ผื่นคัน
ผื่นคัน เกิดจากอะไร วิธีสังเกตว่าเป็นหรือไม่ ต้องรักษาเบื้องต้นอย่างไร
วิธีดูแลรักษาผื่นคันให้หายขาด เป็นแล้วห้ามเกาจริงหรือไม่
การที่ผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นปัญหาที่พบบ่อยมากในปัจจุบัน เพราะสภาพอากาศของเรานอกจากจะค่อนข้างร้อนแล้ว ยังมีมลพิษจากฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิด ผื่นคัน ผดร้อน หรือ ผื่นแพ้ บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุการเกิดผื่นคัน และการดูแลตัวเองเบื้องต้น รวมไปถึงการสังเกตว่าผื่นคันแบบไหนเป็นอันตรายจะต้องไปพบแพทย์
รวมทุกหัวข้อเกี่ยวกับการเกิดผื่นคัน
• ผื่นคันคืออะไร สาเหตุที่ทำให้เกิดผื่น
• ผื่นคัน มีกี่ประเภทอะไรบ้าง
• ผื่นคัน มีอาการอย่างไรบ้าง
• ผื่นคัน แบบไหนเป็นอันตรายต้องรีบพบแพทย์
• วิธีการวินิจฉัยอาการผื่นคันของแพทย์
• วิธีการรักษาอาการผื่นคัน
• วิธีป้องกันอาการผื่นคัน
• ผื่นคัน Vs ผดร้อนต่างกันอย่างไร
• สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับการเกิดผื่นคัน
• คำถามเกี่ยวกับการเกิดผื่นคัน
ผื่นคันคืออะไร สาเหตุที่ทำให้เกิดผื่น
ผื่นคันหรือผื่นแดง สามารถเกิดขึ้นได้ตามตัวและใบหน้าของเรา ซึ่งผื่นคันเป็นความผิดปกติของผิวหนังที่เกิดจากการอักเสบ การระคายเคือง หรือการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งผิวหน้าและผิวกายของเราสัมผัสสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา จึงทำให้เกิดผื่นคันได้ง่าย
ลักษณะของผื่นคันอาจแตกต่างกันไป
อาทิเช่น
• ผื่นคันแดงเป็นจุดเล็ก ๆ คล้ายผด
• ผื่นคันเป็นปื้นหรือเป็นแถบ
• ผิวแห้ง ลอก สาก
• มีอาการคัน แสบ ร้อน หรือไวต่อแสงแดดและเหงื่อ
บางคนที่เป็นผื่นคัน แดง อาจคันมาก ในขณะที่บางคนแทบไม่คันเลย ขึ้นอยู่กับชนิดและสาเหตุของผื่นคันนั้น ๆ
ทำไมผื่นคันถึงขึ้นที่หน้าได้ง่ายกว่าตามตัว
ผิวหน้ามีเกราะป้องกันผิวที่บางกว่าบริเวณอื่น และต้องสัมผัสสิ่งกระตุ้นจำนวนมากในชีวิตประจำวัน เช่น มลภาวะ เครื่องสำอาง เหงื่อ แสงแดด รวมถึงพฤติกรรมการดูแลผิว หากเกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง ผิวจะสูญเสียความชุ่มชื้น ทำให้เกิดการอักเสบ คัน และเป็นผื่นคันได้ง่าย
สาเหตุของผื่นคัน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่
1.ปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดผื่นคัน
1.1 สารก่อแพ้และสารระคายเคืองทำให้เกิดผื่นคัน
เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผื่นคันบ่อยที่สุด ได้แก่
• เครื่องสำอางและสกินแคร์ เช่น น้ำหอม แอลกอฮอล์ สารกันเสีย สี หรือสารผลัดเซลล์ผิวที่แรงเกินไป ทำให้เกิดผื่นคัน
• ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม เช่น แชมพู ครีมนวด สเปรย์ผม ที่ไหลมาสัมผัสผิวหน้า ทำให้เกิดผื่นคัน
• สารเคมีในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม (ผ่านหมอน ผ้าเช็ดหน้า)
• โลหะบางชนิด เช่น นิกเกิลจากเครื่องประดับหรือกรอบแว่น
1.2 สิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดผื่นคัน
