สครับผิวกาย คืออะไร มีกี่ประเภท ควรเลือกแบบไหนที่เหมาะกับผิวตัวเอง
สครับผิวกาย
สครับผิวกายมีทั้งหมดกี่ประเภท ควรเลือกแบบไหนที่เหมาะกับผิวเรา
สครับผิวกาย เป็นการขจัดเซลล์ผิวเก่าทิ้งไป เพราะเซลล์ผิวเก่าสะสม ทั้งฝุ่น เชื้อโรค ไวรัสต่าง ๆ ทำให้ผิวเราดูหมองไม่สดใสเหมือนเดิม การสครับผิวกาย นอกจากจะเป็นตัวช่วยในการเผยความสดใสแล้ว ยังเป็นขั้นตอนในการป้องกันการเกิดสิวขึ้นตามร่างกายได้อีกด้วย แล้วสครับผิวกายนั้นมีทั้งหมดกี่ประเภท แล้วแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร เลือกสครับผิวกายยังไงให้เหมาะกับผิวเราที่สุด บทความนี้มีคำตอบ
รวมทุกหัวข้อเกี่ยวกับการสครับผิวกาย
- สครับผิวกายคืออะไร
- ทำไมคนเราต้องสครับผิวกาย
- ประโยชน์ของการสครับผิวกาย
- ข้อควรระวังในการสครับผิวกาย
- สครับผิวกายต่างจากสบู่หรือครีมอาบน้ำอย่างไร
- ประเภทของการสครับผิวกายที่นิยมใช้
- วิธีเลือกสครับผิวกายตามสภาพผิว
- 6 เทคนิคสครับผิวกายทำเองได้ที่บ้าน
- สครับผิวกายสำหรับคนที่มีปัญหาสิวที่หลังหรือหน้าอก
- ควรสครับผิวกายบ่อยแค่ไหนถึงเห็นผล
- ควรสครับผิวกายตอนไหนดีที่สุด
- การบำรุงผิวหลังการสครับผิวกายเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น
- คำถามน่ารู้เกี่ยวกับการสครับผิวกาย
1.หลังคลอดสามารถสครับผิวกายได้หรือไม่
2.สครับผิวกายแล้วทำให้ขาวเลยไหม
3.สครับผิวกายได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่
- สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับการสครับผิวกาย
สครับผิวกายคืออะไร
สครับผิวกาย (Body Scrub) การผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกจากผิวหนังชั้นบน ด้วยการใช้สารที่มีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ หรือส่วนผสมที่มีคุณสมบัติในการขัดเบา ๆ ร่วมกับการนวดวนเบา ๆ บนผิวกาย จุดประสงค์หลักของการสครับผิวกาย คือช่วยให้ผิวสะอาดขึ้น ดูเรียบเนียนขึ้น และเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการบำรุงในขั้นตอนถัดไป เช่น การทาครีมบำรุงหรือเซรั่ม
ในทางการดูแลผิว สครับผิวกายถูกจัดอยู่ในหมวด “การผลัดเซลล์ผิว (Exfoliation)” ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะหลัก ๆ คือ
1.การผลัดเซลล์ผิวแบบกายภาพ (Physical Exfoliation)
เป็นการสครับผิวกายที่ใช้เม็ดสครับหรือวัสดุจากธรรมชาติ เช่น เกลือ น้ำตาล กาแฟ ข้าวโอ๊ต หรือเม็ดบีดส์ที่มีความอ่อนโยน ขัดถูบนผิวเพื่อให้เซลล์ผิวเก่าหลุดออก
2.การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมีอ่อน ๆ (Chemical Exfoliation)
เป็นการสครับผิวกายที่ใช้ส่วนผสมที่มีกรดอ่อน เช่น AHA หรือ BHA ในความเข้มข้นที่เหมาะสม ทำหน้าที่ละลายเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออก โดยไม่ต้องออกแรงขัดมาก

สครับผิวกาย คืออะไร มีกี่ประเภท ควรเลือกแบบไหนที่เหมาะกับผิวตัวเอง
