romrawin

วิธีรักษากระลึกมีกี่แบบ? เลือกแบบไหนให้หน้าใส ไร้รอยดำ

เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC

รักษากระลึก

2203
สารบัญเนื้อหา รักษากระลึก 

รักษากระลึกมีกี่แบบ แบบไหนเห็นผลจริงปลอดภัย รอยดูจางลง

บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระลึก พร้อมแนะนำเทคนิคการรักษากระลึกที่ได้ผล เพื่อให้ผิวกลับมาดูเรียบเนียนสดใสอีกครั้ง

กระลึกเป็นปัญหาผิวที่หลายคนกังวลใจ เพราะเป็นฝ้ากระที่อยู่ลึกลงไปใต้ชั้นผิว ทำให้รักษากระลึกได้ยากกว่ากระทั่วไป บางคนลองใช้ครีมรักษากระลึก แต่กลับไม่เห็นผลชัดเจน หรืออาจใช้เวลานานกว่าที่คิดไว้

กระลึกคืออะไรต่างจากกระทั่วไปอย่างไร

ก่อนที่เราจะรู้ว่าวิธีรักษากระลึกมีอะไรบ้าง เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่ากระลึกคืออะไร และมีลักษณะอย่างไร

กระลึก (Melasma หรือบางครั้งเรียก “ฝ้าลึก”)
เป็นภาวะที่เม็ดสีเมลานินในผิวหนังผลิตมากเกินไป โดยเฉพาะในชั้นลึกของผิวหนัง (Dermis) หรือ บริเวณรอยต่อของชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ (Epidermal-Dermal Junction) ส่งผลให้เกิดรอยคล้ำที่มักจะลึกและชัดเจนกว่ากระทั่วไป

ลักษณะของ “กระลึก”
• สี น้ำตาลเทา หรือเทาอมม่วง
• ขอบ ไม่ชัดเจน เบลอ ๆ
• ขนาด แผ่นใหญ่ อาจเชื่อมกันเป็นปื้น
• ตำแหน่ง มักพบบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก จมูก คาง
• การตอบสนองต่อการรักษา รักษายากกว่า เพราะอยู่ลึก

สาเหตุของกระลึก
• แสงแดด (ตัวกระตุ้นหลัก)
• ฮอร์โมน (เช่น ตั้งครรภ์, ยาคุมกำเนิด)
• พันธุกรรม
• ความเครียด, การนอนน้อย หรือเครื่องสำอางบางชนิด

ตารางเปรียบเทียบระหว่างกระลึกและกระทั่วไป

จุดเปรียบเทียบ

กระลึก

กระทั่วไป

ชั้นผิวที่เกิด

ลึก (Dermis)

ตื้น (Epidermis)

สี

เทา-น้ำตาลเข้ม

น้ำตาลอ่อน-เข้ม

ขอบเขต

เบลอ

คมชัด

การรักษา

ยากกว่า, ใช้เวลานาน

ง่ายกว่า

สาเหตุหลัก

แสงแดด + ฮอร์โมน

แสงแดด + กรรมพันธุ์

การรักษากระลึกมีกี่วิธี

การรักษากระลึกมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับว่าผิวของเราเป็นแบบไหนด้วย โดยมักใช้หลายวิธีในการรักษากระลึกร่วมกันเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด เนื่องจากกระลึกอยู่ลึกในผิวหนัง การรักษากระลึกเพียงวิธีเดียวมักไม่เพียงพอ เราได้รวบรวมข้อมูลวิธีรักษากระลึกด้วย 5 วิธีหลักๆ ด้วยกันดังนี้

1.การรักษากระลึกด้วยยาและครีมทาภายนอก

1.1 ครีมลดเม็ดสี (Whitening Agents) ใช้ในการรักษากระลึก
ครีมเหล่านี้ช่วยลดการสร้างเม็ดสีเมลานินช่วยรักษากระลึกได้

• Hydroquinone
ยายับยั้งการสร้างเม็ดสีที่ได้ผลดีที่สุด แต่ต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์ เพราะอาจทำให้ผิวบาง แพ้ง่ายเมื่อใช้ระยะยาว

• Kojic acid, Arbutin, Azelaic acid
เป็นสารธรรมชาติหรือตัวลดเม็ดสีที่อ่อนโยนกว่า ใช้ได้นาน ไม่ทำให้ผิวบาง

• Retinoids (เช่น Tretinoin)
ช่วยผลัดเซลล์ผิวและกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ ทำให้เม็ดสีจางลงและผิวเรียบเนียนขึ้น

