fb
romrawin

โปรแกรมโบท็อกซ์หน้าผาก คืออะไร อยู่ได้กี่เดือน ควรฉีดปีละกี่ครั้ง อันตรายไหม

บทความโดยทีมแพทย์ ROMRAWIN CLINIC

โบท็อกซ์หน้าผาก

831

โบท็อกซ์หน้าผากอยู่ได้กี่เดือน ควรฉีดปีละกี่ครั้ง ดียังไง อันตรายไหม
โบท็อกซ์หน้าผาก เคล็ดไม่ลับของคน New Gen ตัวช่วยให้หน้าดูสดใสอิ่มฟู ใครเห็นก็เดาอายุจริงกันไม่ถูก เรามาดูกันว่า ทำไมการฉีดโบท็อกซ์หน้าผากถึงทำให้เราดูไม่โทรม

รวมทุกหัวข้อเกี่ยวกับโบท็อกซ์หน้าผาก
- ริ้วรอยเกิดจากอะไร
- โบท็อกซ์หน้าผากคืออะไร
- หลักการทำงานของโบท็อกซ์หน้าผาก
- ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากช่วยเรื่องอะไรบ้าง
- ใครเหมาะกับการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
- ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากอันตรายไหม
- ควรฉีดโบท็อกซ์หน้าผากกี่ยูนิต
- การเตรียมตัวก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
- การดูแลตัวเองหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
- ผลข้างเคียงหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
- หลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผากกี่วันเห็นผล
- โบท็อกซ์หน้าผากอยู่ได้กี่เดือน
- ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากที่ไหนดี
- เปรียบเทียบการฉีดโบท็อกซ์หน้าผากกับหัตถการอื่น
- สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
- Q and A ของโบท็อกซ์หน้าผาก

ริ้วรอยเกิดจากอะไร
ริ้วรอยเป็นหนึ่งในสัญญาณแห่งวัยที่หลายคนกังวล เพราะสามารถส่งผลต่อภาพลักษณ์ ความมั่นใจ และทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าหรืออ่อนล้าเกินวัย
“ริ้วรอย” ไม่ได้เกิดขึ้นจากอายุที่มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้

1.แสงแดดและมลภาวะ ตัวเร่งการเสื่อมของผิว
รังสี UV โดยเฉพาะ UV-A และ UV-B จากแสงแดด สามารถทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวได้โดยตรง ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ช่วยให้ผิวเต่งตึง เมื่อผิวสูญเสียความยืดหยุ่น ก็จะเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ มลภาวะในอากาศ เช่น ฝุ่น PM2.5 ควันรถ หรือสารเคมีจากสิ่งแวดล้อม ก็ล้วนส่งผลให้เกิดความเครียดออกซิเดชันในผิว กระตุ้นให้ผิวเสื่อมเร็วขึ้นเช่นกัน

2.พฤติกรรมส่วนตัว การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
การสูบบุหรี่ส่งผลต่อการไหลเวียนโลหิตในผิวหนัง ทำให้ผิวได้รับออกซิเจนและสารอาหารไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังมีสารพิษที่อาจเร่งกระบวนการเสื่อมของผิว ในขณะเดียวกัน แอลกอฮอล์มีคุณสมบัติดูดน้ำจากร่างกาย ทำให้ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น และดูโรยราเร็วขึ้น

3.ผิวขาดการดูแลที่เหมาะสม
หากปล่อยให้ผิวเผชิญกับสิ่งกระตุ้นโดยไม่มีการปกป้องหรือบำรุง เช่น ไม่ทาครีมกันแดด ไม่เติมความชุ่มชื้น หรือไม่ทำความสะอาดผิวอย่างถูกวิธี ผิวจะขาดเกราะป้องกันและความสามารถในการซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งสามารถเร่งให้เกิดริ้วรอยได้ก่อนวัย

4.พฤติกรรมทางสีหน้า สาเหตุจากการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ
การแสดงสีหน้า เช่น ขมวดคิ้ว ยิ้ม ย่นหน้าผาก หรือหรี่ตาบ่อย ๆ จะส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นทำงานซ้ำ ๆ ซึ่งในระยะยาวสามารถทำให้เกิดเส้นริ้วหรือร่องลึกตามแนวการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก หว่างคิ้ว และรอบดวงตา

5.การเปลี่ยนแปลงตามอายุ
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินน้อยลงตาม อีกทั้งยังมีการลดลงของกรดไฮยาลูโรนิกซึ่งทำหน้าที่กักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว ส่งผลให้ผิวบางลง แห้ง และขาดความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้เกิดริ้วรอยลึกในวัยที่มากขึ้น