สครับผิวกาย ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ทำไมคนเราต้องสครับผิวกาย
การสครับผิวกายไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่การสครับผิวกายยังเกี่ยวข้องไปถึงการดูแลสุขอนามัยและสุขภาพผิวโดยตรง เพราะผิวหนังของเรามีการสร้างเซลล์ใหม่และผลัดเซลล์เก่าอยู่ตลอดเวลา หากเซลล์เก่าค้างสะสมอยู่ อาจทำให้ผิวดูหม่นหมองหรือไม่เรียบเนียน การสครับผิวกายจึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ช่วยจัดการกับ “สิ่งที่ผิวไม่ต้องการ” และเปิดทางให้ผิวใหม่เผยออกมาได้ดียิ่งขึ้น
1.ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ
ในแต่ละวัน ผิวกายของเราจะมีเซลล์ผิวเก่าหลุดออกตามธรรมชาติ แต่บางส่วนอาจยังค้างสะสมอยู่ การสครับผิวกายช่วยให้เซลล์ที่ตายแล้วถูกขจัดออกอย่างอ่อนโยน ทำให้ผิวดูสดใสและสะอาดขึ้น
2.ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น
การสครับผิวกายเป็นเหมือนการลบเลือนฝุ่นละอองเล็ก ๆ บนพื้นผิว เมื่อสิ่งสะสมถูกกำจัดออก ผิวที่สัมผัสจะรู้สึกลื่นและเรียบกว่าเดิม
3.เตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุง
การสครับผิวกายช่วยให้ผิวที่ไม่มีสิ่งอุดตันจากเซลล์เก่า จะเปิดรับการซึมซับของโลชั่นหรือครีมบำรุงได้ดียิ่งขึ้น
4.เสริมสุขอนามัยของผิวกาย
สครับผิวกาย ไม่ได้หมายถึงแค่การขัดเพื่อความสวยงาม แต่ยังช่วยกำจัดสิ่งสกปรกหรือคราบเหงื่อที่อาจสะสมอยู่บนผิวหนัง ลดการอุดตันของรูขุมขน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขอนามัยโดยรวมของร่างกาย
ประโยชน์ของการสครับผิวกาย
การสครับผิวกายเป็นขั้นตอนการดูแลผิวที่ช่วย ขจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากผิว เพื่อเปิดทางให้ผิวดูสะอาดและเรียบเนียนมากขึ้น ซึ่งการสครับผิวกายมีประโยชน์หลายด้าน ดังนี้
1.สครับผิวกายช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน
การสะสมของเหงื่อ ไขมัน และเซลล์ผิวเก่า อาจทำให้รูขุมขนอุดตัน การสครับช่วยทำความสะอาดสิ่งเหล่านี้ออกไป จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้น
2.สครับผิวกายช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดขณะนวดสครับ
การสครับผิวกายมักทำควบคู่กับการนวดเบา ๆ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้ผิวดูสดชื่นและผ่อนคลายมากขึ้น
3.การสครับผิวกายช่วยเพิ่มความผ่อนคลายระหว่างทำ
การสครับผิวกายไม่ใช่แค่การขัดผิว แต่ยังเป็นการนวดเบา ๆ ไปในตัว ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายความตึงเครียด เสมือนการทำสปาขนาดย่อมในบ้าน
4.สครับผิวกายช่วยลดความรู้สึกไม่สบายผิวจากคราบเหงื่อและสิ่งสกปรก
สำหรับคนที่ออกกำลังกายหรือทำงานกลางแจ้ง การสครับผิวกายช่วยล้างคราบเหงื่อและสิ่งตกค้างที่สบู่ทั่วไปอาจชำระได้ไม่หมด ทำให้ผิวรู้สึกสะอาดโล่งขึ้น
5.สครับผิวกายช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอขึ้น