• Vitamin C
ต้านอนุมูลอิสระ ลดการสร้างเม็ดสี ให้ผิวดูสว่างขึ้น

1.2 ครีมผสมสูตรหมอ (Triple Combination Cream) ใช้ในการรักษากระลึก
สูตรที่นิยมใช้ในคลินิกผิวหนังในการรักษากระลึก จะประกอบด้วย
• Hydroquinone
• Retinoid
• สเตียรอยด์อ่อน

จะใช้ในการรักษากระลึกในระยะเวลาสั้น ๆ และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพราะจะมีผลข้างเคียงหากใช้ไม่ถูกวิธี

2.การป้องกันแสงแดด

แสงแดดเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กระลึกเข้มขึ้น และกระลึกมักไม่จางลงเลยหากไม่ป้องกันแสงอย่างจริงจังการใช้ครีมกันแดดเลยเป็นอีกวิธีที่ช่วยรักษากระลึก

2.1 ครีมกันแดด
• เลือก SPF 30 ขึ้นไป และมี PA+++ หรือมากกว่า
• ใช้ทุกวัน ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือออกนอกบ้าน
• ทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมงหากอยู่กลางแจ้ง

2.2 การป้องกันเสริม
• ใส่หมวกปีกกว้าง
• ใช้ร่มกัน UV
• หลีกเลี่ยงแสงแดดช่วง 10.00-16.00 น.

3.การรักษากระลึกด้วยเลเซอร์หรือเครื่องมือแพทย์

เหมาะกับกรณีที่รักษากระลึกด้วยการทายาอย่างเดียวไม่ได้ผล หรือผู้ที่ต้องการเห็นผลการรักษากระลึกที่เร็วขึ้น

3.1 รักษากระลึกด้วยการเลเซอร์ลดเม็ดสี
• เช่น Q-Switched Nd:YAG, Picosecond Laser
• ทำงานโดยยิงแสงลงไปที่ชั้นผิวลึก เพื่อลดเม็ดสีเมลานิน
• ต้องทำต่อเนื่องหลายครั้ง โดยทั่วไป 4-8 ครั้งขึ้นไป
• ควรทำโดยแพทย์ผิวหนังเท่านั้นเพื่อลดความเสี่ยง

3.2 รักษากระลึกด้วย IPL (Intense Pulsed Light)
• เป็นคลื่นแสงที่คล้ายเลเซอร์ แต่มีความอ่อนโยนกว่า
• เหมาะกับกระตื้น หรือมีผิวหมองร่วมด้วย
• ใช้ร่วมกับเลเซอร์หรือครีมได้

3.3 รักษากระลึกด้วย Fractional Laser หรือ Laser Resurfacing
• กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและสร้างคอลลาเจนใหม่
• อาจมีการลอกผิวบ้าง และต้องมีช่วงพักฟื้น
• เหมาะกับกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วยังไม่ได้ผล

4.การรักษากระลึกด้วยการกินอาหารเสริมและยารับประทาน

เป็นการรักษากระลึกแบบวิธีเสริมที่ช่วยจากภายใน โดยเฉพาะในรายที่กระลึกเรื้อรัง

4.1 อาหารเสริมลดเม็ดสีในการรักษากระลึก
• วิตามิน C, วิตามิน E, กลูต้าไธโอน, สารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ
• ช่วยลดความหมองคล้ำ และทำให้ผิวโดยรวมดูสว่างขึ้น
• ไม่ใช่การรักษาหลัก แต่ช่วยสนับสนุนผลลัพธ์

4.2 ยารับประทาน Tranexamic Acid ในการรักษากระลึก
• เดิมใช้ห้ามเลือด แต่พบว่าสามารถช่วยลดการสร้างเม็ดสีได้
• ใช้ในขนาดต่ำ โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสม
• ต้องระวังในผู้ที่มีความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือด

5.ทรีตเมนต์ช่วยเสริมในการรักษากระลึก

เหมาะกับการทำควบคู่กับการรักษากระลึกหลัก เพื่อช่วยผลัดผิวและปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ

5.1 การกรอผิว (Microdermabrasion) วิธีเสริมในการรักษากระลึก
• ใช้ผลึกเล็ก ๆ หรือหัวเพชรขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก
• กระตุ้นการผลัดผิวใหม่

5.2 Chemical Peeling วิธีเสริมในการรักษากระลึก
• ใช้กรดอ่อน ๆ เช่น AHA หรือ TCA ทาบนผิว
• ช่วยให้เซลล์ผิวหลุดลอกเร็วขึ้น ลดเม็ดสีส่วนเกิน
• ควรทำในคลินิกเท่านั้น เพราะมีความเสี่ยงต่อการไหม้ผิว

