ปากแห้ง คืออะไร สาเหตุเกิดจาก ผลกระทบ มีวิธีดูแลป้องกันอย่างไร
ปากแห้ง
ปากแห้งเกิดจากอะไร อาการเป็นอย่างไร พร้อมวิธีป้องกันให้ปากอิ่มฟู
ปากแห้ง เป็นปัญหาที่ใครหลายคนอาจจะละเลย แต่เป็นสัญญานที่ร่างกายกำลังบอกว่า เราขาดน้ำ ขาดวิตามิน หรือกำลังบอกว่าเราอาจเจอโรคบางอย่าง
ก่อนที่เราจะเข้าใจในเรื่องของวิธีการแก้ปากแห้ง เราต้องเข้าใจในสาเหตุก่อนว่า การที่เราปากแห้งเกิดจากอะไร เพราะสาเหตุแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เพื่อให้สามารถรักษาได้อย่างถูกวิธีมากขึ้น
รวมทุกหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องปากแห้ง
• ปากแห้ง คืออะไร
• สาเหตุของอาการปากแห้ง มีอะไรบ้าง
• ปากแห้ง บอกถึงโรคอะไรได้บ้าง
• อาการของคนปากแห้งเป็นอย่างไร
• ปากแห้งอันตรายไหม ควรพบแพทย์หรือไม่
• วิธีแก้ปากแห้งด้วยตัวเองต้องทำอย่างไรบ้าง
• วิธีแก้ปากแห้งด้วยหัตถการแพทย์
• สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเราปากแห้ง
• คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปากแห้ง
• สรุปทุกเรื่องของการปากแห้ง ดูแลให้ปากสุขภาพดีชุ่มชื้น
ปากแห้ง คืออะไร
ปากแห้ง (Dry Lips) คือภาวะที่ริมฝีปากขาดความชุ่มชื้น ส่งผลให้ผิวบริเวณริมฝีปากหยาบ ลอกเป็นขุย แตกร้าว หรือมีความรู้สึกตึง แสบ และไม่สบายผิวได้ง่าย เนื่องจากริมฝีปากเป็นผิวหนังที่บอบบาง ไม่มีต่อมไขมันเหมือนผิวส่วนอื่น จึงสูญเสียน้ำและความชุ่มชื้นได้รวดเร็ว
ภาวะปากแห้งสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น อากาศแห้ง แดด ลม พฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่าง รวมถึงปัจจัยจากภายในร่างกาย เช่น ภาวะขาดน้ำ หรือการเปลี่ยนแปลงของร่างกายบางอย่าง แม้โดยทั่วไปปากแห้งจะไม่ใช่อาการรุนแรง แต่หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน หรือมีอาการรุนแรงผิดปกติ อาจสะท้อนว่าริมฝีปากและร่างกายกำลังต้องการการดูแลที่เหมาะสมมากขึ้น
การทำความเข้าใจสาเหตุและลักษณะของปากแห้งอย่างถูกต้อง จะช่วยให้สามารถดูแลริมฝีปากได้อย่างเหมาะสม ลดปัญหาปากลอก แตก และช่วยให้ริมฝีปากกลับมาดูเรียบเนียน สุขภาพดีได้ในระยะยาว

ปากแห้ง คืออะไร สาเหตุเกิดจาก ผลกระทบ มีวิธีดูแลป้องกันอย่างไร
ปากแห้ง ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
สาเหตุของอาการปากแห้ง มีอะไรบ้าง
อาการปากแห้งไม่ได้เกิดจากการ ลืมทาลิปมันอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการที่ริมฝีปากสูญเสียน้ำและเกราะป้องกันผิว (skin barrier) อ่อนแอลง ทำให้ความชุ่มชื้นระเหยออกง่ายกว่าปกติ บางคนปากแห้งแค่ช่วงสั้น ๆ ตามสภาพอากาศ แต่บางคนปากแห้งซ้ำ ๆ เพราะมีพฤติกรรมบางอย่าง ยาที่ใช้ หรือภาวะสุขภาพร่วมด้วย
ด้านล่างคือสาเหตุหลัก ๆ ที่พบบ่อยในการที่ทำให้ปากแห้ง
1) ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ปากแห้ง
• อากาศหนาว/อากาศแห้ง
เมื่อความชื้นในอากาศต่ำ ริมฝีปากจะสูญเสียน้ำผ่านผิวมากขึ้น ลอกเป็นขุยเหมือนผิวแตกในฤดูหนาว
• อยู่ในห้องแอร์นาน ๆ
แอร์ดึงความชื้นออกจากอากาศ ทำให้ริมฝีปากแห้งแบบเงียบ ๆ รู้ตัวอีกทีคือเริ่มตึงและลอก
• แดด (รังสี UV) และลมแรง
