ร่องแก้มลึก คืออะไร? วิธีแก้ไขให้หน้าตึงกระชับ บอกลาหน้าแก่เกินวัย
เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC
ร่องแก้ม
ร่องแก้ม คืออะไร แก้ยังไง ให้ผิวเรียบเนียน ไม่ดูแก่กว่าวัย
ร่องแก้มเป็นหนึ่งในสัญญาณของวัยที่หลายคนเริ่มสังเกตเห็นได้ชัดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง ร่องแก้มลึกไม่ได้เกิดเฉพาะในคนอายุเยอะเท่านั้น บางคนอาจเริ่มมีร่องแก้มตั้งแต่อายุยังน้อย จากปัจจัยทั้งโครงหน้า พฤติกรรมการใช้ชีวิต และการดูแลผิวที่ไม่เหมาะสม
เมื่อร่องแก้มลึกขึ้นจะส่งผลต่อภาพลักษณ์โดยรวม ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อย โทรม และมีอายุเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลายคนจึงเริ่มมองหาวิธีแก้ไข ทั้งวิธีลดร่องแก้มแบบธรรมชาติและหัตถการลดร่องแก้ม
อย่างไรก็ตาม การจะลดร่องแก้มให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ไม่ใช่แค่เลือกวิธีที่นิยม แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจว่า ปัญหาร่องแก้มของตัวเองเกิดจากอะไร และวิธีไหนเหมาะมากที่สุด
ร่องแก้มคืออะไร อยู่ตรงไหน
ร่องแก้ม (Nasolabial fold) คือ รอยพับของผิวหนังที่เกิดขึ้นบริเวณใบหน้า โดยจะเป็นเส้นที่พาดยาวจากข้างปีกจมูกลงมาถึงมุมปากทั้งสองข้างของใบหน้า
ร่องแก้มเป็นโครงสร้างที่มีอยู่ตามธรรมชาติในทุกคน ไม่ใช่สิ่งผิดปกติ แต่ความลึกและความชัดของร่องแก้มจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนแทบมองไม่เห็น ในขณะที่บางคนมีร่องลึกชัดเจนจนส่งผลต่อภาพลักษณ์ของใบหน้า
ร่องแก้มอยู่ตรงไหนของใบหน้า หากอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ร่องแก้มจะอยู่ในตำแหน่งดังนี้
• เริ่มต้นจากบริเวณข้างปีกจมูก
• ลากยาวลงมาเป็นเส้นโค้ง
• ไปสิ้นสุดที่บริเวณมุมปาก
ร่องแก้มจะอยู่ระหว่าง “แก้ม” และ “บริเวณรอบปาก” ทำหน้าที่เหมือนเส้นแบ่งโครงสร้างของใบหน้า ซึ่งเวลาที่เรายิ้ม หัวเราะ หรือแสดงสีหน้า ร่องแก้มจะยิ่งเห็นชัดขึ้น
ทำไมร่องแก้มถึงมีผลต่อภาพลักษณ์
แม้ร่องแก้มจะเป็นเพียงรอยพับเล็ก ๆ บนใบหน้า แต่กลับเป็นจุดที่มีผลต่อภาพลักษณ์อย่างชัดเจน เพราะตำแหน่งของร่องแก้มอยู่ในบริเวณกึ่งกลางใบหน้า ซึ่งเป็นจุดที่สายตาของคนมักโฟกัสเป็นอันดับต้น ๆ ทำให้ร่องแก้มสามารถเปลี่ยนความรู้สึกโดยรวมของใบหน้าได้ทันที
1.ร่องแก้มทำให้ใบหน้าดูมีอายุขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ร่องแก้มเป็นหนึ่งในสัญญาณของวัยที่เห็นได้ชัด เมื่ออายุมากขึ้น ผิวจะสูญเสียคอลลาเจนและความยืดหยุ่น ทำให้เกิดการยุบตัวและหย่อนคล้อย โดยเฉพาะบริเวณแก้ม เมื่อเกิดร่องแก้มลึกขึ้น ใบหน้าจะดูแก่ขึ้น แม้บางคนจะมีผิวดี ไม่มีริ้วรอยจุดอื่น แต่ถ้ามีร่องแก้มลึก ก็ยังสามารถทำให้ภาพรวมดูมีอายุได้มากกว่าความเป็นจริง
2.ร่องแก้มทำให้ใบหน้าดูเหนื่อย โทรม และไม่สดใส
ร่องแก้มลึกจะสร้างเงาบนใบหน้า โดยเฉพาะในแสงธรรมชาติหรือเวลาถ่ายรูป เงาที่เกิดขึ้นจะทำให้หน้าดูหมอง คล้ายมีรอยคล้ำ ทั้งที่จริงอาจไม่มีปัญหาผิวเลย เพราะร่องแก้มทำให้หน้าดูอ่อนล้า เหมือนพักผ่อนไม่เพียงพอ ดูไม่สดชื่น แม้จะนอนเต็มอิ่ม ภาพรวมดูโทรมลงโดยไม่รู้ตัว
3.ร่องแก้มส่งผลต่ออารมณ์และการแสดงออกของใบหน้า
ร่องแก้มมีความเกี่ยวข้องกับมุมปาก ซึ่งเป็นจุดสำคัญของการแสดงอารมณ์ เมื่อร่องแก้มลึกขึ้น มุมปากอาจดูตกลงเล็กน้อย ทำให้ใบหน้าดูเหมือนเศร้า เครียด ไม่เป็นมิตร ทั้งที่จริง ๆ แล้วไม่ได้รู้สึกแบบนั้น ส่งผลต่อ first impression โดยเฉพาะในการพบเจอคนใหม่หรือการทำงานที่ต้องใช้บุคลิกภาพ
4.ร่องแก้มทำให้โครงหน้าดูหย่อนและไม่กระชับ
ร่องแก้มไม่ได้เกิดแค่ที่ผิว แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างลึกของใบหน้า เช่น ไขมันและกล้ามเนื้อ เมื่อแก้มเริ่มหย่อนลง จะยิ่งดันให้ร่องแก้มลึกขึ้น ทำให้ใบหน้าดูตก ไม่ยกกระชับ รูปหน้าดูไม่ได้สัดส่วนเหมือนเดิม ความคมชัดของใบหน้าลดลง จึงทำให้ภาพรวมดูไม่สดใสและขาดความเฟิร์ม
5.ร่องแก้มส่งผลต่อการแต่งหน้าและผิวดูไม่เรียบเนียน
