romrawin

Morpheus8 vs Emface ควรเลือกโปรแกรมไหนดี ให้หน้าดูวีเชฟ

Morpheus8 vs Emface

910

Morpheus8 vs Emface เลือกโปรแกรมไหนดีให้หน้าดูวีเชฟ
Morpheus8 vs Emface เทคโนโลยียกกระชับผิวหน้าแบบไม่ต้องผ่าตัดเหมือนกัน แต่หลักการการทำงานของทั้งสองโปรแกรมค่อนข้างแตกต่างกัน เรามาดูกันว่าทั้งสองโปรแกรมนี้คืออะไร และเหมาะกับปัญหาผิวแบบไหนบ้าง

รวมทุกหัวข้อเกี่ยวกับ Morpheus8 vs Emface
- Morpheus8 vs Emface คืออะไร
- Morpheus8 vs Emface มีหลักการทำงานอย่างไร
- จุดเด่นของ Morpheus8 vs Emface
- Morpheus8 vs Emface มีอะไรที่เหมือนกัน
- Morpheus8 vs Emface แตกต่างกันอย่างไร
- ตารางเปรียบเทียบ Morpheus8 vs Emface
- Morpheus8 vs Emface เหมาะกับปัญหาผิวแบบไหนบ้าง
- Morpheus8 vs Emface สามารถใช้คู่กันได้หรือไม่
- Morpheus8 vs Emface ใช้คู่กับหัตถการอะไรบ้าง
- ใครควรหลีกเลี่ยง Morpheus8 vs Emface
- เตรียมตัวก่อนทำ Morpheus8 vs Emface
- ดูแลตัวเองหลังทำ Morpheus8 vs Emface
- Morpheus8 vs Emface ต้องทำกี่ครั้ง
- ระยะเวลาการเห็นผลของ Morpheus8 vs Emface
- สรุปทุกเรื่องของ Morpheus8 vs Emface
- คำถามยอดฮิตของ Morpheus8 vs Emface

Morpheus8 vs Emface คืออะไร
ปัจจุบันทุกคนกลับมาดูแลตัวเองมากขึ้น การยกกระชับใบหน้าให้ดูหน้าวี สดใส ก็เป็นอีกวิธีการดูแลตัวเองยอดฮิต โดยเฉพาะเทคโนโลยียกกระชับใบหน้าแบบไม่ต้องผ่าตัดได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะเหมาะกับคนที่ไม่อยากเจ็บตัวหรือพักฟื้นนาน ซึ่ง Morpheus8 vs Emface จึงกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมที่หลายคนสนใจ แต่หลายคนก็สงสัยว่า Morpheus8 vs Emface ทั้งสองอย่างนี้ “คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร และเหมาะกับใคร ? ” ในบทความนี้ เราจะอธิบายให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจน เพื่อที่จะได้สามารถเลือกโปรแกรมที่เหมาะกับปัญหาผิวของตัวเองมากที่สุด

โปรแกรม Morpheus8 คืออะไร ?
โปรแกรม Morpheus8 คือเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหว่างการทำ Microneedling (การใช้เข็มขนาดเล็กมากเจาะผิวลงไปอย่างลึก) กับพลังงานความร้อนแบบ Radiofrequency (RF) โดยถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและยกกระชับใบหน้าในระดับลึกลงไปถึงชั้นไขมันใต้ผิว ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่สามารถยกกระชับได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องผ่าตัด
เทคโนโลยีนี้เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ไขมันสะสมบริเวณกรอบหน้า หรือผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวจากภายในในระดับลึก เพราะเข็มของ Morpheus8 สามารถลงลึกได้ถึงระดับ Subdermal Fat ชั้นที่ผ่าตัดจึงจะเข้าถึงได้มาก่อนหน้านี้ จึงถูกนำมาเปรียบเทียบว่า “ใกล้เคียงกับการดึงหน้าแบบไม่ต้องผ่า” มากที่สุดในปัจจุบัน

โปรแกรม Emface คืออะไร ?
โปรแกรม Emface คือเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากยุโรปที่ผสมผสาน พลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบความเข้มสูง (HIFES) เข้ากับ Radiofrequency (RF) โดยไม่ใช้เข็ม ไม่ทำลายผิว และไม่ต้องพักฟื้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูใบหน้าให้สดใส กระชับขึ้น

