วิตามินซี คืออะไร? เข้าใจง่ายใน 3 นาที พร้อมเคล็ดลับกินให้ได้ผล

เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC

วิตามินซี

43

วิตามินซี ควรกินตอนไหนได้ผลเต็มที่ เหมาะกับใคร ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

วิตามินซีคืออะไร ต้องกินอย่างไรถึงช่วยให้กระจ่างใส เสริมภูมิคุ้มกัน

วิตามินซี (Vitamin C) คือสารอาหารจำเป็นที่ร่างกายต้องได้รับเป็นประจำ เนื่องจากร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีขึ้นมาเองได้ การได้รับวิตามินซีจึงต้องมาจากอาหารตามธรรมชาติ เช่น ผักและผลไม้ หรือการเสริมด้วยผลิตภัณฑ์วิตามินซีโดยตรง

บทความนี้จะมาอธิบายถึงสรรพคุณของวิตามินซี ควรกินตอนไหนร่างกายถึงสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทั้งหมด รวมไปถึงอธิบายเกี่ยวกับปริมาณที่ควรรับประทานวิตามินซีที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย เพื่อให้เราสามารถนำไปปรับใช้ได้

รวมทุกหัวข้อเกี่ยวกับวิตามินซี

วิตามินซีคืออะไร
ประโยชน์ของวิตามินซี
วิตามินซีช่วยเรื่องผิวได้อย่างไร
วิตามินซี ควรกินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ที่สุด
ปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับต่อวัน
แหล่งวิตามินซีธรรมชาติมีอะไรบ้าง
วิตามินซีมีกี่แบบ
วิตามินซีแบบกิน Vs วิตามินซีแบบฉีด ต่างกันอย่างไร
ข้อควรระวังในการทานวิตามินซี
ทำไมร่างกายต้องการวิตามินซีทุกวัน
สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับวิตามินซี

วิตามินซีคืออะไร

วิตามินซี (Vitamin C) หรือที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) เป็นวิตามินในกลุ่มที่ ละลายน้ำได้ และเป็นสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ดังนั้นร่างกายจึงจำเป็นต้องได้รับ วิตามินซี จากอาหารหรืออาหารเสริมเป็นประจำ นอกจากนี้ร่างกายยังไม่สามารถสะสมวิตามินซีไว้ได้นาน หากได้รับเกินความต้องการ ส่วนเกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะ

วิตามินซี ถือเป็นสารอาหารสำคัญที่มีบทบาทต่อการทำงานของร่างกายในหลายระบบ โดยเฉพาะการทำหน้าที่เป็น สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระที่สะสมในร่างกาย อันเป็นสาเหตุสำคัญของความเสื่อมของเซลล์และการเกิดโรคต่าง ๆ

ประโยชน์ของวิตามินซี

วิตามินซี เป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างสม่ำเสมอ จุดเด่นของ วิตามินซี ไม่ได้มีแค่ช่วยป้องกันหวัดเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน สุขภาพผิว ระบบเลือด และการป้องกันโรคเรื้อรังหลายชนิด

วิตามินซีมีบทบาทต่อร่างกายอย่างไร

วิตามินซี (Vitamin C) หรือกรดแอสคอร์บิก เป็นวิตามินที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีบทบาทในกระบวนการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกัน การสร้างคอลลาเจน และการดูดซึมแร่ธาตุสำคัญ

การได้รับ วิตามินซี อย่างเพียงพอจะช่วยให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมเซลล์ เสริมความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิตามินซีช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอย่างไร

หนึ่งในบทบาทสำคัญของ วิตามินซี คือการช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะการกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นกลไกหลักในการป้องกันเชื้อโรค

นอกจากนี้ วิตามินซี ยังช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มฟาโกไซต์ เช่น นิวโทรฟิล สามารถเคลื่อนที่ไปยังบริเวณที่มีการติดเชื้อได้รวดเร็วขึ้น กระบวนการนี้เรียกว่า Chemotaxis และช่วยเพิ่มความสามารถในการจับและทำลายเชื้อโรคผ่านกระบวนการ Phagocytosis ส่งผลให้ร่างกายสามารถรับมือกับเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ดีขึ้น