สำหรับคนที่แต่งหน้า ร่องแก้มถือเป็นจุดที่เห็นผลชัดมาก เพราะรองพื้นหรือแป้งสามารถตกร่องได้ง่าย ผิวดูไม่เรียบเนียนเมื่อมองใกล้ และเครื่องสำอางอาจสะสมในร่องแก้ม ทำให้ดูเป็นเส้นชัดขึ้น แม้จะใช้เครื่องสำอางคุณภาพดี ก็ยังปกปิดได้ยากหากร่องแก้มลึก
6.ร่องแก้มมีผลต่อภาพลักษณ์ในรูปถ่ายและวิดีโอ
ในยุคที่ต้องถ่ายรูปหรือวิดีโออยู่บ่อย ร่องแก้มยิ่งส่งผลชัดเจน เพราะกล้องจะเน้นแสงและเงามากกว่าตาเปล่า ทำให้ร่องแก้มดูชัดและลึกกว่าความจริง ใบหน้าดูมีมิติที่ไม่สม่ำเสมอ ภาพรวมดูไม่สดใสแม้แต่งหน้าแล้ว จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนเริ่มสังเกตร่องแก้มจากรูปถ่ายก่อนกระจก
7.ร่องแก้มส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในระยะยาว
เมื่อร่องแก้มเริ่มชัดขึ้น หลายคนจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองดูแก่ลง ไม่สดใสเหมือนเดิม ไม่มั่นใจเวลาถ่ายรูปหรือเข้าสังคม ความรู้สึกเหล่านี้อาจส่งผลต่อบุคลิกภาพโดยรวม เช่น การยิ้ม การแสดงออก หรือความกล้าในการพบปะผู้คน
ร่องแก้มลึกเป็นเส้นเกิดจากอะไร
ร่องแก้มที่ลึกและเห็นเป็นเส้นชัด ไม่ได้เกิดขึ้นแบบทันที แต่เป็นผลสะสมจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะโครงสร้างผิวและใบหน้าในชั้นลึก ไม่ใช่แค่ปัญหาที่ผิวด้านนอกเพียงอย่างเดียว เมื่อเข้าใจสาเหตุ จะช่วยให้สามารถเลือกวิธีดูแลหรือแก้ร่องแก้มได้ตรงจุดมากขึ้น
1.ร่องแก้มลึกเกิดจากการเสื่อมของคอลลาเจนและอีลาสติน
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินลดลง ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ช่วยให้ผิวเต่งตึง ยืดหยุ่น คืนตัวได้ดี เมื่อสองสิ่งนี้ลดลง ผิวจะเริ่มบางลง หย่อนคล้อย ไม่สามารถพยุงตัวเองได้ บริเวณร่องแก้มจึงเกิดการยุบตัว และค่อย ๆ กลายเป็นเส้นลึกถาวร จากเดิมที่อาจเห็นแค่ตอนยิ้ม
2.ร่องแก้มลึกเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของชั้นไขมันบนใบหน้า
ใบหน้าของเรามีชั้นไขมันที่ช่วยให้หน้าดูอิ่มฟูและอ่อนเยาว์ โดยเฉพาะบริเวณแก้ม เมื่ออายุมากขึ้นจะเกิด 2 อย่างพร้อมกัน คือ ไขมันบางส่วนฝ่อลงทำให้หน้าดูตอบ และไขมันบางส่วนเคลื่อนตัวลงตามแรงโน้มถ่วง ผลลัพธ์คือด้านบนของแก้มดูแฟบลงและด้านล่างเกิดการกองตัว การเปลี่ยนแปลงนี้จะดึงและกดให้ร่องแก้มลึกขึ้น จนเห็นเป็นเส้นชัด
3.ร่องแก้มลึกเกิดจากแก้มหย่อนคล้อยและแรงโน้มถ่วง
แรงโน้มถ่วงเป็นปัจจัยที่ทำงานกับใบหน้าตลอดเวลา เมื่อโครงสร้างผิวอ่อนแอลง แก้มจะเริ่มตกลงด้านล่าง สูญเสียความกระชับ ยิ่งแก้มตกมากเท่าไร ก็จะยิ่งไปกดทับบริเวณร่องแก้ม ทำให้ร่องลึกขึ้น เส้นดูคมและชัดขึ้น กรณีนี้มักพบร่วมกับปัญหา “หน้าไม่ยกกระชับ” โดยรวม
4.ร่องแก้มลึกเกิดจากโครงสร้างกระดูกใบหน้า
ในบางคน ร่องแก้มลึกไม่ได้เกิดจากความแก่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “โครงหน้าเดิม” เช่น กระดูกบริเวณใต้ตาหรือข้างจมูกยุบ โครงหน้ามีมิติที่ทำให้เกิดเงา ทำให้แม้อายุยังน้อย ผิวยังดี ก็อาจมีร่องแก้มเป็นเส้นได้ โดยเฉพาะในบางมุมแสง
5.ร่องแก้มลึกเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อใบหน้าซ้ำ ๆ
การแสดงสีหน้า เช่น ยิ้ม หัวเราะ พูดบ่อย จะทำให้เกิดรอยพับชั่วคราวบริเวณร่องแก้ม เมื่อเวลาผ่านไป หากผิวเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น รอยพับเหล่านี้จะไม่หายไปเหมือนเดิม กลายเป็นเส้นถาวรแม้หน้าปกติ คล้ายกับริ้วรอยบริเวณหน้าผากหรือหางตา
6.ร่องแก้มลึกเกิดจากผิวขาดน้ำและขาดการบำรุง
ผิวที่ขาดความชุ่มชื้นจะมีลักษณะยุบตัวง่าย ไม่อิ่มฟู เห็นเส้นชัดขึ้น แม้จะยังไม่ใช่ร่องลึกจริง แต่จะทำให้ร่องแก้มดูชัดกว่าเดิม โดยเฉพาะหลังแต่งหน้า ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงสว่างมาก หากปล่อยไว้นาน อาจกลายเป็นร่องแก้มลึกได้ในอนาคต
7.ร่องแก้มลึกเกิดจากการเสื่อมจากแสงแดด