บางครั้งผิวอาจดูไม่สม่ำเสมอเพราะมีการสะสมของเซลล์ผิวในบางจุด การสครับผิวกายอย่างอ่อนโยนจะช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและมีโทนสีที่เสมอกันมากขึ้น
6.สครับผิวกายเป็นอีกกิจกรรมในการดูแลตัวเอง (Self-care)
การสครับผิวกายเป็นหนึ่งในกิจกรรมเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เราใส่ใจตัวเองมากขึ้น การใช้เวลาไม่กี่นาทีในการดูแลผิวกายยังส่งผลต่อสุขภาพจิต ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและได้รับการดูแล
7.สครับผิวกายเป็นการเตรียมผิวก่อนการโกนขนหรือแว็กซ์
การสครับผิวกายก่อนการกำจัดขนจะช่วยลดโอกาสที่ขนคุดหรือเส้นขน งอกย้อนเข้าผิว เพราะเซลล์เก่าที่อุดตันถูกกำจัดออกไปก่อนแล้ว
คนเราควรสครับผิวกายเพื่อผลัดเซลล์ผิวที่หมดอายุออก ช่วยให้ผิวสะอาด เรียบเนียน และพร้อมสำหรับการบำรุงผิวในชีวิตประจำวัน โดยการสครับผิวกายไม่ใช่วิธีรักษาโรค แต่เป็นหนึ่งในวิธีดูแลผิวที่ส่งเสริมสุขอนามัยและความมั่นใจของเรา

สครับผิวกาย คืออะไร มีกี่ประเภท ควรเลือกแบบไหนที่เหมาะกับผิวตัวเอง
สครับผิวกาย ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ข้อควรระวังในการสครับผิวกาย
แม้การสครับผิวกายจะมีประโยชน์ต่อผิว แต่หากทำไม่ถูกวิธีอาจส่งผลเสียมากกว่าดี เราจึงควรดูข้อควรระวังในการสครับผิวกาย เพื่อให้ผิวได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
1.อย่าสครับผิวกายแรงเกินไป
หลายคนเข้าใจว่ายิ่งขัดแรง ผิวยิ่งสะอาด แต่จริง ๆ แล้วแรงเสียดสีมากเกินไปอาจทำให้ผิวถลอก ระคายเคือง หรือเกิดรอยแดงได้
2.หลีกเลี่ยงการสครับผิวกายถี่เกินความจำเป็น
การสครับผิวกายบ่อยเกินไป (เช่น ทุกวัน) อาจทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นและแห้งกร้านได้ ควรทำเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หรือตามความเหมาะสมของสภาพผิว
3.ห้ามสครับผิวกายบนผิวที่มีบาดแผลหรือการอักเสบ
หากมีแผลถลอก ผิวลอก แดง หรือมีสิวอักเสบ ควรงดการสครับผิวกายในบริเวณนั้น เพราะอาจทำให้แผลลุกลามหรือระคายเคืองมากขึ้น
4.เลือกเม็ดสครับผิวกายที่อ่อนโยน
เม็ดสครับผิวกายที่หยาบหรือแหลมคมเกินไปอาจทำให้ผิวเป็นรอยขีดข่วนได้ ควรเลือกสครับที่มีเม็ดละเอียด หรือใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติที่อ่อนโยนต่อผิว
5.ระวังสครับผิวกายบริเวณผิวที่บอบบางเป็นพิเศษ
เช่น ข้อพับ แขนด้านใน หรือผิวบริเวณหน้าอก ซึ่งมักบางกว่าส่วนอื่น ๆ ควรสครับผิวกายเบา ๆ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
6.อย่าลืมบำรุงหลังสครับผิวกาย
การสครับผิวกายทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นบางส่วน หากไม่ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์หรือโลชั่นเติมความชุ่มชื้นหลังสครับ อาจทำให้ผิวแห้งและตึงได้
7.ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่