ข้อดีและข้อควรระวังในการรักษากระลึกแต่ละวิธี

ปัจจุบันมีวิธีการรักษากระลึกหลากหลาย ตั้งแต่การใช้ครีมทา ยากิน เลเซอร์ ไปจนถึงทรีตเมนต์ในคลินิกผิวหนัง แต่ละวิธีในการรักษากระลึก มีทั้งข้อดีและข้อควรระวังที่แตกต่างกัน จึงควรที่จะทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะกับสภาพผิว ปลอดภัย และได้ผลดีที่สุดในระยะยาว

ต่อไปนี้คือรายละเอียดของข้อดีและข้อควรระวังของแต่ละวิธีในการรักษากระลึก ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

1.รักษากระลึกด้วยครีมทาภายนอก (เช่น Hydroquinone, Retinoids, Kojic acid )

ข้อดีของการรักษากระลึกด้วยครีมทาภายนอก
• ใช้ง่าย ไม่ต้องไปคลินิก
• ราคาไม่สูงมาก
• เหมาะกับทุกสภาพผิว และสามารถใช้ได้ต่อเนื่องในระยะยาว (ถ้าเลือกตัวที่อ่อนโยน)
• เป็นการรักษากระลึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ข้อควรระวังการรักษากระลึกด้วยครีมทาภายนอก
• ต้องใช้อย่างสม่ำเสมอจึงจะเห็นผล
• บางตัวอาจระคายเคืองหรือทำให้ผิวบางลง เช่น hydroquinone หรือ retinoid
• หากใช้ผิดวิธี อาจทำให้ผิวไวต่อแสง หรือเกิดภาวะผิวด่างถาวรได้

2.รักษากระลึกด้วยครีมสูตรผสม (Triple Combination)

ข้อดีของการรักษากระลึกด้วยครีมสูตรผสม
• เห็นผลเร็วกว่าครีมทั่วไป เพราะมีตัวยา 3 ตัวทำงานร่วมกัน
• ได้ผลดีในหลายกรณี โดยเฉพาะช่วงเริ่มรักษา

ข้อควรระวังของการรักษากระลึกด้วยครีมสูตรผสม
• มีสเตียรอยด์อ่อน ๆ ซึ่งถ้าใช้เกินเวลาที่แพทย์กำหนดอาจทำให้ผิวบาง
• ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น ไม่ควรซื้อใช้เอง
• หากหยุดทันทีหรือใช้ไม่ถูกวิธี อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวไวต่อแสง หรือกระย้อนกลับ

3.รักษากระลึกด้วยการป้องกันแสงแดด

ข้อดีของการรักษากระลึกด้วยการป้องกันแสงแดด
• เป็นหัวใจสำคัญของการรักษา ถ้าทำดี กระลึกจะไม่เข้มขึ้นอีก
• เสริมประสิทธิภาพให้ทุกวิธีการรักษาได้ผลชัดเจนยิ่งขึ้น
• ง่ายและปลอดภัย ใช้ได้ทุกวัน

ข้อควรระวังของการรักษากระลึกด้วยการป้องกันแสงแดด
• หลายคนลืมทาซ้ำระหว่างวัน ทำให้ประสิทธิภาพลดลง
• ต้องเลือกกันแดดให้เหมาะกับผิว (เช่น คนผิวแพ้ง่ายควรเลี่ยงน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์ในสูตร)
• ถ้าไม่กันแดดอย่างจริงจัง กระลึกอาจกลับมาเข้มกว่าเดิม แม้จะรักษาอย่างดีแค่ไหนก็ตาม

4.รักษากระลึกด้วยเลเซอร์ (เช่น Q-switched, Picosecond)

ข้อดีของการรักษากระลึกด้วยเลเซอร์
• ช่วยทำลายเม็ดสีเมลานินในชั้นลึกที่ครีมหรือยากินเข้าไม่ถึง
• เห็นผลค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะในคนที่รักษาด้วยครีมอย่างเดียวไม่ได้ผล
• ใช้ร่วมกับวิธีรักษากระลึกแบบอื่นได้ เช่น ครีมและกันแดด

ข้อควรระวังของการรักษากระลึกด้วยเลเซอร์
• ถ้าใช้พลังงานสูงเกินไป หรือยิงผิดเทคนิค อาจทำให้ผิวไหม้หรือกระลึกกลับมาเข้มกว่าเดิมได้ (เรียกว่า post-inflammatory hyperpigmentation)
• ราคาสูง และต้องทำหลายครั้งต่อเนื่อง
• ต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น เพื่อความปลอดภัย