แดดทำให้ผิวระคายเคืองและสูญเสียน้ำ ส่วนลมเหมือนพัดไล่ความชื้นออกไป ทำให้ปากแห้งไวขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมกลางแจ้ง/ขี่มอเตอร์ไซค์
2) พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ทำให้ปากแห้ง
• ดื่มน้ำน้อย ขาดน้ำ
ถ้าร่างกายขาดน้ำ ร่างกายจะลดการส่งน้ำไปส่วนที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนก่อน ทำให้ปากแห้ง ตึงได้ง่าย
• เลียริมฝีปากบ่อย
ตอนเลียจะรู้สึกชุ่มชื้นชั่วคราว แต่พอน้ำลายระเหยจะดึงความชื้นออกจากผิวไปด้วย และเอนไซม์ในน้ำลายอาจทำให้ระคายเคือง จึงยิ่งลอกยิ่งแตก
• สูบบุหรี่
ความร้อนและสารระคายเคืองทำให้ผิวริมฝีปากแห้งง่ายขึ้น และทำให้ริมฝีปากคล้ำ หยาบได้ในบางคน
• ดื่มแอลกอฮอล์
มีผลทำให้ร่างกายเสียสมดุลน้ำและมักทำให้ขาดน้ำได้ง่าย เช้าวันถัดมาปากมักแห้งมากขึ้น
• ดื่มกาแฟ/ชาเยอะ
คาเฟอีนอาจทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นในบางคน หากดื่มแล้วไม่ชดเชยน้ำเพียงพอ ร่างกายอาจขาดน้ำและปากแห้งตามมา
3) ยาและการรักษาบางชนิดที่ทำให้ปากแห้ง
• ยาแก้แพ้บางชนิด
อาจทำให้น้ำลายน้อยลง พอน้ำลายลด ปากจะรู้สึกแห้งและริมฝีปากลอกง่าย
• ยาขับปัสสาวะ
ทำให้ร่างกายขับน้ำออกมากขึ้น หากไม่ได้ดื่มน้ำทดแทน อาจเกิดอาการปากแห้งร่วมกับผิวแห้ง
• ยากลุ่มที่มีผลต่อระบบประสาท/อารมณ์บางชนิด
อาจมีผลข้างเคียงทำให้ปากแห้งได้ในบางราย
• การรักษามะเร็งบางแบบ (เช่น บริเวณศีรษะ-คอ)
อาจกระทบต่อการทำงานของต่อมน้ำลาย ทำให้น้ำลายลดลง ส่งผลให้ปากแห้งเรื้อรังได้
หมายเหตุ ผลข้างเคียงของยาแตกต่างกันในแต่ละคน หากสงสัยว่ายาเป็นสาเหตุที่ทำให้ปากแห้ง ไม่ควรหยุดยาเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
4) โรคและภาวะสุขภาพที่ทำให้ปากแห้ง
• เบาหวาน/น้ำตาลในเลือดสูง
อาจทำให้ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ และเกิดภาวะขาดน้ำ ส่งผลให้ปากและริมฝีปากแห้ง
• โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตนเองบางชนิด
เกี่ยวข้องกับความแห้งของตาและปากจากการทำงานของต่อมลดลง
• ภาวะขาดสารอาหารบางอย่าง (เช่น วิตามินบีกลุ่มหนึ่ง เหล็ก สังกะสี)
อาจสัมพันธ์กับริมฝีปากแตก มุมปากเป็นแผล ลอกเป็นขุยได้ง่าย
• โลหิตจาง
บางรายอาจมีอาการริมฝีปากซีด อ่อนเพลีย และความแข็งแรงของผิวลดลง ทำให้ระคายเคือง/แห้งง่ายขึ้น
5) อายุและฮอร์โมนที่ทำให้ปากแห้ง
• อายุมากขึ้น
ต่อมน้ำลายและความสามารถในการกักเก็บความชื้นของผิวอาจลดลง ทำให้ปากแห้งง่ายขึ้น
• ช่วงวัยหมดประจำเดือน/ฮอร์โมนเปลี่ยน
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้ผิวโดยรวมแห้ง รวมถึงริมฝีปากด้วย

ปากแห้ง คืออะไร สาเหตุเกิดจาก ผลกระทบ มีวิธีดูแลป้องกันอย่างไร
ปากแห้ง ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ปากแห้ง บอกถึงโรคอะไรได้บ้าง
โดยส่วนใหญ่ ปากแห้งเกิดจากอากาศ พฤติกรรม หรือการพักผ่อนไม่พอ และมักดีขึ้นเมื่อดูแลความชุ่มชื้น แต่ถ้าคุณมีอาการ ปากแห้งซ้ำ ๆ นานหลายสัปดาห์, แห้งมากผิดปกติ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย อาการนี้อาจเป็น “สัญญาณร่วม” ของภาวะสุขภาพบางอย่างได้ แต่ไม่ใช่ข้อสรุปว่าเป็นโรคนั้นแน่นอน