• มลภาวะ ฝุ่น PM2.5 ควันบุหรี่ ไอเสีย ทำให้เกราะผิวถูกทำลายและกระตุ้นการอักเสบ ทำให้ผิวเกิดผื่นคัน
• สภาพอากาศร้อนจัด ทำให้เหงื่อออกมาก เกิดการระคายเคือง
• อากาศเย็นหรือแห้ง ทำให้ผิวขาดน้ำและเกิดผื่นคัน
• แสงแดดและรังสี UV ทำให้ผิวอ่อนแอและกระตุ้นผื่นคันบางชนิดให้รุนแรงขึ้น
1.3 การเสียดสีและการสัมผัสทำให้เกิดผื่นคัน
• การใส่หน้ากากเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความอับชื้นและการเสียดสี ทำให้เกิดผื่นคัน
• การจับ ลูบ หรือเกาหน้าบ่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อมือไม่สะอาด
1.4 การติดเชื้อทำให้เกิดผื่นคัน
• เชื้อรา เช่น Malassezia ซึ่งเกี่ยวข้องกับเซ็บเดิร์มหรือสิวผดเชื้อรา
• แบคทีเรีย เช่น Staphylococcus aureus ที่อาจซ้ำเติมผื่นคันให้รุนแรงขึ้น
• ไวรัส เช่น เริม หรือ งูสวัด
2.ปัจจัยภายในร่างกายที่ทำให้เกิดผื่นคัน
2.1 พันธุกรรมและระบบภูมิคุ้มกันทำให้เกิดผื่นคัน
• ผื่นคันภูมิแพ้ผิวหนัง มักพบในคนที่มีประวัติภูมิแพ้ เช่น หอบหืด แพ้อากาศ
• ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ทำให้ผิวอักเสบ เกิดผื่นคันง่ายกว่าปกติ
2.2 โรคผิวหนังเฉพาะชนิดทำให้เกิดผื่นคัน
• เซ็บเดิร์ม เกิดจากความผิดปกติของต่อมไขมันและเชื้อรา
• โรซาเชีย ทำให้หน้าแดง แสบ และไวต่อสิ่งกระตุ้น
• สะเก็ดเงิน แม้พบน้อยที่หน้า แต่ก็สามารถเกิดได้
2.3 การเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายทำให้เกิดผื่นคัน
• ฮอร์โมน เช่น ช่วงมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หรือวัยหมดประจำเดือน ทำให้เกิดผื่นคันได้ง่าย
• ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผิวอักเสบง่ายทำให้เกิดผื่นคัน
• อาหารบางชนิด อาจกระตุ้นผื่นคันในบางคน (แตกต่างกันในแต่ละบุคคล)
• ยาบางชนิด อาจทำให้เกิดผื่นคันจากการแพ้ยา
ผื่นคัน มีกี่ประเภทอะไรบ้าง
ผื่นคันไม่ใช่แค่เรื่องกวนผิวหรือทำให้เผลอเกาจนเป็นแผลเท่านั้น แต่หลายครั้งเป็นสัญญาณเตือน ว่าผิวหนังหรือร่างกายภายในกำลังมีความผิดปกติ ผื่นคันแต่ละชนิดมีลักษณะ สาเหตุ และระดับความรุนแรงแตกต่างกัน การสังเกตลักษณะผื่นคันให้ถูกต้องจึงสำคัญมาก เพราะช่วยให้เราสามารถรักษาได้ตรงกับปัญหาผื่นคันที่เป็น
โดยทั่วไป ผื่นคันที่พบบ่อยและไม่ควรมองข้าม สามารถแบ่งออกได้เป็น 6 กลุ่มหลักดังนี้
1.ผื่นคันแดงกระจายทั่วตัว
เป็นผื่นคันที่พบได้บ่อยที่สุด ลักษณะเป็นจุดหรือตุ่มสีแดง อาจเรียบหรือมีตุ่มเล็ก ๆ ปน บางรายมีขุยหรือตกสะเก็ด และมักมีอาการคันร่วมด้วย ผื่นคันสามารถขึ้นได้ตั้งแต่บางตำแหน่งไปจนถึงทั่วร่างกาย
สาเหตุพบผื่นคันแดง
• การแพ้ยา อาหาร หรือสารเคมีทำให้เกิดผื่นคัน
• การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียบางชนิดทำให้เกิดผื่นคัน
• แมลงกัดต่อยทำให้เกิดผื่นคัน
• การสัมผัสสารระคายเคือง เช่น ผงซักฟอก เครื่องสำอางทำให้เกิดผื่นคัน
• ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้เกิดผื่นคัน
ผื่นคันชนิดนี้มักไม่อันตราย แต่หากเป็นมาก ลุกลาม หรือไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุการเกิดผื่นคันที่แท้จริง
