fb
24

แสบปาก เกิดจากอะไร วิธีบรรเทาอาการแสบปากมีอะไรบ้าง

อาการแสบปากเป็นปัญหาที่หลายคนอาจเคยประสบ แต่กลับถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงอาการเล็กน้อย ทั้งที่ความจริงแล้วอาการแสบปากสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การระคายเคืองในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงโรคหรือปัญหาสุขภาพบางอย่าง อาการนี้อาจส่งผลต่อการรับประทานอาหาร การพูด และคุณภาพชีวิตโดยรวม การทำความเข้าใจว่าอาการแสบปากคืออะไร เกิดจากอะไร มีลักษณะอาการแบบไหน และควรดูแลรักษาอย่างไร จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยให้สามารถรับมือกับอาการได้อย่างถูกต้องและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

แสบปากคืออะไร อันตรายไหม

แสบปาก คืออาการระคายเคืองหรือรู้สึกแสบร้อนบริเวณริมฝีปาก มุมปาก หรือภายในช่องปาก อาจเกิดขึ้นชั่วคราวหรือเป็นต่อเนื่อง บางคนรู้สึกแสบเพียงเล็กน้อย ขณะที่บางรายอาจแสบมากจนรู้สึกเจ็บ แห้ง ตึง หรือมีอาการแสบเมื่อกินอาหาร พูด หรือสัมผัสริมฝีปาก อาการแสบปากอาจเกิดร่วมกับอาการอื่น เช่น ปากแห้ง ปากลอก แดง บวม แตก หรือมีแผลเล็ก ๆ ภายในปาก

โดยทั่วไป อาการแสบปากไม่ถือว่าอันตราย หากเกิดจากสาเหตุทั่วไป เช่น การระคายเคืองจากอาหารรสจัด การแพ้เครื่องสำอาง ลิปสติก ยาสีฟัน การเลียปากบ่อย หรืออากาศแห้ง ซึ่งมักจะดีขึ้นได้เองเมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นและดูแลริมฝีปากอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาการแสบปากอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ควรใส่ใจ เช่น
• การติดเชื้อรา แบคทีเรีย หรือไวรัสในช่องปาก
• ภาวะขาดวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินบี หรือธาตุเหล็ก
• โรคทางช่องปาก โรคภูมิแพ้ หรือโรคทางระบบบางชนิด
• ภาวะปากอักเสบเรื้อรัง

ทั้งนี้ควรไปพบแพทย์หากมีอาการแสบปากร่วมกับอาการเหล่านี้
• แสบปากติดต่อกันนานเกิน 1-2 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น
• มีแผลในปาก เจ็บมาก หรือมีเลือดออก
• ปากบวม แดงมาก หรือมีหนอง
• แสบปากร่วมกับอาการป่วยอื่น เช่น ไข้ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด

สรุปคือ แสบปากส่วนใหญ่มักไม่อันตราย แต่หากเป็นบ่อย เป็นนาน หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและรักษาอย่างเหมาะสม

ลักษณะอาการแสบปากเป็นอย่างไร

อาการแสบปากสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง โดยแต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกันไป ลักษณะอาการที่พบบ่อย ได้แก่

รู้สึกแสบร้อนหรือระคายเคืองบริเวณริมฝีปาก อาจเกิดที่ริมฝีปากด้านนอก ด้านใน มุมปาก หรือรอบ ๆ ปาก คล้ายความรู้สึกแสบร้อนจากพริกหรือของร้อน
แสบปากมากขึ้นเมื่อสัมผัสสิ่งกระตุ้น เช่น เวลากินอาหารรสจัด เปรี้ยว เค็ม หรือดื่มเครื่องดื่มร้อน แอลกอฮอล์ รวมถึงการพูดหรือขยับริมฝีปากบ่อย ๆ
รู้สึกปากแห้ง ตึง หรือไม่สบาย บางรายอาจรู้สึกว่าริมฝีปากแห้งตลอดเวลา แม้ดื่มน้ำเพียงพอแล้วก็ตาม
ริมฝีปากแดง บวม หรือระคายเคือง ผิวบริเวณปากอาจดูแดงกว่าปกติ บางครั้งมีอาการบวมเล็กน้อย หรือไวต่อการสัมผัส
ปากลอก แตก หรือมีขุย อาการแสบปากมักเกิดร่วมกับปากแห้งลอก แตกเป็นร่อง โดยเฉพาะบริเวณมุมปาก
แสบปากร่วมกับอาการเจ็บหรือปวด บางคนอาจรู้สึกเจ็บแปลบ ปวด หรือระบมบริเวณริมฝีปากหรือในช่องปาก
มีแผลเล็ก ๆ หรือรอยถลอกในปาก ในบางกรณีอาจพบแผลตื้น แผลร้อนใน หรือรอยถลอกเล็ก ๆ ซึ่งทำให้รู้สึกแสบมากขึ้น
แสบปากเป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นต่อเนื่อง อาการอาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หรือเป็นต่อเนื่องหลายวัน ขึ้นอยู่กับสาเหตุและการดูแลตัวเอง