ด้านล่างคือภาวะที่พบว่ามี ปากแห้งร่วม ได้บ่อย
1) เบาหวาน หรือภาวะน้ำตาลในเลือดสูงทำให้ปากแห้งร่วมด้วย
เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายอาจพยายามขับน้ำตาลออกทางปัสสาวะ ทำให้ ปัสสาวะบ่อย และเกิด ภาวะขาดน้ำ ได้ง่าย ส่งผลให้ ปาก คอ และริมฝีปากแห้ง ตามมา
สัญญาณที่มักมาด้วย
• กระหายน้ำบ่อย ดื่มน้ำแล้วไม่ค่อยหาย
• ปัสสาวะบ่อย (โดยเฉพาะกลางคืน)
• อ่อนเพลีย น้ำหนักลดผิดปกติในบางราย
• ปากแห้งจนรู้สึกเหนียวคอ หรือมีแผลในปากบ่อย
2) โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตนเองที่ทำให้ “ต่อมสร้างความชุ่มชื้น” ทำงานลดลงทำให้ปากแห้งร่วมด้วย
ภาวะนี้เกี่ยวข้องกับการที่ระบบภูมิคุ้มกันไปกระทบการทำงานของ ต่อมน้ำลายและต่อมน้ำตา ทำให้ “สารหล่อลื่นในร่างกาย” ลดลง จึงเกิด ปากแห้งและตาแห้งแบบเรื้อรัง ได้
อาการที่พบบ่อย
• ปากแห้งมากจน พูดนาน ๆ แล้วติด, กลืนอาหารแห้งยาก
• ตาแห้ง แสบตา เหมือนมีทรายเข้าตา
• ฟันผุง่าย กลิ่นปาก หรือแผลในปากเกิดซ้ำ
• อาจมีปวดข้อ/อ่อนเพลียร่วมด้วยในบางคน
3) ภาวะขาดวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดทำให้ปากแห้งร่วมด้วย
สารอาหารบางตัวมีบทบาทกับการซ่อมแซมผิวและเยื่อบุ เมื่อขาดอาจทำให้ ริมฝีปากลอก ปากแห้ง แตก มุมปากอักเสบ ได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างวิตามินและแร่ธาตุที่ขาดและทำให้ปากแห้ง
• วิตามินบีกลุ่มหนึ่ง (เช่น B2, B3, B12)
• ธาตุเหล็ก
• สังกะสี
สัญญาณที่อาจพบร่วมด้วยในการปากแห้ง
• มุมปากแตก/เป็นร่อง เจ็บเวลายิ้ม
• ปากลอกเป็นขุยเรื้อรัง
• ซีด เหนื่อยง่าย เวียนหัว (พบได้ในภาวะขาดธาตุเหล็ก/โลหิตจาง)
• เล็บเปราะ ผมร่วงมากขึ้น
4) การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและวัยทำให้ปากแห้งร่วมด้วย
เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวอาจลดลง และในบางคน ต่อมน้ำลายผลิตน้ำลายลดลง ทำให้ปากแห้งง่ายขึ้น
กรณีพบบ่อย
• ผู้สูงอายุ ปากแห้งง่าย โดยเฉพาะถ้าดื่มน้ำน้อยหรือใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน
• วัยหมดประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้ผิวโดยรวมแห้ง รวมถึงริมฝีปาก
อาการของคนปากแห้งเป็นอย่างไร
ภาวะปากแห้งไม่ได้แสดงออกเหมือนกันทุกคน บางรายเริ่มจากอาการเล็กน้อยที่ดูไม่รุนแรง แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่ดูแล อาการอาจชัดเจนขึ้นและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ การสังเกตลักษณะอาการตั้งแต่ระยะแรกจึงช่วยให้จัดการได้ตรงกับปัญหามากขึ้น
อาการของคนปากแห้งที่พบบ่อย สามารถอธิบายได้ดังนี้
ก่อนปากแห้งจะรู้สึกว่าริมฝีปากลอก แตก หรือเป็นขุย
ริมฝีปากแห้งหยาบ ผิวไม่เรียบ มีขุยขาวหรือขุยบาง ๆ หลุดออกง่าย โดยเฉพาะช่วงมุมปากหรือริมฝีปากล่าง อาการนี้มักเห็นชัดหลังตื่นนอน หรือเมื่ออยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน
ก่อนปากแห้งจะรู้สึกว่ารู้สึกตึง แสบ หรือไม่สบายปาก
เมื่อริมฝีปากสูญเสียความชุ่มชื้นมากขึ้น ผิวจะตึงและไวต่อการระคายเคือง อาจรู้สึกแสบหรือเจ็บเล็กน้อยขณะพูด เคี้ยวอาหาร หรือสัมผัสกับอาหารรสจัด ร้อน หรือเค็ม