2.ผื่นคันตุ่มน้ำเล็กที่มือและเท้า
เป็นผื่นคันอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง มักเกิดซ้ำ ๆ ลักษณะเด่นคือมีตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก แข็ง อยู่บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือด้านข้างของนิ้วมือและนิ้วเท้า มีอาการคันค่อนข้างมาก
ปัจจัยกระตุ้นผื่นคันตุ่มน้ำเล็กที่มือและเท้า ได้แก่
• ภูมิแพ้หรือผิวแพ้ง่ายทำให้เกิดผื่นคันที่เป็นตุ่มน้ำ
• การล้างมือบ่อย ใช้แอลกอฮอล์เจลมากเกินไปทำให้เกิดผื่นคันที่เป็นตุ่มน้ำ
• การแพ้สารสัมผัส เช่น น้ำหอม โลชั่น สารเคมี ทำให้เกิดผื่นคันที่เป็นตุ่มน้ำ
• การติดเชื้อราหรือแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้เกิดผื่นคันที่เป็นตุ่มน้ำ
หากผื่นคันที่เป็นตุ่มน้ำตุ่มแตกอาจเกิดการติดเชื้อและลอกเป็นแผ่นได้ จึงควรดูแลผิวอย่างเหมาะสมและพบแพทย์เมื่ออาการเป็นเรื้อรัง
3.ผื่นคันลมพิษ
ลักษณะเป็นผื่นคันหรือปื้นนูนสีแดง ขอบชัด ไม่มีขุย คันมาก ผื่นคันเกิดเร็วและยุบหายเร็ว มักไม่เกิน 24 ชั่วโมง และไม่ทิ้งรอย แต่สามารถเกิดผื่นคันลมพิษซ้ำได้บ่อย
สาเหตุการเกิดผื่นคันลมพิษอาจมาจาก
• การแพ้อาหาร ยา หรือสิ่งกระตุ้นบางอย่าง ทำให้เกิดผื่นคัน
• การติดเชื้อ ทำให้เกิดผื่นคัน
• ความเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ทำให้เกิดผื่นคัน
สิ่งสำคัญของการแกิดผื่นคันลมพิษคือ หากมีอาการร่วม เช่น แน่นคอ หายใจลำบาก หน้าบวม ปวดท้อง ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นภาวะแพ้รุนแรง
4.ผื่นคันลายตาข่ายหรือผื่นคันจากหลอดเลือดผิดปกติ
ผื่นคันชนิดนี้พบไม่บ่อย ลักษณะเป็นรอยแดงหรือม่วงคล้ายลายร่างแหใต้ผิวหนัง บางรายมีจ้ำเลือด ตุ่มเจ็บ หรือแผลเรื้อรัง สาเหตุหลักการเกิดผื่นคันมาจากความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด หรือหลอดเลือดอักเสบ หากรุนแรงอาจทำให้เนื้อเยื่อขาดเลือด โดยเฉพาะบริเวณปลายนิ้ว ใบหู หรือปลายจมูก
ผื่นคันลักษณะนี้ถือว่ารุนแรง ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์ผิวหนังเท่านั้น
5.ผื่นคันจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง
ผื่นคันจุดเลือดมักพบบริเวณขา ลักษณะเป็นตุ่มหรือจุดสีแดงม่วง กดแล้วไม่จาง อาจเป็นปื้น เป็นร่างแห หรือมีตุ่มพองเลือดและแผลร่วมด้วย เกิดจากเส้นเลือดฝอยอักเสบ
สาเหตุการเกิดผื่นคันจุดเลือดออกอาจเกี่ยวข้องกับ
• โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น SLE
• การติดเชื้อบางชนิด เช่น วัณโรค ไวรัสตับอักเสบ ทำให้เกิดผื่นคันจุดเลือด
บางกรณีไม่ทราบสาเหตุชัดเจน ผื่นคันกลุ่มนี้ถือว่าอันตราย ไม่ควรรอดูอาการ ควรพบแพทย์ทันที
6.ผื่นคันตุ่มน้ำพองขนาดใหญ่
เป็นผื่นคันที่มีตุ่มน้ำใสหรือน้ำเหลืองอยู่ภายใน เห็นได้ชัดกว่าผื่นทั่วไป อาจกระจายหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย
สาเหตุที่พบผื่นคันตุ่มน้ำพองใหญ่บ่อย ได้แก่
• โรคภูมิคุ้มกันทำลายผิวหนังของตนเอง ทำให้เป็นผื่นคันที่มีตุ่มน้ำใส