5.รักษากระลึกด้วย IPL (แสงความเข้มสูง)

ข้อดีของการรักษากระลึกด้วย IPL
• ลดความหมองคล้ำทั่วใบหน้า
• ช่วยให้ผิวเนียนและกระจ่างใส
• ไม่เจ็บเท่าเลเซอร์ และมักไม่ต้องพักฟื้น

ข้อควรระวังของการรักษากระลึกด้วย IPL
• เหมาะกับกระที่ตื้นหรือผิวหมอง ไม่ใช่กระลึกลึก ๆ
• ถ้าผิวคล้ำมาก อาจทำให้ผิวไหม้ได้
• ต้องทำหลายครั้ง และผลอาจไม่ชัดในบางคน

6.รักษากระลึกด้วยการกินยา (Tranexamic Acid)

ข้อดีของการรักษากระลึกด้วยการกินยา
• ช่วยลดเม็ดสีจากภายใน โดยยับยั้งกลไกกระตุ้นเมลานินในระดับเซลล์
• ได้ผลดีในผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อครีมหรือเลเซอร์
• ใช้ร่วมกับวิธีรักษากระลึกอื่นๆ ได้

ข้อควรระวังในการรักษากระลึกด้วยการกินยา
• เป็นยาที่ใช้ควบคุมเลือดออก จึงมีข้อห้ามใช้ในบางกลุ่ม เช่น ผู้มีประวัติลิ่มเลือดอุดตัน
• ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และมีการตรวจร่างกายก่อนเริ่มรักษากระลึกด้วยการกินยา
• หยุดยาเองไม่ได้ และไม่ควรใช้ติดต่อกันเกินระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ

7.รักษากระลึกด้วย อาหารเสริม (วิตามิน C, E, กลูต้าไธโอน ฯลฯ)

ข้อดีของการรักษากระลึกด้วยอาหารเสริม
• ช่วยบำรุงผิวโดยรวม ให้ดูสว่างขึ้น
• ต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบในผิว
• ใช้ร่วมกับการรักษาหลักเพื่อผลเสริม

ข้อควรระวังของการรักษากระลึกด้วยอาหารเสริม
• ไม่ใช่การรักษากระลึกวิธีหลัก ไม่ควรหวังผลมากจากอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว
• ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย มี อย.และเชื่อถือได้
• บางรายอาจแพ้สารบางชนิดในอาหารเสริม

8.รักษากระลึกด้วย Chemical Peeling (การลอกผิวด้วยกรดผลไม้)

ข้อดีของการรักษากระลึกด้วย Chemical Peeling
• ช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดเม็ดสีส่วนเกิน
• ผิวดูเรียบเนียนขึ้น
• ใช้ร่วมกับการทาครีมและกันแดดได้

ข้อควรระวังของการรักษากระลึกด้วย Chemical Peeling
• ถ้าใช้กรดเข้มข้นหรือทาผิดวิธี อาจทำให้ผิวไหม้หรือลอกเกินพอดี
• หลังทำผิวจะไวต่อแสง ต้องหลีกเลี่ยงแดดอย่างเคร่งครัด
• ต้องทำในคลินิกโดยแพทย์เท่านั้น

9.รักษากระลึกด้วย การกรอผิว (Microdermabrasion)

ข้อดีของการรักษากระลึกด้วยการกรอผิว
• ผลัดเซลล์ผิวออกอย่างอ่อนโยน
• กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวดูสดใส
• ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น

ข้อควรระวังของการรักษากระลึกด้วยการกรอผิว
• ไม่เหมาะกับกระลึกที่อยู่ลึกมาก
• ถ้าทำบ่อยเกินไปหรือใช้แรงมาก อาจทำให้ผิวระคายเคือง
• อาจไม่เห็นผลชัดเจนถ้าไม่ทำร่วมกับวิธีรักษากระลึกแบบอื่น

การดูแลผิวหลังรักษากระลึก

หลังการรักษากระลึก ไม่ว่าจะด้วยครีม ยารับประทาน เลเซอร์ หรือทรีตเมนต์ชนิดใดก็ตาม “การดูแลผิวหลังการรักษา” ถือเป็น หัวใจสำคัญ ที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของการรักษากระลึก และช่วยป้องกันไม่ให้กระลึกกลับมาเข้มขึ้นอีก

การดูแลหลังการรักษากระลึกจะช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ ลดการอักเสบ ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว และป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ผิวบาง ผิวลอก หรือการเกิดรอยดำถาวรจากการระคายเคือง