ก่อนปากแห้งจะรู้สึกว่ามีแผลเล็ก ๆ หรือมุมปากอักเสบ
บางคนอาจมีรอยแตกเป็นเส้นเล็ก ๆ หรือแผลบริเวณมุมปาก ทำให้เจ็บเวลาอ้าปาก ยิ้ม หรือรับประทานอาหาร หากเกิดซ้ำบ่อย อาจบ่งบอกว่าริมฝีปากขาดความชุ่มชื้นสะสมหรือมีการระคายเคืองต่อเนื่อง
ปากแห้งร่วมกับคอแห้ง โดยเฉพาะช่วงกลางคืน
ผู้ที่มีภาวะปากแห้งอาจรู้สึกคอแห้ง ระคายคอ หรือตื่นขึ้นมาพร้อมอาการเจ็บคอในตอนเช้า โดยเฉพาะคนที่นอนอ้าปาก หรือนอนในห้องแอร์ที่อากาศแห้ง อาการนี้อาจทำให้ต้องจิบน้ำบ่อยระหว่างคืน
ปากแห้งเรื้อรังจนกระทบชีวิตประจำวัน
ในรายที่อาการเป็นต่อเนื่อง อาจเริ่มรู้สึกพูดไม่คล่อง ปากติด เคี้ยวอาหารแห้งยาก หรือไม่สบายปากจนเสียความมั่นใจเมื่อต้องสื่อสาร พบปะผู้คน หรือแต่งหน้า เนื่องจากลิปสติกตกร่องและริมฝีปากดูไม่เรียบ

ปากแห้ง คืออะไร สาเหตุเกิดจาก ผลกระทบ มีวิธีดูแลป้องกันอย่างไร
ปากแห้ง ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ปากแห้งอันตรายไหม ควรพบแพทย์หรือไม่
โดยทั่วไป อาการปากแห้งไม่ได้จัดเป็นภาวะอันตรายรุนแรง และมักดีขึ้นได้เมื่อร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ รวมถึงการดูแลริมฝีปากอย่างเหมาะสม แต่ในบางกรณี หากปล่อยให้ปากแห้งเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือเป็นต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ปัญหาอื่นที่รบกวนสุขภาพช่องปากและคุณภาพชีวิตได้
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเมื่อปากแห้งเป็นบ่อยหรือเรื้อรัง
• ปากแห้งทำให้ริมฝีปากแตกเป็นรอยหรือแผล
เมื่อผิวริมฝีปากแห้งและบางลง อาจเกิดรอยแตกเล็ก ๆ ทำให้เจ็บ แสบ และเพิ่มโอกาสระคายเคืองหรือการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
• ปากแห้งทำให้มุมปากอักเสบ
ความแห้งร่วมกับความชื้นจากน้ำลายบริเวณมุมปาก อาจทำให้เกิดอาการแดง เจ็บ หรือแตกเป็นแผล หายช้าหากเกิดซ้ำบ่อย
• ปากแห้งช่วงกลางคืน
อาจทำให้ตื่นมาพร้อมอาการคอแห้ง ระคายคอ หรือเจ็บคอ ส่งผลให้การพักผ่อนไม่เต็มที่และต้องจิบน้ำบ่อยระหว่างคืน
• ปากแห้งทำให้น้ำลายในช่องปากลดลง
น้ำลายมีบทบาทช่วยชะล้างแบคทีเรียและดูแลสมดุลในช่องปาก หากมีน้อยลง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือกลิ่นปากได้
ปากแห้งแค่ไหนถึงควรพิจารณาไปพบแพทย์
แนะนำให้เข้ารับการประเมิน หากพบอาการเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่ง
• ปากแห้ง ต่อเนื่องนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือเป็นซ้ำบ่อย แม้ดูแลความชุ่มชื้นแล้ว
• ปากแห้งร่วมกับอาการผิดปกติอื่น เช่น กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย หรือมีการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก
• ปากแห้งร่วมกับ ตาแห้ง หรืออาการปวดข้อ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับภาวะสุขภาพบางอย่าง
• มี แผลหรือมุมปากอักเสบเกิดซ้ำ เจ็บ หรือหายช้า

ปากแห้ง คืออะไร สาเหตุเกิดจาก ผลกระทบ มีวิธีดูแลป้องกันอย่างไร
ปากแห้ง ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