Morpheus8 vs Emface มีหลักการทำงานอย่างไร
โปรแกรมของ Morpheus8 vs Emface มีหลักการทำงานที่ค่อนข้างแตกต่างกัน เรามาดูกันว่าหลักการทำงานของ Morpheus8 vs Emface 2 หัตถการนี้เป็นอย่างไร และลงลึกถึงผิวชั้นไหนบ้าง

หลักการทำงานของ Morpheus8
โปรแกรม Morpheus8 ทำงานโดยการรวมสองเทคโนโลยีหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่

1.Microneedling หรือ การใช้เข็มขนาดเล็กจิ๋ว
• เข็มพิเศษที่บางเฉียบและสามารถเจาะลึกลงไปได้ถึง ชั้นไขมันใต้ผิว (subdermal adipose tissue) โดยระดับความลึกจะอยู่ระหว่าง 1-6 มิลลิเมตร ซึ่งมากกว่าการทำ microneedling แบบทั่วไป
• การเจาะผิวนี้ไม่ใช่เพื่อการทำลาย แต่เพื่อเป็นทางผ่านให้พลังงานความร้อนสามารถส่งลงไปได้อย่างแม่นยำ

2.พลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency - RF)
• RF จะถูกปล่อยผ่านเข็มไปยังชั้นผิวลึก โดยทำให้เกิดความร้อนในระดับควบคุม (ประมาณ 40-45 องศาเซลเซียส) เพื่อ กระตุ้นการหดตัวของเส้นใยคอลลาเจนเดิม และกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจนและอีลาสตินใหม่
• นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการ สลายไขมัน บริเวณเฉพาะจุด เช่น แก้มล่างหรือเหนียง ทำให้ใบหน้ากระชับและเรียวชัดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ผลลัพธ์ของการทำงานโปรแกรม Morpheus8 คือผิวที่ถูกฟื้นฟูจาก “ฐานลึก” ไม่ใช่แค่ผิวเผิน และเหมาะกับปัญหาความหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงมาก รวมถึงกรณีที่มีการสะสมของไขมันเฉพาะจุดบริเวณใบหน้า

หลักการทำงานของ Emface
ในขณะที่ Morpheus8 เน้นลึกลงไปถึงชั้นไขมันและผิวหนังแต่โปรแกรม Emface กลับเน้นการ “ฟื้นฟูกล้ามเนื้อใบหน้า” โดยใช้เทคโนโลยีที่ไม่ต้องมีการเจาะหรือสัมผัสชั้นไขมันเลย โดยอาศัย 2 พลังงานผสานกันคือ

1.HIFES (High-Intensity Focused Electromagnetic Stimulation)
• เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มสูงที่โฟกัสเฉพาะกล้ามเนื้อบนใบหน้า เช่น กล้ามเนื้อหน้าผาก กล้ามเนื้อยกแก้ม
• เมื่อกล้ามเนื้อถูกกระตุ้นด้วยพลังงานนี้ จะเกิดการ หดและคลายตัวซ้ำๆ ในระดับที่ลึกและควบคุมได้ คล้ายกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อ (facial muscle workout)

ผลลัพธ์ที่ได้คือกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมากขึ้น ขยายตัว และพยุงผิวที่หย่อนคล้อยให้กลับมากระชับขึ้น

2.Radiofrequency (RF) แบบไม่ต้องใช้เข็ม
• RF ใน Emface ไม่ได้ลงลึกถึงชั้นไขมัน แต่ทำงานอยู่ในระดับ ผิวหนังชั้นกลาง (dermis) เพื่อสร้างความร้อนในระดับที่ไม่เป็นอันตราย
• ความร้อนนี้จะช่วยกระตุ้นการ สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวหนัง ทำให้ผิวแน่น เรียบ และลดเลือนริ้วรอยตื้นๆ อย่างเห็นได้ชัด

จุดเด่นของ Morpheus8 vs Emface
โปรแกรม Morpheus8 vs Emface ต่างมีจุดเด่นที่แตกต่างกันเรามาดูกันว่าสองหัตถการนี้มีจุดเด่นอะไรบ้าง

