romrawin

ปากบวม สาเหตุเกิดจากอะไร กี่วันหาย มีวิธีดูแลรักษาอย่างไร

ปากบวม

535

ปากบวม เกิดจากอะไร กี่วันหาย รักษาอย่างไรให้หายบวม

อาการปากบวม เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การระคายเคือง การแพ้ หรือการบาดเจ็บ ไปจนถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทำหัตถการทางความงาม เช่น การฉีดฟิลเลอร์ปาก ซึ่งทำให้หลายคนเกิดความกังวลว่าอาการบวมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องปกติหรือเป็นสัญญาณอันตราย

การทำความเข้าใจว่า ปากบวมคืออะไร เกิดจากสาเหตุใด อาการแบบไหนไม่อันตราย และแบบไหนควรระวัง จะช่วยให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง และตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมว่า ควรดูแลเบื้องต้นหรือควรไปพบแพทย์

ปากบวมคืออะไร อาการเป็นอย่างไร

ปากบวม คือภาวะที่ริมฝีปากมีอาการบวมผิดปกติ อาจเกิดขึ้นที่ริมฝีปากบน ล่าง หรือทั้งสองข้าง ทำให้ปากดูอูม หนา หรือเปลี่ยนรูปไปจากปกติ สาเหตุเกิดได้จากการอักเสบ การแพ้ การติดเชื้อ การบาดเจ็บ หรือปฏิกิริยาของร่างกายต่อสิ่งกระตุ้นบางอย่าง

อาการปากบวมอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและหายได้เอง หรืออาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับการดูแล หากมีอาการบวมมาก บวมเร็ว หรือบวมร่วมกับอาการผิดปกติอื่น เช่น เจ็บมาก คัน หายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม

อาการปากบวม คือภาวะที่ริมฝีปากมีลักษณะบวม อูม หรือหนากว่าปกติ โดยอาจเกิดขึ้นเฉพาะบางจุดหรือทั้งริมฝีปากบนและล่าง อาการที่พบได้มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เกิดขึ้น ได้แก่

• ริมฝีปากบวม ตึง หรืออูมเห็นได้ชัด
• รู้สึกเจ็บ คัน หรือแสบร้อนบริเวณปาก
• ผิวริมฝีปากแดง ร้อน หรือแห้งแตก
• มีตุ่มน้ำ ตุ่มใส ตุ่มหนอง หรือแผลที่ปาก
• อาจมีอาการปวดหรือระบมเมื่อสัมผัส
• บางรายอาจบวมร่วมกับลิ้น ใบหน้า หรือรอบปาก

ในกรณีที่เกิดจากการแพ้ อาจมีอาการบวมอย่างรวดเร็ว และถ้าบวมร่วมกับอาการแน่นคอ เสียงแหบ หรือหายใจลำบาก ถือเป็นอาการรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ปากบวมเกิดจากอะไร

อาการปากบวม เป็นภาวะที่ริมฝีปากเกิดการบวม อูม หรือหนาผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือเป็นอยู่นาน ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่กระตุ้น โดยทั่วไปปากบวมเกิดจากการอักเสบ การแพ้ การติดเชื้อ หรือการระคายเคืองของเนื้อเยื่อบริเวณริมฝีปาก สาเหตุหลัก ๆ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

1.ปากบวมเกิดจากการแพ้

การแพ้เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยมากของอาการปากบวม โดยร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและเกิดอาการบวม ตัวอย่างสิ่งที่ก่อให้เกิดการแพ้ ได้แก่

• อาหาร เช่น อาหารทะเล ถั่ว ไข่ นม
• ยาบางชนิด
• เครื่องสำอาง เช่น ลิปสติก ลิปบาล์ม
• ยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปาก

อาการปากบวมจากการแพ้มักเกิดขึ้นรวดเร็ว อาจมีอาการคัน แดง หรือบวมร่วมกับใบหน้า ลิ้น และลำคอ หากเป็นการแพ้รุนแรง อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

2.ปากบวมเกิดจากการติดเชื้อ

การติดเชื้อบริเวณริมฝีปากสามารถทำให้เกิดอาการบวมได้ เช่น

• เริมที่ริมฝีปาก มักมีตุ่มน้ำใส เจ็บ และแสบ
• การติดเชื้อแบคทีเรีย อาจมีอาการบวมแดง เจ็บ และมีหนอง
• การติดเชื้อรา มักทำให้ปากแห้ง แตก และอักเสบ

