ทำปาก มีวิธีไหนบ้าง แตกต่างกันอย่างไร เจ็บไหม พักฟื้นกี่วัน
ทำปาก
ทำปากมีวิธีไหนบ้าง ต่างกันอย่างไร มีข้อควรรู้ก่อนทำอะไรบ้าง
การทำปากในปัจจุบันสามารถเลือกวิธีการทำได้ อาทิเช่น การฉีดฟิลเลอร์ การศัลยกรรม ซึ่งจะช่วยให้ปากดูสมส่วน อิ่มฟู สดใสขึ้น
แล้วเราเหมาะกับการทำปากด้วยวิธีไหน บทความนี้จะมาอธิบายเกี่ยวกับข้อมูลในการทำปากของการฉีดฟิลเลอร์ปาก และการศัลยกรรมปาก เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกหัตถการที่เหมาะสมกับเราที่สุด
รวมทุกหัวข้อเกี่ยวกับการทำปาก
• ทำปากคืออะไร ทำไมหลายคนชอบทำ
• ใครบ้างที่เหมาะกับการทำปาก
• ใครควรหลีกเลี่ยงการทำปาก
• วิธีทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์
• ทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์เจ็บไหม
• วิธีทำปากด้วยการศัลยกรรม
• ทำปากด้วยการศัลยกรรมเจ็บไหม
• เปรียบเทียบการทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์และการศัลยกรรม
• ทำปากกี่วันถึงจะเข้าที่
• การเตรียมตัวก่อนทำปากมีอะไรบ้าง
• การดูแลตัวเองหลังทำปาก
• ข้อควรระวังก่อนการทำปาก
• คำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำปาก
• สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับการทำปาก
ทำปากคืออะไร ทำไมหลายคนชอบทำ
การทำปาก คือหัตถการปรับรูปทรง ขนาด และสัดส่วนของริมฝีปากให้ดูสมดุล รับกับใบหน้า และการทำปากช่วยเสริมบุคลิกภาพโดยรวมให้ดูโดดเด่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความอวบอิ่ม ปรับความโค้งของขอบปาก หรือแก้ไขรูปทรงปากที่ไม่เท่ากัน
ปัจจุบันการทำปากไม่ได้มีแค่ การทำปากให้สวยเท่านั้น แต่ยังเน้นเรื่องความละมุน และความเข้ากับโครงหน้าแต่ละบุคคล การทำปากจึงกลายเป็นหนึ่งในหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในกลุ่มคนทุกช่วงวัย
ลักษณะการทำปากสวยที่หลายคนนิยม
• ขอบริมฝีปากบนมีความโค้งชัด แต่ไม่แข็งหรือคมจนเกินไป
• ริมฝีปากล่างดูอิ่มฟู กลมมน และรับกับริมฝีปากบนอย่างพอดี
• ปากดูมีมิติ ไม่แบน ไม่หนาหรือบางจนเกินไป
ลักษณะทรงปากเหล่านี้ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนโยน สดใส และดูมีเสน่ห์มากขึ้น ทั้งในขณะไม่แต่งหน้าและเวลาทาลิปสติก
การทำปากไม่ได้มีรูปแบบเดียว
ระดับความอิ่ม ความนูน และความชัดของรูปทรงปากสามารถปรับได้หลากหลายในการทำปาก ขึ้นอยู่กับ
• ความชอบส่วนบุคคลของผู้เข้ารับบริการในการทำปาก
• โครงสร้างริมฝีปากเดิม
• สัดส่วนของใบหน้า เช่น คาง จมูก และโหนกแก้ม
แพทย์จะประเมินภาพรวมของใบหน้าอย่างละเอียด เพื่อออกแบบรูปทรงปากในการทำปากให้เหมาะสม ไม่ทำให้ปากดูโดดหรือแปลกแยกจากองค์ประกอบอื่นของใบหน้า
ใครบ้างที่เหมาะกับการทำปาก
การทำปากเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปทรงริมฝีปากให้ดูสวยขึ้นโดยสามารถตอบโจทย์คนได้หลายกลุ่ม ดังนี้
ผู้ที่เหมาะกับการทำปากคือคนที่มีริมฝีปากบาง หรือปากดูขาดมิติ
ผู้ที่มีเนื้อริมฝีปากค่อนข้างบาง ปากดูแห้ง แบน หรือดูไม่สดใส การทำปากช่วยเพิ่มความอิ่มฟูให้ริมฝีปากดูมีมิติขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าโดยรวมดูละมุนและมีชีวิตชีวามากขึ้น
ผู้ที่เหมาะกับการทำปากคือคนที่ต้องการผลลัพธ์แบบไม่ถาวร