รังสี UV เป็นตัวเร่งให้คอลลาเจนเสื่อมเร็วขึ้นกว่าปกติ คนที่ไม่ป้องกันแดดเป็นประจำ จะพบว่าผิวแก่เร็ว เกิดริ้วรอยลึกเร็ว รวมถึงร่องแก้มที่ชัดขึ้นเร็วกว่าคนที่ดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ
8.ร่องแก้มลึกเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต
พฤติกรรมบางอย่างมีผลโดยตรงต่อความลึกของร่องแก้ม เช่น นอนน้อย เครียดสะสม สูบบุหรี่ ดื่มน้ำน้อย ลดน้ำหนักเร็วเกินไป สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ร่องแก้มมาเร็วและลึกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
9.ร่องแก้มลึกเกิดจากกรรมพันธุ์
บางคนมีแนวโน้มเกิดร่องแก้มลึกง่ายจากพันธุกรรม เช่น ผิวบาง โครงหน้าที่เกิดร่องชัด ทำให้แม้จะดูแลผิวดี ก็ยังมีโอกาสเกิดร่องได้เร็วกว่าคนทั่วไป
ร่องแก้มแต่ละแบบมีอะไรบ้าง
ร่องแก้มไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันในทุกคน แต่สามารถแบ่งออกเป็นประเภทตามสาเหตุหลักได้ ซึ่งการรู้ว่าตัวเองเป็นแบบไหน จะช่วยให้เลือกวิธีแก้ได้ตรงจุดและเห็นผลมากขึ้น โดยทั่วไปสามารถแบ่งประเภทร่องแก้มได้เป็น 3 แบบหลัก ดังนี้
1.ร่องแก้มจากผิวบางหรือผิวแห้ง
ร่องแก้มลักษณะนี้มักเกิดจากปัญหาผิวชั้นบนเป็นหลัก ไม่ได้เกิดจากโครงสร้างใบหน้าลึกมากนัก มีลักษณะเด่นเป็นเส้นเล็ก ๆ ตื้น ๆ เห็นชัดเวลาผิวแห้ง หรือหลังแต่งหน้า เวลายิ้มจะเห็นชัด แต่ตอนหน้าปกติอาจไม่ลึกมาก
สาเหตุหลักเกิดจากผิวขาดน้ำ ผิวบาง การบำรุงไม่เพียงพอ การโดนแดดสะสม พบในคนอายุน้อย คนที่เพิ่งเริ่มมีร่องแก้ม คนที่ผิวยังไม่หย่อนคล้อยมาก แนวทางดูแล เช่น เน้นเติมความชุ่มชื้น ทากันแดดสม่ำเสมอ ร่องแก้มประเภทนี้ถือว่าแก้ง่ายที่สุด หากดูแลถูกวิธีตั้งแต่เนิ่น ๆ
2.ร่องแก้มจากแก้มตก (ผิวหย่อนคล้อย)
เป็นร่องแก้มที่เกิดจากโครงสร้างผิวและไขมันที่เปลี่ยนไปตามอายุ ทำให้แก้มหย่อนคล้อย มีลักษณะเด่นเป็นร่องลึกขึ้นเมื่อหน้าปกติ (ไม่ต้องยิ้ม) และมีความหย่อนคล้อยของแก้มร่วมด้วย ใบหน้าดูตก ไม่กระชับ อาจมีร่องชัดมากในช่วงมุมปาก
สาเหตุหลักเกิดจากคอลลาเจนลดลง ไขมันแก้มเคลื่อนตัวลง แรงโน้มถ่วง มักพบในคนอายุ 30+ ขึ้นไป แนวทางแก้ไขร่องแก้มมักจะทำหัตถการ เช่น เครื่องยกกระชับ (Ulthera, Thermage) ร้อยไหม ฟิลเลอร์ร่องแก้ม
3.ร่องแก้มจากโครงกระดูก
ร่องแก้มประเภทนี้เกิดจากโครงหน้าเดิมของแต่ละคน ไม่ได้เกี่ยวกับอายุโดยตรง ลักษณะเด่นคือมีร่องแก้มตั้งแต่อายุน้อย ร่องแก้มเป็นเส้นชัด แม้ผิวยังดี บางมุมจะเห็นเป็นเงาลึก แก้มอาจไม่ได้หย่อน แต่ยังมีร่อง
สาเหตุหลักเกิดจากกระดูกบริเวณข้างจมูกยุบหรือโครงหน้าที่ทำให้เกิดร่อง แนวทางแก้ไขร่องแก้ม คือ ฉีดฟิลเลอร์ลดร่องแก้ม เพื่อเติมโครงสร้างและปรับสมดุลใบหน้าให้ดูเต็มขึ้น
วิธีลดร่องแก้มแบบธรรมชาติ
การลดร่องแก้มด้วยวิธีธรรมชาติ เป็นแนวทางที่เน้นการฟื้นฟูและชะลอมากกว่าการแก้ไขแบบทันที เหมาะสำหรับคนที่ร่องแก้มยังไม่ลึกมาก หรือผู้ที่ต้องการดูแลผิวในระยะยาว แม้วิธีลดร่องแก้มแบบธรรมชาติจะไม่สามารถลบร่องลึกได้ทั้งหมด แต่สามารถช่วยให้ร่องดูตื้นลง ผิวดูอิ่มฟูขึ้น และชะลอการเกิดร่องในอนาคตได้
1.เติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างสม่ำเสมอ
หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่องแก้มดูชัดขึ้น คือ ผิวขาดน้ำ เมื่อผิวแห้งจะยุบตัว ทำให้เส้นร่องแก้มดูลึกขึ้นทันที การเติมความชุ่มชื้นจะช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำ ลดความคมชัดของเส้นร่องแก้ม ผิวเรียบเนียนขึ้น แนะนำให้บำรุงผิวด้วยสกินแคร์ที่มีส่วนผสมเติมและกักเก็บความชุ่มชื้น เช่น
• Hyaluronic Acid เติมน้ำให้ผิวโดยตรง
• Ceramide เสริมเกราะผิว ลดการสูญเสียน้ำ
• Glycerin ช่วยดึงน้ำเข้าสู่ผิว
2.นวดหน้าลดร่องแก้ม กระตุ้นการไหลเวียน
การนวดหน้าลดร่องแก้มเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลือง ทำให้ผิวดูสดใสและอิ่มฟูขึ้นชั่วคราว ลดอาการบวมสะสม ช่วยให้ผิวดูยกขึ้นเล็กน้อย ผิวดูเปล่งปลั่งขึ้นหลังทำ