ต่อไปนี้คือหลักสำคัญของการดูแลผิวหลังรักษากระลึก ที่ควรทำตาม อย่างเคร่งครัด

1.หลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุดหลัง
• หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงโดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-16.00 น.ซึ่งมีรังสี UV สูงที่สุด
• สวมหมวกปีกกว้าง ใส่แว่นกันแดด และใช้ร่มกัน UV ทุกครั้งที่ออกแดด
• หลีกเลี่ยงแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือแสงจากหลอดไฟ LED ที่มีคลื่นแสงสีฟ้าหลังการรักษากระลึก เพราะอาจกระตุ้นเม็ดสีได้เช่นกัน (โดยเฉพาะในคนที่มีผิวคล้ำง่าย)

2.ใช้ครีมกันแดดอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ
• เลือกครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไป และ PA+++ หรือมากกว่า
• ต้องเป็นสูตร Broad Spectrum ที่ป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB
• ควรทาก่อนออกแดด อย่างน้อย 15-20 นาที
• ทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง หากอยู่กลางแจ้ง หรือมีเหงื่อ/น้ำ
• สำหรับผู้ที่เพิ่งทำเลเซอร์รักษากระลึก แนะนำให้ใช้ Physical Sunscreen ที่อ่อนโยน เพื่อลดการระคายเคือง

3.งดการใช้ครีมหรือยาที่ระคายเคืองในช่วงพักฟื้นหลังการรักษากระลึก
• หลังเลเซอร์รักษากระลึก หรือ Peeling ควรงดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี กรดวิตามิน A (retinoids), AHA, BHA, หรือกรดผลไม้ต่าง ๆ
• ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งที่แรงเกินไปหลังการรักษากระลึก จนกว่าแพทย์จะแนะนำให้กลับมาใช้ได้
• เน้นใช้ครีมบำรุงที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นและซ่อมแซมเกราะป้องกันผิวหลังการรักษากระลึก เช่น
- Ceramide
- Panthenol (Vitamin B5)
- Hyaluronic acid
- Centella Asiatica (ใบบัวบก) เพื่อช่วยลดการอักเสบ

4.หลีกเลี่ยงการขัด ถู หรือสัมผัสผิวแรง ๆ หลังการรักษากระลึก
• งดการใช้สครับทุกชนิด
• หลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำร้อนหรือถูผิวแรง ๆ
• ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยน ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีน้ำหอม
• ซับหน้าเบา ๆ ด้วยผ้าสะอาดหลังล้างหน้า ไม่ควรถูผิว

5.อย่าหยุดการรักษากระลึกเองโดยพลการ
• หลายคนหยุดทายาเมื่อเห็นว่ากระเริ่มจางลง ซึ่งอาจทำให้กระลึกกลับมาเข้มอีก
• การรักษากระลึกต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือนขึ้นไป การหยุดใช้ยาหรือเว้นช่วงโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ อาจทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง
• ให้กลับมาตรวจติดตามผลตามที่แพทย์นัด เพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะกับสภาพผิวที่เปลี่ยนไป

6.ดูแลร่างกายโดยรวม
• นอนหลับให้เพียงพอ ไม่ควรนอนดึก
• หลีกเลี่ยงความเครียด เพราะฮอร์โมนจากความเครียดสามารถกระตุ้นเม็ดสีให้ผลิตมากขึ้นได้
• ดื่มน้ำให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน C, E, เบต้าแคโรทีน
• หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และลดคาเฟอีนหากทำได้

7.ระวังการใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ผิวหน้าที่ไม่ผ่าน อย.
• อย่าใช้ครีมที่ไม่ได้รับการรับรองจากแพทย์ หรือไม่ระบุส่วนผสม
• หลีกเลี่ยงครีมหน้าขาวราคาถูกที่ผสมสารอันตราย เช่น สเตียรอยด์, ปรอท, ไฮโดรควิโนนความเข้มข้นสูง
• การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้แม้อาจเห็นผลเร็ว แต่ระยะยาวเสี่ยงทำให้กระลึกดื้อต่อการรักษา และผิวไวแสงถาวร

รักษากระลึกต้องใช้เวลากี่เดือนถึงเห็นผล

โดยทั่วไป การรักษากระลึก (Melasma) จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในช่วง 4-8 สัปดาห์แรก หากมีการดูแลอย่างเหมาะสม แต่ การเห็นผลชัดเจน หรือเม็ดสีจางลงอย่างต่อเนื่องนั้น มักต้องใช้เวลา 3-6 เดือนเป็นอย่างน้อย ในการรักษากระลึก และในบางรายอาจต้องดูแลต่อเนื่องนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย

ทำไมการรักษากระลึกถึงต้องใช้เวลานานในการรักษา
1.เพราะกระลึกอยู่ในชั้นผิวที่ลึก
กระลึกต่างจากกระทั่วไป ตรงที่เม็ดสีอยู่ลึกถึงชั้น หนังแท้ (Dermis) หรือชั้นรอยต่อระหว่างหนังกำพร้ากับหนังแท้ จึงใช้เวลามากกว่าในการลดระดับเม็ดสี

2.มีปัจจัยกระตุ้นแฝงหลายอย่างในการรักษากระลึก
เช่น แสงแดด ฮอร์โมน ความเครียด ยาคุมกำเนิด พันธุกรรม ซึ่งอาจกระตุ้นให้กระลึกเข้มขึ้น แม้ในระหว่างที่กำลังรักษาอยู่

3.ผิวหนังมีการผลัดเซลล์ตามรอบธรรมชาติ
โดยเฉลี่ยผิวจะผลัดเซลล์ใหม่ทุก 28 วัน การเปลี่ยนแปลงของเม็ดสีจึงค่อยเป็นค่อยไป

4.การตอบสนองต่อการรักษากระลึกแตกต่างกันในแต่ละคน
ขึ้นอยู่กับสีผิวเดิม ความลึกของกระลึก การใช้ผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต

ระยะเวลารักษากระลึกโดยเฉลี่ย
• 1 เดือนแรกในการรักษากระลึก
ผิวเริ่มปรับสภาพ เม็ดสีอาจยังไม่จางชัด แต่ความหมองรวมอาจลดลงเล็กน้อย หากใช้ครีมและกันแดดถูกต้อง

• เดือนที่ 2-3 ในการรักษากระลึก
รอยกระเริ่มจางบางส่วน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ครีมร่วมกับกันแดดอย่างเคร่งครัด และไม่มีปัจจัยกระตุ้น เช่น โดนแดดซ้ำ

• เดือนที่ 4-6 ในการรักษากระลึก
เห็นผลค่อนข้างชัด รอยกระจางลง สีผิวเริ่มสม่ำเสมอมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่รักษาแบบครบวงจร (ครีม + กันแดด + ทรีตเมนต์หรือเลเซอร์)

• หลัง 6 เดือนขึ้นไป ในการรักษากระลึก
เน้นการควบคุมไม่ให้กลับมาเข้มใหม่ เรียกว่า “ระยะควบคุม” มากกว่าการรักษาเชิงรุก

รักษากระลึกแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นอีกหรือไม่

“มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้” แม้จะรักษากระลึกจนรอยกระจางลงแล้วก็ตาม เพราะ กระลึกไม่ใช่แค่เม็ดสีที่อยู่บนผิว แต่เกี่ยวข้องกับ การทำงานผิดปกติของเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ที่มักตอบสนองไวต่อแสงแดด ฮอร์โมน และปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ

ทำไมรักษากระลึกแล้วกระลึกสามารถกลับมาเป็นได้อีก?
1.แสงแดดคือปัจจัยกระตุ้นอันดับ 1
รังสี UVA และ UVB สามารถกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี แม้เพียงโดนแดดช่วงสั้น ๆ ก็เพียงพอให้กระเข้มขึ้นได้

2.ฮอร์โมนไม่คงที่
เช่น การตั้งครรภ์ การกินยาคุม หรือความเครียดเรื้อรัง ที่ส่งผลต่อสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย

3.พฤติกรรมที่ทำให้ผิวอ่อนแอ
เช่น การขัดผิวแรงเกินไป การใช้ครีมแรง ๆ หรือครีมที่มีสารต้องห้าม เช่น สเตียรอยด์รุนแรง ซึ่งทำให้ผิวบางและไวแสงมากขึ้น

4.พันธุกรรมและสีผิวเดิม
ผู้ที่มีผิวคล้ำระดับกลางถึงเข้ม (เช่น ชาวเอเชีย) จะมีความไวต่อการสร้างเม็ดสีมากกว่าคนผิวขาว

แล้วการรักษากระลึกมีประโยชน์หรือไม่ ?
ถึงแม้กระลึกจะมีโอกาสกลับมาได้ แต่การรักษากระลึกอย่างถูกวิธีจะช่วยให้
• กระจางลงอย่างปลอดภัย
• ผิวเรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอขึ้น
• ควบคุมไม่ให้กลับมาเข้มเท่าเดิม
• มีคุณภาพชีวิตและความมั่นใจในรูปลักษณ์ดีขึ้น