การทำปากเหมาะกับผู้ที่อยากปรับรูปทรงปากเพื่อเสริมความมั่นใจ แต่ยังไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงระยะยาว การทำปากด้วยวิธีที่สามารถสลายได้เอง จะช่วยให้สามารถปรับ แก้ไข หรือเว้นช่วงได้ตามความต้องการในอนาคต
ผู้ที่เหมาะกับการทำปากคือคนที่ไม่ต้องการผ่าตัดหรือกังวลเรื่องการผ่าตัด
การทำปากแบบไม่ต้องผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่อยากพักฟื้นนาน หรือไม่สบายใจกับการใช้มีดผ่าตัด โดยยังสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปทรงปากได้อย่างชัดเจนและปลอดภัยเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ผู้ที่เหมาะกับการทำปากคือคนที่ยังลังเลเรื่องรูปทรงปากที่เหมาะกับตนเอง
สำหรับผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่ารูปทรงปากแบบใดเข้ากับใบหน้าของตน การทำปากที่สามารถปรับแต่งไปพร้อมกับการประเมินผลลัพธ์จริง ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และสามารถพูดคุยกับแพทย์เพื่อปรับรูปทรงให้ตรงใจได้มากที่สุด
ผู้ที่เหมาะกับการทำปากคือคนที่ต้องการทั้งรูปทรงและความชุ่มชื้นของริมฝีปาก
การทำปากนอกจากการปรับรูปทรงแล้ว การทำปากยังช่วยให้ริมฝีปากดูชุ่มชื้น ฉ่ำวาว และดูสุขภาพดีขึ้น เนื่องจากสารที่ใช้มีคุณสมบัติช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้เนื้อปากดูอิ่มน้ำ ไม่แห้งแตกง่าย
ใครควรหลีกเลี่ยงการทำปาก
แม้ว่าการทำปากจะเป็นหัตถการที่ช่วยเสริมความมั่นใจและได้รับความนิยม แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับการทำปาก เพราะฉะนั้นควรพิจารณาและหลีกเลี่ยงการทำปากในกรณีต่อไปนี้
ผู้ที่มีการติดเชื้อหรือมีแผลบริเวณริมฝีปากควรหลีกเลี่ยงการทำปาก
หากมีแผลสด แผลอักเสบ เริม หรือการติดเชื้อบริเวณริมฝีปาก ควรรักษาให้หายสนิทก่อน เนื่องจากการทำหัตถการในขณะที่ผิวไม่สมบูรณ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบและการติดเชื้อที่รุนแรงขึ้น
ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางประเภทที่ยังควบคุมไม่ได้ควรหลีกเลี่ยงการทำปาก
เช่น โรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคเรื้อรังที่อยู่ในช่วงอาการกำเริบ ควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนทุกครั้ง เพื่อประเมินความปลอดภัยเป็นรายบุคคล
ผู้ที่มีประวัติแพ้สารที่ใช้ในหัตถการควรหลีกเลี่ยงการทำปาก
ผู้ที่เคยมีประวัติแพ้อย่างรุนแรงต่อสารเติมเต็มหรือส่วนประกอบที่ใช้ในการทำปาก ควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้า และอาจต้องหลีกเลี่ยงการทำปากเพื่อป้องกันการเกิดอาการแพ้ที่เป็นอันตราย
ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยงการทำปาก
แม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูลยืนยันถึงอันตรายโดยตรง แต่เพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และทารก แพทย์มักแนะนำให้เลื่อนการทำปากออกไปก่อน จนกว่าจะพ้นช่วงดังกล่าว
ผู้ที่มีความคาดหวังผลลัพธ์เกินความเป็นจริงควรหลีกเลี่ยงการทำปาก
ผู้ที่ต้องการให้รูปทรงปากเปลี่ยนแปลงอย่างมาก หรือคาดหวังผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างใบหน้าจริง อาจทำให้เกิดความไม่พึงพอใจหลังทำ การปรึกษาแพทย์เพื่อปรับความเข้าใจก่อนตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
วิธีทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์
การทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์ เป็นหัตถการเสริมความงามที่ช่วยปรับรูปทรงริมฝีปาก เพิ่มความอิ่มฟู และเสริมมิติให้ปากดูสวยสมดุลมากขึ้น โดยแพทย์จะฉีดสารเติมเต็มเข้าไปในชั้นเนื้อริมฝีปากตามตำแหน่งที่ออกแบบไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ได้รูปทรงที่เหมาะกับโครงหน้าของแต่ละบุคคล
ฟิลเลอร์คืออะไร ทำไมเหมาะกับการทำปาก
สารที่ใช้ในการฉีดฟิลเลอร์ส่วนใหญ่คือ ไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) ซึ่งเป็นสารที่พบได้ตามร่างกาย มีหน้าที่ช่วยกักเก็บน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว เมื่อถูกนำมาพัฒนาเป็นสารสำหรับฉีดเพื่อความงาม จึงมีคุณสมบัติช่วยเติมเต็ม เพิ่มความอวบอิ่ม และให้ผิวดูสุขภาพดี
ฟิลเลอร์ชนิดนี้สามารถสลายได้เองตามกลไกของร่างกาย จึงจัดเป็นสารที่ไม่อันตราย หากใช้ของแท้ ได้มาตรฐาน และฉีดโดยแพทย์
ข้อดีของการทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์
การทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์เพื่อปรับรูปทรงปากเป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีจุดเด่นหลายด้าน ได้แก่
• การทำปากเด้วยการฉีดฟิลเลอร์ใช้เวลาทำไม่นาน ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก
โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง ไม่ต้องผ่าตัด และไม่จำเป็นต้องพักฟื้นนาน สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
• การทำปากเด้วยการฉีดฟิลเลอร์เลือกชนิดฟิลเลอร์ให้เหมาะกับรูปปากได้
ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อจะมีคุณสมบัติของเนื้อสัมผัส ความยืดหยุ่น และการกระจายตัวที่แตกต่างกัน แพทย์สามารถเลือกให้เหมาะกับริมฝีปาก เพื่อให้ไม่แข็ง หรือเป็นก้อน
• การทำปากเด้วยการฉีดฟิลเลอร์เห็นผลลัพธ์ระหว่างทำได้ทันที
แพทย์สามารถฉีด ปรับ และปั้นรูปทรงไปพร้อมกับการให้ผู้เข้ารับบริการดูผลลัพธ์ผ่านกระจก หากต้องการเพิ่มหรือลดบางจุด สามารถปรับแก้ได้ในขณะทำหัตถการ
• การทำปากเด้วยการฉีดฟิลเลอร์สามารถแก้ไขหรือสลายได้หากไม่พอใจผลลัพธ์
หากภายหลังรู้สึกว่ารูปทรงปากไม่ตรงตามความต้องการ สามารถปรับแก้เพิ่มเติม หรือฉีดสารสลายฟิลเลอร์เพื่อลดปริมาณได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ฟิลเลอร์สลายเองทั้งหมด
ข้อจำกัดและสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจในการทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์
แม้การฉีดฟิลเลอร์ปากจะเป็นหัตถการที่ทำได้ง่าย แต่ก็มีข้อควรพิจารณา ดังนี้
• ทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์อาจรู้สึกระคายเคืองระหว่างทำ
ริมฝีปากเป็นบริเวณที่มีเส้นประสาทจำนวนมาก แม้ฟิลเลอร์บางชนิดจะผสมยาชา และมีการทายาชาหรือประคบเย็นก่อนทำ แต่ยังอาจรู้สึกเจ็บหรือไม่สบายผิวได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งมักเป็นเพียงชั่วคราว
• ทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์ผลลัพธ์ไม่ถาวร