อาการปากบวมจากการติดเชื้อมักไม่หายเองง่าย ๆ และอาจต้องใช้ยารักษาตามคำแนะนำของแพทย์

3.ปากบวมเกิดจากการบาดเจ็บหรือระคายเคือง

ปากบวมอาจเกิดจากการบาดเจ็บโดยตรง เช่น

• ถูกกระแทกหรือหกล้ม
• กัดปากแรง ๆ โดยไม่รู้ตัว
• การทำฟัน การฉีดยาชา หรือศัลยกรรมบริเวณปาก

รวมถึงการระคายเคืองจากการสัมผัสของร้อน ของมีคม หรือสารเคมี ซึ่งทำให้เนื้อเยื่ออักเสบและบวมขึ้น

4.ปากบวมเกิดจากแมลงกัดต่อย

การถูกแมลงกัดต่อยบริเวณริมฝีปาก เช่น ยุง มด หรือผึ้ง อาจทำให้เกิดอาการบวม แดง และคันได้ โดยเฉพาะบริเวณปากซึ่งเป็นเนื้อเยื่ออ่อน อาการบวมอาจเห็นได้ชัดกว่าส่วนอื่นของร่างกาย

5.ปากบวมเกิดจากการอักเสบของริมฝีปาก

พฤติกรรมบางอย่างอาจทำให้ริมฝีปากอักเสบและบวม เช่น

• การเลียปากบ่อย ๆ
• การแพ้แสงแดด
• ปากแห้ง แตก จากอากาศแห้งหรือขาดความชุ่มชื้น

การอักเสบลักษณะนี้มักทำให้ปากแดง แห้ง และระคายเคืองร่วมด้วย

6.ปากบวมเกิดจากโรคหรือปัญหาสุขภาพ

บางครั้งปากบวมอาจเป็นสัญญาณของโรคหรือภาวะทางสุขภาพ เช่น

• อาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis)
• โรคภูมิแพ้หรือโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน
• โรคเรื้อรังบางชนิดที่ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ

อาการที่มักพบร่วมกับปากบวม

อาการปากบวม เป็นอาการที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน และมักเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ ซึ่งช่วยบ่งบอกถึงสาเหตุและความรุนแรงของอาการได้ ลักษณะอาการที่พบอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยกระตุ้น เช่น การแพ้ การติดเชื้อ หรือการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณริมฝีปาก

1.ริมฝีปากบวม อูม หรือหนากว่าปกติ
เป็นอาการหลักที่พบได้ชัดเจน อาจบวมเพียงเล็กน้อยหรือบวมมากจนเห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปปาก บางรายอาจบวมเฉพาะริมฝีปากบน ริมฝีปากล่าง หรือบวมข้างเดียว

2.อาการตึง เจ็บ หรือปวดบริเวณปาก
ผู้ที่มีอาการปากบวมมักรู้สึกตึงบริเวณริมฝีปาก เนื่องจากเนื้อเยื่อขยายตัว หากเกิดจากการอักเสบหรือการบาดเจ็บ อาจมีอาการเจ็บหรือปวดเมื่อสัมผัส ขยับปาก หรือพูด

3.อาการคันหรือแสบร้อน
อาการคันมักพบในกรณีปากบวมจากการแพ้หรือแมลงกัดต่อย ส่วนอาการแสบร้อนอาจพบในกรณีที่ผิวปากระคายเคืองหรือมีการอักเสบ ซึ่งทำให้รู้สึกไม่สบายและอยากเกาบริเวณปาก

4.ริมฝีปากแดง ร้อน หรือมีอาการอักเสบ
การอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณริมฝีปากจะทำให้ปากมีสีแดง รู้สึกร้อน หรือไวต่อการสัมผัส บางครั้งอาจเห็นผิวปากดูตึงและเงากว่าปกติ

5.ปากแห้ง แตก หรือเป็นขุย
ปากบวมอาจเกิดร่วมกับอาการปากแห้ง แตก หรือมีขุย โดยเฉพาะในผู้ที่เลียปากบ่อย อยู่ในสภาพอากาศแห้ง หรือได้รับการระคายเคืองจากสารเคมีและเครื่องสำอาง

