43
สารบัญเนื้อหา เซราไมด์ 

เซราไมด์ คืออะไร ดีกับผิวอย่างไรบ้าง แบบทากับแบบกินต่างกันอย่างไร

เซราไมด์ สร้างผิวแข็งแรง เพิ่มความชุ่มชื้น จบปัญหาผิวแห้งแพ้ง่าย

ตอนนี้ชื่อ เซราไมด์ กลายเป็นชื่อสารสำคัญยอดฮิตและโดดเด่นมากในปัจจุบัน เพราะถือเป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวแข็งแรง ดูชุ่มชื้นอิ่มน้ำ

บทความนี้จะมาเจาะลึกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เซราไมด์ ว่าคืออะไร ดีกับผิวของเราอย่างไร แบบทากับแบบกิน อันไหนดีกับผิวของเรามากกว่ากัน

เซราไมด์คืออะไร

เซราไมด์ (Ceramide) คือไขมันชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ลิพิด (Lipid) ซึ่งพบได้ตามธรรมชาติในชั้นผิวหนัง โดยเฉพาะในชั้นผิวด้านนอกหรือชั้นผิวกำพร้า เซราไมด์ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของผิว โดยมีสัดส่วนมากถึงประมาณ ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ของโครงสร้างชั้นผิว ทำหน้าที่เสมือน ตัวเชื่อมที่ช่วยยึดเซลล์ผิวให้เรียงตัวแน่นและแข็งแรงขึ้น

หน้าที่สำคัญของ เซราไมด์ คือการช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ทำให้ผิวสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ดี พร้อมทั้งช่วยลดการสูญเสียน้ำจากผิว ปกป้องผิวจากมลภาวะ สิ่งสกปรก และสิ่งแปลกปลอมที่อาจทำร้ายผิว นอกจากนี้ เซราไมด์ยังช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้น เรียบเนียน ยืดหยุ่น และลดโอกาสเกิดการระคายเคืองได้

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น หรือร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ ปริมาณเซราไมด์ในผิวจะลดลง ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ โครงสร้างเซลล์ผิวไม่แน่นเหมือนเดิม ส่งผลให้ความชุ่มชื้นระเหยออกจากผิวได้ง่าย จึงเกิดปัญหาผิวแห้ง ขาดน้ำ ระคายเคืองง่าย หรือผิวบอบบาง

ด้วยเหตุนี้ เซราไมด์จึงกลายเป็นส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เช่น ครีม เซรั่ม โลชั่น รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและเครื่องสำอางต่าง ๆ เพื่อช่วยฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว ซ่อมแซมโครงสร้างผิว และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวกลับมาแข็งแรง อิ่มฟู และดูสุขภาพดีอีกครั้ง

เซราไมด์ เป็นองค์ประกอบสำคัญของผิวที่ช่วยรักษาสมดุลความชุ่มชื้น เสริมความแข็งแรงของผิว และปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอก จึงเป็นสารบำรุงที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพผิวในปัจจุบัน

เซราไมด์ทำงานอย่างไรกับชั้นผิว

เซราไมด์ (Ceramide) เป็นลิพิดหรือไขมันชนิดหนึ่งที่พบได้ตามธรรมชาติใน ชั้นหนังกำพร้า (Stratum Corneum) ซึ่งเป็นชั้นผิวที่อยู่ด้านนอกสุดของร่างกาย โดยเซราไมด์ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างเกราะป้องกันผิว หรือที่เรียกว่า Skin Barrier และมีสัดส่วนมากถึงประมาณ 40 - 50% ของไขมันในชั้นผิว

การทำงานของ เซราไมด์ ในการฟื้นฟูและดูแลสุขภาพผิวสามารถอธิบายได้ผ่านกลไกหลัก 2 ด้าน คือ การเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว และ การซ่อมแซมโครงสร้างผิวที่เสียหาย

1.เซราไมด์ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว (Strengthening Skin Barrier)

หนึ่งในบทบาทสำคัญที่สุดของ เซราไมด์ คือการทำหน้าที่เป็น ตัวเชื่อมโครงสร้างผิว (Intercellular Lipids) ให้ผิวเรียงตัวกันอย่างแน่นหนา