หากอาการแสบปากรุนแรง เป็นอยู่นาน หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรสังเกตและพิจารณาไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่เหมาะสม

แสบปากต่างกับปากลอกอย่างไร

แสบปากและปากลอกเป็นอาการที่มักเกิดร่วมกันจนหลายคนสับสน แต่จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างกันทั้งในด้านลักษณะอาการ สาเหตุ และความรู้สึกที่เกิดขึ้น

1.อาการแสบปาก
แสบปากเป็นอาการที่เกี่ยวกับความรู้สึกเป็นหลัก ผู้ที่มีอาการจะรู้สึกแสบร้อน ระคายเคือง หรือเจ็บบริเวณริมฝีปากหรือในช่องปาก แม้บางครั้งผิวจะดูปกติดี ไม่มีรอยลอกหรือแผลให้เห็นชัด อาการแสบปากมักเป็นมากขึ้นเมื่อสัมผัสสิ่งกระตุ้น เช่น อาหารรสจัด ของร้อน การพูดบ่อย หรือการทาลิปสติกและผลิตภัณฑ์บางชนิด สาเหตุหลักมักเกิดจากการระคายเคือง การแพ้ การติดเชื้อ หรือภาวะขาดวิตามินบางชนิด

2.อาการปากลอก
ปากลอกเป็นอาการที่เห็นได้ชัดทางผิวหนัง ริมฝีปากจะมีผิวแห้ง แตก ลอกเป็นขุย หรือหลุดเป็นแผ่น อาจมีร่องแตกหรือเลือดซึมได้ โดยบางรายอาจไม่รู้สึกแสบหรือเจ็บเลย สาเหตุของปากลอกมักเกิดจากริมฝีปากขาดความชุ่มชื้น อากาศแห้ง การเลียปากบ่อย ดื่มน้ำน้อย หรือการดูแลริมฝีปากไม่เหมาะสม

ความแตกต่างระหว่างแสบปากและปากลอก
แสบปากจะเน้นที่ความรู้สึกแสบร้อนหรือเจ็บ แม้ผิวอาจดูปกติ ส่วนปากลอกจะเน้นที่ลักษณะผิวที่แห้ง แตก และลอกอย่างชัดเจน อาการทั้งสองสามารถเกิดแยกจากกันหรือเกิดพร้อมกันได้ หากปากลอกรุนแรงก็อาจทำให้เกิดอาการแสบตามมา

สรุปคือ แสบปากคืออาการระคายเคืองที่รับรู้ได้จากความรู้สึก ส่วนปากลอกคือความผิดปกติของผิวริมฝีปาก หากมีอาการรุนแรง เป็นอยู่นาน หรือดูแลแล้วไม่ดีขึ้น ควรหาสาเหตุที่แท้จริงและปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อการรักษาที่เหมาะสม

อาการแสบปากเกิดจากอะไร

อาการแสบปากสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ปัจจัยเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงปัญหาสุขภาพบางอย่าง สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

1.แสบปากเกิดจากการระคายเคืองจากอาหารและเครื่องดื่ม

อาหารรสจัด เผ็ด เปรี้ยว เค็มจัด ของร้อนจัด แอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อาจกระตุ้นให้ริมฝีปากและเยื่อบุช่องปากเกิดอาการแสบได้

2.แสบปากเกิดจากการแพ้หรือระคายเคืองจากสารเคมี

เช่น ลิปสติก ลิปมัน เครื่องสำอาง ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก หรือผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากบางชนิด โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย

3.แสบปากเกิดจากปากแห้งและการขาดความชุ่มชื้น

ดื่มน้ำน้อย อากาศแห้ง อยู่ในห้องแอร์นาน หรือเลียปากบ่อย ทำให้ริมฝีปากแห้ง แตก และเกิดอาการแสบปากตามมา

4.แสบปากเกิดจากการติดเชื้อในช่องปาก

เช่น การติดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัส อาจทำให้เกิดอาการแสบ เจ็บ แดง หรือมีแผลในปากร่วมด้วย

5.แสบปากเกิดจากภาวะขาดวิตามินและแร่ธาตุ

โดยเฉพาะวิตามินบี วิตามินบี 2 บี 6 บี 12 ธาตุเหล็ก และสังกะสี ซึ่งมีผลต่อสุขภาพผิวและเยื่อบุในช่องปาก