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษากระลึก

การรักษากระลึกสามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีได้ แต่หากใช้วิธีรักษากระลึกที่ไม่เหมาะสม ใช้ยาไม่ถูกวิธี หรือไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ก็อาจเกิดผลข้างเคียงได้เช่นกัน ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้แบ่งได้ตามประเภทของการรักษากระลึกดังนี้

1.ผลข้างเคียงจากครีมทารักษากระลึก
โดยเฉพาะครีมที่มีส่วนผสมของ Hydroquinone, Retinoid, กรดผลไม้ หรือสเตียรอยด์
• ผิวระคายเคือง เช่น แดง แสบ คัน ลอก
• ผิวไวต่อแสง ทำให้เกิดการกลับมาของกระหรือลุกลามมากขึ้น
• ผิวบางลง หากใช้ครีมที่มีสเตียรอยด์ต่อเนื่องโดยไม่อยู่ในการควบคุมของแพทย์
• เกิดภาวะผิวด่างถาวร (Exogenous ochronosis) จากการใช้ Hydroquinone เข้มข้นเกินไปหรือใช้เป็นเวลานานเกินจำเป็น
สิวเห่อ จากการใช้กรดหรือ Retinoid ในบางราย

2.ผลข้างเคียงจากการรักษากระลึกด้วยการทำเลเซอร์ หรือ IPL
• ผิวไหม้ แดง ร้อน หรือแสบ ทันทีหลังทำ หากใช้พลังงานสูงเกินไป
• ผิวลอกหรือคล้ำลงชั่วคราว (Post-inflammatory hyperpigmentation) โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวคล้ำหรือไวต่อแสง
• เกิดจุดขาวถาวร หรือ รอยด่าง หากเม็ดสีถูกทำลายมากเกินไป
• กระลึกเข้มกว่าเดิม หากไม่ได้ป้องกันแสงแดดหลังทำ
• เสี่ยงติดเชื้อ หากผิวเปิดหรือบาดเจ็บจากเครื่องมือที่ไม่สะอาด

3.ผลข้างเคียงจากการรักษากระลึกด้วยการกินยา (เช่น Tranexamic Acid)
• คลื่นไส้ ปวดท้อง หรือแน่นหน้าอก ในบางราย
• ปวดศีรษะ เวียนหัว จากผลต่อการไหลเวียนโลหิต
• เสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตัน (thrombosis) แม้โอกาสน้อยมาก แต่ต้องหลีกเลี่ยงในผู้ที่มีประวัติกลุ่มโรคหัวใจ สมอง หรือเส้นเลือดดำอุดตัน
• ประจำเดือนมาไม่ปกติ ในบางคนที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

4.ผลข้างเคียงจากการรักษากระลึกด้วย Chemical Peeling และการกรอผิว
• ผิวลอกมากผิดปกติ หรือแสบระหว่างฟื้นตัว
• ผิวไวแดดมากขึ้น ต้องป้องกันแสงแดดอย่างเคร่งครัด
• เสี่ยงไหม้ผิวหรือเกิดแผล หากใช้กรดเข้มข้นเกินไป หรือทิ้งไว้นานเกิน
• รอยดำหรือรอยแดงหลังทำ ซึ่งอาจอยู่ได้หลายสัปดาห์

วิธีเลือกคลินิกรักษากระลึกให้ปลอดภัย

การรักษากระลึกเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความรู้และความต่อเนื่อง หากเลือกคลินิกผิด อาจไม่เพียงแค่ไม่ได้ผล แต่ยังเสี่ยงต่อ ผิวบาง, เม็ดสีดื้อยา, หรือแม้แต่ เกิดรอยดำถาวร ได้ ดังนั้น การเลือกคลินิกในการรักาากระลึกจึงเป็นขั้นตอนสำคัญอันดับแรกที่ไม่ควรมองข้าม

1.ตรวจสอบว่าเป็นคลินิกที่ถูกต้องตามกฎหมาย
• คลินิกต้องมี ใบอนุญาตประกอบสถานพยาบาล จากกระทรวงสาธารณสุข
• มีป้ายชื่อสถานพยาบาลชัดเจน หน้าเคาน์เตอร์มีเลขใบอนุญาตติดไว้
• ชื่อแพทย์ที่ให้บริการต้องมีเลขใบประกอบวิชาชีพแพทย์ สามารถตรวจสอบได้จากแพทยสภา