ปัญหาริ้วรอยสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม พฤติกรรม หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงในร่างกาย ดังนั้นการป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยการดูแลผิวให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอย่างระมัดระวัง หรือการใช้หัตถการโบท็อกซ์หน้าผาก จะช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยและรักษาความสดใสของผิวให้อยู่กับเราได้นานขึ้น

โบท็อกซ์หน้าผากคืออะไร
โบท็อกซ์หน้าผาก คือหัตถการความงาม ที่ใช้การฉีดสาร Botulinum Toxin Type A เข้าไปยังกล้ามเนื้อบริเวณหน้าผาก โดยจุดประสงค์หลักๆ ในการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก เพื่อช่วยลดเลือนริ้วรอยและรอยพับที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อในชีวิตประจำวัน เช่น การขมวดคิ้ว ยกคิ้ว หรือการย่นหน้าผากระหว่างแสดงสีหน้า

สารโบท็อกซ์หน้าผากที่ใช้ได้รับการขึ้นทะเบียนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเมื่อฉีดเข้าไปจะออกฤทธิ์ ยับยั้งการส่งสัญญาณประสาทไปยังกล้ามเนื้อชั่วคราว ทำให้กล้ามเนื้อในบริเวณนั้นผ่อนคลาย ส่งผลให้ผิวที่เคยพับตัวดูเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยที่เคยมองเห็นชัดจะจางลง จึงทำให้หน้าผากแลดูเรียบ ตึง และดูสดใสขึ้นในภาพรวม

การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไม่ใช่การ “เติม” หรือ “เสริม” เนื้อผิว แต่เป็นการ “ลดการทำงานของกล้ามเนื้อ” โบท็อกซ์หน้าผากจึงเหมาะสำหรับริ้วรอยที่เกิดจากการขยับซ้ำ ๆ หากเป็นริ้วรอยลึกถาวรหรือเกิดจากผิวขาดคอลลาเจน อาจต้องประเมินแนวทางดูแลเพิ่มเติมโดยแพทย์

หลักการทำงานของโบท็อกซ์หน้าผาก
เราต้องทำความเข้าใจการออกฤทธิ์ของโบท็อกซ์หน้าผากในระดับกล้ามเนื้อและผลลัพธ์ที่ส่งต่อมายังชั้นผิว เพื่อสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

สารโบท็อกซ์หน้าผาก (Botulinum Toxin Type A) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สกัดจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum ซึ่งเมื่อนำมาใช้ในทางการแพทย์จะอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมและผ่านการควบคุมไม่เป็นอันตรายตามมาตรฐาน

โบท็อกซ์หน้าผากทำงานอย่างไร
เมื่อฉีดโบท็อกซ์หน้าผากเข้าไปในตำแหน่งของกล้ามเนื้อเฉพาะจุด เช่น บริเวณหน้าผาก โบท็อกซ์หน้าผากจะไป จับกับปลายประสาทบริเวณนั้น ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ส่งสัญญาณจากสมองเพื่อสั่งให้กล้ามเนื้อหดตัว
ผลลัพธ์หลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผากคือ การยับยั้งการส่งสัญญาณชั่วคราว ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวลง เมื่อกล้ามเนื้อไม่หดเกร็งบ่อย ๆ เหมือนก่อน ผิวหนังที่อยู่เหนือกล้ามเนื้อจึงเรียบขึ้น
ริ้วรอยที่เคยปรากฏจากการขยับหน้า เช่น รอยพับหน้าผากหรือรอยขมวดคิ้ว จะดูจางลง

โบท็อกซ์หน้าผากทำงานใน “ชั้นกล้ามเนื้อ” ไม่ใช่ “ชั้นผิวโดยตรง”
• โบท็อกซ์หน้าผากไม่ได้ซึมลงไปในชั้นผิวหนังเพื่อเติมเต็มร่องลึก เหมือนสารกลุ่มฟิลเลอร์
• แต่จะออกฤทธิ์ที่ระดับ กล้ามเนื้อใต้ชั้นผิว (ชั้น SMAS - Superficial Musculoaponeurotic System)
• เมื่อลดการขยับของกล้ามเนื้อได้ ริ้วรอยที่เกิดจากการพับตัวของผิวจะค่อย ๆ ตื้นขึ้น และดูเรียบเนียนขึ้นตามกลไกของผิวที่ได้ “พัก”