• โรคทางพันธุกรรมบางชนิด ทำให้เป็นผื่นคันที่มีตุ่มน้ำใส
• การติดเชื้อ เช่น เริม หรืออีสุกอีใส ทำให้เป็นผื่นคันที่มีตุ่มน้ำใส
• การระคายเคืองหรือการเสียดสีรุนแรง ทำให้เป็นผื่นคันที่มีตุ่มน้ำใส
• โรคทางระบบอื่น เช่น เบาหวาน อะไมลอยด์โดสิส หรือพอร์ไฟเรีย
ผื่นคันตุ่มน้ำพองใหญ่ ชนิดนี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะบางโรคต้องใช้การรักษาเฉพาะทางและติดตามอาการระยะยาว
ผื่นคันไม่ใช่เรื่องเล็กเสมอไป ลักษณะผื่น ตำแหน่ง ระยะเวลา และอาการร่วม ล้วนเป็นสิ่งสำคัญในการบอกถึงความรุนแรง หากผื่นคันเป็นมาก เป็นซ้ำบ่อย มีอาการเจ็บ แสบ มีตุ่มน้ำ เลือดออก หรือมีอาการทางระบบอื่นร่วม ควรรีบพบแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก
ผื่นคัน มีอาการอย่างไรบ้าง
ผื่นคัน คือความผิดปกติของผิวหนังที่พบได้บ่อย เกิดจากการอักเสบหรือการตอบสนองของผิวต่อสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ โดยสามารถอธิบายอาการสำคัญได้ดังนี้
ลักษณะของผื่นคัน
ผื่นคันอาจมีสีแดง นูนขึ้นจากผิวหนัง ผิวแห้งและลอกเป็นขุย หรือบางรายอาจมีตุ่มเล็ก ๆ ตุ่มแดง หรือตุ่มน้ำใสขึ้นร่วมด้วย ผื่นคันอาจเกิดเฉพาะบางบริเวณ เช่น แขน ขา คอ หรือข้อพับ หรืออาจกระจายเป็นบริเวณกว้างทั่วร่างกาย ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการการเกิดผื่นคัน
อาการคันจากผื่นคัน
อาการคันจากผื่นคันเป็นอาการเด่น ผู้ป่วยมักรู้สึกคันยุบยิบหรือคันมาก โดยเฉพาะเมื่อเหงื่อออก ผิวแห้ง อากาศร้อน หรือสัมผัสสิ่งกระตุ้น หากเกาบ่อย ๆ จะทำให้ผิวหนังระคายเคืองมากขึ้น ผื่นคันแดงขึ้น หนาขึ้น หรือเกิดแผลถลอกและติดเชื้อแทรกซ้อนได้
หากไม่ดูแลการเกิดผื่นคัน หรือยังสัมผัสปัจจัยกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง อาการผื่นคันอาจเป็นมากขึ้น ลุกลาม หรือเป็นเรื้อรังได้ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงสาเหตุการเกิดผื่นคัน รักษาความสะอาดผิว และไม่เกาผื่นคัน จะช่วยลดความรุนแรงของอาการได้ หากผื่นคันไม่ดีขึ้นหรือมีอาการรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาอาการผื่นคันอย่างเหมาะสม
ผื่นคัน แบบไหนเป็นอันตรายต้องรีบพบแพทย์
ผื่นคันไม่ได้เป็นแค่ปัญหาผิวหนังเสมอไป ในหลายกรณีผื่นคันคือสัญญาณเตือน ว่าร่างกายกำลังมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น การสังเกตลักษณะผื่นคันและอาการร่วมจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะผื่นคันที่เข้าข่ายต่อไปนี้
1.ผื่นคันที่เป็นนานหรือยิ่งเป็นยิ่งลาม
หากดูแลเบื้องต้นแล้ว เช่น ทายา หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น แต่ผื่นคันไม่ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน หรือกลับกระจายกว้างขึ้น นี่อาจหมายถึงผื่นคันไม่ได้เกิดจากการระคายเคืองธรรมดา แต่อาจมีสาเหตุลึกกว่านั้น เช่น การติดเชื้อ หรือโรคผิวหนังเรื้อรัง ควรให้แพทย์ตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ของการเกิดผื่นคัน
2.ผื่นคันที่มีอาการระบบร่วมด้วย