6.แสบปากเกิดจากแผลในปากหรือร้อนใน

แผลร้อนในหรือแผลถลอกเล็ก ๆ ภายในปาก ทำให้รู้สึกแสบมากขึ้น โดยเฉพาะเวลารับประทานอาหารหรือพูด

7.แสบปากเกิดจากพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน

เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การกัดหรือเม้มริมฝีปากบ่อย ๆ หรือการแปรงฟันแรงเกินไป

8.แสบปากเกิดจากโรคหรือภาวะทางสุขภาพบางชนิด

เช่น ภาวะปากอักเสบเรื้อรัง ภูมิแพ้ โรคเบาหวาน ภาวะฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้รู้สึกแสบปากโดยไม่พบความผิดปกติชัดเจน

แสบปากเกิดจากโรคอะไรได้บ้าง

อาการแสบปากอาจไม่ได้เกิดจากการระคายเคืองทั่วไปเพียงอย่างเดียว แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคหรือภาวะทางสุขภาพบางชนิดได้ โรคที่อาจทำให้เกิดอาการแสบปาก ได้แก่

1.แสบปากเกิดจากการติดเชื้อราในช่องปาก

ทำให้รู้สึกแสบ เจ็บ ปากแดง หรือมีฝ้าขาวภายในปาก มักพบในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ใช้ยาปฏิชีวนะนาน หรือใส่ฟันปลอม

2.แสบปากเกิดจากแผลร้อนใน

เป็นแผลตื้นสีขาวหรือเหลือง มีขอบแดง ทำให้แสบหรือเจ็บมาก โดยเฉพาะเวลากินอาหารหรือพูด

3.แสบปากเกิดจากโรคปากอักเสบ

ทำให้ริมฝีปากแดง แห้ง แตก แสบ หรืออักเสบ อาจเกิดจากการแพ้ การติดเชื้อ หรือการระคายเคืองเรื้อรัง

4.แสบปากเกิดจากภาวะปากแสบร้อน

ทำให้รู้สึกแสบปาก ลิ้น หรือช่องปากอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ตรวจไม่พบแผลหรือความผิดปกติชัดเจน มักพบในผู้หญิงวัยกลางคนขึ้นไป

5.แสบปากเกิดจากโรคภูมิแพ้สัมผัส

เกิดจากการแพ้ลิปสติก ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก หรืออาหารบางชนิด ทำให้แสบ แดง บวม หรือคันบริเวณปาก

6.แสบปากเกิดจากโรคขาดวิตามินและโลหิตจาง

โดยเฉพาะการขาดวิตามินบี ธาตุเหล็ก หรือโฟเลต อาจทำให้เยื่อบุช่องปากอ่อนแอ เกิดอาการแสบ เจ็บ หรือปากแตกได้ง่าย

7.แสบปากเกิดจากโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีปากแห้ง ติดเชื้อในช่องปากได้ง่าย และเกิดอาการแสบปากร่วมด้วย

8.แสบปากเกิดจากโรคแพ้ภูมิตัวเองบางชนิด

เช่น ไลเคนพลานัสในช่องปาก (Oral Lichen Planus) ทำให้ปากแสบ ระคายเคือง หรือมีแผลเรื้อรัง

9.แสบปากเกิดจากโรคกรดไหลย้อน

กรดจากกระเพาะอาหารที่ไหลย้อนขึ้นมา อาจระคายเคืองเยื่อบุในช่องปากและทำให้รู้สึกแสบปากได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการแสบปาก

อาการแสบปากสามารถเกิดได้ง่ายขึ้นหากมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างร่วมด้วย โดยปัจจัยเหล่านี้อาจมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน สุขภาพร่างกาย หรือสิ่งแวดล้อม ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย ได้แก่

1.การรับประทานอาหารที่กระตุ้นการระคายเคือง
อาหารรสจัด เผ็ด เปรี้ยว เค็มจัด ของร้อนจัด รวมถึงแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการแสบปากได้ง่าย

2.การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง
เช่น ลิปสติก ลิปมัน ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก หรือเครื่องสำอางที่มีสารเคมีรุนแรง น้ำหอม หรือแอลกอฮอล์

3.ปากแห้งและการขาดความชุ่มชื้น
ดื่มน้ำน้อย อยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน อากาศแห้ง หรือเลียริมฝีปากบ่อย ทำให้ผิวปากอ่อนแอและระคายเคืองง่าย

4.สุขอนามัยช่องปากไม่เหมาะสม
แปรงฟันแรงเกินไป ใช้แปรงขนแข็ง หรือดูแลช่องปากไม่สะอาด อาจทำให้เยื่อบุในปากระคายเคือง