เมื่อผิวมีปริมาณ เซราไมด์ เพียงพอ จะช่วยให้เกราะป้องกันผิวแข็งแรง สามารถทำหน้าที่ดังนี้

  1. ลดการสูญเสียน้ำออกจากผิว (Transepidermal Water Loss – TEWL)
  2. กักเก็บความชุ่มชื้นภายในผิวได้ดีขึ้น
  3. ปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอก เช่น รังสี UV จากแสงแดด สารเคมีและสารระคายเคือง มลภาวะทางอากาศ เช่น ฝุ่น PM2.5

ผลลัพธ์คือผิวจะมี สมดุลความชุ่มชื้นที่ดีขึ้น ดูเรียบเนียน และแข็งแรงมากขึ้น

2.เซราไมด์ช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูโครงสร้างผิว (Skin Repair & Restoration)

เมื่อผิวถูกทำลายจากปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด มลภาวะ การใช้สารผลัดเซลล์ผิว หรือการล้างหน้าที่รุนแรง อาจทำให้ระดับ เซราไมด์ในผิวลดลง ส่งผลให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ เกิดอาการผิวแห้ง ระคายเคือง หรืออักเสบได้ง่าย การเติม เซราไมด์ผ่านสกินแคร์ จะช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวโดย

  1. ช่วยลดการระคายเคืองและการอักเสบของผิว
  2. เสริมกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ถูกทำลาย
  3. ทำให้ผิวกลับมามีสมดุลและแข็งแรงขึ้น

เมื่อใช้ เซราไมด์อย่างต่อเนื่อง ผิวจะสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และลดโอกาสเกิดปัญหาผิวเรื้อรัง เช่น ผิวแห้ง ลอก หรือผิวแพ้ง่าย

3.เซราไมด์กับการสนับสนุนความยืดหยุ่นของผิว

นอกจากบทบาทด้านการปกป้องและฟื้นฟูผิวแล้ว เซราไมด์ ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนสภาพแวดล้อมของผิวที่เหมาะสมต่อการทำงานของโปรตีนโครงสร้างผิว เช่น

  1. คอลลาเจน (Collagen)
  2. อีลาสติน (Elastin)

โปรตีนทั้งสองชนิดนี้มีหน้าที่สำคัญในการรักษา ความยืดหยุ่นและความเต่งตึงของผิว เมื่อผิวมีความชุ่มชื้นและโครงสร้างเกราะผิวสมบูรณ์ การเสื่อมสภาพของคอลลาเจนและอีลาสตินจะเกิดขึ้นช้าลง ส่งผลให้ผิวดูสุขภาพดีและดูละมุนมากขึ้น

4.ทำไมเซราไมด์จึงเป็นส่วนผสมสำคัญในสกินแคร์

ในปัจจุบัน เซราไมด์ ถือเป็นหนึ่งในส่วนผสมสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว โดยเฉพาะสกินแคร์ที่เน้น

  1. การฟื้นฟูผิวที่อ่อนแอ
  2. การเสริมเกราะป้องกันผิว
  3. การเพิ่มความชุ่มชื้นระยะยาว
  4. การดูแลผิวแพ้ง่ายหรือผิวแห้ง

การใช้สกินแคร์ที่มี เซราไมด์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้โครงสร้างผิวแข็งแรง ลดโอกาสเกิดการระคายเคือง และทำให้ผิวดูเรียบเนียน สุขภาพดี และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ประโยชน์ของเซราไมด์ในการดูแลผิว

เซราไมด์ (Ceramide) เป็นหนึ่งในไขมันสำคัญในชั้นผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณชั้นหนังกำพร้า ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างโครงสร้างผิวและช่วยให้ผิวทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน เซราไมด์ จึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายชนิด เนื่องจากสามารถช่วยฟื้นฟูและดูแลสุขภาพผิวได้อย่างครอบคลุม

1.เซราไมด์ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง

หน้าที่สำคัญของ เซราไมด์ คือการทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างเซลล์ผิว ทำให้โครงสร้างของผิวมีความแน่นและสมบูรณ์มากขึ้น เมื่อผิวมีเซราไมด์เพียงพอ เกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) จะทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้ผิวสามารถป้องกันสิ่งแปลกปลอม มลภาวะ ฝุ่น หรือสารเคมีจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.เซราไมด์ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในผิว

อีกหนึ่งคุณสมบัติเด่นของ เซราไมด์ คือการช่วยลดการสูญเสียน้ำในผิว (Transepidermal Water Loss) ทำให้ผิวสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้นานขึ้น ส่งผลให้ผิวดูนุ่ม อิ่มน้ำ และลดปัญหาผิวแห้ง ลอก หรือเป็นขุยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.เซราไมด์ช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูผิวที่อ่อนแอ

เมื่อผิวได้รับความเสียหายจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น แสงแดด มลภาวะ หรือสารเคมี โครงสร้างผิวอาจอ่อนแอลง การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี เซราไมด์ จะช่วยเติมเต็มไขมันที่จำเป็นในชั้นผิว ช่วยซ่อมแซมผิวที่แห้ง หยาบกร้าน และช่วยให้ผิวกลับมาชุ่มชื้น เรียบเนียน และมีสุขภาพดีขึ้น

4.เซราไมด์ช่วยลดการระคายเคืองและปลอบประโลมผิว

ผิวที่ขาดเซราไมด์มักมีแนวโน้มเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย เช่น แสบ แดง หรือคัน การเติม เซราไมด์ ให้กับผิวจะช่วยฟื้นฟูสมดุลของผิว ลดการระคายเคือง พร้อมทั้งช่วยให้ผิวแข็งแรงและทนต่อปัจจัยกระตุ้นจากภายนอกได้ดีขึ้น

5.เซราไมด์ช่วยลดการอักเสบของผิว

ด้วยคุณสมบัติในการช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและสมดุล เซราไมด์ จึงมีส่วนช่วยบรรเทาอาการอักเสบของผิว ลดโอกาสการเกิดปัญหาผิวต่าง ๆ เช่น ผิวอ่อนแอ ผิวแพ้ง่าย หรือปัญหาสิวที่เกิดจากผิวขาดความชุ่มชื้น

6.เซราไมด์ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย

ความชุ่มชื้นที่เพียงพอเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของผิวที่ดูอ่อนเยาว์ เซราไมด์ สามารถช่วยกักเก็บน้ำในผิวและเสริมโครงสร้างผิวให้แข็งแรง ส่งผลให้ผิวดูอิ่มฟู ลดโอกาสเกิดริ้วรอยก่อนวัย และช่วยชะลอความเสื่อมของผิวในระยะยาว

เซราไมด์ แบบรับประทาน

เซราไมด์ แบบรับประทาน (Oral Ceramide) เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการดูแลผิวจากภายในที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน โดย เซราไมด์ (Ceramide) เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่พบตามร่างกายในชั้นผิวหนัง ทำหน้าที่สำคัญในการเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ช่วยรักษาความชุ่มชื้น ลดการสูญเสียน้ำ และปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ

ปัจจุบัน เซราไมด์แบบรับประทาน ถูกพัฒนาเป็นอาหารเสริมหลายรูปแบบ โดยสามารถสกัดได้ทั้งจากแหล่งกำเนิดจากสัตว์และพืช เช่น ข้าวสาลี ข้าว หรือบุก (Konjac) ซึ่งเป็นแหล่ง เซราไมด์จากพืช (Plant-Derived Ceramide) ที่ได้รับความนิยมสูงในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้านผิวพรรณ

การรับประทานเซราไมด์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

การรับประทาน เซราไมด์แบบอาหารเสริม ควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์ของแต่ละยี่ห้อ หรือรับประทานตามคำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากสูตรการผลิต ปริมาณสารสำคัญ และส่วนผสมของ เซราไมด์ ในแต่ละผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกัน ทำให้ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับประทานไม่เหมือนกัน

ดังนั้นก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ อาหารเสริมเซราไมด์ ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญดังต่อไปนี้

1.เลือกผลิตภัณฑ์เซราไมด์ที่มีคุณภาพและได้รับการรับรอง

ผลิตภัณฑ์ เซราไมด์แบบรับประทาน ควรผ่านมาตรฐาน เช่น การขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงมีแหล่งผลิตที่สามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าเชื่อถือควรมีข้อมูล งานวิจัยหรือการทดลองทางคลินิก (Clinical Research) ที่ส่งเสริมประสิทธิภาพของเซราไมด์ในการดูแลผิว