2.มีแพทย์ผิวหนังหรือแพทย์ดูแลจริง
• ไม่ใช่เพียงมีชื่อแพทย์ติดไว้เฉย ๆ แต่ต้องมีแพทย์วินิจฉัย ตรวจผิว และออกแผนการรักษาด้วยตนเอง
• หากเป็นเลเซอร์หรือหัตถการ ต้องมีแพทย์เป็นผู้ให้บริการ หรือดูแลใกล้ชิด
• แพทย์ควรสามารถอธิบายโรค สาเหตุ และแผนการรักษากระลึกได้อย่างเข้าใจง่าย และเป็นมืออาชีพ

3.ใช้เครื่องมือและผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย
• เครื่องเลเซอร์ควรเป็น เครื่องที่ผ่าน อย.(ประเทศไทย) หรือมีมาตรฐานระดับสากล เช่น US FDA
• ไม่ใช้ครีมป้ายยาที่ไม่มีฉลาก หรือครีมผสมไม่ทราบแหล่งที่มา
• ควรหลีกเลี่ยงคลินิกที่ใช้ครีมผสมหรือแจก "ครีมลับเฉพาะ" ที่ไม่มีฉลาก เพราะมักมีสารอันตราย เช่น สเตียรอยด์หรือปรอท

4.ไม่เน้นขายคอร์สเกินเหตุ
• คลินิกที่ดีจะเน้นให้ความรู้ก่อนการขาย ไม่เร่งตัดสินใจ
• มีแผนการรักษาที่ยืดหยุ่นตามสภาพผิวจริง ไม่ขายคอร์สยาวหรือราคาแพงโดยไม่ประเมินสภาพผิวก่อน
• ให้ข้อมูลครบถ้วนทั้งผลลัพธ์และความเสี่ยง

5.มีการติดตามผลและปรับแผนตามความคืบหน้า
• ควรมีระบบนัดติดตามผล เช่น ทุก 2-4 สัปดาห์ เพื่อตรวจเช็กความคืบหน้า
• แพทย์จะค่อย ๆ ปรับยาและวิธีรักษา ไม่ใช้สูตรเดียวตลอด
• ถ้าผิวมีปัญหา เช่น ระคายเคือง สิวขึ้น หรือผิวไวแสง แพทย์ควรให้คำแนะนำที่เหมาะสม ไม่ปล่อยให้คนไข้จัดการเอง

สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับการรักษากระลึก

การรักษากระลึกสามารถทำได้หลายวิธี จะต้องเลือกวิธีรักษาที่ปลอดภัย กับผิวหน้าของเรา ถ้าให้ดีที่สุดควรรักษากระลึกที่คลินิก เพราะเป็นการรักษาที่เห็นผลชัดเจน และปลอดภัย แต่ต้องเลือกคลินิกที่มีมาตรฐานและน่าเชื่อถือ ถ้าใครสนใจสามารถนัดปรึกษาแพทย์ที่รมย์รวินท์คลินิกได้เลย เรามีแพทย์ที่น่าเชื่อถือ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมที่จะดูแลปัญหาของลูกค้าทุกคน ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรักษากระลึก

1.Q กระลึกรักษาหายขาดได้ไหม?

A ไม่สามารถหายขาดถาวรได้ 100% แต่สามารถทำให้จางลงมากและควบคุมไม่ให้กลับมาเข้มได้ หากดูแลต่อเนื่อง

2.Q ใช้แค่ครีมรักษากระลึกได้ไหม?

A ได้ในบางกรณี โดยเฉพาะกระลึกไม่ลึกมาก แต่โดยทั่วไปมักต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น ครีม + กันแดด + ทรีตเมนต์

3.Q รักษากระลึกต้องใช้เวลานานแค่ไหน?

A โดยเฉลี่ย 3-6 เดือนขึ้นไปจึงจะเห็นผลชัดเจน และต้องดูแลต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับมา

4.Q เลเซอร์ช่วยรักษากระลึกได้ไหม?

A ได้ แต่ต้องเลือกชนิดเลเซอร์ให้เหมาะสม และทำโดยแพทย์ผิวหนังเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงที่กระจะเข้มกว่าเดิม

5.Q กระลึกกับฝ้าเหมือนกันไหม?

A ไม่เหมือนกัน กระลึกอยู่ลึกกว่าและสีมักคล้ำกว่า รักษายากกว่า ต้องใช้วิธีเฉพาะมากกว่า

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
โปรโมชั่นต่างๆ
เรื่อง โปรแกรมดูแลผิวหน้า ที่คุณอาจสนใจ