หากไม่แน่ใจว่าสครับผิวกายชนิดนั้นเหมาะกับผิวหรือไม่ ควรทดลองในบริเวณเล็ก ๆ ก่อน เช่น ด้านในท้องแขน เพื่อดูว่ามีอาการแพ้หรือระคายเคืองหรือไม่

สครับผิวกาย คืออะไร มีกี่ประเภท ควรเลือกแบบไหนที่เหมาะกับผิวตัวเอง
สครับผิวกาย ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
สครับผิวกายต่างจากสบู่หรือครีมอาบน้ำอย่างไร
แม้ว่าสครับผิวกาย สบู่ และครีมอาบน้ำ จะมีจุดร่วมคือ ทำความสะอาดผิว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสามอย่างนี้ทำหน้าที่ต่างกัน และเหมาะกับการใช้ไม่เหมือนกัน
1.การทำความสะอาด
สบู่และครีมอาบน้ำ เน้นการชะล้างสิ่งสกปรก คราบเหงื่อ และน้ำมันส่วนเกินที่อยู่บนผิวในแต่ละวัน เพื่อคงความสะอาดพื้นฐาน
สครับผิวกาย เน้นการ ผลัดเซลล์ผิวเก่าที่สะสมบนผิวชั้นนอก ซึ่งสบู่หรือครีมอาบน้ำไม่สามารถขจัดออกได้หมด
2.ความถี่ในการใช้
สบู่และครีมอาบน้ำ ใช้ได้ทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง ตามกิจวัตร
สครับผิวกาย ใช้เป็นประจำแต่ไม่บ่อยเกินไป ประมาณสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการระคายเคือง
3.ลักษณะผลิตภัณฑ์
สบู่ มักมาในรูปก้อน หรือแบบเหลว ใช้ฟองเป็นตัวช่วยชะล้าง
ครีมอาบน้ำ เนื้อเหลวหรือเจล มีส่วนผสมบำรุงผิวเสริม เช่น มอยส์เจอร์ไรเซอร์
สครับผิวกาย มีเนื้อสัมผัสที่ผสมเม็ดสครับหรือสารผลัดผิว (เช่น เกลือ น้ำตาล กาแฟ หรือกรดอ่อน AHA, BHA) เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
4.ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้
สบู่/ครีมอาบน้ำ ทำให้ผิวสะอาด สดชื่น ลดกลิ่นกาย
สครับผิวกาย ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น สีผิวสม่ำเสมอ และเป็นการเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการบำรุงในขั้นตอนถัดไป
5.ข้อควรระวัง
ใช้สบู่หรือครีมอาบน้ำได้ทุกวัน แต่ควรเลือกสูตรที่เหมาะกับผิว (เช่น ผิวแห้งควรใช้สูตรอ่อนโยน)
สครับผิวกายควรใช้ด้วยความพอดี ไม่บ่อยเกินไป และหลีกเลี่ยงการขัดแรง เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคือง
ตารางเปรียบเทียบ สบู่ / ครีมอาบน้ำ / สครับผิวกาย
คุณสมบัติ |
สบู่ |
ครีมอาบน้ำ |
สครับผิวกาย |
หน้าที่หลัก |
ชะล้างสิ่งสกปรกและคราบเหงื่อ |
ทำความสะอาด + บำรุงผิวในขั้นตอนเดียว |
ผลัดเซลล์ผิวเก่าที่สะสมออก |
ลักษณะผลิตภัณฑ์ |
ก้อนหรือเหลว ฟองเยอะ |
เนื้อเหลว ครีม หรือเจล |
มีเม็ดสครับ (เกลือ น้ำตาล กาแฟ ฯลฯ) หรือสารผลัดผิว (AHA, BHA) |
ความถี่ในการใช้ |
ใช้ได้ทุกวัน |
ใช้ได้ทุกวัน |
ประมาณสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง |
ผลลัพธ์ |
ผิวสะอาด สดชื่น ลดกลิ่นกาย |
ผิวสะอาด พร้อมความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น |
ผิวดูเรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอ และพร้อมรับการบำรุง |
ข้อควรระวัง |
เลือกสูตรให้เหมาะกับสภาพผิว (เลี่ยงสบู่แรงเกินไปถ้าผิวแห้ง) |