6.มีตุ่มน้ำ ตุ่มใส หรือตุ่มหนอง
หากปากบวมเกิดจากการติดเชื้อ อาจพบตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ ซึ่งมักพบในโรคเริม หรือพบตุ่มหนองและแผลเจ็บในกรณีติดเชื้อแบคทีเรีย ตุ่มเหล่านี้อาจแตกและกลายเป็นแผลได้

7.มีแผล เจ็บเมื่อขยับปากหรือรับประทานอาหาร
บางรายอาจมีแผลบริเวณริมฝีปาก ทำให้รู้สึกเจ็บเมื่อพูด ยิ้ม หรือรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารรสจัดหรืออาหารร้อน

8.ปากบวมร่วมกับอวัยวะอื่น
ในบางกรณี ปากบวมอาจเกิดร่วมกับการบวมของใบหน้า ลิ้น เหงือก หรือรอบดวงตา ซึ่งมักพบในภาวะการแพ้ หากบวมลามอย่างรวดเร็ว อาจเป็นสัญญาณของอาการแพ้รุนแรง

9.มีไข้หรืออาการไม่สบายตัว
หากปากบวมเกิดจากการติดเชื้อ อาจมีไข้ อ่อนเพลีย หรือรู้สึกไม่สบายตัวร่วมด้วย แสดงว่าร่างกายกำลังตอบสนองต่อการติดเชื้อ

อาการที่ควรรีบไปพบแพทย์
หากมีอาการปากบวมร่วมกับหายใจลำบาก แน่นคอ เสียงแหบ บวมลามอย่างรวดเร็ว เจ็บรุนแรง หรือไม่ยุบภายใน 2-3 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ปากบวมแบบไหนที่ไม่อันตราย

อาการปากบวมไม่ได้เป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงเสมอไป ในหลายกรณีเป็นอาการเล็กน้อยที่สามารถหายได้เอง เมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยปากบวมที่ไม่อันตรายมักมีลักษณะดังต่อไปนี้

1.ปากบวมเล็กน้อยและค่อย ๆ ยุบลงเอง
ปากบวมเพียงเล็กน้อย ไม่เจ็บมาก และอาการดีขึ้นภายใน 1-2 วัน มักเกิดจากการระคายเคืองเล็กน้อย เช่น การกัดปาก การเลียปากบ่อย หรือการสัมผัสอากาศแห้ง

2.ปากบวมจากการบาดเจ็บเล็กน้อย
เช่น ถูกกระแทกเบา ๆ เผลอกัดปาก หรือระคายเคืองจากการทำฟันเล็กน้อย อาการบวมมักไม่รุนแรง ไม่มีแผลลึก และจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อฟื้นตัว

3.ปากบวมจากแมลงกัดต่อยที่ไม่รุนแรง
หากถูกแมลงกัดบริเวณริมฝีปากและมีอาการบวมเล็กน้อย คัน หรือแดง แต่ไม่บวมลาม ไม่หายใจลำบาก และอาการค่อย ๆ ทุเลา ถือว่าไม่อันตราย

4.ปากบวมจากการแพ้เล็กน้อย
เช่น แพ้ลิปสติก ยาสีฟัน หรืออาหารบางชนิดในระดับไม่รุนแรง โดยอาการบวมไม่มาก ไม่มีอาการแน่นคอ หายใจลำบาก และอาการดีขึ้นหลังหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น

5.ไม่มีอาการรุนแรงร่วม
ปากบวมที่ไม่อันตรายมักไม่มีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย

• หายใจลำบาก
• แน่นคอ เสียงแหบ
• บวมลามไปที่ลิ้น คอ หรือใบหน้าอย่างรวดเร็ว
• เจ็บรุนแรงหรือมีหนอง

6.อาการปากบวมไม่เป็นซ้ำบ่อย
หากปากบวมเกิดขึ้นเพียงครั้งคราว ไม่เป็นซ้ำบ่อย และไม่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น มักไม่ใช่สัญญาณของโรคเรื้อรัง

ปากบวมแบบไหนที่ควรระวัง

แม้ว่าอาการปากบวมหลายกรณีจะไม่อันตราย แต่ก็มีบางลักษณะที่อาจเป็นสัญญาณของภาวะรุนแรง หรือโรคที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน หากพบอาการต่อไปนี้ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