5.การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
สารเคมีและความร้อนจากบุหรี่ รวมถึงแอลกอฮอล์ ทำให้เยื่อบุช่องปากอักเสบและแสบได้ง่าย

6.ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ
ความเครียดส่งผลต่อภูมิคุ้มกันและสมดุลของร่างกาย ทำให้เกิดแผลในปากหรืออาการแสบปากได้ง่ายขึ้น

7.ภาวะขาดวิตามินและแร่ธาตุ
โดยเฉพาะวิตามินบี ธาตุเหล็ก สังกะสี และโฟเลต ทำให้เยื่อบุช่องปากอ่อนแอ แสบปากได้ง่าย

8.โรคประจำตัวบางชนิด
เช่น เบาหวาน โรคภูมิแพ้ โรคกรดไหลย้อน หรือโรคที่มีผลต่อภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้เกิดอาการแสบปากได้ง่าย

9.การใช้ยาบางชนิด
ยาปฏิชีวนะ ยาลดน้ำลาย ยาบางชนิดที่ทำให้ปากแห้ง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการแสบปาก

10.อายุและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
เมื่ออายุมากขึ้นและฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง อาการแสบปากพบได้บ่อยในผู้สูงอายุหรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้และดูแลสุขภาพช่องปากอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการแสบปากและป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำได้

วิธีบรรเทาอาการแสบปากด้วยตัวเอง

อาการแสบปากส่วนใหญ่มักเกิดจากการระคายเคืองหรือปัจจัยในชีวิตประจำวัน หากอาการยังไม่รุนแรงและไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถดูแลและบรรเทาอาการได้ด้วยตัวเอง โดยเน้นการลดสิ่งกระตุ้นอาการ ฟื้นฟูผิวริมฝีปาก และดูแลสุขภาพช่องปากอย่างเหมาะสม

1.หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นอาการแสบปาก
อาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด รวมถึงอาหารร้อนจัด อาจทำให้เยื่อบุช่องปากระคายเคืองมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงในช่วงที่มีอาการแสบปาก รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ และน้ำอัดลม ซึ่งอาจทำให้ปากแห้งและแสบมากกว่าเดิม

2.ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ช่องปาก
การดื่มน้ำอย่างเพียงพอช่วยลดอาการปากแห้ง รักษาความชุ่มชื้นของเยื่อบุช่องปาก และช่วยให้การฟื้นตัวของเนื้อเยื่อเป็นไปได้ดีขึ้น ควรจิบน้ำบ่อย ๆ ตลอดวัน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในห้องแอร์หรืออากาศแห้ง

3.ใช้ลิปบาล์มหรือผลิตภัณฑ์บำรุงริมฝีปากที่อ่อนโยน
ควรเลือกใช้ลิปบาล์มที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ไม่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์ เมนทอล หรือสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง การทาลิปบาล์มเป็นประจำจะช่วยลดอาการแสบ ป้องกันปากแห้งแตก และช่วยให้ริมฝีปากฟื้นตัวเร็วขึ้น

4.งดพฤติกรรมที่ทำให้ปากระคายเคืองซ้ำ
การเลียปาก เม้มปาก กัดริมฝีปาก หรือดึงผิวปากที่ลอกออก เป็นพฤติกรรมที่ทำให้ริมฝีปากสูญเสียความชุ่มชื้นและอักเสบมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้เพื่อไม่ให้อาการแสบปากเป็นมากขึ้น

5.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากสูตรอ่อนโยน
ควรเปลี่ยนมาใช้ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีสารระคายเคือง และไม่มีฟองมากเกินไป โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวหรือเยื่อบุในช่องปากแพ้ง่าย หากสงสัยว่าแพ้ผลิตภัณฑ์ใด ควรหยุดใช้ทันที

6.ดูแลสุขอนามัยช่องปากอย่างถูกวิธี
แปรงฟันอย่างนุ่มนวลด้วยแปรงขนนุ่ม หลีกเลี่ยงการแปรงแรงเกินไป เพราะอาจทำให้เยื่อบุช่องปากและริมฝีปากระคายเคือง ควรทำความสะอาดช่องปากอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน

7.ประคบเย็นเพื่อลดอาการแสบร้อน
การใช้ผ้าสะอาดห่อน้ำแข็งหรือผ้าเย็นประคบบริเวณริมฝีปากในช่วงสั้น ๆ สามารถช่วยลดอาการแสบร้อน ลดการอักเสบ และทำให้รู้สึกสบายขึ้นได้