วิธีง่าย ๆ เพียงใช้นิ้วหรืออุปกรณ์ เช่น กัวซา นวดจากล่างขึ้นบน เน้นบริเวณแก้ม ดันขึ้นไปทางโหนกแก้ม ทำวันละ 5–10 นาที แม้ผลจะไม่ถาวร แต่ช่วยชะลอการหย่อนคล้อยได้ในระยะยาว
3.บริหารกล้ามเนื้อใบหน้าลดร่องแก้ม
กล้ามเนื้อใบหน้าที่แข็งแรงจะช่วยพยุงผิวไม่ให้หย่อนง่าย ตัวอย่างท่า เช่น ยิ้มกว้างแล้วยกแก้มค้างไว้ 5–10 วินาที หรือใช้นิ้วดันแก้มขึ้น แล้วออกแรงต้านเบา ๆ ช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับ ลดการหย่อนของแก้มเล็กน้อย ควรทำสม่ำเสมอเพื่อให้เห็นผลในระยะยาว
4.ป้องกันแสงแดดอย่างจริงจัง
แสงแดดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คอลลาเจนเสื่อมเร็ว ส่งผลให้ร่องแก้มลึกขึ้นไว แนะนำให้ทากันแดด SPF 30–50 ทุกวัน แม้อยู่ในบ้าน ทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมงเมื่อออกแดด ใช้หมวกหรือร่มช่วยป้องกัน เพราะการกันแดดถือเป็นวิธีชะลอริ้วรอยที่ได้ผล
5.ดูแลสุขภาพผิวเพื่อลดร่องแก้ม
สุขภาพผิวไม่ได้ขึ้นอยู่กับสกินแคร์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับสิ่งที่เรารับเข้าไปในร่างกาย จึงควรเน้นการดื่มน้ำวันละ 1.5–2 ลิตร ทานอาหารที่มีคอลลาเจนและโปรตีนสูง ทานผักและผลไม้ที่มีวิตามิน C สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผิวฟื้นฟูได้ดีขึ้นและดูอิ่มฟู
6.นอนหลับให้เพียงพอเพื่อลดร่องแก้ม
การนอนเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง หากนอนน้อย คอลลาเจนจะฟื้นฟูได้น้อยลง ผิวดูโทรมและยุบตัวง่าย ส่งผลให้เกิดร่องแก้มได้ง่าย แนะนำให้นอน 6–8 ชั่วโมงต่อคืน และพยายามนอนให้เป็นเวลา
7.หลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายผิว
บางพฤติกรรมทำให้ร่องแก้มลึกขึ้นเร็วโดยไม่รู้ตัว เช่น สูบบุหรี่จะทำลายคอลลาเจน ดื่มแอลกอฮอล์มากทำให้ผิวขาดน้ำ หรือลดน้ำหนักเร็วทำให้ไขมันหน้าหาย การหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ช่วยชะลอการเกิดร่องแก้มได้มาก
8.ปรับท่านอนและการใช้ชีวิต
รายละเอียดเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันก็มีผลให้เกิดร่องแก้ม เช่น นอนตะแคงกดหน้า ทำให้เกิดรอยพับซ้ำ หรือใช้หมอนที่นุ่มเกินไปทำให้กดผิวหน้า แนะนำควรพยายามนอนหงาย และใช้ปลอกหมอนที่ลดแรงเสียดสี
วิธีแก้ร่องแก้มด้วยหัตถการ
เมื่อร่องแก้มเริ่มลึกหรือเห็นชัดขึ้น การดูแลด้วยสกินแคร์หรือวิธีลดร่องแก้มแบบธรรมชาติอาจไม่เพียงพอ หัตถการลดร่องแก้มจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถแก้ไขที่โครงสร้างผิวและใบหน้าได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม การเลือกหัตถการลดร่องแก้มที่เหมาะสม จำเป็นต้องพิจารณาจากสาเหตุของร่องแก้ม ไม่ใช่เลือกตามความนิยมเพียงอย่างเดียว
1.ฟิลเลอร์ร่องแก้ม
ฟิลเลอร์ลดร่องแก้มเป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมมากในการแก้ร่องแก้ม โดยใช้สาร Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในร่างกาย ฉีดเข้าไปเติมเต็มบริเวณที่ยุบตัว
หลักการทำงานของฟิลเลอร์ลดร่องแก้ม
ฟิลเลอร์จะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างใต้ผิว ทำให้ร่องที่ลึกดูตื้นขึ้นทันที พร้อมช่วยเพิ่มความอิ่มฟูให้ผิวบริเวณนั้น
ข้อดีของฟิลเลอร์ลดร่องแก้ม
• เห็นผลในเวลาไม่นานหลังทำ
• ไม่ต้องพักฟื้น
• ปรับรูปหน้าให้ดูละมุนและอ่อนเยาว์ขึ้น
• สามารถปรับแต่งปริมาณได้ตามต้องการ
ฟิลเลอร์ลดร่องแก้มเหมาะกับ
• ร่องแก้มลึกจากการยุบตัวของผิว
• ร่องแก้มจากโครงกระดูก
• คนที่ต้องการผลลัพธ์ในเวลาไม่นาน
ข้อจำกัดของฟิลเลอร์ลดร่องแก้ม
• ไม่ใช่ผลลัพธ์ถาวร (ประมาณ 6–18 เดือน)
• ต้องอาศัยแพทย์ที่มีความรู้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นก้อนหรือดูไม่เป็นธรรมชาติ
2.โบท็อกลดร่องแก้ม
โบท็อกลดร่องแก้มไม่ใช่การเติมเต็มร่องโดยตรง แต่ช่วยลดแรงดึงของกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดร่องลึกในบางกรณี
หลักการทำงานของโบท็อกลดร่องแก้ม
ยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อบางส่วน ทำให้การขยับซ้ำ ๆ ลดลง ส่งผลให้ร่องไม่ลึกขึ้น
