของรูขุมขนร่วมกับการเพิ่มจำนวนของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดการอักเสบภายใน ลักษณะเด่นคือเป็นตุ่มแดง นูน ไม่มีหัวหนอง กดแล้วเจ็บ หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม อาจลุกลามกลายเป็นสิวหัวหนองได้
4.สิวมีกี่ประเภท • สิวหัวหนอง (Pustules)
สิวหัวหนองเป็นสิวอักเสบที่มีหนองสีขาวหรือเหลืองอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยผิวแดง เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อแบคทีเรีย ลักษณะเด่นคือมีหัวหนองชัดเจน ผิวรอบ ๆ แดง อาจเจ็บเล็กน้อยถึงปานกลาง สิวประเภทนี้หากบีบไม่ถูกวิธี อาจทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้นและเกิดรอยสิวตามมา
5.สิวมีกี่ประเภท • สิวหัวช้าง (Nodules)
สิวหัวช้างเป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรง ลักษณะเป็นก้อนแข็งขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง ไม่มีหัวหนองให้เห็นจากภายนอก ลักษณะเด่นคือเป็นก้อนแข็งขนาดใหญ่ กดเจ็บมาก อักเสบลึกใต้ผิวหนัง สิวชนิดนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะทิ้งรอยแผลเป็นหรือหลุมสิว ควรได้รับการรักษาโดยแพทย์ เช่น การฉีดสิวหรือยารับประทาน
6.สิวมีกี่ประเภท • สิวซีสต์ (Cysts)
สิวซีสต์เป็นสิวอักเสบรุนแรงที่สุด เกิดจากการอักเสบลึกใต้ผิวหนังและมีการสะสมของหนองจำนวนมาก ลักษณะเด่นคือเป็นก้อนใหญ่ บวมแดง เจ็บชัดเจน อาจมีหนองอยู่ลึกใต้ผิว สิวซีสต์มีโอกาสเกิดแผลเป็นถาวรสูง ไม่ควรบีบเอง ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

สิวมีกี่ประเภท? คู่มือจำแนกชนิดสิวและการดูแลผิวสำหรับมือใหม่
สิวมีกี่ประเภท ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
สิวอุดตันคืออะไร สิวมีกี่ประเภท
สิวอุดตัน (Comedones) คือ สิวที่เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน โดยมีไขมัน (Sebum) เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว และสิ่งสกปรกสะสมอยู่ภายใน แต่ยังไม่มีการอักเสบ จึงมักไม่เจ็บ ไม่บวมแดง
สิวอุดตันถือเป็นระยะเริ่มต้นของการเกิดสิว หากปล่อยไว้นานหรือดูแลไม่เหมาะสม อาจพัฒนาไปเป็นสิวอักเสบ เช่น สิวตุ่มแดงหรือสิวหัวหนองได้
สิวอุดตัน สิวมีกี่ประเภท โดยทั่วไป สิวอุดตันแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
1.สิวอุดตันหัวปิด (สิวหัวขาว - Whiteheads)
• ลักษณะ เป็นตุ่มเล็ก ๆ สีขาวหรือสีเดียวกับผิว ปากรูขุมขนปิด ไม่มีอาการแดงหรือเจ็บ
• สาเหตุ เกิดจากไขมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้วสะสมอยู่ใต้ผิวหนัง แต่ยังไม่เปิดออกสู่ภายนอก
• บริเวณที่พบบ่อย หน้าผาก แก้ม คาง โดยเฉพาะในคนผิวมันหรือผิวผสม
หากมีจำนวนมาก ผิวจะดูไม่เรียบเนียน และอาจกลายเป็นสิวอักเสบได้หากมีเชื้อแบคทีเรียเข้ามาเกี่ยวข้อง
2.สิวอุดตันหัวเปิด (สิวหัวดำ - Blackheads)
• ลักษณะ เห็นเป็นจุดสีดำเล็ก ๆ บนผิว ปากรูขุมขนเปิด ไม่เจ็บ ไม่บวม สิวหัวดำมักเกิดร่วมกับผิวมันและรูขุมขนกว้าง
• สาเหตุ เมื่อไขมันในรูขุมขนสัมผัสกับอากาศ จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำให้เปลี่ยนเป็นสีดำ สีดำไม่ได้เกิดจากสิ่งสกปรก
• บริเวณที่พบบ่อย จมูก คาง หน้าผาก

สิวมีกี่ประเภท? คู่มือจำแนกชนิดสิวและการดูแลผิวสำหรับมือใหม่