8.เลือกรับประทานอาหารที่อ่อนและไม่ระคายเคือง
ควรเลือกอาหารอ่อน ย่อยง่าย และไม่ร้อนหรือเย็นจัด เช่น ข้าวต้ม ซุป ผักต้ม ผลไม้ที่ไม่เปรี้ยวจัด เพื่อช่วยลดการกระตุ้นอาการแสบปากในระหว่างมื้ออาหาร

9.พักผ่อนให้เพียงพอและจัดการความเครียด
ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกาย อาจทำให้อาการแสบปากหายช้าหรือเป็นซ้ำได้ การนอนหลับให้เพียงพอและผ่อนคลายความเครียดจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น

10.สังเกตอาการและประเมินความรุนแรง
หากดูแลตัวเองแล้วอาการแสบปากยังไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น เจ็บมาก มีแผลลึก ปากบวม หรือมีไข้ ควรไปพบแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม

การรักษาอาการแสบปากทางการแพทย์

เมื่ออาการแสบปากมีความรุนแรง เป็นอยู่นาน ดูแลตัวเองแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย การรักษาทางการแพทย์จะช่วยหาสาเหตุและรักษาได้อย่างตรงจุด โดยแนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการแสบปากเป็นหลัก

1.การซักประวัติและตรวจร่างกาย
แพทย์หรือทันตแพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับอาการ ระยะเวลาที่เป็น อาหาร ยา ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และโรคประจำตัว รวมถึงตรวจสภาพริมฝีปาก ลิ้น และเยื่อบุในช่องปาก เพื่อประเมินความผิดปกติ เช่น การอักเสบ แผล หรือการติดเชื้อ

2.การรักษาด้วยยาเฉพาะที่
หากอาการแสบปากเกิดจากการอักเสบหรือการระคายเคือง แพทย์อาจให้ยาทา ยาพ่น หรือเจลสำหรับช่องปาก เพื่อช่วยลดการอักเสบ ลดอาการแสบ และบรรเทาความเจ็บปวด ยาบางชนิดมีฤทธิ์เคลือบแผล ช่วยให้เยื่อบุฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

3.การใช้ยาต้านเชื้อ
ในกรณีที่พบการติดเชื้อในช่องปาก
• การติดเชื้อรา แพทย์อาจให้ยาต้านเชื้อราแบบทาหรือแบบรับประทาน
• การติดเชื้อแบคทีเรีย อาจให้ยาปฏิชีวนะตามความเหมาะสม
• การติดเชื้อไวรัส อาจให้ยาลดอาการหรือยาต้านไวรัสในบางกรณี
• การใช้ยาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น

4.การรักษาเมื่อเกิดจากภาวะขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ
หากตรวจพบว่าขาดวิตามินบี ธาตุเหล็ก หรือแร่ธาตุอื่น แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานวิตามินเสริมหรือปรับอาหาร เพื่อช่วยฟื้นฟูเยื่อบุช่องปากและลดอาการแสบ

5.การรักษาโรคประจำตัวหรือภาวะแฝง
ในผู้ที่มีอาการแสบปากจากโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคกรดไหลย้อน หรือโรคภูมิแพ้ แพทย์จะเน้นควบคุมโรคเหล่านี้ควบคู่ไปกับการรักษาอาการแสบปาก เพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ

6.การรักษาภาวะปากแสบร้อน
กรณีที่ไม่พบความผิดปกติชัดเจน แพทย์อาจใช้การรักษาแบบประคับประคอง เช่น ยาช่วยลดอาการปวดแสบ ยาควบคุมเส้นประสาท หรือการปรับพฤติกรรมและดูแลสุขภาพจิตใจร่วมด้วย

7.การแนะนำการดูแลตัวเองร่วมกับการรักษา
แพทย์มักให้คำแนะนำเรื่องการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อ่อนโยน การดูแลช่องปากอย่างถูกวิธี และการปรับพฤติกรรมการกิน เพื่อช่วยให้การรักษาได้ผลดีและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ

อาหารที่ควรกินและควรหลีกเลี่ยงเมื่อแสบปาก

เมื่อมีอาการแสบปาก การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมจะช่วยลดการระคายเคือง ฟื้นฟูเยื่อบุช่องปาก และทำให้อาการดีขึ้นได้เร็วขึ้น ในทางกลับกัน อาหารบางชนิดอาจกระตุ้นให้อาการแสบปากรุนแรงขึ้น ควรหลีกเลี่ยงชั่วคราว