ถ้ามีผื่นคันพร้อมกับไข้สูง อ่อนเพลีย หายใจลำบาก หรือแน่นหน้าอก ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อรุนแรง หรือภาวะแพ้แบบเฉียบพลัน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
3.ผื่นคันที่เจ็บ บวม ร้อน หรือมีแผล
ผื่นคันที่ไม่ได้แค่คัน แต่มีอาการปวด บวม หรือมีน้ำเหลือง แผลเปิด อาจบ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือการอักเสบที่ลุกลาม หากปล่อยไว้ อาจทำให้การรักษาผื่นคันซับซ้อนมากขึ้น
4.ผื่นคันที่เกิดหลังเริ่มใช้ยาใหม่
ผื่นคันจากการแพ้ยาเป็นภาวะที่อันตรายได้ โดยเฉพาะถ้าผื่นคันมีอาการบวมที่หน้า ปาก ลิ้น หรือลำคอ หรือรู้สึกหายใจไม่สะดวก ถือเป็นสัญญาณฉุกเฉิน ควรหยุดยาและไปโรงพยาบาลทันที
5.ผื่นคันที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น ตุ่มน้ำ หรือจ้ำเลือด
ผื่นคันที่เป็นตุ่มน้ำใส ตุ่มพอง หรือมีเลือดออกใต้ผิวหนัง อาจเกี่ยวข้องกับโรคของระบบภูมิคุ้มกัน หรือโรคหลอดเลือดอักเสบ ซึ่งต้องอาศัยการตรวจเฉพาะทางเพื่อวินิจฉัยในการเกิดผื่นคัน
วิธีการวินิจฉัยอาการผื่นคันของแพทย์
การรักษาผื่นคันให้ได้ผล ไม่ได้เริ่มจากการทายาเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการ หาต้นเหตุของอาการผื่นคันให้เจอ ซึ่งแพทย์จะใช้หลายขั้นตอนประกอบกันในการวินิจฉัยอาการผื่นคัน
1.ซักประวัติอย่างละเอียดอาการผื่นคัน
แพทย์จะสอบถามลักษณะผื่นคัน ระยะเวลาที่เป็น จุดที่เริ่มขึ้น สิ่งกระตุ้นก่อนมีอาการ เช่น อาหาร ยา สกินแคร์ สารเคมี หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม รวมถึงประวัติโรคประจำตัวและโรคภูมิแพ้ในอดีต ข้อมูลเหล่านี้ช่วยแยกได้ว่าผื่นเกิดจากการแพ้ การติดเชื้อ หรือโรคทางผิวหนังชนิดอื่น
2.ตรวจร่างกายและลักษณะผื่นคัน
ผื่นคันแต่ละชนิดมีรูปแบบเฉพาะ เช่น ผื่นคันแพ้สัมผัส ผื่นคันลมพิษ หรือผื่นคันจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ แพทย์จะพิจารณาสี ขนาด รูปร่าง การกระจายตัว และตำแหน่งของผื่นคัน เพื่อช่วยจำกัดขอบเขตของโรค
3.การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Patch Test)
ในรายที่สงสัยว่าเกิดจากการแพ้สารสัมผัส แพทย์อาจแนะนำการทดสอบแบบ Patch Test โดยนำสารที่พบบ่อยว่าเป็นสาเหตุของการแพ้ไปติดบนผิวหนังด้านหลัง แล้วสังเกตการตอบสนองของผิวในช่วงเวลาที่กำหนด วิธีนี้ช่วยระบุได้ชัดเจนว่าสารใดควรหลีกเลี่ยงในชีวิตประจำวัน
4.การตรวจเลือดเพิ่มเติม
หากอาการผื่นคันเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย แพทย์อาจตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะการอักเสบ ระดับภูมิแพ้ หรือโรคภายในบางชนิด ซึ่งช่วยให้วินิจฉัยได้ตรงกับโรคมากขึ้น
เมื่อทราบสาเหตุที่แท้จริง แพทย์จะสามารถเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม ลดการกลับมาเป็นซ้ำ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรมองข้ามผื่นคันเรื้อรังหรือผื่นคันที่เป็นซ้ำบ่อย
วิธีการรักษาอาการผื่นคัน