แล้วทำไมฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วหน้าถึงดูตึงขึ้น
เมื่อกล้ามเนื้อไม่หดตัว ผิวหนังที่เคยถูกดึงพับซ้ำ ๆ จะได้โอกาส “คืนตัว” กลับสู่ลักษณะเรียบเนียน ซึ่งในช่วงเวลานี้ หากมีการดูแลผิวควบคู่ เช่น บำรุงให้ชุ่มชื้น ทาครีมกันแดดอย่างเหมาะสม จะช่วยเสริมผลลัพธ์ให้เห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากช่วยเรื่องอะไรบ้าง
การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากเป็นหัตถการที่ใช้หลัก ๆ เพื่อดูแลปัญหาริ้วรอยที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อในชีวิตประจำวัน เช่น การแสดงสีหน้าที่ทำให้ผิวพับตัวซ้ำ ๆ เมื่อเวลาผ่านไปผิวจึงเกิดรอยย่นถาวรได้ การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากจะช่วยให้กล้ามเนื้อในบริเวณนั้นคลายตัวลงชั่วคราว ซึ่งส่งผลให้ผิวที่เคยพับดูกลับมาเรียบเนียนขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

1.การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากช่วยลดริ้วรอยระหว่างคิ้ว (Glabellar Lines)
รอยขมวดคิ้วหรือเส้นริ้วแนวตั้งที่เกิดขึ้นระหว่างคิ้วมักเห็นชัดเมื่อเราทำสีหน้าเคร่งเครียดหรือเพ่งสายตา หากปล่อยไว้นาน ๆ อาจกลายเป็นร่องลึกที่ไม่หายไปแม้ไม่ได้แสดงสีหน้า

• การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากในบริเวณนี้จะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการหดเกร็ง
• ส่งผลให้ริ้วรอยแนวดังกล่าวดูตื้นขึ้น และสีหน้าดูผ่อนคลายขึ้น

ข้อควรระวังในการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง เช่น เปลือกตาตกได้

2.การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากช่วยลดริ้วรอยบริเวณหน้าผาก
ริ้วรอยแนวนอนบริเวณหน้าผากเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่เกิดขึ้นบ่อย เนื่องจากเป็นบริเวณที่ใช้กล้ามเนื้อในการแสดงสีหน้า เช่น ยกคิ้ว หรือทำสีหน้าแปลกใจ

• โบท็อกซ์หน้าผากช่วยลดการหดตัวของกล้ามเนื้อหน้าผาก ทำให้เส้นริ้วแนวนอนจางลง
• เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีรอยตื้นจากการย่นหน้าผากซ้ำ ๆ หรือผู้ที่ต้องการชะลอการเกิดริ้วรอยลึกในอนาคต

3.ลดรอยตีนกา (Crow’s Feet)
แม้จุดฉีดหลักจะอยู่บริเวณหน้าผาก แต่ในการประเมินอย่างครอบคลุม แพทย์อาจพิจารณาฉีดร่วมกับจุดรอบดวงตาเพื่อช่วยให้ภาพรวมใบหน้าดูอ่อนเยาว์และกล้ามเนื้อทำงานอย่างสมดุล

• ตีนกามักเกิดขึ้นจากการยิ้มหรือหรี่ตา ทำให้ผิวบริเวณหางตาพับซ้อนกัน
• การฉีดโบท็อกซ์บริเวณรอบดวงตา (ต่อเนื่องกับโบท็อกซ์หน้าผาก) จะช่วยให้ผิวเรียบขึ้น

เป็นทางเลือกที่ช่วยเสริมผลลัพธ์โดยรวมของการฉีดโบท็อกซ์หน้าผากให้เห็นผลชัดขึ้น

4.ช่วยให้รูขุมขนดูเล็กลง (ในบางกรณี)
ในผู้ที่มีปัญหารูขุมขนกว้างบริเวณหน้าผากร่วมด้วย แพทย์บางท่านอาจพิจารณาการใช้โบท็อกซ์ในเทคนิค Micro Botox ซึ่งเป็นการฉีดตื้นลงบนชั้นผิวในปริมาณเจือจาง เพื่อช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนมากขึ้น

• แม้ไม่ใช่ผลลัพธ์หลักของโบท็อกซ์ แต่ก็เป็นประโยชน์เสริมที่อาจได้รับหากประเมินว่าผิวเหมาะสมกับเทคนิคนี้
• ทั้งนี้ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่เข้าใจเกี่ยวกับชั้นผิวและมีประสบการณ์

โบท็อกซ์หน้าผากไม่เพียงช่วยให้หน้าผากเรียบเนียนขึ้น แต่ยังช่วยดูแลปัญหาริ้วรอยที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น รอยขมวดคิ้วและตีนกา โดยออกฤทธิ์ผ่านการผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ทำงานมากเกินไป เพื่อให้ผิวได้ฟื้นตัวและดูสดใสขึ้น

อย่างไรก็ตาม การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากควรดำเนินการโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อประเมินตำแหน่ง ปริมาณ และโครงสร้างกล้ามเนื้อแต่ละบุคคลอย่างเหมาะสม เพื่อได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ใครเหมาะกับการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
โบท็อกซ์หน้าผากถือเป็นหนึ่งในหัตถการทางการแพทย์ด้านความงามที่ได้รับความนิยม เนื่องจากสามารถช่วยดูแลริ้วรอยที่เกิดจากการขยับกล้ามเนื้อได้แบบเห็นผล แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก และการตัดสินใจควรอยู่ภายใต้การประเมินจากแพทย์ที่มีประสบการณ์