วิธีแก้ปากแห้งด้วยตัวเองต้องทำอย่างไรบ้าง
อาการปากแห้งส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีซับซ้อน เพราะมักเกิดจากการขาดความชุ่มชื้นหรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน การดูแลอย่างสม่ำเสมอและถูกหลัก จะช่วยบรรเทาอาการ ลดการลอก แตก และป้องกันการระคายเคืองของริมฝีปากได้แบบไม่อันตรายต่อผิว
1) เติมน้ำให้ร่างกายอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ปากแห้งลดลง
ภาวะขาดน้ำเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของปากแห้ง การดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยให้เซลล์ผิว รวมถึงริมฝีปาก คงความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น
• ควรดื่มน้ำสะอาดตลอดวัน ไม่รอให้กระหายน้ำ
• ในวันที่อากาศร้อน ออกกำลังกาย หรืออยู่ในห้องแอร์นาน ควรเพิ่มปริมาณน้ำ
• ลดการดื่มเครื่องดื่มหวานหรืออัดลม เพราะอาจทำให้ร่างกายเสียสมดุลน้ำมากขึ้น
2) บำรุงริมฝีปากด้วยผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นช่วยให้ปากแห้งลดลง
ริมฝีปากเป็นผิวที่บอบบางและไม่มีต่อมไขมัน จึงต้องพึ่งการบำรุงจากภายนอกเพื่อช่วยกักเก็บน้ำในผิวช่วยให้ปากแห้งดูชุ่มชื้นขึ้น
• เลือกลิปบาล์มหรือขี้ผึ้งที่มีส่วนผสมช่วยเพิ่มและล็อกความชุ่มชื้น เช่น เชียบัตเตอร์ ขี้ผึ้งธรรมชาติ เซราไมด์ ไฮยาลูโรนิก หรือปิโตรเลียมเจลลี่
• ทาซ้ำระหว่างวัน โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ
• หลีกเลี่ยงลิปที่ให้ความรู้สึกเย็นหรือซ่าแรง รวมถึงสูตรที่มีแอลกอฮอล์หรือกลิ่นฉุน เพราะอาจทำให้ระคายเคืองและแห้งมากขึ้น
3) งดนิสัยเลียหรือกัดริมฝีปากช่วยให้ปากแห้งลดลง
แม้การเลียปากจะทำให้รู้สึกชุ่มชื้นชั่วคราว แต่น้ำลายจะระเหยเร็วและพาความชุ่มชื้นออกจากผิวไปด้วย ส่งผลให้ริมฝีปากแห้งและแตกง่ายขึ้น
• เปลี่ยนจากการเลียปากมาเป็นการทาลิปบาล์มทันทีเมื่อรู้สึกแห้ง
• หากเผลอกัดหรือดึงขุยริมฝีปาก ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจทำให้เกิดแผลและอักเสบได้
4) ปรับสภาพแวดล้อมให้มีความชื้นเหมาะสมช่วยให้ปากแห้งลดลง
อากาศแห้งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปากแห้งโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการอยู่ในห้องปรับอากาศเป็นเวลานาน
• ใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน
• ระดับความชื้นที่เหมาะสมจะช่วยลดการสูญเสียน้ำจากผิวและริมฝีปาก
• หากไม่มีอุปกรณ์ สามารถเพิ่มความชื้นแบบง่าย ๆ เช่น วางภาชนะใส่น้ำไว้ในห้อง
5) เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลริมฝีปากอย่างอ่อนโยนช่วยให้ปากแห้งลดลง
การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมช่วยลดโอกาสระคายเคืองและปากแห้งซ้ำ
• เลือกลิปบาล์มที่มีสารป้องกันแสงแดด เพื่อช่วยลดผลกระทบจากรังสียูวี
• ควรเลือกสูตรที่ไม่แต่งกลิ่นหรือออกแบบมาเพื่อผิวบอบบาง
• หากปากแห้งแตกมาก สามารถใช้ผลิตภัณฑ์เนื้อเข้มข้นขึ้นในช่วงกลางคืน เพื่อเคลือบผิวและกักเก็บความชุ่มชื้นได้นานขึ้น
วิธีแก้ปากแห้งด้วยหัตถการแพทย์
หากดูแลตัวเองแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น เช่น ดื่มน้ำเพียงพอ ทาลิปบาล์ม ปรับพฤติกรรม แต่ยัง ปากแห้งเรื้อรัง แตก ลอก เจ็บ หรือมีน้ำลายน้อย แนะนำให้พบแพทย์ ทันตแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุให้ชัดเจนก่อน เพราะ “ปากแห้ง” อาจเกิดได้ทั้งจากสภาพแวดล้อม ยา โรคประจำตัว หรือภาวะต่อมน้ำลายทำงานลดลง การรักษาที่เหมาะสมจึงควรเลือกตามต้นเหตุของอาการปากแห้ง
1) ยากระตุ้นการหลั่งน้ำลายลดอาการปากแห้ง (Salivary stimulants)
เหมาะกับคนที่มีภาวะ น้ำลายน้อย (xerostomia) หรือปากแห้งจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของต่อมน้ำลาย เช่น ภาวะภูมิคุ้มกันบางชนิด หรือผลจากการรักษาบางรูปแบบ แพทย์อาจพิจารณายาที่ช่วยกระตุ้นต่อมน้ำลายให้ทำงานมากขึ้นในผู้ป่วยที่เหมาะกับการแก้ปัญหาปากแห้งด้วยวิธีนี้ ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะอาจมีผลข้างเคียงได้ เช่น เหงื่อออกมาก ใจสั่น หรือไม่เหมาะกับคนบางกลุ่ม
2) การทำเลเซอร์กำลังต่ำ/แสงเฉพาะทาง (Low-level laser / Light therapy) ลดอาการปากแห้ง
บางสถานพยาบาลอาจมีการใช้ เลเซอร์กำลังต่ำหรือแสงเฉพาะทาง ในการลดอาการปากแห้ง เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนและการทำงานของเนื้อเยื่อบริเวณต่อมน้ำลาย โดยแนวทางนี้มักถูกพูดถึงในกลุ่มที่มีอาการน้ำลายน้อยจากการรักษาบางชนิด โดยทั่วไปเป็นหัตถการที่ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และมักต้องทำต่อเนื่องหลายครั้ง ผลที่ได้แตกต่างกันตามสาเหตุและสภาพร่างกายของแต่ละคน ควรทำในสถานพยาบาลที่มีบุคลากรดูแล
3) การดูแลโดยทันตแพทย์ (Dental management) ลดอาการปากแห้ง
ถ้าปากแห้งเกิดร่วมกับ น้ำลายน้อย จะเพิ่มโอกาสเกิดฟันผุ เหงือกอักเสบ และกลิ่นปากได้ เพราะน้ำลายเป็นเหมือน “น้ำล้างและเกราะป้องกัน” ในช่องปาก ทันตแพทย์อาจช่วยวางแผนดูแล เช่น
• ผลิตภัณฑ์ช่วยหล่อลื่นช่องปาก/น้ำลายเทียม (ใช้เพื่อบรรเทาความแห้ง)
• การเคลือบฟลูออไรด์หรือแผนป้องกันฟันผุเฉพาะบุคคล
• แนะนำวิธีแปรงฟัน ยาสีฟัน หรือน้ำยาบ้วนปากที่เหมาะกับคนปากแห้ง (บางสูตรยิ่งใช้ยิ่งแห้ง)
4) หัตถการกลุ่ม “เติมความชุ่มชื้นให้ผิวริมฝีปาก” เช่น การฉีดสารบำรุงเฉพาะจุด (เมโสบริเวณริมฝีปาก) ลดอาการปากแห้ง
บางคลินิกอาจมีหัตถการฉีดสารที่เน้นความชุ่มชื้น (เช่นสารกลุ่มที่ช่วยอุ้มน้ำ) บริเวณริมฝีปาก เพื่อช่วยให้ริมฝีปากดูอิ่มน้ำและลดความแห้งในบางราย โดยเหมาะกับคนที่ปากแห้งจากผิวขาดน้ำ/แห้งง่าย และต้องการการดูแลเชิงผิวหนังเพิ่มเติม
ผลลัพธ์และระยะเวลาคงอยู่แตกต่างกันตามชนิดสาร เทคนิค และการดูแลหลังทำ อาจมีอาการบวม แดง ช้ำ หรือระคายเคืองได้ในบางคน ควรทำโดยแพทย์ และแจ้งประวัติแพ้ยา โรคประจำตัวให้ครบถ้วน
5) การฉีดฟิลเลอร์บริเวณริมฝีปาก (Lip filler) ลดอาการปากแห้ง
ฟิลเลอร์ที่ใช้กันมากเป็นสารกลุ่มที่ช่วยอุ้มน้ำ (เช่น HA) ซึ่งอาจช่วยให้ริมฝีปากดูอิ่มขึ้นและช่วยเรื่องความชุ่มชื้นของริมฝีปากได้ในบางราย โดยเฉพาะคนที่ริมฝีปากบางมาก แห้งแตกง่าย หรือมีร่องปากชัดจนทาลิปแล้วตกร่อง
สิ่งที่ควรรู้ก่อนฉีดฟิลเลอร์บริเวณริมฝีปากลดอาการปากแห้ง
• จุดประสงค์หลักมักเกี่ยวข้องกับ “รูปทรง ความอิ่ม” และอาจช่วยเรื่องความชุ่มชื้นได้เป็นผลร่วมในบางคน
• ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหนขึ้นกับชนิดผลิตภัณฑ์ ปริมาณที่ใช้ และการเผาผลาญของแต่ละคน
• มีความเสี่ยงได้ เช่น บวม ช้ำ เป็นก้อน การอักเสบ การติดเชื้อ หรือภาวะแทรกซ้อนจากการฉีด (จึงควรเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์และสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน)
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเราปากแห้ง
อาการปากแห้งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ไม่ว่าจะเกิดจากสภาพอากาศ พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน หรือการใช้ผลิตภัณฑ์บางชนิด หลายคนมักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่รู้ว่า บางพฤติกรรมที่ทำเป็นประจำกลับทำให้ริมฝีปากสูญเสียความชุ่มชื้นมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคืองหรืออักเสบได้ ดังนั้น การรู้ว่า “อะไรไม่ควรทำ” จึงสำคัญไม่แพ้การดูแลอาการปากแห้งที่ถูกวิธี
1.หลีกเลี่ยงการเลียริมฝีปากบ่อย ๆ เพื่อป้องกันปากแห้ง
หลายคนรู้สึกว่าการเลียปากช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ทันที แต่ในความเป็นจริง น้ำลายจะระเหยออกอย่างรวดเร็ว และดึงความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของริมฝีปากออกไปด้วย ส่งผลให้ปากแห้งตึงมากกว่าเดิม และอาจเกิดอาการแตกหรือแสบได้ในระยะยาว
2.ไม่ดึง แกะ หรือกัดหนังริมฝีปากที่ลอกเพื่อป้องกันปากแห้ง
เมื่อริมฝีปากแห้ง มักมีหนังลอกเป็นขุย การดึงหรือกัดออกอาจดูเหมือนช่วยให้ปากดูเรียบขึ้น แต่แท้จริงแล้วเป็นการทำลายชั้นผิวปกป้องริมฝีปาก ทำให้เกิดแผลเล็ก ๆ เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และทำให้ปากแห้งซ้ำได้ง่ายขึ้น
3.หลีกเลี่ยงการสครับริมฝีปากแรงหรือบ่อยเกินไปเพื่อป้องกันปากแห้ง
การผลัดเซลล์ผิวริมฝีปากสามารถทำได้ แต่ต้องทำอย่างอ่อนโยน หากขัดหรือสครับแรงเกินไป จะยิ่งทำให้ผิวบางลง เกิดการระคายเคือง และทำให้ริมฝีปากสูญเสียความชุ่มชื้นได้มากกว่าที่ควร
4.ระวังการใช้ลิปบาล์มหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารระคายเคืองเพื่อป้องกันปากแห้ง
ลิปบาล์มบางชนิดมีส่วนผสม เช่น เมนทอล การบูร น้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจให้ความรู้สึกเย็นหรือหอม แต่กลับทำให้ริมฝีปากแห้งและระคายเคืองมากขึ้น โดยเฉพาะในคนที่มีผิวแพ้ง่าย
5.ลดการดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีนในปริมาณมากเพื่อป้องกันปากแห้ง
เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนสูงมีฤทธิ์ขับน้ำออกจากร่างกาย หากดื่มเป็นประจำโดยไม่ดื่มน้ำเปล่าชดเชยเพียงพอ จะทำให้ร่างกายและริมฝีปากขาดความชุ่มชื้น ส่งผลให้ปากแห้งได้ง่าย
6.หลีกเลี่ยงยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากที่มีแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันปากแห้ง
ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากบางชนิดมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือสารทำความสะอาดที่ค่อนข้างแรง ซึ่งอาจทำให้ริมฝีปากและผิวรอบปากแห้ง ตึง หรือระคายเคืองได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาปากแห้งอยู่แล้ว
