วิตามินซี คืออะไร? เข้าใจง่ายใน 3 นาที พร้อมเคล็ดลับกินให้ได้ผล
เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC
วิตามินซี
วิตามินซี ควรกินตอนไหนได้ผลเต็มที่ เหมาะกับใคร ช่วยเรื่องอะไรบ้าง
วิตามินซีคืออะไร ต้องกินอย่างไรถึงช่วยให้กระจ่างใส เสริมภูมิคุ้มกัน
วิตามินซี (Vitamin C) คือสารอาหารจำเป็นที่ร่างกายต้องได้รับเป็นประจำ เนื่องจากร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีขึ้นมาเองได้ การได้รับวิตามินซีจึงต้องมาจากอาหารตามธรรมชาติ เช่น ผักและผลไม้ หรือการเสริมด้วยผลิตภัณฑ์วิตามินซีโดยตรง
บทความนี้จะมาอธิบายถึงสรรพคุณของวิตามินซี ควรกินตอนไหนร่างกายถึงสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทั้งหมด รวมไปถึงอธิบายเกี่ยวกับปริมาณที่ควรรับประทานวิตามินซีที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย เพื่อให้เราสามารถนำไปปรับใช้ได้
รวมทุกหัวข้อเกี่ยวกับวิตามินซี
• วิตามินซีคืออะไร
• ประโยชน์ของวิตามินซี
• วิตามินซีช่วยเรื่องผิวได้อย่างไร
• วิตามินซี ควรกินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ที่สุด
• ปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับต่อวัน
• แหล่งวิตามินซีธรรมชาติมีอะไรบ้าง
• วิตามินซีมีกี่แบบ
• วิตามินซีแบบกิน Vs วิตามินซีแบบฉีด ต่างกันอย่างไร
• ข้อควรระวังในการทานวิตามินซี
• ทำไมร่างกายต้องการวิตามินซีทุกวัน
• สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับวิตามินซี
วิตามินซีคืออะไร
วิตามินซี (Vitamin C) หรือที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) เป็นวิตามินในกลุ่มที่ ละลายน้ำได้ และเป็นสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ดังนั้นร่างกายจึงจำเป็นต้องได้รับ วิตามินซี จากอาหารหรืออาหารเสริมเป็นประจำ นอกจากนี้ร่างกายยังไม่สามารถสะสมวิตามินซีไว้ได้นาน หากได้รับเกินความต้องการ ส่วนเกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะ
วิตามินซี ถือเป็นสารอาหารสำคัญที่มีบทบาทต่อการทำงานของร่างกายในหลายระบบ โดยเฉพาะการทำหน้าที่เป็น สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระที่สะสมในร่างกาย อันเป็นสาเหตุสำคัญของความเสื่อมของเซลล์และการเกิดโรคต่าง ๆ
ประโยชน์ของวิตามินซี
วิตามินซี เป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างสม่ำเสมอ จุดเด่นของ วิตามินซี ไม่ได้มีแค่ช่วยป้องกันหวัดเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน สุขภาพผิว ระบบเลือด และการป้องกันโรคเรื้อรังหลายชนิด
วิตามินซีมีบทบาทต่อร่างกายอย่างไร
วิตามินซี (Vitamin C) หรือกรดแอสคอร์บิก เป็นวิตามินที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีบทบาทในกระบวนการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกัน การสร้างคอลลาเจน และการดูดซึมแร่ธาตุสำคัญ
การได้รับ วิตามินซี อย่างเพียงพอจะช่วยให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมเซลล์ เสริมความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิตามินซีช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอย่างไร
หนึ่งในบทบาทสำคัญของ วิตามินซี คือการช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะการกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นกลไกหลักในการป้องกันเชื้อโรค
นอกจากนี้ วิตามินซี ยังช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มฟาโกไซต์ เช่น นิวโทรฟิล สามารถเคลื่อนที่ไปยังบริเวณที่มีการติดเชื้อได้รวดเร็วขึ้น กระบวนการนี้เรียกว่า Chemotaxis และช่วยเพิ่มความสามารถในการจับและทำลายเชื้อโรคผ่านกระบวนการ Phagocytosis ส่งผลให้ร่างกายสามารถรับมือกับเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ดีขึ้น