ข้อดีของโบท็อกลดร่องแก้ม
• ลดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า
• ทำให้ใบหน้าดูผ่อนคลายขึ้น
• ใช้ร่วมกับหัตถการอื่นได้ดี
โบท็อกลดร่องแก้มเหมาะกับ
• ร่องที่เกิดจากการยิ้มหรือขยับกล้ามเนื้อ
• คนที่มีมุมปากตกเล็กน้อย
ข้อจำกัดของโบท็อกลดร่องแก้ม
• ไม่สามารถเติมร่องลึกได้
• เห็นผลชั่วคราว (ประมาณ 3–6 เดือน)
3.ร้อยไหมลดร่องแก้ม
การร้อยไหมเป็นการยกกระชับผิวโดยใช้ไหมละลายใส่เข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อดึงโครงสร้างใบหน้าให้ยกขึ้น
หลักการทำงานร้อยไหมลดร่องแก้ม
ไหมจะช่วยยกแก้มที่หย่อนคล้อยให้กลับขึ้นตำแหน่งเดิม พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนรอบเส้นไหม
ข้อดีของร้อยไหมลดร่องแก้ม
• เห็นผลยกกระชับในเวลาไม่นานบางส่วน
• ช่วยแก้สาเหตุของร่องแก้มจากแก้มตก
• กระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว
ร้อยไหมลดร่องแก้มเหมาะกับ
• คนที่มีแก้มหย่อนคล้อย
• ร่องแก้มที่เกิดจากแรงโน้มถ่วง
ข้อจำกัดของร้อยไหมลดร่องแก้ม
• อาจมีบวมช้ำเล็กน้อยหลังทำ
• ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือน
4.เลเซอร์ลดร่องแก้ม
เลเซอร์ลดร่องแก้มเป็นหัตถการที่ใช้เครื่องยกกระชับ เช่น Ulthera, Thermage และ HIFU เป็นเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานคลื่นเสียงหรือคลื่นวิทยุยิงลงไปใต้ผิว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและยกกระชับผิว
หลักการทำงานเลเซอร์ลดร่องแก้ม
พลังงานจะลงลึกถึงชั้นผิว ทำให้เกิดการหดตัวและกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ ส่งผลให้ผิวค่อย ๆ ยกและแน่นขึ้น
ข้อดีของเลเซอร์ลดร่องแก้ม
• ไม่ต้องผ่าตัด
• ไม่มีแผล
• ช่วยยกทั้งใบหน้า ไม่ใช่แค่ร่องแก้ม
เลเซอร์ลดร่องแก้มเหมาะกับ
• คนที่เริ่มมีผิวหย่อน
• ต้องการผลลัพธ์ในระยะยาว
ข้อจำกัดของเลเซอร์ลดร่องแก้ม
• ไม่เห็นผลทันที ต้องรอ 1–3 เดือน
• อาจต้องทำซ้ำปีละ 1 ครั้ง
ลดร่องแก้มวิธีไหน เหมาะกับใคร
การเลือกวิธีลดร่องแก้ม ไม่ได้มีคำตอบตายตัวว่าแบบไหนดีที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับระดับของปัญหาร่องแก้ม สาเหตุ และความต้องการของแต่ละคน โดยหลักแล้ว วิธีการลดร่องแก้มสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ การลดร่องแก้มด้วยวิธีธรรมชาติ และ การทำหัตถการลดร่องแก้ม ซึ่งทั้งสองแบบมีบทบาทต่างกันอย่างชัดเจน
การลดร่องแก้มด้วยวิธีธรรมชาติ เหมาะกับใคร
การลดร่องแก้มด้วยวิธีธรรมชาติเป็นการชะลอและฟื้นฟูผิวในระยะยาว เน้นแก้ปัญหาที่ผิวชั้นบนและการดูแลสุขภาพโดยรวม
ลักษณะคนที่เหมาะกับวิธีนี้
• ร่องแก้มยังตื้น หรือเริ่มหย่อนคล้อยเพียงเล็กน้อย
• อายุยังไม่มาก (ประมาณช่วง 20–30 ปี)
• ผิวยังมีความยืดหยุ่นดี
• ยังไม่มีปัญหาแก้มตกชัดเจน
• ต้องการดูแลตัวเองแบบค่อยเป็นค่อยไป
ลักษณะร่องแก้มที่ตอบโจทย์
• ร่องแก้มที่เกิดจากผิวแห้งหรือผิวบาง
• ร่องแก้มที่เห็นเฉพาะเวลายิ้มหรือแสดงสีหน้า
• ร่องแก้มที่ยังไม่เป็นเส้นลึกถาวร
จุดเด่นของวิธีธรรมชาติ
• ไม่มีผลข้างเคียง ไม่มีแผล ไม่มีเวลาพักฟื้น
• สามารถทำได้ต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน
• ช่วยดูแลผิวทั้งหน้า ไม่ใช่เฉพาะร่องแก้ม
ข้อจำกัดที่ควรรู้
• ต้องใช้เวลาเห็นผล (หลายสัปดาห์ถึงเดือน)
• ไม่สามารถเติมเต็มร่องลึกได้จริง
• หากร่องเกิดจากโครงสร้างใบหน้าอาจไม่ค่อยเห็นผล
การลดร่องแก้มด้วยหัตถการ เหมาะกับใคร
หัตถการลดร่องแก้มเป็นการแก้ปัญหาที่โครงสร้างใบหน้าโดยตรง จึงให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าและในเวลาไม่นาน
ลักษณะคนที่เหมาะกับวิธีนี้
• มีร่องแก้มลึก เห็นชัดแม้หน้าปกติ
• อายุ 30 ปีขึ้นไป หรือเริ่มมีผิวหย่อนคล้อย
• ต้องการผลลัพธ์ในเวลาไม่นาน เช่น ก่อนออกงานหรือถ่ายรูป
• เคยลดร่องแก้มด้วยวิธีธรรมชาติแล้วแต่ไม่เห็นผล
ลักษณะร่องแก้มที่ควรใช้หัตถการ
• ร่องลึกเป็นเส้นชัด
• มีแก้มตกหรือหน้าหย่อนร่วมด้วย