สิวมีกี่ประเภท ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
สิวอักเสบคืออะไร สิวมีกี่ประเภท
สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) คือ สิวที่เกิดจากการอุดตันของรูขุมขนร่วมกับการเพิ่มจำนวนของเชื้อแบคทีเรีย Cutibacterium acnes (C.acnes) จนกระตุ้นให้ร่างกายเกิดกระบวนการอักเสบ ทำให้มีอาการบวม แดง เจ็บ หรือมีหนอง
สิวอักเสบมักพัฒนามาจากสิวอุดตัน หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม มีโอกาสทิ้งรอยแดง รอยดำ และหลุมสิวได้ โดยเฉพาะในกรณีที่บีบหรือแกะเอง
สิวอักเสบ สิวมีกี่ประเภท โดยทั่วไป สิวอักเสบแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ตามระดับความรุนแรง ดังนี้
1.สิวตุ่มแดง (Papules)
ลักษณะเป็นสิวอักเสบระยะเริ่มต้น ตุ่มแดงขนาดเล็ก ไม่มีหัวหนอง กดแล้วเจ็บเล็กน้อย หากดูแลไม่เหมาะสม อาจพัฒนาเป็นสิวหัวหนองได้
2.สิวหัวหนอง (Pustules)
ลักษณะเป็นสิวอักเสบที่มีหนองอยู่ภายใน มีหัวสีขาวหรือเหลืองตรงกลาง ผิวรอบ ๆ แดง อาจเจ็บหรือระคายเคือง ไม่ควรบีบเอง เพราะอาจทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้นและเกิดรอยสิวตามมา
3.สิวหัวช้าง (Nodules)
ลักษณะเป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรง ก้อนแข็งขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง ไม่มีหัวหนองให้เห็น เจ็บชัดเจน สิวชนิดนี้อักเสบลึก มีโอกาสทิ้งรอยแผลเป็นสูง ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษา
4.สิวซีสต์ (Cysts)
ลักษณะเป็นสิวอักเสบรุนแรงที่สุด ก้อนขนาดใหญ่ บวมแดง มีหนองอยู่ลึกใต้ผิว เจ็บมาก สิวซีสต์มีความเสี่ยงเกิดหลุมสิวถาวรสูง ไม่ควรรักษาเอง ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

สิวมีกี่ประเภท? คู่มือจำแนกชนิดสิวและการดูแลผิวสำหรับมือใหม่
สิวมีกี่ประเภท ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
สิวมีกี่ประเภทเสี่ยงทิ้งรอยดำและหลุมสิว
โดยทั่วไป สิวที่มีการอักเสบรุนแรงและอักเสบลึกใต้ผิวหนัง จะมีความเสี่ยงทิ้งรอยดำ รอยแดง และหลุมสิวมากกว่าสิวอุดตันธรรมดา เพราะกระบวนการอักเสบทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังและคอลลาเจน
กลุ่มสิวที่เสี่ยงทิ้งรอยดำ
รอยดำหลังสิวเกิดจากการที่ผิวสร้างเม็ดสีเมลานินมากผิดปกติหลังการอักเสบ มักพบในสิวประเภทต่อไปนี้
• สิวหัวหนอง (Pustules) มีหนองและผิวรอบ ๆ แดง หากบีบหรือแกะเอง เสี่ยงเกิดรอยดำสูง
• สิวตุ่มแดง (Papules) แม้จะไม่รุนแรงมาก แต่หากมีการอักเสบชัดเจน ก็สามารถทิ้งรอยแดงหรือรอยดำได้
• สิวที่ถูกบีบหรือแกะผิดวิธี การกดสิวไม่สะอาด การแกะเกาบ่อย ๆ ทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้นและเพิ่มโอกาสเกิดรอย
กลุ่มสิวที่เสี่ยงทิ้งหลุมสิว
หลุมสิวเกิดจากการอักเสบลึกที่ทำลายโครงสร้างผิวหนัง โดยเฉพาะคอลลาเจน มักพบในสิวอักเสบรุนแรง เช่น
• สิวหัวช้าง (Nodules) ก้อนแข็งขนาดใหญ่ อักเสบลึก มีโอกาสเกิดแผลเป็นและหลุมสิวสูง
• สิวซีสต์ (Cysts) สิวอักเสบรุนแรงที่สุด มีหนองสะสมลึกใต้ผิว เสี่ยงเกิดหลุมสิวถาวรหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม
สิวมีกี่ประเภทที่หายเองได้
โดยทั่วไป สิวที่ไม่รุนแรงและไม่มีการอักเสบลึก มีโอกาสหายเองได้ หากดูแลผิวอย่างเหมาะสมและไม่ไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเพิ่ม