ระวังสูตรที่มีน้ำหอมมากเกินไปหากผิวแพ้ง่าย |
ห้ามสครับแรงหรือบ่อยเกินไป ระวังผิวที่มีบาดแผล |
การทำงานกับผิว |
ทำความสะอาดผิวชั้นบน |
ทำความสะอาดพร้อมเติมมอยส์เจอร์ |
ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกจากผิวชั้นนอก |
ประเภทของการสครับผิวกายที่นิยมใช้
การสครับผิวกายมีหลายรูปแบบ โดยแต่ละประเภทมีลักษณะเด่นและความเหมาะสมที่ต่างกันไป การเลือกใช้สครับผิวกายจึงควรดูจากสภาพผิวและความต้องการของแต่ละคน
1.สครับผิวกายด้วยเกลือ (Salt Scrub)
• ใช้เกลือเม็ดละเอียดเป็นตัวขัดผิว
• ให้ความรู้สึกสะอาด เหมาะกับผู้ที่มีผิวมันหรือผิวที่หนา
• เกลือยังมีคุณสมบัติช่วยดูดซับความมันส่วนเกิน
2.สครับผิวกายด้วยน้ำตาล (Sugar Scrub)
• ใช้น้ำตาลเป็นส่วนผสมหลัก
• เม็ดน้ำตาลละลายง่าย จึงอ่อนโยนกว่าสครับผิวกายด้วยเกลือ
• เหมาะสำหรับผิวบอบบางหรือผิวแห้ง
• การสครับผิวกายด้วยน้ำตาล ได้ทั้งการผลัดผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นเล็กน้อยจากคุณสมบัติของน้ำตาล
3.สครับผิวกายด้วยกาแฟ (Coffee Scrub)
• ใช้ผงกาแฟบดเป็นเม็ดสครับ
• ได้รับความนิยมเพราะกลิ่นหอมผ่อนคลาย
• สครับผิวกายด้วยกาแฟ นิยมใช้กับคนที่ต้องการความสดชื่น และบางคนชอบเพราะช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น
4.สครับผิวกายด้วยสมุนไพรหรือธรรมชาติ (Herbal / Natural Scrub)
• ทำจากสมุนไพรบด เช่น ขมิ้น มะขาม ข้าวโอ๊ต
• เหมาะกับคนที่ชอบผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกหรือเลี่ยงสารเคมี
• ให้ความรู้สึกอ่อนโยนต่อผิว เหมาะกับผู้ที่แพ้ง่าย
5.สครับผิวกายด้วยเคมี (Chemical Exfoliant Scrub)
• ใช้สารกลุ่มกรดอ่อน เช่น AHA (Alpha Hydroxy Acid) หรือ BHA (Beta Hydroxy Acid)
• ทำงานโดยการละลายเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพออก
• สครับผิวกายด้วยเคมีเหมาะกับคนที่ไม่ชอบแรงเสียดสีจากเม็ดสครับ
ข้อควรรู้ ควรเลือกสูตรที่อ่อนโยนและผ่านการรับรองความปลอดภัย
6.สครับผิวกายแบบผสม (Hybrid Scrub)
• รวมทั้งเม็ดสครับและสารเคมีอ่อน ๆ ในผลิตภัณฑ์เดียว
• ได้ทั้งการขัดเชิงกายภาพและการละลายเซลล์ผิว
• เหมาะกับคนที่ต้องการผลลัพธ์ที่ครอบคลุม แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ผิวระคายเคือง
วิธีเลือกสครับผิวกายตามสภาพผิว
การเลือกสครับผิวกายไม่ได้มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะ “สภาพผิว” ของแต่ละคนแตกต่างกัน การเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและไม่ทำร้ายผิวโดยไม่จำเป็น
1.ผิวแห้ง (Dry Skin)
ลักษณะผิว มักลอกเป็นขุย ผิวตึง ขาดความชุ่มชื้น
สครับผิวกายที่เหมาะ เลือกสครับที่มีเนื้อละเอียด เม็ดสครับไม่หยาบ เช่น สครับน้ำตาล หรือ สครับข้าวโอ๊ต ที่อ่อนโยน
คำแนะนำ สครับผิวกายควรมีส่วนผสมที่เพิ่มความชุ่มชื้น เช่น น้ำมันธรรมชาติ (น้ำมันมะกอก น้ำมันอัลมอนด์) และอย่าลืมทาโลชั่นหลังสครับผิวกายทุกครั้ง