• ร่องที่เกิดจากโครงกระดูกหรือการยุบตัวของผิว
สิ่งที่หัตถการลดร่องแก้มช่วยได้
• เติมเต็มร่องลึกให้ตื้นขึ้นในเวลาไม่นาน เช่น ฟิลเลอร์
• ยกกระชับโครงหน้า เช่น ร้อยไหม เลเซอร์ลดร่องแก้ม
• ปรับรูปหน้าให้ดูสมดุลและอ่อนเยาว์ขึ้น
จุดเด่นของหัตถการลดร่องแก้ม
• เห็นผลในเวลาไม่นานและชัดเจน
• แก้ปัญหาร่องแก้มลึกได้ถึงสาเหตุ
• สามารถออกแบบผลลัพธ์ให้เหมาะกับแต่ละคนได้
ข้อจำกัดที่ควรรู้
• มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า
• ผลลัพธ์ไม่ถาวร ต้องทำซ้ำ
• ต้องเลือกแพทย์และคลินิกที่ได้มาตรฐาน
ใครบ้างที่เสี่ยงมีร่องแก้มดูแก่กว่าวัย
ร่องแก้มลึกไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่คนอายุเยอะเท่านั้น แต่สามารถเกิดได้ตั้งแต่อายุน้อย หากมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่าง โดยคนกลุ่มต่อไปนี้มีโอกาสเกิดร่องแก้มลึกและทำให้หน้าดูแก่กว่าวัยได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
1.คนที่ผิวแห้งหรือขาดความชุ่มชื้นเสี่ยงเกิดร่องแก้มง่าย
ผิวที่ขาดน้ำจะยุบตัวง่าย ไม่อิ่มฟู ทำให้ร่องเล็ก ๆ ดูชัดขึ้น เมื่อปล่อยไว้นาน ร่องตื้น ๆ อาจกลายเป็นร่องลึกได้เร็วกว่าปกติ
2.คนที่โดนแดดบ่อย ไม่ทากันแดด เสี่ยงเกิดร่องแก้มง่าย
แสงแดด (UV) เป็นตัวทำลายคอลลาเจนโดยตรง ส่งผลให้ผิวเสื่อมเร็ว หย่อนคล้อยไว ร่องแก้มลึกขึ้นก่อนวัย คนที่ทำงานกลางแจ้งหรือไม่ดูแลเรื่องกันแดดจะเสี่ยงสูงมาก
3.คนที่น้ำหนักลดเร็ว หรือผอมลงมาก เสี่ยงเกิดร่องแก้มง่าย
การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วทำให้ไขมันบนใบหน้าหายไป แก้มตอบลงทันที ผลคือร่องแก้มจะยิ่งเด่นและลึกขึ้น โดยเฉพาะคนที่เคยมีแก้ม
4.คนที่มีแก้มเยอะแล้วเริ่มหย่อนเสี่ยงเกิดร่องแก้มง่าย
ในช่วงแรกคนที่มีแก้มจะดูหน้าเด็ก แต่เมื่ออายุมากขึ้นแก้มจะเริ่มตก น้ำหนักแก้มกดลงที่ร่องแก้ม ทำให้ร่องแก้มลึกและชัดกว่าคนที่หน้าแบน
5.คนที่นอนน้อย หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ เสี่ยงเกิดร่องแก้มง่าย
การนอนมีผลต่อการฟื้นฟูผิวโดยตรง หากนอนน้อยจะทำให้คอลลาเจนฟื้นตัวไม่ทัน ผิวโทรม ยุบตัวง่าย ทำให้ร่องแก้มดูชัดขึ้นแม้ในวัยยังไม่มาก
6.คนที่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์บ่อยเสี่ยงเกิดร่องแก้มง่าย
พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลให้คอลลาเจนเสื่อมเร็ว ผิวขาดน้ำ ผิวแก่เร็วขึ้น จึงทำให้ร่องแก้มมาเร็วและลึกขึ้นกว่าปกติ
7.คนที่มีโครงหน้าเสี่ยงตั้งแต่กำเนิดเสี่ยงเกิดร่องแก้มง่าย
บางคนมีลักษณะโครงหน้าที่ทำให้เกิดร่องแก้มง่าย เช่น กระดูกข้างจมูกยุบ โครงหน้ามีมิติที่เกิดเงาชัด ทำให้แม้อายุยังน้อย ก็อาจมีร่องแก้มชัดได้
8.คนที่แสดงสีหน้าบ่อย (ยิ้ม หัวเราะบ่อย) เสี่ยงเกิดร่องแก้มง่าย
แม้จะเป็นเรื่องปกติ แต่การใช้กล้ามเนื้อซ้ำ ๆ จะทำให้เกิดรอยพับซ้ำที่เดิม เมื่ออายุมากขึ้น รอยจะกลายเป็นเส้นถาวร
9.คนที่ไม่ดูแลผิวระยะยาวเสี่ยงเกิดร่องแก้มง่าย
เช่น ไม่ใช้สกินแคร์ ไม่บำรุงผิว ไม่ป้องกันผิวจากปัจจัยภายนอก ผิวจะเสื่อมเร็วและเกิดร่องลึกได้ง่าย
ข้อควรรู้ก่อนแก้ร่องแก้มลึก
การแก้ร่องแก้มไม่ว่าจะด้วยวิธีธรรมชาติหรือหัตถการ ควรมีความเข้าใจอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ เพราะนอกจากเรื่องความสวยงามแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียง โครงสร้างใบหน้า และผลลัพธ์ระยะยาว
1.ความเสี่ยงของฟิลเลอร์ปลอมและของไม่ได้มาตรฐาน
หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยในปัจจุบันคือ ฟิลเลอร์ปลอม หรือฟิลเลอร์ที่ไม่ได้รับรองมาตรฐาน ซึ่งมักมาพร้อมกับราคาที่ถูกผิดปกติ ไม่สามารถระบุยี่ห้อหรือแหล่งที่มาได้ ไม่มีการแกะกล่องให้ดูต่อหน้า
อันตรายที่อาจเกิดขึ้น เช่น ฟิลเลอร์ไม่สามารถสลายเองได้ เป็นก้อนใต้ผิว เกิดการอักเสบเรื้อรัง บวมแดง เจ็บ เสี่ยงติดเชื้อ ในกรณีรุนแรง อาจเกิดภาวะเส้นเลือดอุดตัน ทำให้เนื้อตาย หรือกระทบต่อการมองเห็น