1.ปากบวมอย่างรวดเร็วหรือบวมมากผิดปกติ
หากปากบวมขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน อาจเป็นสัญญาณของการแพ้รุนแรง ซึ่งอาจลุกลามได้รวดเร็ว

2.ปากบวมร่วมกับหายใจลำบากหรือแน่นคอ
ถือเป็นอาการอันตรายที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดการบวมของลำคอหรือทางเดินหายใจ ซึ่งเสี่ยงต่อการขาดอากาศหายใจ

3.ปากบวมลามไปที่ลิ้น คอ หรือใบหน้า
หากอาการบวมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ริมฝีปาก แต่ลามไปยังลิ้น คอ รอบดวงตา หรือทั้งใบหน้า อาจเป็นภาวะแพ้รุนแรงหรือปัญหาทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน

4.ปากบวมร่วมกับอาการเจ็บรุนแรงหรือมีหนอง
อาการบวมที่มาพร้อมความเจ็บปวดมาก มีหนอง หรือมีแผลลึก อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรียที่ต้องได้รับการรักษาด้วยยา

5.ปากบวมไม่ยุบหรือเป็นนานหลายวัน
หากปากบวมต่อเนื่องเกิน 2-3 วัน หรืออาการไม่ดีขึ้นแม้ดูแลเบื้องต้นแล้ว ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม

6.ปากบวมเป็นซ้ำบ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ
อาการบวมที่เกิดซ้ำบ่อย ๆ อาจเกี่ยวข้องกับโรคภูมิแพ้เรื้อรัง ภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือโรคบางชนิดที่ต้องได้รับการวินิจฉัย

7.ปากบวมร่วมกับไข้สูงหรืออาการไม่สบายรุนแรง
การมีไข้สูง อ่อนเพลีย หรือรู้สึกป่วยร่วมกับปากบวม อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่ลุกลาม

วิธีดูแลบรรเทาอาการปากบวมเบื้องต้น

เมื่อมีอาการปากบวม หากอาการไม่รุนแรงและไม่มีสัญญาณอันตราย สามารถดูแลและบรรเทาอาการเบื้องต้นได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

1.บรรเทาอาการปากบวมด้วยการประคบเย็น
ใช้ผ้าสะอาดห่อน้ำแข็งหรือเจลประคบเย็น ประคบบริเวณริมฝีปากประมาณ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการบวมได้

2.บรรเทาอาการปากบวมด้วยการหลีกเลี่ยงสัมผัสริมฝีปาก
งดการจับ แกะ เกา หรือกัดปาก เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อระคายเคืองและบวมมากขึ้น รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

3.บรรเทาอาการปากบวมด้วยการงดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคือง
หากใช้ผลิตภัณฑ์บางอย่างแล้วเกิดอาการปากบวม เช่น ลิปสติก ลิปบาล์ม ยาสีฟัน หรือน้ำยาบ้วนปาก ให้หยุดใช้ทันที เพราะอาจเป็นสาเหตุของการแพ้หรือระคายเคืองชั่วคราว

4.บรรเทาอาการปากบวมด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอและใช้ลิปบำรุง
ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และใช้ลิปบาล์มสูตรอ่อนโยน ไม่มีน้ำหอมหรือสารระคายเคือง เพื่อช่วยลดอาการปากแห้งแตก

5.บรรเทาอาการปากบวมด้วยการหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้บวมมากขึ้น
งดอาหารรสจัด เผ็ด เปรี้ยว เค็มจัด รวมถึงอาหารร้อน เพราะอาจทำให้อาการปากบวมและระคายเคืองแย่ลง

6.บรรเทาอาการปากบวมด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น และลดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณริมฝีปาก

7.บรรเทาอาการปากบวมด้วยการดูแลความสะอาดช่องปาก
แปรงฟันอย่างเบามือ และรักษาความสะอาดบริเวณริมฝีปาก เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเพิ่มเติม

8.บรรเทาอาการปากบวมด้วยการหลีกเลี่ยงการเลียปากบ่อย ๆ
แม้จะรู้สึกปากแห้ง แต่การเลียปากจะทำให้ริมฝีปากยิ่งแห้งและระคายเคืองมากขึ้น แนะนำให้ใช้ลิปบาล์มแทน