วิตามินซีกับการต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบ

วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะสามารถทำหน้าที่ทั้งให้และรับอิเล็กตรอนได้ จึงช่วยลดจำนวนอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายในร่างกาย

การทำงานของ วิตามินซี จะช่วยลดภาวะความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อ และเป็นสาเหตุสำคัญของการอักเสบเรื้อรัง

เมื่อร่างกายได้รับ วิตามินซี อย่างเพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น

• โรคหัวใจและหลอดเลือด
• โรคต้อกระจก
• โรคมะเร็งบางชนิด

นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องหลอดเลือด ลดการสะสมของคอเลสเตอรอลชนิด LDL ซึ่งเป็นไขมันไม่ดีในร่างกาย

วิตามินซีกับการสร้างคอลลาเจน

อีกหนึ่งหน้าที่สำคัญของ วิตามินซี คือการช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของผิวหนัง กระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็น และหลอดเลือด

การมี วิตามินซี ในระดับที่เหมาะสมจะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น ลดการเสื่อมของเนื้อเยื่อ และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น รวมถึงลดอาการบวม ช้ำ และการอักเสบของเนื้อเยื่อ

วิตามินซีกับระบบเลือดและการดูดซึมธาตุเหล็ก

วิตามินซี ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กชนิดที่ไม่ใช่ฮีม (Non-heme Iron) ซึ่งพบมากในอาหารจากพืช

เมื่อรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กร่วมกับ วิตามินซี ร่างกายจะสามารถนำธาตุเหล็กไปใช้ได้ดีขึ้น ส่งผลให้การสร้างเม็ดเลือดแดงมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะโลหิตจาง และช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี

การไหลเวียนเลือดที่มีประสิทธิภาพยังช่วยลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปยังเซลล์ต่าง ๆ รวมถึงเซลล์ภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายสามารถป้องกันเชื้อโรคได้ดีขึ้น

ประโยชน์อื่น ๆ ของวิตามินซีต่อสุขภาพ

นอกจากบทบาทหลักด้านภูมิคุ้มกันและระบบเลือดแล้ว วิตามินซี ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน เช่น

• วิตามินซีช่วยให้ร่างกายสร้างพลังงาน ทำให้รู้สึกสดชื่น
• วิตามินซีช่วยสมานแผลและลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ
• วิตามินซีช่วยบำรุงเหงือกและฟัน ลดปัญหาเลือดออกตามไรฟัน
• วิตามินซีลดโอกาสเกิดแผลร้อนใน
• วิตามินซีช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายของอนุมูลอิสระ

วิตามินซีช่วยเรื่องผิวได้อย่างไร

นอกจาก วิตามินซี จะมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพโดยรวมแล้ว วิตามินซี ยังเป็นหนึ่งในสารสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการดูแลผิวพรรณอย่างแพร่หลาย ทั้งในรูปแบบของการรับประทานและการใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เนื่องจาก วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยฟื้นฟูผิว ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และช่วยให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้น

วิตามินซีช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้น

หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นของ วิตามินซี คือการช่วยลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ซึ่งเป็นสาเหตุของผิวหมองคล้ำและจุดด่างดำ โดย วิตามินซี ทำหน้าที่ยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีในชั้นผิว

นอกจากนี้ วิตามินซี ยังช่วยส่งเสริมการผลัดเซลล์ผิวเก่าและกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ส่งผลให้ผิวดูสดใส เปล่งปลั่ง และมีสีผิวที่สม่ำเสมอมากขึ้น เมื่อใช้ วิตามินซี อย่างต่อเนื่องในปริมาณที่เหมาะสม

วิตามินซีกับการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

อีกหนึ่งประโยชน์สำคัญของ วิตามินซี คือการช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจน ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของผิวหนังที่ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นและแข็งแรง

เมื่อผิวได้รับ วิตามินซี อย่างเพียงพอ จะช่วยเสริมการสร้างและฟื้นฟูคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวมีความกระชับ ลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย และช่วยให้ผิวดูละมุนมากขึ้น