2.ผิวมัน (Oily Skin)
ลักษณะผิว ผิวมันง่าย มีความเหนียวเหนอะหนะ รูขุมขนกว้าง
สครับผิวกายที่เหมาะ ใช้ สครับผิวกายด้วยเกลือ หรือสครับที่มีส่วนผสมช่วยควบคุมความมัน เช่น ชาร์โคลหรือดินธรรมชาติ
คำแนะนำ เลือกสูตรสครับผิวกายที่ช่วยทำความสะอาดล้ำลึก แต่ไม่ควรใช้ถี่เกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น
3.ผิวผสม (Combination Skin)
ลักษณะผิว บางบริเวณมัน (เช่น แผ่นหลัง หน้าอก) แต่บางส่วนแห้ง (เช่น แขน ขา)
สครับผิวกายที่เหมาะ เลือก สครับผิวกายแบบอ่อนโยน ที่ใช้ได้ทุกโซน เช่น น้ำตาลผสมสมุนไพร หรือสครับแบบผสม (Hybrid) ที่ไม่รุนแรง
คำแนะนำ อาจเลือกสครับผิวกายต่างชนิดสำหรับแต่ละจุด เช่น ใช้เกลือบริเวณผิวมัน และใช้น้ำตาลบริเวณผิวแห้ง
4.ผิวบอบบางหรือแพ้ง่าย (Sensitive Skin)
ลักษณะผิว แพ้ง่าย มีโอกาสระคายเคืองหรือแดงหลังสัมผัสสารบางชนิด
สครับผิวกายที่เหมาะ ใช้สครับจากสมุนไพรอ่อนโยน เช่น ข้าวโอ๊ต มะขาม ขมิ้น หรือ สครับเคมีแบบอ่อน (AHA, Lactic Acid) ที่ไม่ต้องออกแรงขัดมาก
คำแนะนำ ควรทดสอบกับผิวบริเวณเล็ก ๆ ก่อนใช้ หากไม่มีอาการจึงค่อยใช้ทั้งตัว
5.ผิวธรรมดา (Normal Skin)
ลักษณะผิว ไม่แห้งหรือมันเกินไป ผิวแข็งแรงพอสมควร
สครับผิวกายที่เหมาะ ใช้ได้เกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเกลือ น้ำตาล กาแฟ หรือสมุนไพร ขึ้นอยู่กับความชอบ
คำแนะนำ เลือกตามความต้องการ เช่น ต้องการผ่อนคลายเลือกสครับกาแฟ ต้องการความชุ่มชื้นเลือกสครับผิวกายด้วยน้ำตาล
6 เทคนิคสครับผิวกายทำเองได้ที่บ้าน
การดูแลผิวเป็นประจำไม่ใช่เพียงการอาบน้ำหรือทาครีมเท่านั้น แต่ “การสครับผิวกาย” ก็เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่หมดอายุออก เผยผิวใหม่ที่เรียบเนียนและดูสดใสขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน ถ้าเข้าใจวิธีที่ถูกต้อง
1.สครับผิวกายตอนที่ผิวยังเปียก
ก่อนเริ่มขัดผิว ควรล้างทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อย แล้วจึงสครับผิวกายขณะที่ผิวยังมีความชุ่มน้ำ วิธีนี้ช่วยให้เซลล์ผิวเก่าที่อมน้ำอ่อนตัว หลุดออกง่ายขึ้น อีกทั้งยังลดโอกาสการเสียดสีที่ทำให้ผิวระคายเคือง
2.เลือกเม็ดสครับผิวกายตามบริเวณของผิว
ไม่ใช่ว่าสครับผิวกายทุกชนิดจะใช้ได้เหมือนกันทั้งตัว ผิวที่หนาและหยาบกร้าน เช่น ข้อศอกหรือส้นเท้า อาจเหมาะกับเม็ดสครับที่หยาบกว่า ในขณะที่ผิวบริเวณแขนหรือขาควรเลือกเม็ดสครับที่ละเอียดและอ่อนโยนกว่า เพื่อป้องกันการขีดข่วนผิวที่ไม่จำเป็น
3.อย่าสครับผิวกายบ่อยเกินไป
แม้สครับผิวกายจะดีต่อผิว แต่การทำบ่อยเกินไปกลับเป็นการรบกวนสมดุลตามธรรมชาติของผิว ทำให้แห้งหรือลอกได้ คำแนะนำคือสครับเพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็เพียงพอสำหรับการผลัดเซลล์ผิวตามรอบธรรมชาติ
4.ใช้เวลาอย่างเหมาะสม