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ เปอร์เซ็นต์ความบริสุทธิ์ของเซราไมด์ (Ceramide Purity) ซึ่งควรอยู่ในระดับสูง เพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.ควรมีเทคโนโลยี Self-Emulsifying

หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญของ อาหารเสริมเซราไมด์คุณภาพสูง คือการมีระบบ Self-Emulsifying Technology หรือเทคโนโลยีที่ช่วยให้สารสามารถกระจายตัวและดูดซึมได้ดีขึ้น

เนื่องจากเมื่อ เซราไมด์ ผ่านกระบวนการย่อยในระบบทางเดินอาหาร อาจถูกเปลี่ยนเป็นกรดไขมันอิสระ ซึ่งทำให้ไม่สามารถกลับมาเป็นโครงสร้างเซราไมด์ที่ร่างกายต้องการได้ การใช้ระบบ Self-Emulsifying จึงช่วยเพิ่มโอกาสให้ร่างกายดูดซึมและนำเซราไมด์ไปใช้ประโยชน์กับผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3.มีสารอาหารที่ช่วยเสริมการทำงานของเซราไมด์

ผลิตภัณฑ์ เซราไมด์เสริมอาหาร ที่ดีมักจะมีส่วนประกอบอื่นที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของผิว เช่น

  1. สารกระตุ้นการสร้าง Collagen และ Elastin เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว
  2. สารที่ช่วยยับยั้งการสลายตัวของ Hyaluronic Acid ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของผิว
  3. สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ที่ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ผิว

การทำงานร่วมกันของสารเหล่านี้จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของ เซราไมด์ ในการดูแลสุขภาพผิวจากภายใน

4.หลีกเลี่ยงสารปรุงแต่งที่ไม่จำเป็น

ในการเลือก อาหารเสริมเซราไมด์ ควรพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่สะอาดและปลอดภัย โดยควรหลีกเลี่ยงสารปรุงแต่งที่ไม่จำเป็น เช่น

  1. สารกันเสีย
  2. สารแต่งกลิ่น
  3. สารแต่งรส
  4. สารป้องกันการเกิดออกซิเดชันบางชนิด

เนื่องจากสารเหล่านี้อาจสะสมในร่างกายได้หากบริโภคเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอาจส่งผลต่อการทำงานของตับและไตในบางกรณี

เซราไมด์ แบบสกินแคร์

ปัจจุบัน เซราไมด์ในสกินแคร์ จึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมหลักในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายประเภท เช่น เซรั่ม ครีม และเอสเซนส์ โดยสามารถใช้ทาผิวเป็นประจำทั้งเช้าและเย็น เพื่อช่วย เสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง และกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนานขึ้น จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มีเซราไมด์ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดสกินแคร์

เซราไมด์ในสกินแคร์ของ Romrawin Cosmetics

หนึ่งในแบรนด์ที่มีการใช้ เซราไมด์ในสกินแคร์เพื่อฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว คือ Romrawin Cosmetics ซึ่งโดดเด่นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูผิวและเติมความชุ่มชื้น โดยเฉพาะการใช้ Ceramide 3 ซึ่งเป็นเซราไมด์ที่ช่วยเสริมโครงสร้างผิวให้แข็งแรงและลดปัญหาผิวแห้งเสีย

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมของสกินแคร์ที่มีสารสกัดของเซราไมด์ คือ Deep Moisturizer Essence เอสเซนส์บำรุงผิวที่มี เซราไมด์ (Ceramide) 3 เป็นส่วนประกอบหลัก ช่วยฟื้นฟูผิวที่แห้งกร้าน ลอกเป็นขุย ให้กลับมานุ่มชุ่มชื้น พร้อมเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง ผิวอ่อนแอ หรือผิวที่ต้องการการบำรุงอย่างล้ำลึก

ผลิตภัณฑ์ Romrawin ที่มีเซราไมด์และช่วยฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว

1.Deep Moisturizer Essence (10–12 ml)
เซรั่มเซราไมด์สูตรเข้มข้นที่ช่วยฟื้นฟูผิวแห้งกร้าน เติมความชุ่มชื้นล้ำลึก และช่วยปกป้องผิวจากการสูญเสียน้ำ

2.Soothing Cream (30 ml)
ครีมบำรุงผิวที่ช่วยปลอบประโลมผิวที่อ่อนแอหรือระคายเคือง พร้อมเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงขึ้น

ผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิดถูกออกแบบมาเพื่อ เสริมการทำงานของ Skin Barrier ด้วยเซราไมด์ ช่วยให้ผิวสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น ลดอาการผิวแห้ง และช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง

เซราไมด์ ช่วยฟื้นฟูเกราะผิวให้แข็งแรง

การใช้สกินแคร์ที่มี เซราไมด์ (Ceramide) อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับเกราะป้องกันผิว ลดการสูญเสียน้ำในผิว และช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื้นได้ยาวนาน โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย หรือผิวที่ถูกทำร้ายจากมลภาวะและการใช้สกินแคร์ที่รุนแรง

หัตถการที่ช่วยเติมเต็มเซราไมด์ให้ผิว

เซราไมด์ (Ceramide) เป็นไขมันสำคัญที่อยู่ในชั้นผิว ทำหน้าที่เสมือน กำแพงปกป้องผิว ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ป้องกันการสูญเสียน้ำ และลดการระคายเคือง เมื่ออายุเพิ่มขึ้นหรือผิวถูกทำร้ายจากมลภาวะ ปริมาณเซราไมด์ในผิวจะลดลง ส่งผลให้ผิวแห้ง อ่อนแอ และไวต่อการระคายเคืองมากขึ้น ดังนั้นนอกจากการบำรุงผิวด้วยสกินแคร์แล้ว ปัจจุบันยังมี หัตถการทางผิวหนังที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเซราไมด์ในผิวได้อย่างล้ำลึก ทำให้ผิวกลับมาแข็งแรงและสมดุลอีกครั้ง

1.โปรแกรม Skin Booster กระตุ้นการสร้างเซราไมด์จากภายใน

Skin Booster เป็นหนึ่งในหัตถการยอดนิยมที่ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิว โดยแพทย์จะฉีดสารบำรุงเข้าสู่ผิวชั้นลึกเพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิว เมื่อเซลล์ผิวแข็งแรง กระบวนการสร้าง เซราไมด์ตามกระบวนการทำงานของร่างกาย ก็จะทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มฟู และมีเกราะป้องกันผิวที่สมบูรณ์

ตัวอย่าง Skin Booster กระตุ้นการสร้างเซราไมด์ที่ได้รับความนิยม ได้แก่

Made Collagen
เป็นการฉีดสารบำรุงที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว พร้อมฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรง เมื่อผิวมีโครงสร้างที่ดีขึ้น การสร้างเซราไมด์ก็จะสมดุลมากขึ้น ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและมีความยืดหยุ่น

Mesotherapy หรือ เมโสหน้าใส
เป็นการเติมวิตามินและสารบำรุงเข้าสู่ผิวโดยตรง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวอย่างรวดเร็ว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดความหมองคล้ำ และกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิว ทำให้ระบบการสร้าง เซราไมด์ในผิว ทำงานได้ดีขึ้น

Rejuran
เป็นหัตถการที่ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวในระดับลึก ด้วยสาร Polynucleotide ที่ช่วยฟื้นฟูผิวจากภายใน เมื่อเซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น เกราะป้องกันผิวก็จะสมบูรณ์ ส่งผลให้ผิวสามารถรักษาระดับ เซราไมด์ และความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น

2.โปรแกรมทรีทเม้นท์หน้า ช่วยให้เซราไมด์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ทรีทเม้นท์ผิวหน้าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเสริมการทำงานของ เซราไมด์ โดยเฉพาะในขั้นตอนการผลัดเซลล์ผิวและทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก

การทำทรีทเม้นท์ช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออกจากผิวหน้า เปิดทางให้สารบำรุงซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้น เมื่อผิวได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ระบบปกป้องผิวตามกระบวนการทำงานของร่างกาย รวมถึง เซราไมด์ในชั้นผิว จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ผิวดูสุขภาพดี ชุ่มชื้น และแข็งแรง

วิธีใช้เซราไมด์ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี

เซราไมด์ (Ceramide) เป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของชั้นผิวที่ทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกันผิว ช่วยรักษาความชุ่มชื้น ลดการสูญเสียน้ำ และเสริมความแข็งแรงให้ผิว เมื่อใช้สกินแคร์ที่มี เซราไมด์ อย่างถูกวิธี จะช่วยฟื้นฟูผิวแห้ง ผิวอ่อนแอ และช่วยให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ควรใช้เซราไมด์ตอนไหนดีที่สุด

เพื่อให้ เซราไมด์ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ควรใช้เป็นประจำวันละ 2 ครั้ง ได้แก่

  1. ตอนเช้า เพื่อช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวก่อนเจอมลภาวะ แสงแดด และสิ่งระคายเคืองระหว่างวัน
  2. ก่อนนอน เพื่อช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมผิวในช่วงที่ผิวกำลังพักฟื้นตาม กระบวนการทำงานของร่างกาย

การใช้เซราไมด์อย่างต่อเนื่องทั้งเช้าและเย็น จะช่วยให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น และลดปัญหาผิวแห้งหรือผิวระคายเคืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลำดับการใช้เซราไมด์ในสกินแคร์รูทีน

ลำดับการใช้ เซราไมด์ จะขึ้นอยู่กับประเภทของผลิตภัณฑ์ที่ผสมเซราไมด์อยู่ เนื่องจากเนื้อสัมผัสของสกินแคร์มีผลต่อการซึมเข้าสู่ผิว

1.เซราไมด์ในรูปแบบเซรั่มหรือแอมพูล
หาก เซราไมด์ อยู่ในรูปของเซรั่มหรือแอมพูล ซึ่งมีเนื้อบางเบา ควรใช้เป็นขั้นตอนแรก ๆ หลังล้างหน้าและลงโทนเนอร์

ลำดับการใช้จะเป็นดังนี้

  1. โทนเนอร์
  2. เซรั่มหรือแอมพูลที่มี เซราไมด์
  3. มอยส์เจอไรเซอร์หรือครีม
  4. ครีมกันแดด (ในตอนเช้า)

การใช้เซราไมด์ในขั้นตอนต้นของสกินแคร์รูทีนจะช่วยให้สารบำรุงซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้น

2.เซราไมด์ในรูปแบบครีมหรือโลชั่น
หาก เซราไมด์ อยู่ในผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อหนัก เช่น ครีมหรือโลชั่น ควรใช้เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการบำรุงผิว

ลำดับการใช้ที่เหมาะสมคือ

  1. โทนเนอร์
  2. เซรั่มหรือเอสเซนส์

ผลิตภัณฑ์ที่มี เซราไมด์ ในรูปแบบครีมหรือโลชั่น

เหตุผลที่ควรใช้เซราไมด์เนื้อครีมในขั้นตอนท้าย เพราะเนื้อผลิตภัณฑ์ที่เข้มข้นสามารถช่วยล็อกความชุ่มชื้นและกักเก็บสารบำรุงก่อนหน้าไว้ในผิวได้ดี หากใช้ก่อนผลิตภัณฑ์เนื้อบางเบา อาจทำให้สกินแคร์ตัวอื่นซึมเข้าสู่ผิวได้ไม่เต็มที่

การใช้เซราไมด์ร่วมกับสารบำรุงอื่น
การใช้ เซราไมด์ ร่วมกับสารบำรุงบางชนิดสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผิวได้มากขึ้น เช่น

ไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid)
ช่วยเติมน้ำให้ผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้นลึกขึ้น เมื่อใช้คู่กับเซราไมด์จะช่วยทั้ง “เติมน้ำ” และ “ล็อกความชุ่มชื้น”

ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide)
ช่วยลดการระคายเคือง ปรับสมดุลผิว และเสริมเกราะป้องกันผิว ทำงานร่วมกับเซราไมด์ได้ดีในการฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง

วิธีเลือกเซราไมด์ให้เหมาะกับผิว

การเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มี เซราไมด์ (Ceramide) ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน เพื่อให้ผิวได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเติมเต็มเกราะป้องกันผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก หากเลือก เซราไมด์ ได้ถูกต้อง จะช่วยลดปัญหาผิวแห้ง ระคายเคือง และช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

1.ทำความเข้าใจกับประเภทของเซราไมด์

ก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ ควรรู้ว่า เซราไมด์ มีหลายชนิด เช่น Ceramide NP, Ceramide AP, Ceramide EOP เป็นต้น ซึ่งแต่ละชนิดมีหน้าที่ช่วยเสริมโครงสร้างผิวในรูปแบบต่างกัน

การเลือกสกินแคร์ที่มี เซราไมด์หลายชนิด จะช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ได้ดีกว่า เพราะสามารถเติมเต็มโครงสร้างไขมันในผิวได้ครบมากขึ้น ส่งผลให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีและลดการสูญเสียน้ำจากผิว

2.เลือกเซราไมด์ให้เหมาะกับสภาพผิว

แม้ว่า เซราไมด์ จะเหมาะกับทุกสภาพผิว แต่การเลือกเนื้อผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับผิวจะช่วยให้การบำรุงมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผิวแห้ง
ผู้ที่มีผิวแห้งควรเลือกครีมที่มี เซราไมด์ ในเนื้อครีมที่เข้มข้น เพราะจะช่วยล็อกความชุ่มชื้นและฟื้นฟูผิวที่ขาดน้ำได้ดี ทำให้ผิวนุ่มและลดอาการลอกเป็นขุย

ผิวมัน
สำหรับผิวมัน ควรเลือกผลิตภัณฑ์ เซราไมด์ ที่มีเนื้อบางเบา เช่น เจลครีมหรือโลชั่น เพื่อให้ผิวได้รับความชุ่มชื้นโดยไม่ทำให้รู้สึกเหนอะหนะหรืออุดตันรูขุมขน

ผิวผสม
ผิวผสมควรเลือกสกินแคร์ที่มี เซราไมด์ ในเนื้อครีมระดับกลาง ไม่หนักจนเกินไปและไม่บางเกินไป เพื่อให้ผิวทั้งบริเวณทีโซนและแก้มได้รับการบำรุงอย่างสมดุล

ผิวแพ้ง่าย
ผิวแพ้ง่ายควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี เซราไมด์ และมีสูตรอ่อนโยน โดยควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ น้ำหอม และสารระคายเคืองต่าง ๆ เพราะ เซราไมด์ จะช่วยฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวแข็งแรงและลดโอกาสการระคายเคืองได้

ผิวขาด เซราไมด์ VS ผิวมี เซราไมด์

ต่อไปนี้คือความแตกต่างระหว่าง ผิวที่ขาดเซราไมด์ และ ผิวที่มีเซราไมด์สมดุล ว่าผิวจะแตกต่างกันอย่างไร

ผิวขาดเซราไมด์ (Ceramide Deficiency)

เมื่อผิวสูญเสีย เซราไมด์ โครงสร้างของ Skin Barrier หรือเกราะป้องกันผิวจะทำงานได้ลดลง ส่งผลให้เกิดปัญหาผิวหลายด้าน ได้แก่

1.เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ
เมื่อระดับ เซราไมด์ ต่ำลง ผิวจะสูญเสียความสามารถในการปกป้องตัวเองจากมลภาวะ เชื้อโรค และสารระคายเคืองต่าง ๆ

2.ผิวสูญเสียน้ำง่ายขึ้น
การขาด เซราไมด์ ทำให้ผิวไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี น้ำในผิวจึงระเหยออกง่าย ส่งผลให้ผิวแห้ง หยาบ และดูไม่สดใส

3.ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น
เมื่อโครงสร้างผิวอ่อนแอจากการขาด เซราไมด์ ผิวจะดูไม่เรียบเนียน ขาดความยืดหยุ่น และมีแนวโน้มเกิดริ้วรอยง่ายขึ้น