1.สิวอุดตันขนาดเล็ก
• สิวหัวขาว เป็นสิวอุดตันหัวปิด ตุ่มเล็ก ไม่แดง ไม่เจ็บ หากผิวมีการผลัดเซลล์ตามปกติ สิวอาจค่อย ๆ ยุบและหลุดออกเองได้
• สิวหัวดำ เป็นสิวอุดตันหัวเปิด ไม่อักเสบ ไม่เจ็บ บางครั้งสามารถหลุดออกเองตามกระบวนการผลัดเซลล์ผิว
อย่างไรก็ตาม หากมีจำนวนมากหรือเกิดซ้ำ อาจต้องใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยผลัดเซลล์ผิวร่วมด้วย
2.สิวอักเสบขนาดเล็ก
สิวตุ่มแดงขนาดเล็ก หากการอักเสบไม่รุนแรง ไม่มีการติดเชื้อลึก อาจยุบลงได้เองภายในไม่กี่วันถึง 1 สัปดาห์ แต่ต้องหลีกเลี่ยงการบีบหรือแกะ เพราะจะทำให้ลุกลามและทิ้งรอยได้
สิวมีกี่ประเภทที่ควรพบแพทย์
แม้สิวบางประเภทจะสามารถดูแลเองได้ แต่มีสิวบางลักษณะที่ควรพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อป้องกันการอักเสบรุนแรง รอยดำ และหลุมสิวถาวร โดยเฉพาะสิวที่มีแนวโน้มลุกลามหรือเป็นเรื้อรัง
1.สิวอักเสบรุนแรง
• สิวหัวช้าง ก้อนแข็งขนาดใหญ่ใต้ผิว กดแล้วเจ็บมาก ไม่มีหัวหนองให้บีบออก สิวชนิดนี้อักเสบลึกและเสี่ยงเกิดหลุมสิวสูง ควรได้รับการรักษา เช่น การฉีดสิวหรือยารับประทาน
• สิวซีสต์ ก้อนใหญ่ บวมแดง มีหนองลึกใต้ผิว รู้สึกเจ็บชัดเจน เป็นสิวที่รุนแรงที่สุด ไม่ควรบีบเอง เพราะอาจทำให้ติดเชื้อและเกิดแผลเป็นถาวร
2.สิวที่เป็นจำนวนมากหรือกระจายทั่วใบหน้า
มีทั้งสิวอุดตันและสิวอักเสบจำนวนมาก เป็นต่อเนื่องไม่ดีขึ้นแม้ดูแลเอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นใจ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาทา ยารับประทาน หรือวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
3.สิวที่ทิ้งรอยดำหรือเริ่มเกิดหลุมสิว
หากเริ่มเห็นรอยแดง รอยดำชัดเจน หรือผิวเริ่มเป็นหลุม ควรเข้ารับการประเมิน เพื่อป้องกันความเสียหายถาวรของผิว
4.สิวที่เป็นซ้ำตำแหน่งเดิมบ่อย ๆ
สิวที่ขึ้นซ้ำบริเวณเดิมอาจเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนหรือการอุดตันเรื้อรัง จำเป็นต้องหาสาเหตุและวางแผนรักษาระยะยาว
5.สิวในผู้ใหญ่หรือสิวฮอร์โมน
สิวขึ้นบริเวณกรอบหน้า คาง หรือแนวกราม เป็นมากช่วงก่อนมีประจำเดือน หรือเป็นต่อเนื่องแม้อายุเกินวัยรุ่น อาจเกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของฮอร์โมน ควรให้แพทย์ประเมิน
6.สิวที่มีอาการผิดปกติร่วมด้วย
เช่น บวมแดงรุนแรง มีไข้ ปวดมากผิดปกติ มีหนองลุกลามเป็นวงกว้าง อาจเป็นการติดเชื้อรุนแรง ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว
วิธีรักษาสิวให้หายด้วยตัวเอง
การรักษาสิวด้วยตัวเองเหมาะสำหรับ สิวอุดตันและสิวอักเสบขนาดเล็กที่ไม่รุนแรง หากดูแลอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ จะช่วยลดการอักเสบ ป้องกันการเกิดรอย และควบคุมการเกิดสิวซ้ำได้
1.ล้างหน้าให้สะอาดหมดจด
ควรล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ใช้คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน เหมาะกับสภาพผิว หลีกเลี่ยงการถูหรือขัดผิวแรง ๆ และไม่ล้างหน้าบ่อยเกินไป เพราะจะกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันมากขึ้น
2.ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่มีสารออกฤทธิ์เหมาะสม
เลือกใช้ตามประเภทสิว เช่น
• Salicylic Acid (BHA) ช่วยละลายสิวอุดตัน