สำหรับผู้ที่ "เหมาะกับการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก" โดยทั่วไปคือกลุ่มที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

1.ผู้ที่มีริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า
เช่น รอยย่นจากการ ขมวดคิ้ว ยกคิ้ว หรือย่นหน้าผาก จนเกิดเป็นเส้นริ้วถาวร

• บุคคลที่มีพฤติกรรมแสดงสีหน้าอย่างชัดเจนบ่อยครั้ง มักเริ่มมีเส้นริ้วแม้อายุยังน้อย
• โบท็อกซ์หน้าผากสามารถช่วยลดแรงหดตัวของกล้ามเนื้อในจุดที่ใช้งานหนัก ทำให้ผิวมีโอกาสฟื้นตัวและดูเรียบเนียนขึ้น

2.ผู้ที่ต้องลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย
• การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากเหมาะกับผู้ที่เริ่มเห็นรอยพับตื้น ๆ บริเวณหน้าผาก หรือบริเวณหางตา แม้ยังไม่มีรอยลึกชัดเจน
• การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากในช่วงที่ริ้วรอยยังไม่ลึกมาก อาจช่วยลดกระบวนการเสื่อมของผิวจากการพับตัวซ้ำ ๆ ได้ในระยะยาว

3.ผู้ที่รู้สึกไม่มั่นใจเวลาถ่ายรูป
• บางคนอาจมีสีหน้าเคร่งโดยไม่ตั้งใจ เช่น ขมวดคิ้วเมื่ออยู่กลางแดด หรือเพ่งสายตาเวลาทำงานหน้าจอ
• ส่งผลให้ใบหน้าดูเครียด เหนื่อยล้า หรือมีรอยย่นโดยไม่รู้ตัว การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากอาจช่วยให้สีหน้าดูผ่อนคลายขึ้น

4.ผู้ที่มีรอยขมวดคิ้วชัดเจน
• หากมีเส้นริ้วแนวตั้งระหว่างคิ้วซึ่งเกิดขึ้นแม้ในขณะไม่ได้แสดงสีหน้า
• โบท็อกซ์หน้าผากสามารถช่วยลดแรงหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณนี้ ทำให้รอยที่เห็นชัดเจนดูตื้นลง และภาพรวมของใบหน้าดูเป็นมิตรมากขึ้น

5.ผู้ที่ต้องการปรับลุคให้ดูสดใสขึ้นแบบไม่ต้องผ่าตัด
• ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากเหมาะสำหรับคนที่ต้องการทางเลือกที่ไม่ใช่การศัลยกรรมหรือไม่มีเวลาพักฟื้น
• การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากเป็นวิธีที่ใช้เวลาสั้น ไม่ต้องพักฟื้น และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหลังทำ

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากอันตรายไหม
โดยทั่วไปแล้ว การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากถือว่าเป็นหัตถการที่ไม่อันตราย หากทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การอาหารและยา (อย.) ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ควรฉีดโบท็อกซ์หน้าผากกี่ยูนิต
ปริมาณโบท็อกซ์หน้าผากที่ใช้ฉีดจะถูกวางแผนตามลักษณะเฉพาะของใบหน้าและปัญหาผิวของแต่ละบุคคล โดยทั่วไป แพทย์จะพิจารณา ตำแหน่งกล้ามเนื้อ, ความลึกของริ้วรอย, และเป้าหมายของผู้รับบริการ ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ ยูนิตในการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ที่เหมาะสมที่สุด

ปริมาณโดยประมาณที่ใช้ในการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
หน้าผาก (Forehead Lines)
ปริมาณโบท็อกซ์หน้าผากที่นิยมใช้โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 10-20 ยูนิต
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดหน้าผาก ความถี่ในการแสดงสีหน้า และความลึกของริ้วรอย

ระหว่างคิ้ว (Glabellar Lines)
มักใช้ประมาณ 15-20 ยูนิต ในกรณีที่ต้องการฉีดร่วมกับหน้าผาก เพื่อให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าผากและระหว่างคิ้วทำงานสมดุลกัน

หางตา (Crow’s Feet)
โดยเฉลี่ยจะใช้ข้างละ 5-10 ยูนิต หรือรวม 10-20 ยูนิตทั้งสองข้าง

ดังนั้น หากต้องการฉีดโบท็อกซ์หน้าผากเพื่อดูแลริ้วรอยทั่วใบหน้า เช่น หน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา รวมกันอาจใช้ประมาณ 40-50 ยูนิต โดยประมาณ