4.ผิวไวต่อการระคายเคือง
ผิวที่ขาด เซราไมด์ จะเปิดช่องให้สิ่งสกปรก แบคทีเรีย และสารเคมีเข้าสู่ผิวได้ง่าย ทำให้เกิดอาการแสบ คัน หรือแดงได้บ่อย

5.กลายเป็นผิวบอบบางแพ้ง่าย
เมื่อระดับ เซราไมด์ ลดลงต่อเนื่อง ผิวที่เคยแข็งแรงอาจเปลี่ยนเป็นผิวบอบบาง แพ้ง่าย และต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

ผิวที่มีเซราไมด์สมดุล (Healthy Skin with Ceramide)

เมื่อผิวได้รับ เซราไมด์ อย่างเพียงพอ โครงสร้างผิวจะกลับมาแข็งแรง และช่วยให้ผิวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

1.โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น
เซราไมด์ (Ceramide) ทำงานร่วมกับ Cholesterol และ กรดไขมันตามธรรมชาติ เพื่อสร้างโครงสร้างผิวที่แน่นและสมบูรณ์

2.เสริมความแข็งแรงของ Skin Barrier
การมี เซราไมด์ ที่สมดุลช่วยให้ผิวสามารถปกป้องตัวเองจากมลภาวะ แสงแดด และปัจจัยทำร้ายผิวจากภายนอกได้ดีขึ้น

3.ลดปัญหาผิวแห้งและผิวลอก
เซราไมด์ ช่วยลดการสูญเสียน้ำจากผิว ทำให้ผิวคงความชุ่มชื้นได้นาน ลดอาการผิวแห้ง แตก หรือเป็นขุย

4.ลดอาการแพ้และระคายเคือง
เมื่อผิวมี เซราไมด์ เพียงพอ ผิวจะมีเกราะป้องกันที่แข็งแรง ทำให้โอกาสเกิดอาการแพ้ คัน หรือระคายเคืองลดลง

5.กักเก็บความชุ่มชื้นได้ยาวนาน
หนึ่งในบทบาทสำคัญของ เซราไมด์ คือการช่วยรักษาสมดุลความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูอิ่มน้ำ นุ่ม และสุขภาพดี

สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับเซราไมด์

เซราไมด์ (Ceramide) เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่พบตามร่างกายในชั้นผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณชั้นผิวกำพร้า (Stratum Corneum) ซึ่งทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเกราะปกป้องผิว เซราไมด์จะทำงานร่วมกับไขมันชนิดอื่น เช่น คอเลสเตอรอลและกรดไขมัน เพื่อช่วยรักษาความแข็งแรงของโครงสร้างผิว เมื่อผิวมีเซราไมด์เพียงพอ ผิวจะสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี ลดการสูญเสียน้ำจากผิว และช่วยปกป้องผิวจากสิ่งระคายเคืองภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ปริมาณเซราไมด์ในผิวจะค่อย ๆ ลดลงตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกราะปกป้องผิวอ่อนแอลง ผิวจึงสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย เกิดอาการผิวแห้ง ลอกเป็นขุย รวมถึงมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ มากขึ้น นอกจากนี้การขาดเซราไมด์ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ผิวดูไม่เรียบเนียน และดูหมองคล้ำกว่าปกติ

การเสริมเซราไมด์ให้ผิวจึงเป็นวิธีสำคัญในการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพผิว ปัจจุบันสามารถเพิ่มเซราไมด์ได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของเซราไมด์ ซึ่งช่วยเติมเต็มไขมันในชั้นผิวและเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ยังมีอาหารเสริมที่มีสารตั้งต้นของเซราไมด์ ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนการทำงานของผิวจากภายใน รวมถึงหัตถการทางการแพทย์บางประเภทที่ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิว ทำให้ผิวกลับมาดูชุ่มชื้น อิ่มฟู และเรียบเนียนมากขึ้น

ดังนั้น เซราไมด์จึงถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดูแลผิวในระยะยาว เพราะไม่เพียงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น แต่ยังมีบทบาทในการเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว ฟื้นฟูสมดุลผิว และช่วยให้ผิวดูแข็งแรงสุขภาพดีในทุกช่วงวัย

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
โปรโมชั่นต่างๆ
เรื่อง บทความน่ารู้ ที่คุณอาจสนใจ