วิตามินซีกับการต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบ
วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะสามารถทำหน้าที่ทั้งให้และรับอิเล็กตรอนได้ จึงช่วยลดจำนวนอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายในร่างกาย
การทำงานของ วิตามินซี จะช่วยลดภาวะความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อ และเป็นสาเหตุสำคัญของการอักเสบเรื้อรัง
เมื่อร่างกายได้รับ วิตามินซี อย่างเพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น
• โรคหัวใจและหลอดเลือด
• โรคต้อกระจก
• โรคมะเร็งบางชนิด
นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องหลอดเลือด ลดการสะสมของคอเลสเตอรอลชนิด LDL ซึ่งเป็นไขมันไม่ดีในร่างกาย
วิตามินซีกับการสร้างคอลลาเจน
อีกหนึ่งหน้าที่สำคัญของ วิตามินซี คือการช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของผิวหนัง กระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็น และหลอดเลือด
การมี วิตามินซี ในระดับที่เหมาะสมจะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น ลดการเสื่อมของเนื้อเยื่อ และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น รวมถึงลดอาการบวม ช้ำ และการอักเสบของเนื้อเยื่อ
วิตามินซีกับระบบเลือดและการดูดซึมธาตุเหล็ก
วิตามินซี ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กชนิดที่ไม่ใช่ฮีม (Non-heme Iron) ซึ่งพบมากในอาหารจากพืช
เมื่อรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กร่วมกับ วิตามินซี ร่างกายจะสามารถนำธาตุเหล็กไปใช้ได้ดีขึ้น ส่งผลให้การสร้างเม็ดเลือดแดงมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะโลหิตจาง และช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี
การไหลเวียนเลือดที่มีประสิทธิภาพยังช่วยลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปยังเซลล์ต่าง ๆ รวมถึงเซลล์ภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายสามารถป้องกันเชื้อโรคได้ดีขึ้น
ประโยชน์อื่น ๆ ของวิตามินซีต่อสุขภาพ
นอกจากบทบาทหลักด้านภูมิคุ้มกันและระบบเลือดแล้ว วิตามินซี ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน เช่น
• วิตามินซีช่วยให้ร่างกายสร้างพลังงาน ทำให้รู้สึกสดชื่น
• วิตามินซีช่วยสมานแผลและลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ
• วิตามินซีช่วยบำรุงเหงือกและฟัน ลดปัญหาเลือดออกตามไรฟัน
• วิตามินซีลดโอกาสเกิดแผลร้อนใน
• วิตามินซีช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายของอนุมูลอิสระ
วิตามินซีช่วยเรื่องผิวได้อย่างไร
นอกจาก วิตามินซี จะมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพโดยรวมแล้ว วิตามินซี ยังเป็นหนึ่งในสารสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการดูแลผิวพรรณอย่างแพร่หลาย ทั้งในรูปแบบของการรับประทานและการใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เนื่องจาก วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยฟื้นฟูผิว ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และช่วยให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้น
วิตามินซีช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้น
หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นของ วิตามินซี คือการช่วยลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ซึ่งเป็นสาเหตุของผิวหมองคล้ำและจุดด่างดำ โดย วิตามินซี ทำหน้าที่ยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีในชั้นผิว
นอกจากนี้ วิตามินซี ยังช่วยส่งเสริมการผลัดเซลล์ผิวเก่าและกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ส่งผลให้ผิวดูสดใส เปล่งปลั่ง และมีสีผิวที่สม่ำเสมอมากขึ้น เมื่อใช้ วิตามินซี อย่างต่อเนื่องในปริมาณที่เหมาะสม
วิตามินซีกับการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
อีกหนึ่งประโยชน์สำคัญของ วิตามินซี คือการช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจน ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของผิวหนังที่ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นและแข็งแรง
เมื่อผิวได้รับ วิตามินซี อย่างเพียงพอ จะช่วยเสริมการสร้างและฟื้นฟูคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวมีความกระชับ ลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย และช่วยให้ผิวดูละมุนมากขึ้น
วิตามินซีช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
วิตามินซี ยังมีบทบาทในการช่วยรักษาสมดุลของผิว โดยช่วยควบคุมความมันบนใบหน้า และเสริมความสามารถของผิวในการกักเก็บความชุ่มชื้น
เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี วิตามินซี เป็นส่วนประกอบ จะช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำ ไม่แห้งกร้าน และช่วยให้ผิวมีความเรียบเนียนและดูสุขภาพดีมากขึ้น
วิตามินซีช่วยให้รูขุมขนกระชับและผิวเรียบเนียน
คุณสมบัติของ วิตามินซี ที่ช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันจากต่อมไขมันใต้ผิวหนัง ส่งผลให้ผิวมันลดลง และช่วยให้รูขุมขนที่ขยายตัวจากการผลิตน้ำมันมากเกินไปดูเล็กลง
เมื่อใช้ วิตามินซี อย่างต่อเนื่อง ผิวหน้าจะดูเรียบเนียนขึ้น ผิวกระชับ และมีความสมดุลมากขึ้น
วิตามินซีช่วยลดรอยดำและรอยแดงจากสิว
อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ทำให้ วิตามินซี เป็นส่วนผสมยอดนิยมในสกินแคร์ คือการช่วยลดเลือนรอยดำและรอยแดงจากสิว
ด้วยคุณสมบัติของ วิตามินซี ที่เป็นกรดอ่อน ๆ จึงช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ทำให้เซลล์ผิวเก่าที่มีเม็ดสีสะสมถูกผลัดออก และช่วยให้รอยดำหรือรอยแดงดูจางลง สีผิวจึงดูสม่ำเสมอมากขึ้น
วิตามินซี ควรกินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ที่สุด
วิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายไม่สามารถสะสมไว้ได้นาน เมื่อได้รับเข้าสู่ร่างกายแล้วส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้ และส่วนที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะภายในไม่กี่ชั่วโมง ดังนั้นการรับประทาน วิตามินซี อย่างถูกวิธีและในเวลาที่เหมาะสม จึงมีความสำคัญต่อการรักษาระดับวิตามินซีในเลือดให้คงที่ และช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จาก วิตามินซี ได้อย่างเต็มที่
ควรรับประทานวิตามินซีช่วงเวลาใด
แนะนำให้รับประทาน วิตามินซี พร้อมมื้ออาหาร โดยเฉพาะมื้อเช้าและมื้อเย็น เนื่องจากการรับประทาน วิตามินซี พร้อมอาหารจะช่วยลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น
เนื่องจาก วิตามินซี จะถูกขับออกจากร่างกายภายในประมาณ 2–3 ชั่วโมง การแบ่งรับประทาน วิตามินซี วันละ 2 ครั้ง จึงช่วยรักษาระดับวิตามินซีในเลือดให้เหมาะสมตลอดวัน ซึ่งมีผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพโดยรวม
วิตามินซีกับการบรรเทาอาการหวัด
ในช่วงที่มีอาการหวัด การรับประทาน วิตามินซี อาจช่วยลดความรุนแรงของอาการได้ โดยทั่วไปมีคำแนะนำให้รับประทาน วิตามินซี ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง
การได้รับ วิตามินซี ในระดับดังกล่าวสามารถช่วยลดระดับ ฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหล น้ำตาไหล และอาการแพ้ต่าง ๆ โดยมีงานวิจัยบางส่วนพบว่าสามารถลดระดับฮิสตามีนได้ประมาณ 40% ส่งผลให้อาการหวัดหรือภูมิแพ้บรรเทาลง
วิตามินซีกับผู้ป่วยเบาหวาน
สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน วิตามินซี อาจมีบทบาทช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือด
การรับประทาน วิตามินซี ประมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัม สามารถช่วยลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบของหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่โรคแทรกซ้อน เช่น
• โรคหัวใจและหลอดเลือด
• ภาวะไตเสื่อม
• ภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทาน วิตามินซี ในปริมาณสูง
วิธีเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมวิตามินซี
การรับประทาน วิตามินซี ร่วมกับสารอาหารบางชนิดสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของวิตามินซีได้ เช่น
• แคลเซียม (Calcium) ช่วยเสริมการทำงานของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
• แมกนีเซียม (Magnesium) ช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
• ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids) เป็นสารจากพืชที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมและการทำงานของ วิตามินซี
การรับประทาน วิตามินซี ร่วมกับสารอาหารเหล่านี้จึงช่วยให้ร่างกายสามารถใช้ประโยชน์จากวิตามินซีได้ดียิ่งขึ้น
ปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับต่อวัน
วิตามินซี เป็นสารอาหารสำคัญที่มีบทบาทต่อระบบภูมิคุ้มกัน การสร้างคอลลาเจน และการปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ แต่เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างหรือสะสม วิตามินซี ได้เองในระยะยาว จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารหรือแหล่งเสริมในปริมาณที่เหมาะสมทุกวัน
ปริมาณวิตามินซีที่แนะนำต่อวัน
ปริมาณ วิตามินซี ที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันอาจแตกต่างกันไปตามอายุ เพศ และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
จากคำแนะนำด้านโภชนาการขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า วัยรุ่นและผู้ใหญ่ควรได้รับ วิตามินซี ประมาณ 65–90 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการทำงานพื้นฐานของร่างกาย เช่น การเสริมภูมิคุ้มกัน การซ่อมแซมเซลล์ และการป้องกันความเสียหายจากอนุมูลอิสระ
อย่างไรก็ตาม ปริมาณ วิตามินซี ที่ไม่ควรเกินต่อวันอยู่ที่ประมาณ 2,000 มิลลิกรัม เพราะหากได้รับมากเกินไป อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น
• คลื่นไส้
• ปวดเกร็งในช่องท้อง
• ท้องเสีย
ดังนั้นการรับประทาน วิตามินซี ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมและสมดุลกับความต้องการของร่างกาย
แหล่งวิตามินซีธรรมชาติมีอะไรบ้าง
แหล่งวิตามินซีธรรมชาติ สามารถพบได้มากในผัก ผลไม้ และอาหารบางชนิด โดยการรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายได้รับ วิตามินซี อย่างเพียงพอ
ตัวอย่างแหล่งอาหารที่มีวิตามินซีตามธรรมชาติ
• ฝรั่ง เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและบำรุงผิว
• ส้ม แหล่งวิตามินซีที่ได้รับความนิยม ช่วยให้ร่างกายสดชื่นและเสริมภูมิคุ้มกัน
• มะขามป้อม มีวิตามินซีสูงมาก ช่วยต้านอนุมูลอิสระและบำรุงร่างกาย
• มะละกอ ช่วยเสริมวิตามินซีและยังมีไฟเบอร์ที่ดีต่อระบบย่อยอาหาร
• เงาะ มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยดูแลสุขภาพผิว
ผักที่มีวิตามินซีสูง
• พริกหวาน (Bell Pepper) เป็นผักที่มีวิตามินซีสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและต้านอนุมูลอิสระ
• บรอกโคลี อุดมด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพ
• คะน้า – ช่วยเสริมวิตามินซี พร้อมทั้งมีแคลเซียมและไฟเบอร์
อาหารอื่น ๆ ที่มีวิตามินซี
• อะโวคาโด มีวิตามินซีและไขมันดีที่ช่วยบำรุงร่างกาย
• ถั่วพิสตาชิโอ มีวิตามินซีและสารอาหารที่ช่วยเสริมพลังงาน
• ถั่วแระญี่ปุ่น (Edamame) มีวิตามินซี โปรตีน และไฟเบอร์
• เมล็ดเจีย มีสารอาหารหลากหลาย รวมถึงวิตามินซีในระดับหนึ่ง