เนื่องจากฟิลเลอร์สามารถสลายได้เอง ร่วมกับการขยับริมฝีปากในชีวิตประจำวัน เช่น การพูด การรับประทานอาหาร หรือการทาลิปสติก จึงทำให้ผลลัพธ์ค่อยๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป หากต้องการคงรูปทรงไว้ จำเป็นต้องกลับมาฉีดซ้ำเป็นระยะ
• ทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์ต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น
การฉีดฟิลเลอร์ปากต้องใช้ทั้งความรู้ด้านกายวิภาคและทักษะด้านความสวยงาม หากแพทย์ขาดประสบการณ์ อาจทำให้ปากดูแข็ง ไม่สมดุล หรือไม่เข้ากับใบหน้าได้
• ทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์ ต้องระวังฟิลเลอร์ปลอมและสถานพยาบาลไม่ได้มาตรฐาน
ฟิลเลอร์ปลอมเป็นอันตรายต่อร่างกาย อาจก่อให้เกิดการอักเสบ การติดเชื้อ ฟิลเลอร์จับตัวเป็นก้อน หรือเกิดปัญหารุนแรงกับเนื้อปากได้ ดังนั้นควรเลือกสถานพยาบาลที่เชื่อถือได้ ใช้ผลิตภัณฑ์แท้ และเปิดกล่องใหม่ต่อหน้าผู้รับบริการ
• ทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์ยังมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้
เช่น อาการบวม ช้ำ แดง หรือระคายเคือง หากอุปกรณ์ไม่สะอาด หรือขั้นตอนการดูแลไม่เหมาะสม การศึกษาข้อมูล รีวิว และผลงานจริงของแพทย์ก่อนตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
ทำปากด้วยฟิลเลอร์มีผลต่อการพูดหรือไม่
โดยทั่วไป การทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์ปาก ไม่ส่งผลกระทบต่อการพูดหรือการออกเสียงในระยะยาว ในช่วงแรกอาจรู้สึกตึง ชา หรือขยับปากไม่ถนัดเล็กน้อยจากฤทธิ์ยาชา แต่เมื่อยาชาหมดฤทธิ์ อาการเหล่านี้จะค่อยๆ หายไป และสามารถพูดได้ตามปกติ
หลังทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์ปาก บวมกี่วัน
หลังทำปาก อาจมีอาการบวมจากเข็มฉีดยาได้ โดยทั่วไป บวมเล็กน้อยในช่วง 3-7 วันแรก บางรายอาจบวมนานได้ถึงประมาณ 1-2 สัปดาห์ จากนั้นอาการบวมจะค่อยๆ ลดลง เหลือเพียงรูปทรงปากที่ได้จากฟิลเลอร์ซึ่งจะดูเข้าที่มากขึ้น
ทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์เจ็บไหม
โดยทั่วไปการทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์จะรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยถึงปานกลาง เนื่องจากริมฝีปากมีเส้นประสาทค่อนข้างมาก แต่ก่อนฉีดแพทย์จะทายาชา และฟิลเลอร์ส่วนใหญ่มียาชาผสมอยู่แล้ว จึงช่วยลดความเจ็บได้มาก ระหว่างทำอาจรู้สึกตึงหรือจี๊ดเป็นบางจุด หลังทำอาจระบมเล็กน้อย ซึ่งจะค่อยๆ หายไปในไม่กี่วัน
วิธีทำปากด้วยการศัลยกรรม
การทำปากด้วยการศัลยกรรมปาก คือการผ่าตัดเพื่อปรับโครงสร้างริมฝีปากให้ได้รูปทรงและสัดส่วนที่เหมาะสมกับใบหน้า โดยอาจเป็นการตกแต่งเพื่อความสวยงาม หรือการแก้ไขความผิดปกติของริมฝีปากที่มีมาแต่กำเนิดหรือเกิดจากอุบัติเหตุ สามารถทำปากด้วยการศัลยกรรมได้ทั้งริมฝีปากบน ริมฝีปากล่าง หรือทำร่วมกันทั้งสองส่วน ขึ้นอยู่กับปัญหาและความต้องการของแต่ละบุคคล
การทำปากด้วยการศัลยกรรมปากถือเป็นการแก้ไขเชิงโครงสร้าง จึงให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างชัดเจนและอยู่ได้นานเมื่อเทียบกับหัตถการแบบไม่ผ่าตัด
รูปแบบของการทำปากด้วยการศัลยกรรม
การศัลยกรรมปากด้วยการทำปากสามารถแบ่งออกเป็นหลายแนวทาง ตามลักษณะปัญหาและผลลัพธ์ที่ต้องการ โดยหลัก ๆ แบ่งได้ดังนี้
1.ทำปากด้วยการผ่าตัดปรับรูปทรงริมฝีปาก