จุดเด่นของโปรแกรม Morpheus8
1.เจาะลึกระดับไขมันใต้ผิว (Subdermal Remodeling)
โปรแกรม Morpheus8 ใช้เข็มนาโนร่วมกับพลังงานคลื่น RF ส่งผ่านลงลึกไปยังชั้นไขมันใต้ผิว ซึ่งเทคโนโลยีทั่วไปมักเข้าถึงได้เพียงชั้นหนังแท้ (dermis) เท่านั้น การเจาะลึกนี้ทำให้สามารถยกกระชับผิวจาก “ฐานลึกสุด” ของใบหน้า จึงให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในกรณีที่มีไขมันสะสมหรือผิวหย่อนคล้อยมาก

2.กระตุ้นคอลลาเจนพร้อมลดไขมันเฉพาะจุด
นอกจากสร้างความร้อนเพื่อกระตุ้นการหดตัวของคอลลาเจนและการสร้างเส้นใยใหม่แล้ว พลังงาน RF ที่ลงลึกยังสามารถลดขนาดเซลล์ไขมันเฉพาะจุดได้ด้วย เช่น เหนียง แก้มล่าง หรือแนวกราม ส่งผลให้โครงหน้าชัดขึ้นอย่างมีมิติ

3.หลุมสิวและผิวไม่เรียบดีขึ้น
การปล่อยพลังงานผ่านเข็มนาโนมีความแม่นยำและสม่ำเสมอ ทำให้สามารถฟื้นฟูเนื้อเยื่อบริเวณที่มีปัญหาหลุมสิวหรือผิวขรุขระได้อย่างลึกและทั่วถึง เป็นอีกหนึ่งความสามารถที่เหนือกว่าเครื่อง RF แบบทั่วไป

4.ปรับความลึกและพลังงานได้แบบรายบุคคล
แพทย์สามารถกำหนดความลึกของเข็มและระดับพลังงานให้เหมาะสมกับสภาพผิวแต่ละส่วน เช่น รอบตาไม่ต้องใช้ความลึกมากเท่าแนวกราม ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นอันตราย และตรงเป้าหมายยิ่งขึ้น

จุดเด่นของโปรแกรม Emface
1.ยกกระชับใบหน้าโดยไม่ใช้เข็ม (Needle-Free Technology)
โปรแกรม Emface ไม่ก่อให้เกิดบาดแผลหรือการรบกวนผิวหนังเลยแม้แต่น้อย จึงเหมาะกับผู้ที่กลัวเข็ม หรือไม่ต้องการมีระยะพักฟื้นหลังทำ จุดเด่นนี้ทำให้คนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที

2.ฟื้นฟู “กล้ามเนื้อใบหน้า” โดยตรง
ด้วยพลังงาน HIFES ที่สามารถกระตุ้นให้กล้ามเนื้อใบหน้าหดเกร็งในรูปแบบที่คล้ายการออกกำลังกาย Emface สามารถปรับสมดุลและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าที่เสื่อมถอยตามอายุได้โดยตรง ซึ่งเป็นจุดที่เทคโนโลยีอื่นมักไม่ครอบคลุม

3.ยกหน้าโดยไม่ทำให้หน้าโทรม
ต่างจากเครื่องมือที่เน้นสลายไขมันโปรแกรม Emface จะไม่ทำให้ฝบหน้าโทรม แต่จะทำให้ได้ผลลัพธ์แบบ “อิ่มฟู” ไม่โทรมหรือหน้าตอบ โดยเฉพาะในผู้ที่มีไขมันบนใบหน้าน้อย หรืออายุ 40 ขึ้นไปที่มวลกล้ามเนื้อเริ่มลดลง

4.พลังงาน RF ที่อ่อนโยนแต่มีประสิทธิภาพ
แม้ Emface จะใช้พลังงาน RF เช่นเดียวกับหลายเครื่อง แต่จะถูกควบคุมให้อยู่ในระดับผิวชั้นกลาง เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีผลกระทบต่อเนื้อเยื่อไขมันหรือเส้นประสาทใต้ผิว