แนวทางป้องกันควรเลือกคลินิกที่มีใบอนุญาตชัดเจน ตรวจสอบยี่ห้อฟิลเลอร์และเลข อย.ขอให้แพทย์แกะกล่องใหม่ต่อหน้าเสมอ
2.ควรทำหัตถการลดร่องแก้มกับแพทย์เท่านั้น
หัตถการเกี่ยวกับใบหน้า โดยเฉพาะการฉีดฟิลเลอร์ ไม่ใช่แค่เรื่องความสวย แต่เกี่ยวข้องกับกายวิภาคของใบหน้า ที่มีเส้นเลือดและเส้นประสาทสำคัญจำนวนมาก จึงควรเลือกทำหัตถการลดร่องแก้มกับแพทย์เท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงร้ายแรง
3.ผลลัพธ์ไม่ได้ถาวร ต้องมีการดูแลต่อเนื่อง
หัตถการลดร่องแก้มส่วนใหญ่เป็นแบบกึ่งถาวร ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วอยู่ตลอดไป ระยะเวลาที่เห็นผลอยู่ได้นานคร่าว ๆ ของแต่ละวิธี เช่น
• ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ประมาณ 6–18 เดือน
• โบท็อกร่องแก้ม ประมาณ 3–6 เดือน
• ร้อยไหมร่องแก้ม 6–12 เดือน
• เลเซอร์ร่องแก้ม ประมาณ 6–12 เดือน
หลังจากนั้น ร่างกายจะค่อย ๆ สลายสารเติมเต็มหรือผลลัพธ์ลดลง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หากต้องการเห็นผลลัพธ์ต่อเนื่อง
4.ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและโครงหน้าของแต่ละคน
แม้จะทำหัตถการเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน เพราะขึ้นอยู่กับความลึกของร่องแก้ม ความหย่อนคล้อยของผิว โครงสร้างกระดูก อายุและคุณภาพผิว จึงไม่ควรคาดหวังผลลัพธ์เกินจริง และควรให้แพทย์ประเมินแบบรายบุคคล
5.ปัญหาร่องแก้มลึกบางกรณีต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน
ร่องแก้มลึกมักไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว อย่างเช่นมีทั้งผิวยุบและแก้มตก ในกรณีนี้ หากใช้วิธีเดียวอาจไม่เพียงพอ ตัวอย่างแนวทางที่แนะนำ เช่น ทำเลเซอร์ยกกระชับก่อนแล้วจึงเติมฟิลเลอร์ในจุดที่จำเป็น จะช่วยให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ เห็นผลชัดเจนขึ้น และอยู่ได้นานขึ้น
6.ต้องมีการประเมินใบหน้าก่อนทำทุกครั้ง
การเลือกหัตถการเองโดยไม่มีการปรึกษาแพทย์ก่อนทำ อาจทำให้เลือกวิธีไม่ตรงจุด เสียเงินโดยไม่จำเป็น ดังนั้นควรให้แพทย์ช่วยวิเคราะห์สาเหตุของร่องแก้ม ประเมินโครงหน้าโดยรวม และวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
7.การดูแลหลังทำมีผลต่อผลลัพธ์โดยตรง
หลังทำหัตถการ ควรดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันผลข้างเคียงและยืดอายุผลลัพธ์ คำแนะนำที่ควรทำ เช่น หลีกเลี่ยงแดดจัด งดนวดหรือกดบริเวณที่ทำ ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยลดโอกาสบวมช้ำ ฟิลเลอร์เข้าที่สวยขึ้น ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น
8.ความคาดหวังต้องอยู่บนความเป็นจริง
สิ่งที่ควรเข้าใจคือไม่มีวิธีไหนทำให้ร่องแก้มหายไปหรือหน้าดูอ่อนเยาว์ถาวร ผลลัพธ์หลังทำหัตถการที่ดีคือดูเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่เปลี่ยนหน้าจนผิดรูป การตั้งความคาดหวังที่เหมาะสม จะช่วยให้พึงพอใจกับผลลัพธ์และไม่รู้สึกผิดหวังหลังทำ
9.อย่าเลือกจากราคาเพียงอย่างเดียว
ราคาถูกอาจดูน่าสนใจ แต่ในหัตถการความงาม ราคาถูกอาจหมายถึงความเสี่ยงสูงขึ้น (ในหลายกรณี) เพราะไม่ได้มาตรฐาน เป็นของปลอม หรือผู้ที่ทำไม่ใช่แพทย์ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่า คือ คุณภาพของผลิตภัณฑ์ แพทย์และคลินิกได้มาตรฐาน
วิธีป้องไม่ให้เกิดร่องแก้มลึก
ร่องแก้มเป็นหนึ่งในสัญญาณของวัยที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่สามารถชะลอและลดโอกาสเกิดร่องลึกก่อนวัยได้ หากเริ่มดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเน้นทั้งการดูแลผิวจากภายนอกและการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต มีแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดร่องแก้มลึกก่อนวัย ดังนี้
1.ป้องกันร่องแก้มด้วยการทาครีมกันแดด