เป็นการผ่าตัดเพื่อออกแบบขอบริมฝีปากให้มีความโค้ง ความคม หรือสัดส่วนที่ชัดเจนขึ้น ศัลยแพทย์จะประเมินรูปหน้าโดยรวม เช่น จมูก คาง และสัดส่วนปากเดิม เพื่อกำหนดแนวผ่าตัดให้ได้รูปทรงที่รับกับใบหน้า ไม่ดูแข็ง
2.ทำปากด้วยการผ่าตัดลดขนาดริมฝีปาก
เหมาะสำหรับผู้ที่มีริมฝีปากหนา ใหญ่ หรือห้อยมากเกินไป การผ่าตัดจะเป็นการตัดเนื้อส่วนเกินออกจากด้านในของริมฝีปาก แล้วเย็บปิดด้วยไหมละลาย ช่วยให้ริมฝีปากดูบางลง ได้สัดส่วน และดูเรียบร้อยมากขึ้น โดยสามารถเลือกทำเฉพาะปากบน ปากล่าง หรือทำพร้อมกันทั้งสองส่วนได้
3.ทำปากด้วยการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติของริมฝีปาก
ใช้ในกรณีที่ริมฝีปากมีความไม่สมดุล เช่น ปากเบี้ยว มุมปากตก ปากคว่ำ หรือมีรอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุ ศัลยแพทย์จะวางแผนผ่าตัดเพื่อปรับตำแหน่งกล้ามเนื้อและเนื้อปากให้สมดุลมากขึ้น
การทำปากด้วยการผ่าตัดลดขนาดริมฝีปาก คืออะไร
การผ่าตัดลดขนาดริมฝีปาก เป็นการศัลยกรรมทำปากที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาริมฝีปากหนา ใหญ่ หรือดูไม่สมส่วน ศัลยแพทย์จะตัดเนื้อส่วนเกินออกจากด้านในริมฝีปาก และเย็บแผลด้วยไหมละลาย แผลผ่าตัดจะอยู่ด้านใน จึงไม่เห็นรอยแผลจากภายนอก
นอกจากช่วยให้ริมฝีปากดูบางลงและได้รูปแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาปากห้อย หรือรูปปากที่ทำให้ใบหน้าดูไม่สดใสได้อีกด้วย
ประโยชน์ของการทำปากด้วยการศัลยกรรมปาก
• ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพ
• ทำให้รูปหน้าดูสมดุลและมีมิติมากขึ้น
• ช่วยให้แต่งหน้าได้ง่ายขึ้น ริมฝีปากดูชัดสวย
• แก้ไขปัญหาริมฝีปากที่ไม่ได้สัดส่วนอย่างถาวร
ทำปากด้วยการศัลยกรรมเจ็บไหม
ทำปากด้วยการศัลยกรรมขณะผ่าตัดจะไม่รู้สึกเจ็บ เนื่องจากมีการฉีดยาชาเฉพาะที่หรือยาชาแบบเหมาะสมกับหัตถการ หลังทำปากด้วยการศัลยกรรมอาจมีอาการตึง เจ็บ หรือระบมบริเวณริมฝีปากได้บ้างในช่วงแรก ซึ่งเป็นอาการปกติและจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน หากดูแลตามคำแนะนำแพทย์อย่างถูกต้อง อาการเจ็บจะอยู่ในระดับที่รับได้และไม่รบกวนการใช้ชีวิตมากนัก
เปรียบเทียบการทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์และการศัลยกรรม
การทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์
การทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์เป็นการปรับรูปทรงริมฝีปากโดยใช้สารเติมเต็มประเภทไฮยาลูโรนิก แอซิด ฉีดเข้าไปในเนื้อปากเพื่อเพิ่มความอิ่มฟู ความชุ่มชื้น และช่วยให้รูปปากดูมีมิติมากขึ้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์แบบไม่ต้องผ่าตัด และสามารถปรับแก้ได้
จุดเด่นของการทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์
• ไม่ต้องผ่าตัด
• ใช้เวลาทำไม่นาน
• เห็นผลทันที
• สามารถแก้ไขหรือสลายได้
• พักฟื้นน้อย
ข้อจำกัดของการทำปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์
• ผลลัพธ์ไม่ถาวร
• ต้องฉีดซ้ำเมื่อฟิลเลอร์สลาย
• ไม่เหมาะกับการแก้ไขโครงสร้างปากที่มีปัญหามาก
การทำปากด้วยการศัลยกรรม
การทำปากด้วยการศัลยกรรมเป็นการผ่าตัดเพื่อปรับโครงสร้างริมฝีปาก เช่น ลดขนาดริมฝีปาก ปรับความสมดุล หรือแก้ไขความผิดปกติของรูปปาก เหมาะกับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงรูปทรงปากอย่างชัดเจนและอยู่ได้นาน