ทำไมยูนิตในการฉีดโบท็อกซ์หน้าผากจึงไม่เท่ากันในแต่ละคน
• กล้ามเนื้อของแต่ละคนต่างกัน บางคนมีกล้ามเนื้อหน้าผากที่แข็งแรงหรือใช้บ่อย อาจต้องใช้ยูนิตมากกว่าคนที่มีริ้วรอยน้อย
• ลักษณะใบหน้า ขนาดหน้าผากหรือการแสดงสีหน้าในชีวิตประจำวันมีผลต่อการพับของผิวหนัง
• ผลลัพธ์ที่ต้องการ หากต้องการผลลัพธ์ที่ดู “ผ่อนคลาย” แต่ยังขยับหน้าผากได้ อาจใช้น้อยกว่าคนที่ต้องการให้ผิวเรียบตึงอย่างชัดเจน

การเตรียมตัวก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
1.งดยาและวิตามินที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
หากกังวลเรื่องรอยเขียวช้ำหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก แนะนำให้งด

• ยาในกลุ่ม NSAIDs เช่น Ibuprofen, Naproxen
• ยา Aspirin หรือสารกันเลือดแข็งอื่น ๆ
• วิตามินอี, น้ำมันปลา, ใบแปะก๊วย, โสม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด

ควรงดก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผากอย่างน้อย 4-5 วัน

2.งดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่รุนแรงชั่วคราว
ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสารกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว เช่น

• กรดวิตามินเอ (Retinoids)
• AHA/BHA
• การขัดหน้า (สครับ)
• มาสก์หน้าที่มีฤทธิ์ร้อนหรือเย็นจัด

งดใช้อย่างน้อย 1-2 วันก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก เพื่อป้องกันการระคายเคืองหรือแสบแดงบริเวณหน้าผากหลังฉีด

3.พักผ่อนให้เพียงพอ
ร่างกายที่พักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยให้

• ความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ
• ระบบไหลเวียนเลือดสมดุล ลดโอกาสช้ำ

ควรนอนหลับให้ได้อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก

4.แจ้งข้อมูลสุขภาพกับแพทย์อย่างละเอียด
การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจะช่วยให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมของการฉีดโบท็อกซ์หน้าผากได้

• ประวัติการแพ้ยา หรือเคยมีอาการแพ้หลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
• ยาและอาหารเสริม ที่ใช้อยู่ประจำ
• ปัญหาสุขภาพเฉพาะ เช่น โรคประจำตัว, โรคเริม, ภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ

5.วางแผนและสื่อสารกับแพทย์ให้ชัดเจน
ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผากควรใช้เวลาพูดคุยกับแพทย์เกี่ยวกับ

• ตำแหน่งของริ้วรอยที่กังวล (หน้าผาก, ระหว่างคิ้ว ฯลฯ)
• ผลลัพธ์ที่ต้องการ เช่น ดูผ่อนคลาย ดูสดใสขึ้น

การดูแลตัวเองหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
แม้ว่าการฉีดโบท็อกซ์หน้าผากจะเป็นหัตถการที่ไม่ต้องพักฟื้นนาน แต่การดูแลตนเองหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผากอย่างเหมาะสมมีผลต่อประสิทธิภาพของยาและผลลัพธ์ การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้

1.ติดตามผลกับแพทย์ตามนัด
• เพื่อให้แพทย์ประเมินการตอบสนองของกล้ามเนื้อหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
• หากมีอาการผิดปกติหรือผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แพทย์จะสามารถปรับแผนดูแลในครั้งถัดไปได้อย่างเหมาะสม

2.งดนอนราบหรือนอนตะแคงใน 4 ชั่วโมงแรก
• เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเคลื่อนย้ายไปยังบริเวณที่ไม่ต้องการ
• ควรนั่งหรือนอนในท่าศีรษะสูงในช่วงเวลานี้

3.งดแต่งหน้า 4-6 ชั่วโมงแรกหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
• ป้องกันการระคายเคืองหรืออุดตันที่รูเข็ม
• ควรรอให้รอยเข็มปิดสนิทก่อนใช้เครื่องสำอาง

4.งดดื่มแอลกอฮอล์และอาหารเสริมบางชนิดในช่วง 4-5 วันแรก
เช่น วิตามินอี, น้ำมันปลา, ใบแปะก๊วย หรือผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด
แม้สารเหล่านี้จะไม่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของโบท็อกซ์หน้าผากโดยตรง แต่สามารถเพิ่มความเสี่ยงของรอยฟกช้ำได้

5.งดออกกำลังกายหนักใน 24 ชั่วโมงแรก
• การออกกำลังกายอาจกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้เกิดรอยช้ำหรือบวมมากขึ้น
• หากต้องการเคลื่อนไหวร่างกายเบา ๆ เช่น เดิน สามารถทำได้ แต่ไม่ควรหักโหม