ผื่นคันที่เห็นเป็นตุ่มแดงหรือปื้นแดง มักทำให้คันมากจนเผลอเกา พอเกาจะยิ่งอักเสบ ผิวถลอก และเสี่ยงติดเชื้อ ทำให้ผื่นคันขยายวงหรือทิ้งรอยได้ หลักการรักษาผื่นคันที่ถูกต้องคือ ลดการอักเสบ ฟื้นเกราะป้องกันผิว ตัดวงจรคัน เกา และหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดผื่นคัน
วิธีรักษาอาการผื่นคันเบื้องต้น
1) หยุดวงจรคัน เกา ในการรักษาอาการผื่นคันเบื้องต้น
• ตัดเล็บให้สั้น ใส่ถุงมือผ้าบาง ๆ ตอนนอนถ้าเผลอเกา
• ประคบเย็น 5-10 นาทีเมื่อคันมาก ช่วยลดอักเสบและลดความอยากเกา
• เลี่ยงการแกะสะเก็ด เพราะทำให้แผลหายช้าและเสี่ยงเป็นรอย
2) ทำความสะอาดผิวแบบไม่ทำร้ายผิว ในการรักษาอาการผื่นคันเบื้องต้น
• อาบน้ำไม่เกิน 10 นาที ใช้น้ำอุ่นค่อนไปทางเย็น (น้ำร้อนทำให้คันมากขึ้น)
• เลือกคลีนเซอร์/สบู่อ่อน (pH ใกล้เคียงผิว) หลีกเลี่ยงสครับ ฟองจัด หรือสารฆ่าเชื้อแรง ๆ
• ซับตัวให้แห้ง ไม่ถูแรง โดยเฉพาะบริเวณที่มีผื่นคัน
3) เติมความชุ่มชื้นให้สม่ำเสมอ เพื่อรักษาอาการผื่นคันเบื้องต้น
• ทามอยส์เจอไรเซอร์ทันทีหลังอาบน้ำภายใน 3 นาที เพื่อกักเก็บน้ำในผิว
• เลือกเนื้อครีมหรือบาล์มสำหรับผิวแพ้ง่าย ไม่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์ หรือสารระคายเคือง
• หากผื่นคันเป็นบริเวณกว้าง ให้ทาวันละ 2-3 ครั้งช่วงที่กำเริบ
4) ลดปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ผื่นคันเห่อ
• เสื้อผ้า ใช้ผ้านุ่ม ระบายอากาศดี เลี่ยงผ้าหยาบหรือรัดแน่น
• ซักผ้า ใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าแบบอ่อน หลีกเลี่ยงน้ำยาปรับผ้านุ่ม/น้ำหอมฉุน
• สภาพแวดล้อม ลดความร้อน เหงื่อ ฝุ่น ไรฝุ่น และควัน เพราะกระตุ้นอักเสบของผื่นคันได้
• หากสงสัยว่าตัวเองแพ้ “โลหะ น้ำหอม สกินแคร์ หรือสารเคมี” ให้หยุดใช้ชั่วคราวและจดบันทึกสิ่งที่สัมผัสก่อนผื่นคันขึ้น
5) ดูแลจากภายในให้ผิวฟื้นตัวไว เพื่อรักษาอาการผื่นคันเบื้องต้น
• นอนให้พอ ลดความเครียด เพราะมีผลต่อภูมิคุ้มกันและการอักเสบอาการผื่นคันของผิว
• กินอาหารครบหมู่ เน้นโปรตีน ผักผลไม้ และดื่มน้ำให้พอ
• วิตามิน อาหารเสริม ไม่ใช่การรักษาอาการผื่นคันหลัก แต่ช่วยลดอาการผื่นคันได้ในบางคน หากใช้ควรเลือกแบบเหมาะสมและไม่ทำให้แพ้
วิธีป้องกันอาการผื่นคัน
การป้องกันผื่นคันที่ยั่งยืนต้องทำ 2 อย่างคู่กัน คือ ลดสิ่งกระตุ้น และทำให้เกราะป้องกันผิวแข็งแรง เพราะผิวที่แห้งหรือระคายง่ายจะไวต่อสารก่อแพ้และการอักเสบมากกว่าปกติ
1) รู้ตัวกระตุ้นการเกิดผื่นคันของตัวเองและตัดออกให้เร็ว
สิ่งที่ทำให้ผื่นคันเห่อมักเป็นกลุ่มสัมผัสใกล้ตัว เช่น น้ำหอม สารทำความสะอาด โลหะบางชนิด ฝุ่นหรือไรฝุ่น รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีสารระคายเคือง วิธีที่ช่วยได้มากคือจดบันทึกว่า ผื่นคันเริ่มขึ้นหลังทำอะไร ใช้อะไรไปที่ไหน เพื่อให้หาตัวการเกี่ยวกับผื่นคันได้ชัดขึ้น และหลีกเลี่ยงได้
2) อาบน้ำให้ถูกวิธี ลดโอกาสผิวแห้งเกิดผื่นคัน
• ไม่อาบน้ำนาน และหลีกเลี่ยงน้ำร้อนจัด เพราะทำให้ผิวสูญเสียไขมันธรรมชาติ
• เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน กลิ่นไม่แรง ฟองไม่จัด
• หลังอาบน้ำให้ซับผิวเบา ๆ ไม่ถูแรง โดยเฉพาะบริเวณข้อพับ คอ ลำตัว