• Benzoyl Peroxide ลดเชื้อแบคทีเรียและการอักเสบ
• Adapalene / Retinoids ช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตัน
• Niacinamide ลดการอักเสบและควบคุมความมัน
ควรเริ่มใช้ในปริมาณน้อย และสังเกตอาการระคายเคือง
3.หลีกเลี่ยงการบีบหรือแกะสิว
การบีบสิวเองโดยไม่ถูกวิธี อาจทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น เชื้อกระจาย และเพิ่มความเสี่ยงเกิดรอยสิว รอยดำ หรือหลุมสิว
4.เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน
มองหาคำว่า Non-comedogenic หรือ Oil-free ในฉลากผลิตภัณฑ์สกินแคร์หรือเครื่องสำอางก่อนตัดสินใจซื้อ และควรล้างเครื่องสำอางให้สะอาดทุกครั้งก่อนนอน
5.ควบคุมความมันระหว่างวัน
ใช้กระดาษซับมันแทนการล้างหน้าบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันหนักเกินไป
6.ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ดื่มน้ำมากพอ ลดอาหารหวานจัด ของทอด ของมัน ที่กระตุ้นให้เกิดสิว
7.ทาครีมกันแดดเป็นประจำ
เลือกกันแดดสูตรสำหรับผิวเป็นสิว เพื่อป้องกันรอยดำหลังสิวและการระคายเคืองจากแสงแดด

สิวมีกี่ประเภท? คู่มือจำแนกชนิดสิวและการดูแลผิวสำหรับมือใหม่
สิวมีกี่ประเภท ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
โปรแกรม AviClear เลเซอร์รักษาสิว
AviClear เป็นเลเซอร์รักษาสิวอักเสบและสิวอุดตัน โดยใช้พลังงานความยาวคลื่น 1726 nm ซึ่งช่วยทำลายต่อมไขมัน (Sebaceous Glands) โดยเฉพาะ เมื่อต่อมไขมันซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิวถูกทำให้เล็กลงหรือทำงานน้อยลง การผลิตน้ำมันส่วนเกิน (Sebum) ก็จะลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้รูขุมขนไม่อุดตัน และแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวไม่สามารถเติบโตได้
จุดเด่นของเลเซอร์รักษาสิว AviClear
• รักษาสิวที่ต้นตอสาเหตุ ต่างจากเลเซอร์รักษาสิวทั่วไป เพราะ AviClear เน้นไปที่ต่อมไขมันภายใต้ผิวหนัง ทำให้สิวเกิดใหม่ยากขึ้น
• ทางเลือกใหม่แทนการกินยา สำหรับใครที่มีปัญหาสิวเรื้อรังแต่ไม่ต้องการทานยารักษาสิวต่อเนื่องนาน ๆ เนื่องจากกังวลเรื่องผลข้างเคียง การรักษาสิวด้วย AviClear เป็นวิธีที่ตอบโจทย์
• เจ็บน้อยและความเสี่ยงน้อย ด้วยเทคโนโลยีประคบเย็น AviCool™ ที่ปล่อยความเย็นมาที่หัวสัมผัสตลอดเวลาขณะทำ ช่วยปกป้องผิวชั้นนอกและลดความรู้สึกเจ็บ ทำให้ผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่รู้สึกเพียงความอุ่นหรือดีดเบา ๆ เท่านั้น
• ผลลัพธ์ที่คงอยู่ได้นาน จากผลการศึกษาพบว่าการรักษาเพียง 3 ครั้ง (ห่างกันทุก 4 สัปดาห์) สามารถควบคุมสิวให้ขึ้นน้อยลงได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 1-2 ปี
นอกจาก AviClear ช่วยรักษาสิวแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินสภาพผิว และวางแผนการรักษาสิวควบคู่ไปกับการทำทรีตเมนต์อื่น ๆ เช่น เลเซอร์รอยดำ เลเซอร์หลุมสิว หรือการฉีดเมโสหน้าใส เพื่อให้ผิวหน้าเรียบเนียน

สิวมีกี่ประเภท? คู่มือจำแนกชนิดสิวและการดูแลผิวสำหรับมือใหม่
สิวมีกี่ประเภท ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
แนะนำ 7 วิธีป้องกันสิว ผิวหน้าเนียนใส
การป้องกันสิวสำคัญไม่แพ้การรักษา เพราะหากดูแลผิวถูกวิธีตั้งแต่ต้น จะช่วยลดการอุดตัน ลดการอักเสบ และลดโอกาสเกิดรอยสิวในระยะยาว โดยสามารถทำตาม 7 วิธีดังต่อไปนี้