6.หลีกเลี่ยงความร้อนสูงเป็นเวลา 14 วัน
• ควรงดกิจกรรมที่ทำให้ผิวหน้าโดนความร้อนโดยตรง เช่น อบซาวน่า อบไอน้ำ การทำเลเซอร์ หรือการนวดหน้า
• ความร้อนอาจทำให้โบท็อกซ์สลายเร็ว และลดประสิทธิภาพของตัวยา
• อาบน้ำอุ่นได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการแช่น้ำร้อนหรือใช้น้ำอุ่นล้างหน้าเป็นเวลานาน

7.งดการขัดหรือสครับผิวบริเวณใบหน้า 14 วัน
• ผิวบริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากยังบอบบาง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์หรือวิธีที่ทำให้เกิดแรงเสียดสี
• เพื่อป้องกันการระคายเคืองหรือรบกวนตำแหน่งที่ตัวยาทำงานอยู่

ผลข้างเคียงหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
แม้การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากจะเป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยจุดเด่นคือช่วยลดริ้วรอยและปรับสีหน้าให้ดูสดใสขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ก็มีโอกาสเกิด ผลข้างเคียง ได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากฉีดโบท็อกซ์หน้าผากกับผู้ที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพหรือกับหมอกระเป๋า

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย (มักไม่รุนแรง) ในการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
1. รู้สึกตึงหรือหนักบริเวณหน้าผาก
• เกิดจากกล้ามเนื้อเริ่มคลายตัวหลังฉีด อาจรู้สึกไม่ถนัดในการแสดงสีหน้า
• อาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์

2. รอยเข็มหรือรอยช้ำเล็กน้อย
• เกิดจากการฉีดเข้าสู่ชั้นผิวหรือเส้นเลือดฝอย
• มักหายภายใน 3-7 วัน โดยไม่ต้องรักษา

3. อาการปวดศีรษะเล็กน้อย
• พบได้ในบางรายช่วง 1-3 วันแรกหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อหน้าผาก
• อาการมักไม่รุนแรงและดีขึ้นเอง

ผลข้างเคียงที่ควรระวังในการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
1. หนังตาตก (Ptosis)
• เกิดจากตัวยาแพร่ไปยังกล้ามเนื้อที่ควบคุมการยกเปลือกตา
• ทำให้ตาข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างดูปรือ ไม่เท่ากัน
• มักเกิดจากการฉีดในตำแหน่งที่ไม่แม่นยำ หรือปริมาณยาไม่สมดุล

2. หางคิ้วยกสูงเกินไป
• ทำให้ใบหน้าดูแปลกหรือแสดงอารมณ์แล้วหน้าผิดปกติ
• แพทย์สามารถปรับแก้ด้วยการฉีดโบท็อกซ์เพิ่มบางตำแหน่งให้สมดุลขึ้น

3. หน้าผากตึงมากจนขยับไม่ได้
• อาจเกิดจากการใช้ปริมาณโบท็อกซ์มากเกินไปในจุดเดียว
• ส่งผลให้ไม่สามารถยกคิ้วหรือแสดงสีหน้าได้

4. อาการแพ้หรือไวต่อโบท็อกซ์
• เช่น ปวดศีรษะมาก บวมแดง แสบคัน หรือเป็นผื่น
• ควรรีบแจ้งแพทย์ทันทีเพื่อประเมินและให้การดูแลอย่างเหมาะสม

ผลข้างเคียงรุนแรง ในการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
• ภาวะโบทูลิซึม (Botulism-like symptoms)

เป็นภาวะที่เกิดจากการที่สารโบท็อกซ์มีผลกระทบต่อระบบประสาทอย่างผิดปกติ ซึ่งพบได้น้อยมากหากใช้ตัวยาที่ผ่านการรับรองและฉีดในปริมาณที่เหมาะสม
อาการที่อาจเกิดขึ้นได้

- พูดไม่ชัด
- กลืนลำบาก
- หายใจเหนื่อย อ่อนแรงทั่วตัว

หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

ป้องกันผลข้างเคียงได้อย่างไร
• เลือกฉีดโบท็อกซ์หน้าผากกับแพทย์ที่มีประสบการณ์และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
• ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย.หรือหน่วยงานสาธารณสุขที่เชื่อถือได้
• ปฏิบัติตามคำแนะนำก่อนและหลังฉีดอย่างเคร่งครัด
• หากมีโรคประจำตัวหรือภาวะแพ้ยา ควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้าทุกครั้ง

หลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผากกี่วันเห็นผล
การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากถือเป็นหัตถการที่ให้ผลลัพธ์ค่อนข้างชัดเจนเมื่อเทียบกับวิธีดูแลริ้วรอยอื่น ๆ แต่การเห็นผลจะไม่เกิดขึ้นทันทีหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก เนื่องจากตัวยาจะต้องใช้เวลาทำปฏิกิริยากับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด

ระยะเวลาการเห็นผลลัพธ์ของการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
• 3 - 7 วันหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
เริ่มรู้สึกว่าผิวหน้าผากมีความตึงเล็กน้อย กล้ามเนื้อเริ่มคลายตัว ริ้วรอยบาง ๆ เริ่มดูจางลง

• 2 - 4 สัปดาห์หลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
เป็นช่วงที่ ผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด ริ้วรอยที่เคยเห็นชัดจะดูเรียบขึ้น สีหน้าดูผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่โบท็อกซ์ออกฤทธิ์เต็มที่

โบท็อกซ์หน้าผากอยู่ได้กี่เดือน
โดยทั่วไป ผลลัพธ์ของโบท็อกซ์หน้าผากสามารถอยู่ได้ประมาณ 4 - 6 เดือน แต่ระยะเวลานี้อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

• ชนิดและยี่ห้อของโบท็อกซ์หน้าผาก ที่ใช้ (แต่ละยี่ห้อมีความเข้มข้นและคุณสมบัติต่างกัน)
• ปริมาณที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก และเทคนิคของแพทย์
• การดูแลตัวเองหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก เช่น การออกกำลังกายหนัก การสัมผัสความร้อน หรือการดูแลผิว
• ระบบเผาผลาญของแต่ละบุคคล และปัจจัยเฉพาะตัวอื่น ๆ เช่น อายุหรือสภาพผิว
• สามารถฉีดโบท็อกซ์หน้าผากซ้ำได้ หลังจากฤทธิ์ยาเริ่มหมด โดยควรเว้นระยะห่าง อย่างน้อย 3 เดือน หรือฉีดตามคำแนะนำของแพทย์

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากที่ไหนดี
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานในการฉีดโบท็อกซ์หน้าผากเป็นสิ่งสำคัญเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อร่างกายเราและผลลัพธ์ที่ดี โดยควรพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้

• มีใบอนุญาต 11 หลัก และสถานที่สะอาด ปลอดเชื้อ
• แพทย์เป็นผู้ประเมินและฉีดเองทุกเคส
• ใช้โบท็อกซ์ของแท้ จากบริษัทผู้นำเข้าที่ตรวจสอบได้
• ติดตามผลหลังฉีด เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงและวางแผนต่อเนื่อง
• เดินทางสะดวก มีหลายสาขาให้บริการ

รมย์รวินท์ New Gen เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ทั้งในแง่ของเทคโนโลยี และผลลัพธ์ที่ตรงจุด

เปรียบเทียบการฉีดโบท็อกซ์หน้าผากกับหัตถการอื่น
ปัจจุบันมีหัตถการหลายประเภทที่ใช้ดูแลปัญหาริ้วรอยบริเวณหน้าผาก โดยแต่ละวิธีมีหลักการทำงาน จุดเด่น และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ดังนี้

1.ฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
- หลักการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ฉีดสาร Botulinum Toxin Type A เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณหน้าผาก
- ผลลัพธ์หลังการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าจะจางลง เช่น รอยย่นเวลาขมวดคิ้วหรือยกคิ้ว
- ระยะเวลาเห็นผลหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก เริ่มเห็นผลใน 3-7 วัน ชัดเจนเต็มที่ภายใน 2-4 สัปดาห์
- อยู่ได้นาน ประมาณ 4-6 เดือน
- ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากเหมาะกับ ผู้ที่มีริ้วรอยจากการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ ไม่ต้องการพักฟื้น และต้องการผลลัพธ์ชั่วคราว

2.ฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก
- หลักการ เติมสาร Hyaluronic Acid เข้าไปใต้ผิวเพื่อทดแทนโครงสร้างที่ยุบตัว
- ผลลัพธ์ ผิวหน้าผากดูอิ่มฟู ริ้วรอยร่องลึกตื้นขึ้นทันทีหลังฉีด
- ระยะเวลาเห็นผล เห็นผลทันทีหลังทำ
- อยู่ได้นาน ประมาณ 6-12 เดือน (ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์)
- เหมาะกับ ผู้ที่มีร่องลึกจากโครงสร้างผิวหรืออายุที่เพิ่มขึ้นมากกว่าริ้วรอยจากกล้ามเนื้อ