9.บรรเทาอาการปากบวมด้วยการใช้ยาตามคำแนะนำ (ถ้ามี)
หากเคยได้รับยาจากแพทย์ เช่น ยาแก้แพ้ หรือยาทาภายนอก ควรใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด แต่ไม่ควรซื้อยามาใช้เองหากไม่แน่ใจ

วิธีการรักษาปากบวมทางการแพทย์

การรักษาอาการปากบวมทางการแพทย์ จะขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรง และอาการร่วมของผู้ป่วย แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจพิจารณาการรักษาในแนวทางต่อไปนี้

1.การรักษาปากบวมด้วยการใช้ยาแก้แพ้
หากปากบวมเกิดจากอาการแพ้ เช่น แพ้อาหาร ยา หรือเครื่องสำอาง แพทย์อาจให้ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน เพื่อลดอาการบวม คัน และแดง ในกรณีอาการไม่รุนแรง มักตอบสนองต่อยาได้ดีและอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น

2.การรักษาปากบวมด้วยการใช้ยาลดการอักเสบหรือสเตียรอยด์
ในกรณีที่ปากบวมมาก หรือเกิดจากการอักเสบรุนแรง แพทย์อาจพิจารณายาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานหรือฉีด เพื่อลดการอักเสบและอาการบวมอย่างรวดเร็ว มักใช้ในกรณีแพ้รุนแรง ทั้งนี้ยากลุ่มนี้ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

3.การรักษาปากบวมด้วยการรักษาในกรณีแพ้รุนแรง (ฉุกเฉิน)
หากปากบวมร่วมกับหายใจลำบาก แน่นคอ บวมลามไปที่ลิ้นหรือคอ แพทย์จะให้การรักษาแบบเร่งด่วน เช่น ฉีดยาอะดรีนาลีน (Epinephrine) ให้ออกซิเจนหรือดูแลทางเดินหายใจ และเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาล

4.การรักษาปากบวมด้วยการรักษาการติดเชื้อ
หากปากบวมเกิดจากการติดเชื้อ อาจรักษาด้วยการให้ยา เช่น

• ติดเชื้อแบคทีเรีย ให้ยาปฏิชีวนะ
• เริมที่ริมฝีปาก ให้ยาต้านไวรัส
• ติดเชื้อรา ให้ยาฆ่าเชื้อราเฉพาะที่หรือชนิดรับประทาน

การใช้ยาจะขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและความรุนแรงของอาการ

5.การรักษาปากบวมด้วยการรักษาแผลหรือการบาดเจ็บ
ในกรณีปากบวมจากการบาดเจ็บ อาจให้ยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ หากมีแผล อาจต้องทำความสะอาดแผลหรือเย็บแผล และแนะนำการดูแลแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

6.การรักษาปากบวมด้วยการตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม
หากปากบวมเป็นซ้ำบ่อย หรือไม่ทราบสาเหตุชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาตรวจภูมิแพ้ ตรวจเลือด ส่งต่อแพทย์เฉพาะทาง เช่น แพทย์ผิวหนังหรือแพทย์ภูมิแพ้

ปากบวมกี่วันหาย เมื่อใดควรพบแพทย์

อาการปากบวม จะหายเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรง และการดูแลรักษา โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

ระยะเวลาที่อาการปากบวมหาย
• ปากบวมเล็กน้อย ไม่อันตราย เช่น การระคายเคืองเล็กน้อย กัดปาก แพ้เล็กน้อย หรือแมลงกัดต่อย มักยุบลงและดีขึ้นภายใน 1-3 วัน หากดูแลถูกวิธี เช่น ประคบเย็น หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น อาจหายเร็วขึ้น
• ปากบวมจากการอักเสบหรือการติดเชื้อเล็กน้อย อาการอาจใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน หากได้รับยารักษาที่เหมาะสม อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ
• ปากบวมจากการแพ้หรือการติดเชื้อที่ค่อนข้างรุนแรง อาจใช้เวลานานกว่า 7 วัน จำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง

หากปากบวม ไม่ยุบภายใน 2-3 วัน หรือมีแนวโน้มแย่ลง ควรเริ่มพิจารณาพบแพทย์

อาการปากบวมที่ควรพบแพทย์
ควรรีบไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการใดอาการหนึ่งต่อไปนี้