เวลาที่ใช้สครับผิวกายไม่ควรยาวนานเกินไป ประมาณ 5-10 นาทีถือว่ากำลังดี เพราะหากขัดนานเกินไป อาจทำให้ผิวบางส่วนระคายเคือง โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย
5.ใช้อุปกรณ์เสริมช่วยสครับผิวกาย
นอกจากการใช้มือเปล่าแล้ว ยังสามารถใช้อุปกรณ์เสริม เช่น ใยบวบ ถุงมือสครับ หรือแปรงขัดผิว เพื่อช่วยให้การสครับทำได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรควบคุมแรงกดและหลีกเลี่ยงการกดหนักเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวอักเสบได้
6.บำรุงผิวหลังสครับผิวกายทุกครั้ง
เมื่อเซลล์ผิวเก่าถูกขจัดออก ผิวใหม่ที่เพิ่งเผยออกจะค่อนข้างบอบบางและสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย ดังนั้นควรทาครีมหรือโลชั่นที่ช่วยเติมน้ำและกักเก็บความชุ่มชื้นทันทีหลังสครับ เพื่อให้ผิวคงความนุ่มและสมดุล
สครับผิวกายสำหรับคนที่มีปัญหาสิวที่หลังหรือหน้าอก
สิวที่หลังหรือหน้าอกมักเกิดจากการอุดตันของรูขุมขนร่วมกับเหงื่อและความมัน การสครับผิวกายสามารถช่วยกำจัดสิ่งอุดตันและเซลล์ผิวที่สะสมได้ แต่ต้องเลือกวิธีที่อ่อนโยนและเหมาะสมกับผิว
• เลือกสครับผิวกายเม็ดละเอียด หรือตัวช่วยผลัดเซลล์แบบกรดอ่อน (AHA, BHA) แทนสครับเม็ดหยาบ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียดสีที่อาจทำให้สิวอักเสบมากขึ้น
• สครับผิวกายเบา ๆ ไม่เกินสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และเน้นล้างออกด้วยน้ำสะอาดทันที
• เลี่ยงการขัดบนสิวอักเสบหรือมีแผล เพราะอาจกระตุ้นให้ผิวระคายเคืองหรือทิ้งรอยได้
• หลังสครับผิวกาย ควร ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่ช่วยลดการอุดตันและเติมความชุ่มชื้น เพื่อปกป้องผิว

สครับผิวกาย คืออะไร มีกี่ประเภท ควรเลือกแบบไหนที่เหมาะกับผิวตัวเอง
สครับผิวกาย ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ควรสครับผิวกายบ่อยแค่ไหนถึงเห็นผล
การสครับผิวกายไม่จำเป็นต้องทำทุกวัน เพราะอาจทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคืองได้ ความถี่ที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน หากผิวแห้งหรือบอบบางควรทำเพียงสัปดาห์ละครั้ง แต่ถ้าเป็นผิวมันหรือผิวหนา อาจทำได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยใช้วิธีที่อ่อนโยนและไม่ถูแรงเกินไป
ควรสครับผิวกายตอนไหนดีที่สุด
เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการสครับผิวกายคือ ช่วงหลังอาบน้ำด้วยน้ำอุ่น เพราะความอุ่นจะช่วยเปิดรูขุมขนและทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วอ่อนตัว หลุดออกง่ายขึ้น การสครับผิวกายหลังอาบน้ำจึงช่วยลดแรงเสียดสีต่อผิว และทำให้ผิวพร้อมรับการบำรุงได้ดียิ่งขึ้น
อีกช่วงเวลาที่นิยมคือ ก่อนนอน เพราะหลังสครับผิวกายสามารถบำรุงด้วยโลชั่นหรือครีมได้เต็มที่โดยไม่ถูกรบกวนจากเหงื่อหรือสิ่งสกปรกในระหว่างวัน
การบำรุงผิวหลังการสครับผิวกายเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น