จุดเด่นของการทำปากด้วยการศัลยกรรม
• ผลลัพธ์ค่อนข้างถาวร
• แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง
• เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาริมฝีปากชัดเจน เช่น ปากหนา ปากห้อย ปากเบี้ยว
ข้อจำกัดของการทำปากด้วยการศัลยกรรม
• เป็นการผ่าตัด ต้องมีระยะพักฟื้น
• อาจมีอาการบวม ช้ำ หลังทำ
• แก้ไขภายหลังได้จำกัดมากกว่าฟิลเลอร์
เลือกวิธีทำปากแบบไหนดี
หากต้องการทำปากด้วยการปรับรูปปากเล็กน้อย ไม่ต้องการผ่าตัด และอยากเห็นผลเร็ว การฉีดฟิลเลอร์เป็นทางเลือกที่เหมาะสม
แต่หากต้องการแก้ไขปัญหารูปปากอย่างจริงจัง และต้องการผลลัพธ์ระยะยาว การศัลยกรรมปากจะตอบโจทย์มากกว่า
แต่การเลือกวิธีทำปากที่เหมาะสมควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม และเหมาะกับโครงหน้าของแต่ละบุคคลมากที่สุด
ทำปากกี่วันถึงจะเข้าที่
โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับวิธีที่ทำปาก
ทำปากโดยการฉีดฟิลเลอร์ปาก ช่วงแรกอาจมีอาการบวมตึงประมาณ 3-7 วัน หลังจากนั้นอาการจะค่อย ๆ ลดลง และรูปปากจะเข้าที่ชัดเจนภายในประมาณ 1-2 สัปดาห์
ทำปากโดยการศัลยกรรมปาก จะมีอาการบวมมากกว่า ใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า โดยปากจะเริ่มเข้าที่ในช่วง 2-4 สัปดาห์ และเห็นรูปทรงชัดเจนมากขึ้นภายใน 1-3 เดือน
การเตรียมตัวก่อนทำปากมีอะไรบ้าง
การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้การทำปาก ลดความเสี่ยง และได้ผลลัพธ์ที่สวยงามมากขึ้น โดยควรเตรียมตัวดังนี้
• แจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบก่อนทำปาก
ควรบอกแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัว ยาที่รับประทานเป็นประจำ ประวัติการแพ้ยา หรือเคยทำหัตถการปากมาก่อน เพื่อให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมได้อย่างถูกต้อง
• หลีกเลี่ยงยาหรืออาหารเสริมที่ทำให้เลือดออกง่าย
เช่น แอสไพริน ยาแก้ปวดบางชนิด วิตามินอี น้ำมันปลา หรือสมุนไพรบางประเภท ควรงดอย่างน้อย 3-7 วันก่อนทำ เพื่อลดโอกาสบวมและช้ำ
• งดแอลกอฮอล์และบุหรี่
ควรงดอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงก่อนทำ เพราะแอลกอฮอล์และบุหรี่อาจทำให้เลือดออกง่ายและการฟื้นตัวช้าลง
• พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำให้มากพอ
การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดี และทำให้ผิวริมฝีปากอยู่ในสภาพพร้อมสำหรับการทำหัตถการ
• หลีกเลี่ยงการทำปากขณะมีแผลหรือการอักเสบ
หากมีแผล เริม หรือการติดเชื้อบริเวณริมฝีปาก ควรรักษาให้หายก่อน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
การดูแลตัวเองหลังทำปาก
การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีหลังทำปาก จะช่วยลดอาการบวม ช้ำ และทำให้รูปปากเข้าที่สวยงามมากขึ้น โดยควรปฏิบัติดังนี้
ประคบเย็นในช่วงแรกหลังทำปาก
ในช่วง 1-2 วันแรกหลังทำปาก สามารถประคบเย็นเบา ๆ บริเวณริมฝีปาก เพื่อลดอาการบวมและระบม ควรประคบอย่างนุ่มนวลและไม่กดแรง
หลีกเลี่ยงการจับ บีบ หรือกดริมฝีปากหลังทำปาก