5.ใช้เวลาทำต่อครั้งสั้น สามารถทำต่อเนื่องได้
ระยะเวลาในการทำ Emface เพียงครั้งละประมาณ 20 นาที ไม่ต้องใช้ยาชา และไม่มีอาการบวมแดงหลังทำ ทำให้สามารถทำต่อเนื่องได้สัปดาห์ละครั้ง เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์เร่งรีบ หรือผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวหน้าแบบไม่ต้องพักฟื้นนาน

Morpheus8 vs Emface มีอะไรที่เหมือนกัน
Morpheus8 vs Emface ถึงแม้ทั้งสองหัตถการจะใช้หลักการทำงานคนละแบบ (Morpheus8 ใช้เข็มและ RF ลึก, Emface ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าร่วมกับ RF แบบไม่ใช้เข็ม) แต่ เบื้องหลังแนวคิดของเทคโนโลยีทั้ง Morpheus8 vs Emface มีจุดร่วมกันหลายอย่างที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ การฟื้นฟูผิวหน้าให้กระชับ และไม่อันตรายโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งจุดที่เหมือนกันเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้เทคโนโลยี Morpheus8 vs Emface ทั้งสองหัตถการนี้ได้รับความนิยม อย่างมากในปัจจุบัน

1.Morpheus8 vs Emface เป็นเทคโนโลยียกกระชับแบบไม่ผ่าตัด (Non-invasive Facelift Technology)
ทั้ง Morpheus8 vs Emface ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ใบหน้ากระชับขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีการผ่าตัดเปิดแผล หรือพักฟื้นนานเหมือนการดึงหน้าแบบศัลยกรรม ต่างก็จัดอยู่ในกลุ่ม “Medical Aesthetic Device” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ไม่รุกรานร่างกาย และไม่ก่อให้เกิดบาดแผลถาวร

2.Morpheus8 vs Emface ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิว
แม้จะใช้พลังงานต่างชนิดและระดับความลึกไม่เท่ากัน แต่จุดประสงค์หลักของทั้งสองเทคโนโลยีนี้ Morpheus8 vs Emface ก็เหมือนกัน คือ กระตุ้นผิวให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ทำให้ผิวแน่น กระชับ และยืดหยุ่น

โปรแกรม Morpheus8 ใช้ RF ส่งความร้อนผ่านเข็มเล็กๆ ลงลึกไปถึงชั้นไขมัน เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนแบบลึก
โปรแกรม Emface ใช้ RF กระจายผ่านแผ่นแปะผิวหน้า ส่งความร้อนไปที่ชั้นหนังแท้เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในระดับกลาง

3.Morpheus8 vs Emface เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีสัญญาณแห่งวัย แต่ยังไม่อยากผ่าตัด
ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เริ่มมีร่องแก้ม ริ้วรอย หรือผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยจนถึงระดับกลาง ทั้ง Morpheus8 vs Emface ต่างก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับ กลุ่มวัยทำงาน - วัย 40+ ที่ต้องการดูดีขึ้น โดยไม่เปลี่ยนรูปหน้าเดิมมากเกินไป

4.Morpheus8 vs Emface สองโปรแกรมนี้ผลลัพธ์ไม่ได้ถาวร ต้องทำเป็นคอร์ส และต้องดูแลต่อเนื่อง
Morpheus8 vs Emface ไม่ใช่เครื่องที่ทำครั้งเดียวแล้วเห็นผลตลอดชีวิต ทั้งสองหัตถการนี้เน้นการ กระตุ้นผิวให้ซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลา และควรทำต่อเนื่องในรูปแบบของคอร์สการรักษา เช่น 3 ครั้งห่างกันเดือนละ 1 ครั้ง หรือปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อคงผลลัพธ์ให้นานขึ้น

Morpheus8 vs Emface แตกต่างกันอย่างไร
แม้ว่า Morpheus8 vs Emface จะอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยียกกระชับใบหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดเหมือนกัน แต่ Morpheus8 vs Emface ทั้งสองเทคโนโลยีนี้ก็ใช้หลักการทำงานกันคนละแบบ ซึ่งส่งผลต่อ “ผลลัพธ์” ที่ได้แตกต่างกันตามสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล เราจะมาอธิบายแบบเห็นภาพ เพื่อให้เข้าใจง่าย และเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมกับปัญหาผิว

1.Morpheus8 vs Emface ต่างกันที่ระดับความลึกในการทำงาน
โปรแกรม Morpheus8 ทำงานลึกถึง ชั้นไขมันใต้ผิว หรือ Subdermal Layer โดยใช้เข็มขนาดเล็กนำพลังงานความร้อนลงไปกระตุ้นให้ผิวกระชับจากฐานลึกสุด และยังสามารถช่วยสลายไขมันเฉพาะจุดร่วมด้วย
โปรแกรม Emface ทำงานในระดับ กล้ามเนื้อใบหน้า และ “ผิวหนังชั้นกลาง โดยไม่ใช้เข็ม ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (HIFES) กระตุ้นการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ และ RF เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระดับตื้น

2.Morpheus8 vs Emface ต่างกันที่เครื่องมือและความรู้สึกระหว่างทำ
โปรแกรม Morpheus8 ใช้หัวที่มีเข็มเล็กเจาะผิว ส่งพลังงาน RF ลงลึก อาจมีความรู้สึกจี๊ดๆ ระหว่างทำ จำเป็นต้องใช้ยาชาก่อนทำ มีรอยแดงหลังทำเล็กน้อย แต่หายได้ภายใน 1-3 วัน
โปรแกรมEmface ไม่ใช้เข็ม ไม่เจาะผิว ใช้แผ่นแปะบริเวณใบหน้าเพื่อส่งพลังงาน HIFES และ RF เข้าสู่ชั้นผิว รู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อบนหน้า ถูกยืดและหด อัตโนมัติ เป็นความรู้สึกจี๊ดๆที่ผิวเล็กน้อย แต่ไม่เจ็บ ไม่ต้องใช้ยาชา และไม่มีแผล

3.Morpheus8 vs Emface ต่างกันที่ผลลัพธ์หลังการรักษา
โปรแกรม Morpheus8 ให้ผลชัดเจนในเรื่อง การลดไขมันใต้ผิว และ ยกกระชับในจุดที่หย่อนคล้อยลึก เช่น กรอบหน้า เหนียง ร่องแก้ม
โปรแกรม Emface เด่นในเรื่อง ยกกระชับจากกล้ามเนื้อ และ ฟื้นฟูผิวให้ดูฟูมีน้ำมีนวล เหมาะกับผู้ที่ใบหน้าเริ่มหย่อนคล้อยเล็กน้อย มีริ้วรอยตื้น และต้องการฟื้นฟูความสดใส

4.Morpheus8 vs Emface ต่างกันที่ผลลัพธ์ในการแก้ปัญหาผิว
โปรแกรม Morpheus8 เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาไขมันสะสมบริเวณแก้ม เหนียง หรือผิวหย่อนคล้อยชัดเจน เช่น วัย 35 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่เคยลดน้ำหนักจนผิวหย่อน
โปรแกรม Emface เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีสัญญาณของวัย หรือมีมวลกล้ามเนื้อลดลง เช่น หน้าดูโทรม ตก ไร้ชีวิตชีวา โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 30-50 ปี ที่ต้องการความสดใสไม่เปลี่ยนโครงหน้า

5.Morpheus8 vs Emface ต่างกันที่ระยะพักฟื้นและผลข้างเคียง
โปรแกรม Morpheus8 อาจมีรอยแดง บวม หรือสะเก็ดบางจุดหลังทำได้บ้าง ต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด และแต่งหน้าทันทีไม่ได้ในบางคน
โปรแกรม Emface ไม่มีบาดแผล ไม่มีรอยแดง สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ทันทีหลังทำ

ตารางเปรียบเทียบ Morpheus8 vs Emface

หัวข้อเปรียบเทียบ

Morpheus8

Emface

เทคโนโลยีหลัก

คลื่นวิทยุ (RF) ผสานกับเข็มจิ๋ว (Microneedling)

คลื่น RF ผสมการกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (HIFES)

กลไกการทำงาน

ปล่อยพลังงาน RF ลึกผ่านเข็ม เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนและจัดเรียงเนื้อเยื่อใต้ผิวใหม่