• ปากบวม อย่างรวดเร็วหรือบวมมากผิดปกติ
• ปากบวมร่วมกับหายใจลำบาก แน่นคอ เสียงแหบ
• บวมลามไปที่ลิ้น คอ ใบหน้า หรือรอบดวงตา
• มีอาการปากบวม เจ็บรุนแรง แผลลึก หรือมีหนอง
• มี ไข้สูง อ่อนเพลีย หรืออาการไม่สบายรุนแรง
• ปากบวม ไม่ยุบภายใน 2-3 วัน แม้ดูแลเบื้องต้นแล้ว
• ปากบวม เป็นซ้ำบ่อย โดยไม่ทราบสาเหตุ

ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมคืออะไร อาการอย่างไร

ฉีดฟิลเลอร์ปากบวม คือภาวะที่ริมฝีปากเกิดอาการบวมหลังการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเพิ่มความอวบอิ่ม ปรับรูปทรง หรือแก้ไขรูปปาก ฟิลเลอร์ที่ใช้ส่วนใหญ่มักเป็นสารกลุ่มไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid: HA) ซึ่งสามารถสลายได้ตามธรรมชาติ อาการปากบวมหลังฉีดจึงถือเป็นอาการข้างเคียงที่พบได้ตามปกติ ในช่วงระยะเวลาแรกหลังทำ

อาการปากบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ เกิดจากการที่เนื้อเยื่อบริเวณริมฝีปากถูกกระตุ้นจากเข็มฉีด การกระจายตัวของฟิลเลอร์ และการตอบสนองของร่างกายต่อสารที่ฉีดเข้าไป ทำให้เกิดการอักเสบและการคั่งของของเหลวชั่วคราว

อาการปากบวมหลังฉีดฟิลเลอร์
อาการที่พบได้บ่อย มักเกิดขึ้นชัดเจนในช่วง 1-3 วันแรก และจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ได้แก่

• ริมฝีปากบวม อูม หรือดูหนากว่าปกติ
• รู้สึกตึง ระบม หรือเจ็บเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด
• มีรอยแดงหรือรอยช้ำเล็กน้อย
• ปากอาจดูไม่สมดุลหรือไม่เข้ารูปในช่วงแรก
• อาจรู้สึกปากตึงเมื่อต้องพูดหรือยิ้ม

ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากอะไร

อาการปากบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ เป็นสิ่งที่พบได้ค่อนข้างบ่อย โดยส่วนใหญ่ไม่อันตรายและเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายต่อการฉีดสารเข้าไปในเนื้อเยื่อริมฝีปาก อย่างไรก็ตาม สาเหตุของอาการบวมสามารถแบ่งได้เป็นหลายกรณี ดังนี้

1.ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากปฏิกิริยาปกติของร่างกายหลังการฉีด
การฉีดฟิลเลอร์ต้องใช้เข็มแทงเข้าไปในเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบเล็กน้อย ร่างกายจึงตอบสนองด้วยการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและของเหลว ส่งผลให้ริมฝีปากบวมชั่วคราว เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด และมักยุบเองภายในไม่กี่วัน

2.ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากคุณสมบัติของฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์ชนิดไฮยาลูโรนิกแอซิดมีคุณสมบัติ อุ้มน้ำ เมื่อฉีดเข้าไปจะดึงน้ำเข้าสู่เนื้อเยื่อ ทำให้ปากดูบวม อูม และตึงในช่วงแรก อาการนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ และจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อฟิลเลอร์เข้าที่

3.ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากการฉีดหลายจุดหรือใช้ปริมาณฟิลเลอร์มาก
หากมีการฉีดฟิลเลอร์หลายตำแหน่ง หรือใช้ปริมาณฟิลเลอร์ค่อนข้างมาก อาจทำให้เนื้อเยื่อถูกกระตุ้นมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาการบวมชัดเจนกว่าคนอื่น

4.ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากโครงสร้างริมฝีปากและสภาพผิวของแต่ละบุคคล
บางคนมีริมฝีปากบาง เนื้อเยื่ออ่อน หรือมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก ทำให้เกิดอาการบวมง่าย และอาจบวมนานกว่าปกติหลังฉีดฟิลเลอร์

5.ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากรอยช้ำหรือเลือดคั่งจากเข็มฉีด
ในระหว่างการฉีด เข็มอาจไปกระทบเส้นเลือด ทำให้เกิดรอยช้ำหรือเลือดคั่ง ส่งผลให้ปากบวมร่วมกับรอยม่วงหรือคล้ำ อาการนี้จะค่อย ๆ จางลงตามระยะเวลา