• ข้าวกล้อง มีวิตามินซีและสารอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย
วิตามินซีมีกี่แบบ
วิตามินซี (Vitamin C) ในปัจจุบันมีการพัฒนาออกมาในหลายรูปแบบ เพื่อให้เหมาะกับพฤติกรรมการรับประทานและความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ปริมาณที่พบได้ทั่วไปจะอยู่ประมาณ 25–1,000 มิลลิกรัมต่อหน่วยบริโภค แต่ละรูปแบบมีลักษณะเด่นและข้อจำกัดที่ควรพิจารณา ดังนี้
1.วิตามินซีชนิดเม็ด (Tablet)
เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด จุดเด่นคือพกพาง่ายและมีความคงตัวของตัวยาสูง อย่างไรก็ตาม เม็ดยามักมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทำให้บางคนกลืนลำบาก
2.วิตามินซีชนิดเม็ดอม (Lozenge)
เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกกลืนยา เพราะสามารถอมให้ละลายในปากได้ แต่การอมบ่อย ๆ โดยเฉพาะสูตรที่มีความเป็นกรดหรือมีน้ำตาล อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการสึกกร่อนของเคลือบฟันและฟันผุ
3.วิตามินซีชนิดเม็ดเคี้ยว (Chewable)
มีรสชาติรับประทานง่าย เด็กและผู้ที่ไม่ชอบกลืนยาใช้ได้สะดวก อย่างไรก็ตาม หลายผลิตภัณฑ์มีการเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวาน ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสเกิดฟันผุหากรับประทานเป็นประจำ
4.วิตามินซีชนิดเม็ดฟู่ (Effervescent)
ต้องละลายในน้ำก่อนดื่ม เมื่อสัมผัสน้ำจะเกิดฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ดื่มง่ายและเหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการกลืนยา แต่ในบางคนอาจทำให้รู้สึกแน่นท้องหรือท้องอืดได้
5.วิตามินซีชนิดแคปซูล (Capsule)
มีทั้งแบบแคปซูลแข็งและแบบซอฟต์เจล จุดเด่นคือกลืนง่ายและช่วยลดการระคายเคืองกระเพาะอาหารในบางกรณี อีกทั้งยังช่วยปกป้องตัวยาไม่ให้สัมผัสอากาศหรือความชื้นมากเกินไป
6.วิตามินซีชนิดผงรับประทานโดยตรง (Oral Powder / Stick Pack)
มาในรูปแบบซองเล็ก สามารถเทรับประทานเข้าปากได้ทันทีโดยไม่ต้องผสมน้ำ พกพาสะดวกและมีหลายรสชาติ แต่ส่วนใหญ่จะมีสารให้ความหวานเพื่อปรับรสชาติ
7.วิตามินซีชนิดผงสำหรับชงดื่ม (Powder for Drink)
ต้องผสมน้ำก่อนดื่ม มักมีการปรุงแต่งกลิ่น สี และรสชาติ ทำให้ดื่มง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องดื่มเสริมวิตามิน
8.วิตามินซีชนิดเครื่องดื่มบรรจุขวด (Ready-to-Drink Vitamin C)
เป็นผลิตภัณฑ์พร้อมดื่ม สะดวกในการบริโภคทันที แต่มักมีการเติมน้ำตาลหรือสารปรุงแต่งเพื่อเพิ่มรสชาติ จึงควรพิจารณาปริมาณน้ำตาลก่อนเลือกซื้อ
9.วิตามินซีชนิดเจลลี่หรือสตริป (Gummy / Strip)
รับประทานง่ายและมีรสชาติหลากหลาย เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบรูปแบบยา แต่ควรเลือกสูตรที่มีน้ำตาลต่ำหรือปราศจากน้ำตาล เพื่อลดปริมาณพลังงานและความเสี่ยงต่อฟันผุ
10.วิตามินซีชนิดสารละลายสำหรับฉีด (Injectable Vitamin C)
เป็นรูปแบบที่ใช้ในทางการแพทย์ โดยให้ผ่านทางหลอดเลือด ทำให้ร่างกายดูดซึมได้รวดเร็วและไม่ต้องผ่านระบบย่อยอาหาร การใช้วิธีนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
วิตามินซีแบบกิน Vs วิตามินซีแบบฉีด ต่างกันอย่างไร
วิตามินซีสามารถได้รับทั้งจาก การรับประทาน (Oral Vitamin C) และ การฉีดเข้าสู่ร่างกาย (Vitamin C Injection) ซึ่งทั้งสองรูปแบบมีวิธีการดูดซึมและการใช้งานที่แตกต่างกัน
1.วิตามินซีแบบกิน
เป็นรูปแบบที่พบได้ทั่วไป เช่น แบบเม็ด แคปซูล ผงชงดื่ม หรือกัมมี่ เมื่อรับประทานเข้าไป วิตามินซีจะถูกดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหารก่อนเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจะดูดซึมได้ตามปริมาณที่เหมาะสม และส่วนที่เกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะ เหมาะสำหรับการเสริมสุขภาพทั่วไป เช่น ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และช่วยในการสร้างคอลลาเจน