3) ทำให้ผิวชุ่มชื้น เป็นกิจวัตร ไม่ใช่ทำเฉพาะตอนเป็นผื่นคัน
เกราะผิวที่แข็งแรงจะลดอาการผื่นคันและลดการแพ้ง่าย การทาครีมบำรุงเป็นประจำช่วยให้ผิวไม่แห้งแตกและไม่เกิดการอักเสบง่าย เลือกชนิดที่เหมาะกับผิวแพ้ง่าย และทาทันทีหลังอาบน้ำเป็นหลัก
4) แต่งตัวให้ผิวหายใจได้ ลดการเสียดสี
เสื้อผ้าที่รัดแน่น เนื้อหยาบ หรืออับเหงื่อ ทำให้เกิดการเสียดสีและกระตุ้นผื่นคันได้ง่าย โดยเฉพาะในอากาศร้อนชื้น ควรเลือกผ้านุ่ม ระบายอากาศดี และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีหลังเหงื่อออกมาก
5) จัดการความเครียดและการนอนให้เป็นระบบ
ผื่นคันหลายชนิดสัมพันธ์กับภูมิคุ้มกันและการอักเสบของร่างกาย เมื่อพักผ่อนไม่พอหรือเครียดต่อเนื่อง ร่างกายจะไวต่อการกำเริบมากขึ้น การนอนให้พอและมีวิธีคลายเครียดที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวันช่วยลดโอกาสผื่นคันเห่อได้ชัดเจนในคนที่เป็นซ้ำบ่อย
6) โภชนาการสนับสนุนผิวและภูมิคุ้มกัน
หลักสำคัญคือกินให้ครบและสม่ำเสมอ เน้นโปรตีน ผักผลไม้ และไขมันดี เพื่อซ่อมแซมผิวและลดการอักเสบ วิตามินบางชนิด เช่น วิตามินซีมีบทบาทต่อการทำงานของภูมิคุ้มกัน แต่ไม่ใช่ ตัวหลัก ในการป้องกันผื่นคัน หากจะเสริมควรทำอย่างเหมาะสม ไม่มากเกินจำเป็น และดูว่ามีอาการแพ้จากอาหารเสริมหรือไม่
7) พบแพทย์เพื่อวางแผนป้องกันเฉพาะบุคคล
ถ้าเป็นผื่นคันง่าย เป็นซ้ำเป็นพัก ๆ หรือไม่แน่ใจว่าแพ้อะไร การพบแพทย์จะช่วยแยกชนิดผื่นคันให้ชัด และอาจวางแผนตรวจเพิ่มเติม เช่น ทดสอบแพ้สัมผัส หรือประเมินโรคผิวหนังเรื้อรังบางชนิด เพื่อป้องกันได้ตรงสาเหตุมากขึ้น
ผื่นคัน Vs ผดร้อนต่างกันอย่างไร
แม้ทั้งผื่นคันและผดร้อนจะทำให้รู้สึกคันและมีตุ่มขึ้นบนผิวเหมือนกัน แต่สาเหตุ กลไกการเกิด และวิธีดูแลแตกต่างกันค่อนข้างชัด หากแยกให้ออกจะช่วยให้รักษาได้ตรงกับปัญหาและหายเร็วขึ้น
ผื่นคัน เกิดจากการอักเสบหรือการตอบสนองผิดปกติของผิว
ผื่นคันเป็นกลุ่มอาการกว้าง อาจเกิดจากการแพ้ การติดเชื้อ ผิวแห้ง โรคผิวหนังเรื้อรัง หรือความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ลักษณะผื่นอาจเป็นตุ่มแดง ปื้นแดง นูน ผิวลอก หรือมีน้ำเหลืองร่วมด้วย อาการคันมักเป็นต่อเนื่อง คันมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืน และไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับอากาศร้อนเสมอไป
จุดสังเกตสำคัญของผื่นคัน
• เป็นได้ทุกฤดูกาล
• คันมาก เกาแล้วมักยิ่งอักเสบ
• อาจเป็นอยู่นานหรือกลับมาเป็นซ้ำ
• บางชนิดต้องใช้ยารักษาเฉพาะทาง
ผดร้อน เกิดจาก ท่อเหงื่ออุดตัน
ผดร้อนเกิดจากการระบายเหงื่อไม่ดี เหงื่อคั่งอยู่ใต้ผิว มักพบในสภาพอากาศร้อน อับชื้น หรือหลังเหงื่อออกมาก ลักษณะจะเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีแดงหรือใส ขนาดใกล้เคียงกัน ผิวรอบ ๆ มักไม่อักเสบมาก อาการคันหรือแสบมักเป็นช่วงสั้น ๆ และดีขึ้นเมื่ออากาศเย็นลง
จุดสังเกตสำคัญ
• มักเกิดช่วงอากาศร้อนหรือเหงื่อออก
• ตุ่มเล็ก ขึ้นเป็นกลุ่ม ขนาดสม่ำเสมอ
• คันหรือแสบเล็กน้อย
• มักหายได้เองเมื่อหลีกเลี่ยงความร้อน