3.HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound)
- หลักการ ส่งคลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ SMAS เพื่อกระตุ้นการหดตัวและยกกระชับ
- ผลลัพธ์ ผิวดูยกขึ้น ริ้วรอยลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- ระยะเวลาเห็นผล เริ่มเห็นผลบางส่วนทันที และชัดเจนใน 1-2 เดือน
- อยู่ได้นาน ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี
- เหมาะกับ ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอยเริ่มต้น และต้องการผลลัพธ์แบบไม่ใช้เข็ม

4.ทรีตเมนต์บำรุงผิว
- หลักการ ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวร่วมกับเทคนิคเฉพาะ เพื่อเติมความชุ่มชื้น กระตุ้นการผลัดเซลล์ และฟื้นฟูสภาพผิว
- ผลลัพธ์ ผิวดูเรียบเนียน สดใส ลดปัจจัยที่เร่งการเกิดริ้วรอย
- ระยะเวลาเห็นผล ต่อเนื่องตามการดูแลสม่ำเสมอ
- อยู่ได้นาน ขึ้นอยู่กับการดูแลอย่างต่อเนื่อง
- เหมาะกับ ผู้ที่ยังไม่มีริ้วรอยลึก แต่อยากดูแลผิวให้ชุ่มชื้นและป้องกันริ้วรอยในระยะยาว

Q and A ของโบท็อกซ์หน้าผาก
1.ย้ำโบท็อกคืออะไร ? ต้องย้ำทุกครั้งไหม ?
ตอบ การ "ย้ำโบท็อก" คือการฉีดเพิ่มเติมเล็กน้อยในจุดที่ยังเห็นริ้วรอยชัด หลังจากฉีดครั้งแรกไปแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่ผลของโบท็อกเริ่มชัดเจนที่สุด
ไม่จำเป็นต้องย้ำทุกครั้งเสมอไป หากผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ แพทย์จะประเมินเป็นรายบุคคลว่าควรย้ำหรือไม่

2.ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วหน้าจะตึงมากไหม ?
ตอบ ในช่วงแรกอาจรู้สึกตึงเล็กน้อย เพราะกล้ามเนื้อเริ่มคลายตัว แต่ถ้าฉีดโบท็อกซ์หน้าผากในปริมาณเหมาะสมโดยแพทย์ หน้าจะไม่แข็ง และยังสามารถแสดงสีหน้าได้ปกติ

3.ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากอยู่ได้นานแค่ไหน ?
ตอบ โดยทั่วไปจะอยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ปริมาณที่ใช้ การดูแลหลังฉีด และการตอบสนองของร่างกายแต่ละคน

4.ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วปวดหัว เป็นเรื่องปกติไหม ?
ตอบ อาการปวดหัวเล็กน้อยอาจเกิดขึ้นได้ในบางรายหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก โดยเฉพาะในช่วง 1-3 วันแรก และมักหายไปเอง หากปวดรุนแรงหรือไม่ทุเลาควรปรึกษาแพทย์

5.ใครบ้างที่ไม่ควรฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ?
ตอบ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีภาวะแพ้โปรตีนจากแบคทีเรียบางชนิด รวมถึงผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ควรหลีกเลี่ยง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับการฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก
การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากในปัจจุบัน ถือเป็นหนึ่งในหัตถการที่ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มคนที่ต้องการลดเลือนริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ซึ่งเป็นจุดที่มักเกิดรอยพับจากการขมวดคิ้วหรือยกคิ้วบ่อย ๆ แม้จะยังอยู่ในวัยทำงานตอนต้น หลายคนก็เริ่มมีรอยย่นให้เห็นชัด การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากจึงกลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไม่ใช่เรื่องอันตราย หากเลือกฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ ใช้ตัวยาที่ได้มาตรฐานจากบริษัทผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาต และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างถูกต้อง โอกาสเกิดผลข้างเคียงจะน้อยมาก และส่วนใหญ่เป็นอาการชั่วคราว เช่น รู้สึกตึง ๆ หรือปวดศีรษะเล็กน้อย ซึ่งมักจะหายไปภายในไม่กี่วัน

นอกจากนี้ โบท็อกซ์หน้าผากยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยใหม่ได้อีกด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มที่เริ่มมีรอยบาง ๆ จากการแสดงสีหน้าซ้ำ ๆ และต้องการป้องกันไม่ให้กลายเป็นร่องลึกในอนาคต จึงสามารถใช้ได้ทั้งเพื่อการแก้ไขและเพื่อการดูแลเชิงป้องกัน การฉีดโบท็อกซ์หน้าผากควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์เท่านั้น เพราะแต่ละคนมีโครงสร้างใบหน้าและการทำงานของกล้ามเนื้อที่แตกต่างกัน ปริมาณยาและตำแหน่งที่ฉีดจึงไม่สามารถใช้แบบเดียวกันกับทุกคนได้

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
โปรโมชั่นต่างๆ
romrawin
'
เรื่อง โปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอย ที่คุณอาจสนใจ