1.ล้างหน้าให้ถูกวิธี วันละ 2 ครั้ง
ควรล้างหน้าเช้า-เย็น ด้วยคลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน เหมาะกับสภาพผิว หลีกเลี่ยงการถูแรงหรือขัดผิวบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้ผิวระคายเคืองและกระตุ้นให้ผลิตน้ำมันมากขึ้น การล้างหน้าที่เหมาะสมช่วยลดไขมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกที่เป็นสาเหตุของสิว
2.เช็ดเครื่องสำอางให้สะอาดหมดจด
เครื่องสำอางที่ตกค้างเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของสิวอุดตัน ควรใช้คลีนซิ่งที่เหมาะกับสภาพผิว และล้างหน้าซ้ำด้วยโฟมหรือเจลล้างหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสารตกค้างในรูขุมขน โดยเฉพาะบริเวณไรผมและข้างจมูก
3.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่อุดตันรูขุมขน
เลือกสกินแคร์และเครื่องสำอางที่มีคำว่า “Non-comedogenic” หรือ “Oil-free” เพื่อลดความเสี่ยงการอุดตัน หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์เนื้อหนักหรือมีน้ำมันสูง หากเป็นคนผิวมันหรือเป็นสิวง่าย ควรเลือกสูตรสำหรับผิวเป็นสิวโดยเฉพาะ
4.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดความมัน
ความมันส่วนเกินเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดสิว ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยควบคุมความมัน เช่น Niacinamide หรือ Salicylic Acid รวมถึงใช้กระดาษซับมันระหว่างวันแทนการล้างหน้าบ่อย ๆ
5.ลดความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ
ความเครียดกระตุ้นฮอร์โมนที่ทำให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น ควรนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน และหาวิธีผ่อนคลาย เช่น ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ช่วยลดความตึงเครียด
6.หลีกเลี่ยงอาหารมันจัด หวานจัด
แม้อาหารจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของสิวในทุกคน แต่อาหารที่มีน้ำตาลสูง แป้งขัดสี หรือของทอด อาจกระตุ้นการเกิดสิวในบางราย ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ผัก ผลไม้ และดื่มน้ำให้เพียงพอ
7.ดูแลความสะอาดของใช้ส่วนตัว
สิ่งของที่สัมผัสใบหน้าโดยตรง เช่น ปลอกหมอน ผ้าเช็ดหน้า โทรศัพท์มือถือ หรือหน้ากากอนามัย ควรทำความสะอาดสม่ำเสมอ เพราะอาจสะสมเชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรกที่ก่อให้เกิดสิวได้
สรุป สิวมีกี่ประเภท อะไรบ้าง
สรุปว่าสิวมีกี่ประเภท สิวสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท โดยหลัก ๆ แบ่งเป็น สิวไม่อักเสบ เช่น สิวหัวขาวและสิวหัวดำ และสิวอักเสบ เช่น สิวตุ่มแดง สิวหัวหนอง สิวหัวช้าง และสิวซีสต์ ซึ่งแต่ละชนิดมีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน การแยกว่าสิวมีกี่ประเภทให้ถูกต้องเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเริ่มรักษา เพราะสิวอักเสบรุนแรงมีความเสี่ยงทิ้งรอยดำและหลุมสิวมากกว่าสิวอุดตันทั่วไป หากดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาผิวในระยะยาว และทำให้ผิวกลับมาเรียบเนียนได้มากขึ้น
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