2.วิตามินซีแบบฉีด
เป็นการให้วิตามินซีเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ไม่ต้องผ่านระบบย่อยอาหาร ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินซีในระดับที่สูงและดูดซึมได้รวดเร็ว วิธีนี้มักใช้ในทางการแพทย์ หรือในกรณีที่ต้องการระดับวิตามินซีสูงกว่าการรับประทาน แต่จำเป็นต้องทำโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น
ข้อควรระวังในการทานวิตามินซี
ไม่ควรรับประทานในปริมาณสูงเกินความจำเป็น
โดยทั่วไปผู้ใหญ่ควรได้รับประมาณ 75–90 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะการรับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสีย ปวดท้อง หรือระคายเคืองกระเพาะอาหารได้
ควรรับประทานหลังอาหารหรือพร้อมอาหาร
วิตามินซีมีความเป็นกรด การรับประทานตอนท้องว่างอาจทำให้บางคนรู้สึกแสบท้องหรือระคายเคืองกระเพาะอาหาร
ผู้ที่มีประวัตินิ่วในไตควรระวัง
การได้รับวิตามินซีในปริมาณสูงต่อเนื่อง อาจเพิ่มโอกาสการเกิดนิ่วในไตในบางคน
ควรระวังในผู้ป่วยโรคไต
ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไตควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสริมวิตามินซี เพราะร่างกายอาจขับของเสียออกได้ไม่ดีเท่าปกติ
ผู้ที่ทานยาบางชนิดควรปรึกษาแพทย์
เช่น ยาละลายลิ่มเลือด ยาลดกรดบางชนิด หรือยาที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคเรื้อรัง เพราะวิตามินซีอาจมีผลต่อการดูดซึมหรือการออกฤทธิ์ของยา
ควรตรวจสอบส่วนผสมในผลิตภัณฑ์
วิตามินซีบางรูปแบบ เช่น เม็ดเคี้ยว กัมมี่ หรือเครื่องดื่ม อาจมีน้ำตาลหรือสารปรุงแต่งจำนวนมาก ซึ่งอาจเพิ่มพลังงานหรือส่งผลต่อสุขภาพฟัน
ไม่ควรใช้วิตามินซีแทนการรับประทานอาหารที่หลากหลาย
แม้ว่าวิตามินซีจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การได้รับสารอาหารจากผักและผลไม้สดยังคงเป็นแหล่งที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย
ทำไมร่างกายต้องการวิตามินซีทุกวัน
ร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินซีเองได้
มนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีได้เหมือนสัตว์บางชนิด จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริมทุกวัน
วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ
เมื่อร่างกายได้รับเกินความต้องการ ส่วนที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้ร่างกายไม่สามารถสะสมไว้ใช้ได้นาน
จำเป็นต่อการทำงานของหลายระบบในร่างกาย
วิตามินซีช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยสร้างคอลลาเจน ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และมีบทบาทเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น
โดยเฉพาะธาตุเหล็กจากพืช ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง
สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับวิตามินซี
วิตามินซี (Vitamin C) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำและมีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกายหลายระบบ โดยร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริมอย่างสม่ำเสมอ วิตามินซีมีบทบาทสำคัญในการเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยสร้างคอลลาเจน ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย
ปัจจุบันวิตามินซีมีหลายรูปแบบ เช่น แบบเม็ด แคปซูล ผงชงดื่ม กัมมี่ หรือแบบฉีด ซึ่งแต่ละรูปแบบมีข้อดีแตกต่างกัน การรับประทานวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสมทุกวันจะช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวม แต่ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานในปริมาณสูงเกินไปเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