อาหารที่ควรกินเมื่อแสบปาก

อาหารกลุ่มนี้ช่วยลดการระคายเคือง ไม่กระตุ้นอาการแสบ และช่วยให้ช่องปากฟื้นตัว

อาหารอ่อนและย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ซุปใส ซุปผัก ไข่ตุ๋น ช่วยลดการเสียดสีของเยื่อบุในช่องปาก
อาหารที่ไม่ร้อนหรือเย็นจัด ควรรับประทานอาหารอุ่น ๆ อุณหภูมิปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นอาการแสบร้อน
ผักที่ปรุงสุกแล้ว เช่น แครอท ฟักทอง บรอกโคลี ผักใบเขียวต้ม ช่วยให้ได้รับวิตามินโดยไม่ระคายเคืองปาก
ผลไม้ที่ไม่เปรี้ยวจัด เช่น กล้วย แอปเปิล มะละกอสุก ลูกแพร์ หลีกเลี่ยงผลไม้รสเปรี้ยวเพราะอาจทำให้แสบมากขึ้น
อาหารที่มีวิตามินบีและธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ นม ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี ช่วยฟื้นฟูเยื่อบุช่องปากและลดความเสี่ยงการขาดสารอาหาร
นมและผลิตภัณฑ์จากนม (หากไม่แพ้) เช่น นม โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ช่วยเคลือบเยื่อบุปากและลดอาการแสบในบางราย
ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ช่วยลดอาการปากแห้งและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ช่องปาก

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อแสบปาก

อาหารกลุ่มนี้อาจกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองและทำให้อาการแสบปากรุนแรงขึ้น

อาหารรสจัด เช่น อาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด รวมถึงอาหารที่มีเครื่องเทศมาก
อาหารและเครื่องดื่มร้อนจัด เช่น ซุปเดือด กาแฟร้อน ชา หรืออาหารที่เพิ่งปรุงเสร็จใหม่ ๆ
ผลไม้รสเปรี้ยวและน้ำผลไม้เปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว สับปะรด มะเขือเทศ และน้ำผลไม้คั้นสดรสเปรี้ยว
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน เช่น เบียร์ ไวน์ เหล้า กาแฟ ชา เพราะทำให้ปากแห้งและระคายเคืองมากขึ้น
อาหารแข็ง กรอบ หรือหยาบ เช่น ขนมขบเคี้ยวกรอบ ถั่วแข็ง อาหารทอดกรอบ ซึ่งอาจบาดเยื่อบุในช่องปาก
อาหารหวานจัดและน้ำตาลสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่องปากและทำให้อาการหายช้า
อาหารแปรรูปและอาหารหมักดอง เช่น ของดอง อาหารสำเร็จรูปบางชนิด ซึ่งมีสารปรุงแต่งและโซเดียมสูง

แสบปากกี่วันหาย หายเองได้หรือไม่

อาการแสบปากเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย หลายคนมักกังวลว่าจะหายเองได้หรือไม่ และต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการฟื้นตัว คำตอบขึ้นอยู่กับสาเหตุและการดูแลตัวเองเป็นสำคัญ
โดยทั่วไป หากอาการแสบปากเกิดจากสาเหตุเล็กน้อย เช่น การระคายเคืองจากอาหารรสจัด ปากแห้ง อากาศแห้ง หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม อาการมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายได้ภายในประมาณ 3-7 วัน เมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นและดูแลริมฝีปากอย่างเหมาะสม

ในกรณีที่มีแผลร้อนในหรือเยื่อบุช่องปากอักเสบเล็กน้อย อาจใช้เวลาประมาณ 7-14 วัน จึงจะหายสนิท ขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายและการดูแลตัวเองของแต่ละคน

แต่หากอาการแสบปากเกิดจากการติดเชื้อ การขาดวิตามิน หรือโรคบางชนิด ระยะเวลาการหายอาจนานกว่านั้น และมักต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ร่วมด้วย

สำหรับคำถามว่า แสบปากหายเองได้หรือไม่ คำตอบคือ อาการแสบปาก สามารถหายเองได้ ในหลายกรณี โดยเฉพาะเมื่อเกิดจากการระคายเคืองชั่วคราว และไม่มีภาวะแทรกซ้อน การพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากขึ้น เลี่ยงอาหารรสจัด และใช้ผลิตภัณฑ์อ่อนโยน จะช่วยให้อาการดีขึ้นได้เอง

อย่างไรก็ตาม หากอาการแสบปากมีลักษณะดังต่อไปนี้ มักไม่หายเองง่าย ๆ และควรไปพบแพทย์
• เป็นนานเกิน 1-2 สัปดาห์
• เป็นซ้ำบ่อย หรือเป็นเรื้อรัง
• มีแผล เจ็บมาก ปากบวม แดงผิดปกติ
• แสบปากร่วมกับอาการอื่น เช่น ไข้ อ่อนเพลีย หรือปากแห้งมากผิดปกติ

สรุปคือ แสบปากส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ภายในไม่กี่วัน หากรู้จักดูแลตัวเองและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น แต่หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีความผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม

ปัจจัยที่ทำให้อาการแสบปากหายช้าหรือเร็ว

ระยะเวลาที่อาการแสบปากจะหายเร็วหรือหายช้า ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสาเหตุของอาการ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และการดูแลตัวเอง หากเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้สามารถปรับตัวและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

ปัจจัยที่ทำให้อาการแสบปากหายเร็ว

รู้และหลีกเลี่ยงสาเหตุได้ตรงจุด หากทราบว่าอาการแสบปากเกิดจากอาหารรสจัด ผลิตภัณฑ์ที่แพ้ หรือพฤติกรรมบางอย่าง และหยุดสิ่งกระตุ้นได้ทันที อาการมักจะดีขึ้นเร็ว
ดูแลความชุ่มชื้นของริมฝีปากอย่างสม่ำเสมอ การดื่มน้ำให้เพียงพอ และใช้ลิปบาล์มหรือผลิตภัณฑ์บำรุงริมฝีปากที่อ่อนโยน จะช่วยให้เยื่อบุปากฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
เลือกรับประทานอาหารที่ไม่ระคายเคือง อาหารอ่อน ไม่เผ็ด ไม่เปรี้ยว ไม่ร้อนจัด จะช่วยลดการกระตุ้นอาการและทำให้ปากฟื้นตัวได้ดี
พักผ่อนเพียงพอและลดความเครียด การนอนหลับอย่างมีคุณภาพและจัดการความเครียด ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
ดูแลสุขอนามัยช่องปากอย่างเหมาะสม แปรงฟันเบา ๆ ใช้ผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน ช่วยลดการอักเสบและป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน

ปัจจัยที่ทำให้อาการแสบปากหายช้า

ยังสัมผัสสิ่งกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ยังกินอาหารเผ็ดจัด ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือใช้ลิปสติกและยาสีฟันที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
ปากแห้งเรื้อรังหรือดื่มน้ำน้อย ทำให้เยื่อบุช่องปากฟื้นตัวได้ช้า และอาการแสบไม่หายง่าย
เลียปาก เม้มปาก หรือดึงผิวปากที่ลอกออกบ่อย เป็นพฤติกรรมที่ทำลายผิวริมฝีปากซ้ำ ๆ ทำให้อาการหายช้า
มีแผลในปากหรือการติดเชื้อร่วมด้วย เช่น แผลร้อนใน การติดเชื้อรา หรือแบคทีเรีย ทำให้อาการแสบปากยืดเยื้อ
ภาวะขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ โดยเฉพาะวิตามินบี ธาตุเหล็ก และสังกะสี ส่งผลให้การซ่อมแซมเยื่อบุช่องปากทำได้ไม่ดี
โรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เบาหวาน โรคเรื้อรัง หรือการใช้ยาบางชนิด อาจทำให้แผลหายช้าและเกิดอาการแสบปากซ้ำได้ง่าย
ไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม กรณีที่อาการแสบปากเกิดจากโรคหรือภาวะเฉพาะ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ตรงจุด อาการมักไม่หายเอง

สรุปคือ อาการแสบปากจะหายเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและการจัดการสาเหตุ หากปรับพฤติกรรมได้ถูกต้อง อาการมักจะดีขึ้นภายในไม่กี่วัน แต่หากอาการยืดเยื้อหรือเป็นซ้ำบ่อย ควรไปพบแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างเหมาะสม

อาการแสบปากแบบไหนควรไปพบแพทย์

โดยทั่วไปอาการแสบปากมักไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองเมื่อดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม แต่ในบางกรณี อาการแสบปากอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับการตรวจรักษา หากพบอาการต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์หรือทันตแพทย์

1.แสบปากเป็นนานเกิน 1-2 สัปดาห์
แม้หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นและดูแลตัวเองแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้นหรือเป็นซ้ำบ่อย อาจบ่งบอกถึงภาวะเรื้อรังหรือโรคแฝง

2.แสบปากรุนแรงหรือเจ็บมากผิดปกติ
มีอาการแสบร้อนตลอดเวลา เจ็บจนกินอาหารหรือพูดลำบาก อาจเกิดจากการอักเสบหรือติดเชื้อ

3.มีแผลในปากที่ไม่หายหรือแผลลึก
แผลที่ไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ แผลใหญ่ เจ็บมาก หรือมีเลือดออก ควรได้รับการตรวจอย่างละเอียด

4.ปากบวม แดงมาก หรือมีหนอง
อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียที่ต้องใช้ยารักษาเฉพาะ

5.มีฝ้าขาว ลอก หรือรอยผิดปกติในช่องปาก
เช่น ฝ้าขาวหนา รอยแดงหรือรอยด่างที่ไม่หาย อาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อราหรือโรคในช่องปาก