วิตามินซีช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

วิตามินซี ยังมีบทบาทในการช่วยรักษาสมดุลของผิว โดยช่วยควบคุมความมันบนใบหน้า และเสริมความสามารถของผิวในการกักเก็บความชุ่มชื้น

เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี วิตามินซี เป็นส่วนประกอบ จะช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำ ไม่แห้งกร้าน และช่วยให้ผิวมีความเรียบเนียนและดูสุขภาพดีมากขึ้น

วิตามินซีช่วยให้รูขุมขนกระชับและผิวเรียบเนียน

คุณสมบัติของ วิตามินซี ที่ช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันจากต่อมไขมันใต้ผิวหนัง ส่งผลให้ผิวมันลดลง และช่วยให้รูขุมขนที่ขยายตัวจากการผลิตน้ำมันมากเกินไปดูเล็กลง

เมื่อใช้ วิตามินซี อย่างต่อเนื่อง ผิวหน้าจะดูเรียบเนียนขึ้น ผิวกระชับ และมีความสมดุลมากขึ้น

วิตามินซีช่วยลดรอยดำและรอยแดงจากสิว

อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ทำให้ วิตามินซี เป็นส่วนผสมยอดนิยมในสกินแคร์ คือการช่วยลดเลือนรอยดำและรอยแดงจากสิว

ด้วยคุณสมบัติของ วิตามินซี ที่เป็นกรดอ่อน ๆ จึงช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ทำให้เซลล์ผิวเก่าที่มีเม็ดสีสะสมถูกผลัดออก และช่วยให้รอยดำหรือรอยแดงดูจางลง สีผิวจึงดูสม่ำเสมอมากขึ้น

วิตามินซี ควรกินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ที่สุด

วิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายไม่สามารถสะสมไว้ได้นาน เมื่อได้รับเข้าสู่ร่างกายแล้วส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้ และส่วนที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะภายในไม่กี่ชั่วโมง ดังนั้นการรับประทาน วิตามินซี อย่างถูกวิธีและในเวลาที่เหมาะสม จึงมีความสำคัญต่อการรักษาระดับวิตามินซีในเลือดให้คงที่ และช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จาก วิตามินซี ได้อย่างเต็มที่

ควรรับประทานวิตามินซีช่วงเวลาใด

แนะนำให้รับประทาน วิตามินซี พร้อมมื้ออาหาร โดยเฉพาะมื้อเช้าและมื้อเย็น เนื่องจากการรับประทาน วิตามินซี พร้อมอาหารจะช่วยลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น

เนื่องจาก วิตามินซี จะถูกขับออกจากร่างกายภายในประมาณ 2–3 ชั่วโมง การแบ่งรับประทาน วิตามินซี วันละ 2 ครั้ง จึงช่วยรักษาระดับวิตามินซีในเลือดให้เหมาะสมตลอดวัน ซึ่งมีผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพโดยรวม

วิตามินซีกับการบรรเทาอาการหวัด

ในช่วงที่มีอาการหวัด การรับประทาน วิตามินซี อาจช่วยลดความรุนแรงของอาการได้ โดยทั่วไปมีคำแนะนำให้รับประทาน วิตามินซี ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

การได้รับ วิตามินซี ในระดับดังกล่าวสามารถช่วยลดระดับ ฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหล น้ำตาไหล และอาการแพ้ต่าง ๆ โดยมีงานวิจัยบางส่วนพบว่าสามารถลดระดับฮิสตามีนได้ประมาณ 40% ส่งผลให้อาการหวัดหรือภูมิแพ้บรรเทาลง

วิตามินซีกับผู้ป่วยเบาหวาน

สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน วิตามินซี อาจมีบทบาทช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือด

การรับประทาน วิตามินซี ประมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัม สามารถช่วยลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบของหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่โรคแทรกซ้อน เช่น

• โรคหัวใจและหลอดเลือด
• ภาวะไตเสื่อม
• ภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทาน วิตามินซี ในปริมาณสูง

วิธีเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมวิตามินซี

การรับประทาน วิตามินซี ร่วมกับสารอาหารบางชนิดสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของวิตามินซีได้ เช่น