ไม่ควรนวด คลึง หรือขยับริมฝีปากแรง ๆ โดยไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้รูปทรงปากผิดรูปหรือบวมมากขึ้น
งดแอลกอฮอล์ บุหรี่ และของเผ็ดจัดหลังทำปาก
อย่างน้อย 3-5 วันหลังทำ เพื่อลดการอักเสบและช่วยให้ริมฝีปากฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
ดื่มน้ำให้เพียงพอและทาลิปบำรุงหลังทำปาก
ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดปากแห้งแตก และทำให้ริมฝีปากดูสุขภาพดีขึ้น ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่ระคายเคือง
หลีกเลี่ยงความร้อนและกิจกรรมหนักหลังทำปาก
เช่น ซาวน่า ออกกำลังกายหนัก หรือกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีดมาก ในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์หลังทำปาก
รับประทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัดหลังทำปาก
หากแพทย์ให้ยาหรือคำแนะนำเฉพาะ ควรปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอ และหากมีอาการผิดปกติควรรีบติดต่อแพทย์ทันที
ข้อควรระวังก่อนการทำปาก
ก่อนตัดสินใจทำปาก ควรพิจารณาและระมัดระวังในประเด็นต่อไปนี้
• เลือกสถานพยาบาลและแพทย์
ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ใช้ผลิตภัณฑ์แท้ และทำหัตถการโดยแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน
• อย่าตัดสินใจจากราคาถูกเพียงอย่างเดียว
การทำปากที่ราคาต่ำเกินจริง อาจเสี่ยงต่อการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ควรพิจารณาคุณภาพและความน่าเชื่อถือเป็นหลัก
• ต้องเข้าใจข้อจำกัดของแต่ละวิธี
การฉีดฟิลเลอร์ให้ผลลัพธ์ไม่ถาวร ส่วนการศัลยกรรมให้ผลลัพธ์ระยะยาวแต่ต้องพักฟื้น ควรเลือกวิธีที่เหมาะกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของตนเอง
• แจ้งข้อมูลสุขภาพตามความจริง
ควรแจ้งโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา ยาที่รับประทานอยู่ หรือเคยทำปากมาก่อน เพื่อให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง
• หลีกเลี่ยงการทำขณะริมฝีปากมีปัญหา
หากมีแผล เริม การอักเสบ หรือการติดเชื้อบริเวณริมฝีปาก ควรรักษาให้หายก่อน เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน
คำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำปาก
Q หลังทำปากสามารถแต่งหน้าได้เลยไหม
A แนะนำให้เว้นอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงการทาลิปสติกในช่วงแรก เพื่อลดการระคายเคืองและการติดเชื้อ
Q ทำปากแล้วต้องพักฟื้นไหม
A การฉีดฟิลเลอร์แทบไม่ต้องพักฟื้น ส่วนการศัลยกรรมอาจต้องพักฟื้นเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับวิธีที่ทำปาก
Q ทำปากแล้วผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน
A ฟิลเลอร์อยู่ได้ประมาณหลายเดือนถึง 1 ปี ส่วนการศัลยกรรมให้ผลลัพธ์ระยะยาวกว่า
สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับการทำปาก
การทำปากคือการปรับรูปทรงริมฝีปากให้สวยสมดุลและเสริมความมั่นใจ สามารถทำได้ทั้งการฉีดฟิลเลอร์และการศัลยกรรม ฟิลเลอร์เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ไม่ถาวร พักฟื้นน้อย ส่วนศัลยกรรมเหมาะกับการแก้ไขโครงสร้างปากและให้ผลลัพธ์ระยะยาว การเลือกวิธีทำปากที่เหมาะสมควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