6.แสบปากร่วมกับอาการป่วยอื่นของร่างกาย
เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ปากแห้งมากผิดปกติ หรือรู้สึกชาบริเวณลิ้นและปาก

7.แสบปากในผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันต่ำ
เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้สูงอายุ ควรได้รับการประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

8.แสบปากโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน
หากตรวจดูแล้วไม่พบการระคายเคือง แผล หรือปัจจัยกระตุ้นที่ชัดเจน อาจเกี่ยวข้องกับภาวะปากแสบร้อนหรือปัญหาทางระบบประสาท

9.แสบปากเกิดซ้ำบ่อยหรือเป็นเรื้อรัง
แม้จะหายเป็นช่วง ๆ แต่กลับมาเป็นซ้ำบ่อย อาจต้องตรวจหาสาเหตุเชิงลึก เช่น ภาวะขาดวิตามินหรือโรคเรื้อรัง

วิธีป้องกันอาการแสบปากไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

อาการแสบปากแม้จะไม่รุนแรง แต่หากเป็นซ้ำบ่อยอาจสร้างความรำคาญและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ การป้องกันไม่ให้อาการแสบปากกลับมาเป็นซ้ำ ควรเน้นที่การดูแลริมฝีปาก ช่องปาก และปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม

1.หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่เคยทำให้แสบปาก
สังเกตว่ามีอาหาร เครื่องดื่ม หรือผลิตภัณฑ์ใดที่ทำให้เกิดอาการแสบปาก เช่น อาหารรสจัด ลิปสติกบางชนิด หรือยาสีฟันบางสูตร และหลีกเลี่ยงการใช้ซ้ำ

2.ดูแลความชุ่มชื้นของริมฝีปากอย่างสม่ำเสมอ
ดื่มน้ำให้เพียงพอ ทาลิปบาล์มเป็นประจำ โดยเลือกสูตรอ่อนโยน ไม่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์ หรือสารระคายเคือง เพื่อป้องกันปากแห้งแตก

3.หลีกเลี่ยงการเลียปาก เม้มปาก หรือกัดริมฝีปาก
พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ริมฝีปากสูญเสียความชุ่มชื้นและเกิดการระคายเคืองซ้ำได้ง่าย

4.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและเครื่องสำอางที่อ่อนโยน
ใช้ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากสูตรอ่อนโยน หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์หรือสารก่อการแพ้ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย

5.รับประทานอาหารให้ครบถ้วน ได้รับวิตามินเพียงพอ
เน้นอาหารที่มีวิตามินบี ธาตุเหล็ก สังกะสี และโปรตีน เพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงของเยื่อบุช่องปาก

6.ดูแลสุขอนามัยช่องปากอย่างถูกวิธี
แปรงฟันเบา ๆ ด้วยแปรงขนนุ่ม และตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ เพื่อป้องกันการอักเสบหรือติดเชื้อ

7.ลดการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์
สารเคมีและความร้อนจากบุหรี่ รวมถึงแอลกอฮอล์ ทำให้เยื่อบุช่องปากอ่อนแอและเกิดอาการแสบปากได้ง่าย

8.พักผ่อนให้เพียงพอและจัดการความเครียด
การพักผ่อนและผ่อนคลายความเครียดช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสเกิดแผลในปากและอาการแสบปากเรื้อรัง

9.ดูแลโรคประจำตัวให้ควบคุมได้ดี
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือกรดไหลย้อน ควรควบคุมโรคอย่างเหมาะสม เพื่อลดโอกาสเกิดอาการแสบปากซ้ำ

10.สังเกตความผิดปกติและไม่ละเลยอาการเล็กน้อย
หากเริ่มมีอาการแสบปาก ควรดูแลทันที อย่าปล่อยให้เรื้อรัง หากเป็นซ้ำบ่อยหรืออาการไม่ปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

สรุปเกี่ยวกับอาการแสบปาก

อาการแสบปากส่วนใหญ่มักไม่อันตรายและสามารถดีขึ้นได้เอง หากรู้จักหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นอาการและดูแลสุขภาพช่องปากอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาการแสบปากอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ การขาดวิตามิน หรือโรคบางชนิดที่ควรได้รับการรักษาอย่างจริงจัง การสังเกตอาการของตนเอง ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม และเข้าพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ จะช่วยให้สามารถดูแลบรรเทาอาการแสบปากได้ ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ช่องปากกลับมาสุขภาพดี

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
โปรโมชั่นต่างๆ
romrawin
'
เรื่อง บทความน่ารู้ ที่คุณอาจสนใจ