• แคลเซียม (Calcium) ช่วยเสริมการทำงานของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
• แมกนีเซียม (Magnesium) ช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
• ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids) เป็นสารจากพืชที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมและการทำงานของ วิตามินซี

การรับประทาน วิตามินซี ร่วมกับสารอาหารเหล่านี้จึงช่วยให้ร่างกายสามารถใช้ประโยชน์จากวิตามินซีได้ดียิ่งขึ้น

ปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับต่อวัน

วิตามินซี เป็นสารอาหารสำคัญที่มีบทบาทต่อระบบภูมิคุ้มกัน การสร้างคอลลาเจน และการปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ แต่เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างหรือสะสม วิตามินซี ได้เองในระยะยาว จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารหรือแหล่งเสริมในปริมาณที่เหมาะสมทุกวัน

ปริมาณวิตามินซีที่แนะนำต่อวัน

ปริมาณ วิตามินซี ที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันอาจแตกต่างกันไปตามอายุ เพศ และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

จากคำแนะนำด้านโภชนาการขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า วัยรุ่นและผู้ใหญ่ควรได้รับ วิตามินซี ประมาณ 65–90 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการทำงานพื้นฐานของร่างกาย เช่น การเสริมภูมิคุ้มกัน การซ่อมแซมเซลล์ และการป้องกันความเสียหายจากอนุมูลอิสระ

อย่างไรก็ตาม ปริมาณ วิตามินซี ที่ไม่ควรเกินต่อวันอยู่ที่ประมาณ 2,000 มิลลิกรัม เพราะหากได้รับมากเกินไป อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น

• คลื่นไส้
• ปวดเกร็งในช่องท้อง
• ท้องเสีย

ดังนั้นการรับประทาน วิตามินซี ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมและสมดุลกับความต้องการของร่างกาย

แหล่งวิตามินซีธรรมชาติมีอะไรบ้าง

แหล่งวิตามินซีธรรมชาติ สามารถพบได้มากในผัก ผลไม้ และอาหารบางชนิด โดยการรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายได้รับ วิตามินซี อย่างเพียงพอ

ตัวอย่างแหล่งอาหารที่มีวิตามินซีตามธรรมชาติ

• ฝรั่ง เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและบำรุงผิว
• ส้ม แหล่งวิตามินซีที่ได้รับความนิยม ช่วยให้ร่างกายสดชื่นและเสริมภูมิคุ้มกัน
• มะขามป้อม มีวิตามินซีสูงมาก ช่วยต้านอนุมูลอิสระและบำรุงร่างกาย
• มะละกอ ช่วยเสริมวิตามินซีและยังมีไฟเบอร์ที่ดีต่อระบบย่อยอาหาร
• เงาะ มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยดูแลสุขภาพผิว

ผักที่มีวิตามินซีสูง

• พริกหวาน (Bell Pepper) เป็นผักที่มีวิตามินซีสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและต้านอนุมูลอิสระ
• บรอกโคลี อุดมด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพ
• คะน้า – ช่วยเสริมวิตามินซี พร้อมทั้งมีแคลเซียมและไฟเบอร์

อาหารอื่น ๆ ที่มีวิตามินซี

• อะโวคาโด มีวิตามินซีและไขมันดีที่ช่วยบำรุงร่างกาย
• ถั่วพิสตาชิโอ มีวิตามินซีและสารอาหารที่ช่วยเสริมพลังงาน
• ถั่วแระญี่ปุ่น (Edamame) มีวิตามินซี โปรตีน และไฟเบอร์
• เมล็ดเจีย มีสารอาหารหลากหลาย รวมถึงวิตามินซีในระดับหนึ่ง
• ข้าวกล้อง มีวิตามินซีและสารอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย

วิตามินซีมีกี่แบบ

วิตามินซี (Vitamin C) ในปัจจุบันมีการพัฒนาออกมาในหลายรูปแบบ เพื่อให้เหมาะกับพฤติกรรมการรับประทานและความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ปริมาณที่พบได้ทั่วไปจะอยู่ประมาณ 25–1,000 มิลลิกรัมต่อหน่วยบริโภค แต่ละรูปแบบมีลักษณะเด่นและข้อจำกัดที่ควรพิจารณา ดังนี้