รังสี UV เป็นตัวการหลักที่ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินเสื่อมสภาพเร็ว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเกิดร่องแก้ม และผิวเกิดความหย่อนคล้อยเร็วขึ้น ดังนั้นควรใช้กันแดด SPF 30–50 ทุกวัน แม้อยู่ในอาคาร เลือกกันแดดสูตรที่ป้องกันทั้ง UVA และ UVB ทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมงเมื่อออกแดด การกันแดดอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นวิธีที่ได้ผลในการชะลอริ้วรอย
2.ป้องกันร่องแก้มด้วยการเติมความชุ่มชื้นให้ผิว
ผิวที่ขาดน้ำจะยุบตัวง่าย ทำให้ร่องแก้มดูชัดขึ้น แม้ยังไม่ลึกจริง ดังนั้นควรบำรุงผิวโดยเน้นเติมน้ำให้ผิวและล็อกความชุ่มชื้น ส่วนผสมสำคัญที่ควรมีในสกินแคร์ เช่น Hyaluronic Acid ช่วยเติมน้ำในผิว Ceramide ช่วยเสริมเกราะผิว และ Squalane / Glycerin ช่วยลดการสูญเสียน้ำ เมื่อผิวอิ่มน้ำจะช่วยพรางร่องและชะลอการเกิดร่องลึกได้ดี
3.ป้องกันร่องแก้มด้วยการควบคุมน้ำหนักไม่ให้ขึ้นลงเร็ว
การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการลดน้ำหนักเร็ว ส่งผลต่อใบหน้าโดยตรง เพราะไขมันใต้ผิวลดลงทันที ผิวไม่มีตัวพยุง ร่องแก้มเด่นชัดขึ้น ดังนั้นแนะนำให้ลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปและดูแลผิวควบคู่ไปด้วย
4.ป้องกันร่องแก้มด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันมีผลต่อผิวมากกว่าที่คิด เช่น
• สูบบุหรี่ ทำลายคอลลาเจนโดยตรง
• ดื่มแอลกอฮอล์มาก ทำให้ผิวขาดน้ำ
• ความเครียดสะสม เร่งการเสื่อมของผิว
ดังนั้นแนะนำให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำร้ายผิว และผ่อนคลายความเครียด
5.ป้องกันร่องแก้มด้วยการนอนหลับให้เพียงพอ
การนอนคือช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมเซลล์ผิว หากนอนน้อยจะทำให้การสร้างคอลลาเจนลดลง ผิวดูโทรมและยุบตัวง่าย ร่องแก้มดูชัดขึ้น ดังนั้นควรนอนอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงต่อคืน เข้านอนและตื่นให้เป็นเวลา
6.ป้องกันร่องแก้มด้วยการดูแลโภชนาการเพื่อผิวจากภายใน
อาหารมีผลต่อคุณภาพผิวโดยตรง ควรเน้นอาหารที่มีโปรตีนเพื่อช่วยสร้างคอลลาเจน วิตามิน C ช่วยซ่อมแซมผิว และสารต้านอนุมูลอิสระ ลดการเสื่อมของเซลล์ ตัวอย่างอาหาร เช่น ปลา ไข่ ถั่ว ผักใบเขียว ผลไม้รสเปรี้ยว เบอร์รี่
7.ป้องกันร่องแก้มด้วยการลดแรงกดทับบนใบหน้า
แรงกดซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดรอยพับสะสม เช่น นอนตะแคงหรือคว่ำหน้า ใช้หมอนที่กดผิวหน้า แนะนำให้นอนหงายให้มากขึ้น ใช้ปลอกหมอนผิวลื่น เช่น ผ้าไหม
8.ป้องกันร่องแก้มด้วยการนวดหน้ากระตุ้นการไหลเวียน
แม้จะไม่สามารถยกหน้าได้ถาวร แต่ช่วยลดการบวมสะสม กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้ผิวดูสดใสขึ้น ควรทำอย่างเบามือและสม่ำเสมอ
9.ป้องกันร่องแก้มด้วยการเริ่มดูแลตั้งแต่ยังไม่เห็นร่อง
หลักสำคัญที่สุดคือ ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งป้องกันได้ดี เพราะร่องแก้มตื้นสามารถป้องกันได้ง่าย แต่ร่องลึกต้องใช้หัตถการ การดูแลตั้งแต่ยังไม่เกิด จะช่วยลดโอกาสเกิดร่องลึกในอนาคตได้มาก
สรุปเกี่ยวกับร่องแก้ม
ร่องแก้มเป็นปัญหาที่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการเสื่อมของผิว การเปลี่ยนแปลงของไขมัน โครงกระดูก และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน จึงไม่มีวิธีลดร่องแก้มเพียงอย่างเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน
หากร่องแก้มยังตื้น การดูแลด้วยวิธีธรรมชาติ เช่น การบำรุงผิว เติมความชุ่มชื้น และป้องกันแดด สามารถช่วยชะลอและลดความชัดของร่องได้ แต่หากร่องแก้มลึกหรือมีความหย่อนคล้อยร่วมด้วย หัตถการลดร่องแก้มจะเป็นทางเลือกที่ช่วยแก้ไขได้และเห็นผลชัดเจนกว่า
โดยการเลือกหัตถการลดร่องแก้มให้เหมาะกับสาเหตุของร่องแก้ม ทำกับแพทย์ในคลินิกที่ได้มาตรฐาน จะให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ลดความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียง และชะลอการเกิดร่องแก้มลึกมากกว่าเดิมในระยะยาว
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