หลังการสครับผิวกาย ผิวจะสะอาดและมีเซลล์ผิวใหม่เผยออกมา ซึ่งมักบอบบางและสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย การบำรุงผิวทันทีจึงสำคัญมาก เพราะช่วยกักเก็บน้ำและเสริมเกราะป้องกันให้ผิวแข็งแรงขึ้น
วิธีบำรุงผิวที่แนะนำหลังการสครับผิวกาย
1.ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ทันทีหลังเช็ดตัวหมาด ๆ
• ช่วยล็อกความชุ่มชื้นจากน้ำที่ยังคงอยู่บนผิว
• เลือกสูตรที่เหมาะกับสภาพผิว เช่น โลชั่นเนื้อบางเบาสำหรับผิวมัน หรือครีมเข้มข้นสำหรับผิวแห้ง
2.ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารกักเก็บน้ำ
• เช่น กรดไฮยาลูโรนิก กลีเซอรีน หรือว่านหางจระเข้
• ทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำ คอยดึงและกักเก็บน้ำไว้ที่ผิว
3.เสริมด้วยออยล์หรือบอดี้บัตเตอร์ (ถ้าผิวแห้งมาก)
• น้ำมันธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอัลมอนด์ ช่วยเคลือบผิว ลดการสูญเสียน้ำ
• เหมาะกับผิวที่แห้งแตกหรือสัมผัสหยาบกร้าน
4.เลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคือง
• เช่น โลชั่นที่มีแอลกอฮอล์สูง หรือมีน้ำหอมจัด เพราะอาจทำให้ผิวที่เพิ่งสครับเกิดการระคายเคืองได้

สครับผิวกาย คืออะไร มีกี่ประเภท ควรเลือกแบบไหนที่เหมาะกับผิวตัวเอง
สครับผิวกาย ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
คำถามน่ารู้เกี่ยวกับการสครับผิวกาย
1.หลังคลอดสามารถสครับผิวกายได้หรือไม่
ทำได้ แต่ควรรอให้ร่างกายฟื้นตัวก่อน และเลือกสครับที่อ่อนโยน หลีกเลี่ยงการขัดแรง โดยเฉพาะบริเวณที่ผิวบอบบางหรือมีแผลผ่าตัด/ฝีเย็บ
2.สครับผิวกายแล้วทำให้ขาวเลยไหม
สครับผิวกายช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่หมองคล้ำออก ทำให้ผิวดูสดใสขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ผิวเปลี่ยนสีหรือขาวทันที ควรทำควบคู่กับการบำรุงและการป้องกันแดดจึงจะเห็นผลอย่างค่อยเป็นค่อยไป
3.สครับผิวกายได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่
โดยทั่วไปสามารถเริ่มสครับผิวกายได้ตั้งแต่วัยรุ่นที่ผิวเริ่มมีการสร้างน้ำมันและเซลล์สะสมมากขึ้น แต่ควรเลือกสครับที่อ่อนโยนและทำไม่บ่อยเกินไป (สัปดาห์ละ 1 ครั้งก็เพียงพอ)
สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับการสครับผิวกาย
การสครับผิวกายเป็นขั้นตอนการดูแลผิวที่ช่วยผลัดเซลล์เก่าที่สะสมออก ทำให้ผิวสะอาด เรียบเนียน และเผยความสดใสได้มากขึ้น แต่การสครับผิวกายไม่ใช่สิ่งที่ควรทำทุกวัน เพราะอาจทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคืองได้ ความถี่ที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และควรเลือกสูตรสครับที่เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง
“เมื่อทำอย่างถูกวิธีและบำรุงผิวต่อเนื่องหลังสครับ ผิวก็จะคงความชุ่มชื้น ดูสุขภาพดี กระจ่างใส”
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