6.ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากการดูแลหลังฉีดไม่เหมาะสม
พฤติกรรมหลังฉีด เช่น จับ กด นวด หรือขยี้ปากบ่อย ดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายหนัก รับประทานอาหารร้อนหรือรสจัด สิ่งเหล่านี้อาจกระตุ้นให้ปากบวมมากขึ้นหรือบวมนานกว่าปกติ

7.ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากการแพ้ฟิลเลอร์หรือสารที่ใช้ร่วม
แม้จะพบได้น้อย แต่บางรายอาจเกิดอาการแพ้ฟิลเลอร์หรือยาชาที่ใช้ร่วม ทำให้ปากบวมมาก คัน แดง หรือบวมผิดปกติ ซึ่งควรได้รับการประเมินจากแพทย์ทันที

8.ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเกิดจากภาวะแทรกซ้อนที่ควรระวัง
ในบางกรณีที่พบได้น้อยมาก ปากบวมอาจเกิดจากการติดเชื้อ การอุดตันของหลอดเลือด ซึ่งมักมีอาการรุนแรงร่วม เช่น ปวดมาก สีปากซีดหรือคล้ำ ชา หรือมีหนอง ต้องรีบพบแพทย์ทันที

ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมเป็นก้อน กี่วันหาย

อาการปากบวมเป็นก้อนหลังฉีดฟิลเลอร์ เป็นสิ่งที่หลายคนกังวล แต่ในหลายกรณีถือว่าเป็นอาการที่พบได้และมักไม่อันตราย โดยระยะเวลาที่อาการจะหาย ขึ้นอยู่กับสาเหตุและการดูแลหลังฉีด

ระยะเวลาฟิลเลอร์ปากบวมเป็นก้อนยุบ
• ช่วงแรกหลังฉีด (1-3 วันแรก) ปากจะบวมชัด และอาจคลำเจอก้อนแข็ง ๆ ใต้ผิว เกิดจากอาการบวม การอักเสบ และการกระจายตัวของฟิลเลอร์ ถือว่าเป็นอาการปกติในระยะเริ่มต้น
• ช่วง 4-7 วัน อาการบวมจะเริ่มยุบ ก้อนจะนิ่มลงและค่อย ๆ เล็กลง รูปปากเริ่มเข้าที่มากขึ้น
• ช่วง 1-2 สัปดาห์ ฟิลเลอร์เริ่มเข้าที่อย่างสมบูรณ์ ก้อนส่วนใหญ่จะหายไป หรือคลำไม่ชัด ปากดูเป็นธรรมชาติขึ้น
• บางรายอาจใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ ในคนที่เนื้อปากบาง หรือใช้ฟิลเลอร์ปริมาณมาก ก้อนจะค่อย ๆ นิ่มและจางหายเอง

วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ปากบวม

หลังการฉีดฟิลเลอร์ปาก อาการบวม ตึง หรือระบมเล็กน้อยถือเป็นเรื่องปกติ หากดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี จะช่วยให้อาการบวมยุบเร็ว ลดความเสี่ยงของก้อน และช่วยให้ฟิลเลอร์เข้าที่สวยดูเป็นธรรมชาติ แนวทางดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก มีดังนี้

1.ประคบเย็นในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก
ใช้ผ้าสะอาดห่อน้ำแข็งหรือเจลเย็น ประคบเบา ๆ ครั้งละ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง ช่วยลดอาการบวม รอยแดง และรอยช้ำ

2.หลีกเลี่ยงการจับ กด นวด หรือปั้นปากเอง
ในช่วง 7-14 วันแรก ไม่ควรกด นวด หรือคลำก้อนเอง หลีกเลี่ยงการขยี้ปากแรง ๆ เพราะอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อน เป็นก้อน หรือบวมมากขึ้น

3.งดดื่มแอลกอฮอล์และของมึนเมา
ควรงดอย่างน้อย 48-72 ชั่วโมง เนื่องจากแอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยาย ส่งผลให้บวมและช้ำมากขึ้น