สรุปความแตกต่างระหว่างผื่นคันและผดร้อน
สาเหตุ
ผื่นคัน การอักเสบ/แพ้/ติดเชื้อ/ภูมิคุ้มกัน
ผดร้อน เหงื่ออุดตัน
ระยะเวลา
ผื่นคัน เป็นนานหรือเป็นซ้ำ
ผดร้อน ชั่วคราว
ความรุนแรง
ผื่นคัน ตั้งแต่เล็กน้อยถึงรุนแรง
ผดร้อน มักไม่รุนแรง
การดูแลหลัก
ผื่นคัน ต้องหาสาเหตุและรักษาเฉพาะ
ผดร้อน ลดความร้อน ระบายเหงื่อ
สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับการเกิดผื่นคัน
ผื่นคันเป็นอาการทางผิวหนังที่พบได้บ่อยและเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แม้หลายคนจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในทางการแพทย์ ผื่นคันอาจเป็นได้ตั้งแต่ภาวะระคายเคืองธรรมดา ไปจนถึงสัญญาณของโรคผิวหนังหรือความผิดปกติภายในร่างกาย การเข้าใจกลไกการเกิดผื่นคันอย่างถูกต้องจึงช่วยให้ดูแลและป้องกันได้อย่างเหมาะสม
โดยพื้นฐาน ผื่นคันเกิดจากการที่ผิวหนังเกิดการอักเสบหรือมีการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นบางอย่างมากกว่าปกติ สิ่งกระตุ้นเหล่านี้อาจมาจากภายนอก เช่น สารเคมี น้ำหอม เครื่องสำอาง โลหะ ฝุ่น เหงื่อ หรืออากาศร้อนชื้น รวมถึงเชื้อโรคบางชนิด ขณะเดียวกัน สาเหตุจากภายในร่างกายก็มีบทบาทสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นภาวะผิวแห้ง โรคภูมิแพ้ โรคผิวหนังเรื้อรัง ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือแม้แต่การแพ้ยา
ผื่นคันไม่ใช่เพียงปัญหาผิวที่สร้างความรำคาญ แต่เป็นสัญญาณที่บอกถึงความสมดุลของผิวและร่างกาย การใส่ใจตั้งแต่ระยะแรก ดูแลผิวอย่างถูกวิธี และไม่ละเลยอาการผิดปกติ จะช่วยให้ผื่นคันดีขึ้นเร็ว ลดการกลับมาเป็นซ้ำ และนำไปสู่สุขภาพผิวที่ดีอย่างยั่งยืนในระยะยาว
คำถามเกี่ยวกับการเกิดผื่นคัน
ผื่นคันขึ้นตามตัวสามารถหายเองได้หรือไม่
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับต้นเหตุของผื่น หากเป็นผื่นจากการระคายเคืองเล็กน้อย การแพ้ชั่วคราว เหงื่อ หรือสภาพอากาศ ผื่นอาจค่อย ๆ ดีขึ้นได้เมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นและดูแลผิวอย่างเหมาะสม
แต่ถ้าผื่นเกิดจากโรคผิวหนัง การติดเชื้อ หรือความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ผื่นมักไม่หายเองและอาจเป็นเรื้อรัง หากไม่ได้รับการรักษาที่ตรงสาเหตุ การดูแลสุขภาพโดยรวมและการเสริมความแข็งแรงของร่างกายมีส่วนช่วยให้ฟื้นตัวได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถทดแทนการรักษาเฉพาะทางได้ในกรณีที่มีโรคเป็นพื้นฐาน
การใช้ยาแก้แพ้มีผลข้างเคียงหรือไม่
ยาแก้แพ้ช่วยลดอาการผื่นคันได้ดีในหลายกรณี แต่ยาบางกลุ่มอาจทำให้เกิดอาการง่วง ซึม มึนศีรษะ ปากแห้ง หรือรู้สึกไม่สดชื่น โดยเฉพาะยารุ่นเก่า หากใช้ต่อเนื่องหรือใช้ร่วมกับยาอื่น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงได้ ดังนั้นการเลือกชนิดยาและขนาดยาควรเหมาะสมกับแต่ละบุคคล ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ หรือสตรีมีครรภ์ ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนใช้ยาเสมอ
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