1.วิตามินซีชนิดเม็ด (Tablet)

เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด จุดเด่นคือพกพาง่ายและมีความคงตัวของตัวยาสูง อย่างไรก็ตาม เม็ดยามักมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทำให้บางคนกลืนลำบาก

2.วิตามินซีชนิดเม็ดอม (Lozenge)

เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกกลืนยา เพราะสามารถอมให้ละลายในปากได้ แต่การอมบ่อย ๆ โดยเฉพาะสูตรที่มีความเป็นกรดหรือมีน้ำตาล อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการสึกกร่อนของเคลือบฟันและฟันผุ

3.วิตามินซีชนิดเม็ดเคี้ยว (Chewable)

มีรสชาติรับประทานง่าย เด็กและผู้ที่ไม่ชอบกลืนยาใช้ได้สะดวก อย่างไรก็ตาม หลายผลิตภัณฑ์มีการเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวาน ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสเกิดฟันผุหากรับประทานเป็นประจำ

4.วิตามินซีชนิดเม็ดฟู่ (Effervescent)

ต้องละลายในน้ำก่อนดื่ม เมื่อสัมผัสน้ำจะเกิดฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ดื่มง่ายและเหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการกลืนยา แต่ในบางคนอาจทำให้รู้สึกแน่นท้องหรือท้องอืดได้

5.วิตามินซีชนิดแคปซูล (Capsule)

มีทั้งแบบแคปซูลแข็งและแบบซอฟต์เจล จุดเด่นคือกลืนง่ายและช่วยลดการระคายเคืองกระเพาะอาหารในบางกรณี อีกทั้งยังช่วยปกป้องตัวยาไม่ให้สัมผัสอากาศหรือความชื้นมากเกินไป

6.วิตามินซีชนิดผงรับประทานโดยตรง (Oral Powder / Stick Pack)

มาในรูปแบบซองเล็ก สามารถเทรับประทานเข้าปากได้ทันทีโดยไม่ต้องผสมน้ำ พกพาสะดวกและมีหลายรสชาติ แต่ส่วนใหญ่จะมีสารให้ความหวานเพื่อปรับรสชาติ

7.วิตามินซีชนิดผงสำหรับชงดื่ม (Powder for Drink)

ต้องผสมน้ำก่อนดื่ม มักมีการปรุงแต่งกลิ่น สี และรสชาติ ทำให้ดื่มง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องดื่มเสริมวิตามิน

8.วิตามินซีชนิดเครื่องดื่มบรรจุขวด (Ready-to-Drink Vitamin C)

เป็นผลิตภัณฑ์พร้อมดื่ม สะดวกในการบริโภคทันที แต่มักมีการเติมน้ำตาลหรือสารปรุงแต่งเพื่อเพิ่มรสชาติ จึงควรพิจารณาปริมาณน้ำตาลก่อนเลือกซื้อ

9.วิตามินซีชนิดเจลลี่หรือสตริป (Gummy / Strip)

รับประทานง่ายและมีรสชาติหลากหลาย เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบรูปแบบยา แต่ควรเลือกสูตรที่มีน้ำตาลต่ำหรือปราศจากน้ำตาล เพื่อลดปริมาณพลังงานและความเสี่ยงต่อฟันผุ

10.วิตามินซีชนิดสารละลายสำหรับฉีด (Injectable Vitamin C)

เป็นรูปแบบที่ใช้ในทางการแพทย์ โดยให้ผ่านทางหลอดเลือด ทำให้ร่างกายดูดซึมได้รวดเร็วและไม่ต้องผ่านระบบย่อยอาหาร การใช้วิธีนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

วิตามินซีแบบกิน Vs วิตามินซีแบบฉีด ต่างกันอย่างไร

วิตามินซีสามารถได้รับทั้งจาก การรับประทาน (Oral Vitamin C) และ การฉีดเข้าสู่ร่างกาย (Vitamin C Injection) ซึ่งทั้งสองรูปแบบมีวิธีการดูดซึมและการใช้งานที่แตกต่างกัน