4.หลีกเลี่ยงอาหารร้อนและรสจัด
ในช่วง 2-3 วันแรก งดอาหารร้อนจัด เผ็ดจัด เค็มจัด เลือกอาหารอุณหภูมิปกติหรือเย็น ช่วยลดการกระตุ้นให้เกิดอาการบวมมากขึ้น

5.ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ฟิลเลอร์ HA ต้องการน้ำในการคงรูป ดื่มน้ำวันละ 1.5-2 ลิตร ช่วยให้ฟิลเลอร์เข้าที่และปากดูอิ่มสวยเป็นธรรมชาติ

6.งดออกกำลังกายหนักและกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด
อย่างน้อย 48 ชั่วโมง เช่น วิ่งหนัก ฟิตเนส ซาวน่า อบไอน้ำ เพราะอาจทำให้ปากบวมมากขึ้น

7.นอนพักผ่อนให้เพียงพอ และนอนหนุนหมอนสูงเล็กน้อย
ช่วยลดการคั่งของของเหลวบริเวณปาก และช่วยให้อาการบวมยุบเร็วขึ้น

8.หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าบริเวณปากในช่วงแรก
ควรงดลิปสติก ลิปทินต์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

9.ใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ตามคำแนะนำแพทย์
หากแพทย์สั่งยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ หรือยาทา ควรใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ไม่ควรซื้อยาหรือครีมมาใช้เอง เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้น

ฉีดฟิลเลอร์ปากบวมอันตรายไหม

อาการปากบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยและส่วนใหญ่ไม่อันตราย หากเป็นอาการบวมชั่วคราวจากการฉีด แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่ควรระวัง จึงควรแยกให้ออกว่าแบบไหนปกติ และแบบไหนอันตราย

ปากบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ที่ไม่อันตราย
อาการลักษณะนี้ถือว่าเป็นอาการปกติหลังทำและมักหายได้เอง

• บวมเล็กน้อยถึงปานกลาง
• รู้สึกตึงหรือระบมเล็กน้อย
• มีรอยแดงหรือรอยช้ำเล็กน้อย
• ปากดูอูมในช่วงแรก แต่ค่อย ๆ ยุบลง
• ไม่มีอาการปวดรุนแรง ไม่มีไข้ ไม่มีหนอง

โดยทั่วไปอาการบวมจะดีขึ้นภายใน 5-7 วัน และฟิลเลอร์ปากจะเข้าที่ภายใน 1-2 สัปดาห์

ปากบวมหลังฉีดฟิลเลอร์ที่ควรระวัง
หากมีอาการต่อไปนี้ อาจไม่ใช่อาการปกติ และควรรีบพบแพทย์ทันที

• ปากบวมมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่ยุบ โดยเฉพาะหากบวมเกิน 7-14 วัน หรือบวมแข็งเป็นก้อน
• ปวดรุนแรง ปวดตุบ ๆ อาการปวดมากผิดปกติอาจบ่งบอกถึงการอักเสบ ติดเชื้อ หลอดเลือดอุดตัน
• สีปากเปลี่ยนผิดปกติ เช่น ซีด ขาว ม่วง คล้ำ หรือมีลักษณะเป็นลาย อาจเป็นสัญญาณของการอุดตันของหลอดเลือด
• มีหนอง แผล หรือไข้ บ่งบอกถึงการติดเชื้อ ซึ่งต้องได้รับการรักษาทันที
• ปากชา หรือรู้สึกผิดปกติ เช่น ชา เจ็บแปลบ หรือสูญเสียความรู้สึก

สรุปเกี่ยวกับอาการปากบวม

อาการปากบวมโดยทั่วไปสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากการแพ้ การติดเชื้อ การบาดเจ็บ รวมถึงการฉีดฟิลเลอร์ปาก ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่มักเป็นอาการชั่วคราวและสามารถหายได้เองหากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากปากบวมมีความรุนแรง บวมไม่ยุบ เป็นก้อนนานผิดปกติ หรือมีอาการผิดปกติร่วม เช่น ปวดมาก สีปากเปลี่ยน มีหนอง หรือหายใจลำบาก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

การสังเกตอาการปากบวมของตนเองอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลหลังการฉีดฟิลเลอร์ และเลือกเข้ารับบริการจากแพทย์ในคลินิกได้มาตรฐาน จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และทำให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
โปรโมชั่นต่างๆ
เรื่อง บทความน่ารู้ ที่คุณอาจสนใจ