7.อยู่ในห้องแอร์หรืออากาศแห้งนาน ๆ โดยไม่ดูแลป้องกันปากแห้ง
อากาศแห้งจากเครื่องปรับอากาศหรือสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นต่ำ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ริมฝีปากสูญเสียน้ำ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรเพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากอย่างสม่ำเสมอ และดื่มน้ำให้เพียงพอ

ปากแห้ง คืออะไร สาเหตุเกิดจาก ผลกระทบ มีวิธีดูแลป้องกันอย่างไร
ปากแห้ง ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปากแห้ง
ปากแห้งตอนกลางคืน ควรดูแลอย่างไรดี ?
อาการปากแห้งที่เกิดขึ้นช่วงกลางคืนมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมการนอน เช่น การหายใจทางปาก นอนกรน หรือสภาพอากาศในห้องที่แห้งจากเครื่องปรับอากาศ รวมถึงบางโรคประจำตัวอย่างภูมิแพ้หรือกรดไหลย้อน แนวทางดูแลที่ช่วยลดอาการได้ ได้แก่
• ดื่มน้ำในปริมาณเหมาะสมก่อนเข้านอน และจิบน้ำทันทีหลังตื่น
• ทาลิปบาล์มหรือขี้ผึ้งสำหรับริมฝีปากก่อนนอน เพื่อช่วยเคลือบผิวและลดการสูญเสียน้ำ
• เพิ่มความชื้นในอากาศด้วยเครื่องเพิ่มความชื้น (Humidifier)
• ปรับท่านอนและดูแลปัญหานอนกรนหรือภูมิแพ้ เพื่อลดการหายใจทางปาก
หากอาการเกิดซ้ำบ่อยหรือเป็นเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
ปากแห้งตลอดเวลา เกิดจากอะไรได้บ้าง ?
อาการปากแห้งที่เป็นต่อเนื่องอาจมีปัจจัยร่วมหลายอย่าง เช่น การดื่มน้ำน้อย อยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน การใช้ยาบางชนิด หรือโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบางชนิด หากดูแลเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินสุขภาพเพิ่มเติม
วาสลีนช่วยแก้ปากแห้งได้จริงหรือไม่ ?
วาสลีนมีคุณสมบัติช่วยเคลือบผิวและลดการสูญเสียน้ำจากริมฝีปากได้ดี แต่ไม่ได้เติมความชุ่มชื้นให้ผิวโดยตรง ดังนั้นควรใช้หลังจากทาลิปบาล์มหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารให้ความชุ่มชื้น เพื่อช่วยล็อกความชื้นให้อยู่กับริมฝีปากได้นานขึ้น
ดื่มน้ำน้อย ทำให้ปากแห้งจริงไหม ?
การดื่มน้ำน้อยเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของอาการปากแห้ง เมื่อร่างกายขาดน้ำ ผิวหนังและริมฝีปากจะแห้งลงอย่างเห็นได้ชัด การดื่มน้ำให้เพียงพอประมาณวันละ 8-10 แก้ว และจิบน้ำเป็นระยะ จะช่วยรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของร่างกายได้ดี
สรุปทุกเรื่องของการปากแห้ง ดูแลให้ปากสุขภาพดีชุ่มชื้น
อาการปากแห้งเกิดได้จากทั้งพฤติกรรมและปัจจัยด้านสุขภาพ การดูแลที่ถูกต้องคือดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการเลียหรือแกะริมฝีปาก และเลือกใช้ลิปบาล์มที่ช่วยเพิ่มและกักเก็บความชุ่มชื้น ควรป้องกันริมฝีปากจากอากาศแห้งและแสงแดดอยู่เสมอ หากอาการปากแห้งเป็นเรื้อรังหรือไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแนวทางดูแลที่เหมาะสม
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