1.วิตามินซีแบบกิน

เป็นรูปแบบที่พบได้ทั่วไป เช่น แบบเม็ด แคปซูล ผงชงดื่ม หรือกัมมี่ เมื่อรับประทานเข้าไป วิตามินซีจะถูกดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหารก่อนเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจะดูดซึมได้ตามปริมาณที่เหมาะสม และส่วนที่เกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะ เหมาะสำหรับการเสริมสุขภาพทั่วไป เช่น ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และช่วยในการสร้างคอลลาเจน

2.วิตามินซีแบบฉีด

เป็นการให้วิตามินซีเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ไม่ต้องผ่านระบบย่อยอาหาร ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินซีในระดับที่สูงและดูดซึมได้รวดเร็ว วิธีนี้มักใช้ในทางการแพทย์ หรือในกรณีที่ต้องการระดับวิตามินซีสูงกว่าการรับประทาน แต่จำเป็นต้องทำโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น

ข้อควรระวังในการทานวิตามินซี

ไม่ควรรับประทานในปริมาณสูงเกินความจำเป็น

โดยทั่วไปผู้ใหญ่ควรได้รับประมาณ 75–90 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะการรับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสีย ปวดท้อง หรือระคายเคืองกระเพาะอาหารได้

ควรรับประทานหลังอาหารหรือพร้อมอาหาร

วิตามินซีมีความเป็นกรด การรับประทานตอนท้องว่างอาจทำให้บางคนรู้สึกแสบท้องหรือระคายเคืองกระเพาะอาหาร

ผู้ที่มีประวัตินิ่วในไตควรระวัง

การได้รับวิตามินซีในปริมาณสูงต่อเนื่อง อาจเพิ่มโอกาสการเกิดนิ่วในไตในบางคน

ควรระวังในผู้ป่วยโรคไต

ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไตควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสริมวิตามินซี เพราะร่างกายอาจขับของเสียออกได้ไม่ดีเท่าปกติ

ผู้ที่ทานยาบางชนิดควรปรึกษาแพทย์

เช่น ยาละลายลิ่มเลือด ยาลดกรดบางชนิด หรือยาที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคเรื้อรัง เพราะวิตามินซีอาจมีผลต่อการดูดซึมหรือการออกฤทธิ์ของยา

ควรตรวจสอบส่วนผสมในผลิตภัณฑ์

วิตามินซีบางรูปแบบ เช่น เม็ดเคี้ยว กัมมี่ หรือเครื่องดื่ม อาจมีน้ำตาลหรือสารปรุงแต่งจำนวนมาก ซึ่งอาจเพิ่มพลังงานหรือส่งผลต่อสุขภาพฟัน

ไม่ควรใช้วิตามินซีแทนการรับประทานอาหารที่หลากหลาย

แม้ว่าวิตามินซีจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่การได้รับสารอาหารจากผักและผลไม้สดยังคงเป็นแหล่งที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย

ทำไมร่างกายต้องการวิตามินซีทุกวัน

ร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินซีเองได้

มนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีได้เหมือนสัตว์บางชนิด จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริมทุกวัน

วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ

เมื่อร่างกายได้รับเกินความต้องการ ส่วนที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้ร่างกายไม่สามารถสะสมไว้ใช้ได้นาน

จำเป็นต่อการทำงานของหลายระบบในร่างกาย

วิตามินซีช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยสร้างคอลลาเจน ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และมีบทบาทเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น

โดยเฉพาะธาตุเหล็กจากพืช ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง

สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับวิตามินซี

วิตามินซี (Vitamin C) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำและมีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกายหลายระบบ โดยร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริมอย่างสม่ำเสมอ วิตามินซีมีบทบาทสำคัญในการเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยสร้างคอลลาเจน ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย

ปัจจุบันวิตามินซีมีหลายรูปแบบ เช่น แบบเม็ด แคปซูล ผงชงดื่ม กัมมี่ หรือแบบฉีด ซึ่งแต่ละรูปแบบมีข้อดีแตกต่างกัน การรับประทานวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสมทุกวันจะช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวม แต่ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานในปริมาณสูงเกินไปเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
โปรโมชั่นต่างๆ
เรื่อง บทความน่ารู้ ที่คุณอาจสนใจ