ส่งคลื่น RF เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน + คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อบริหารกล้ามเนื้อใบหน้า

ระดับความลึกของการรักษา

เจาะลึกถึงชั้นไขมันใต้ผิวและเนื้อเยื่อผิวหนังได้สูงสุดประมาณ 4 มิลลิเมตร

พลังงานลงถึงกล้ามเนื้อใบหน้าแบบตื้น โดยไม่ทำลายผิวภายนอก

ความรู้สึกระหว่างทำ

อุ่น ๆ เจ็บเล็กน้อยจากเข็ม ต้องใช้ยาชาเฉพาะที่

รู้สึกตึง ๆ จากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ไม่มีความเจ็บ ไม่ต้องใช้ยาชา

ระยะเวลาในการทำต่อครั้ง

ประมาณ 45-60 นาที

ประมาณ 20-25 นาที

จำนวนครั้งที่แนะนำ

3-4 ครั้ง ห่างกัน 4-6 สัปดาห์ แล้วดูแลต่อเนื่องปีละ 1 ครั้ง

4 ครั้ง ภายใน 1 เดือน (สัปดาห์ละ 1 ครั้ง)

ระยะเวลาพักฟื้น

อาจมีรอยแดง รอยสะเก็ด หรือบวมเล็กน้อย ประมาณ 1-3 วัน

ไม่ต้องพักฟื้น ทำกิจกรรมประจำวันได้ทันที

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัด

ผิวแน่นขึ้น รูขุมขนกระชับ ริ้วรอยจางลง สีผิวสม่ำเสมอ

กล้ามเนื้อใบหน้าแข็งแรงขึ้น โครงหน้ากระชับ แลดูสดใส

เหมาะสำหรับใคร

ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยชัด แผลเป็นสิว ผิวไม่เรียบ และต้องการผลลัพธ์ลึกและชัดเจน

ผู้ที่เริ่มมีความหย่อนคล้อย ต้องการฟื้นคืนความกระชับอย่างอ่อนโยน และไม่ชอบการใช้เข็ม

ระยะเวลาการคงผลลัพธ์

นาน 6 เดือน - 1 ปี ขึ้นกับการดูแลผิวและไลฟ์สไตล์

ประมาณ 6 เดือน - 1 ปี หากทำครบคอร์สและบำรุงผิวสม่ำเสมอ

ความแตกต่าง

เจาะลึกถึงโครงสร้างใต้ผิวอย่างแท้จริง เหมาะกับผิวที่ต้องการการฟื้นฟูแบบเข้มข้น

เน้นความสบาย ขณะทำไม่เจ็บ ไม่มีรอย ไม่ต้องหยุดงาน เหมาะกับคนยุคใหม่เร่งรีบ

Morpheus8 vs Emface เหมาะกับปัญหาผิวแบบไหนบ้าง
Morpheus8 vs Emface ที่มักถูกเปรียบเทียบกันอยู่บ่อยๆ ทั้งคู่ต่างมีจุดแข็งของตัวเอง แต่คำถามที่สำคัญที่สุดคือ Morpheus8 vs Emface 2 เทคโนโลยีนี้เหมาะกับปัญหาผิวแบบไหนบ้าง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์มากที่สุด

1.Morpheus8 vs Emface อันไหนเหมาะกับปัญหาริ้วรอยตื้น ร่องเล็ก ๆ รอยเหี่ยวย่นเริ่มต้น
โปรแกรม Emface เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยเริ่มต้น เช่น รอยที่หน้าผาก หางตา หรือมุมปากบาง ๆ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 30-40 ปี คลื่น RF จะช่วยฟื้นฟูผิวชั้นตื้น ส่วนคลื่น HIFES จะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ตึงกระชับขึ้น
โปรแกรม Morpheus8 ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อปัญหานี้โดยตรง เพราะพลังงานลงลึกเกินความจำเป็นสำหรับริ้วรอยตื้น

2.Morpheus8 vs Emface อันไหนเหมาะกับปัญหา ริ้วรอยลึก ร่องแก้มลึก รอยใต้ตาชัด
ในกรณีที่ผิวมีความเสื่อมชัดเจน เช่น ร่องลึก รอยเหี่ยวย่นชัดเจน หรือใต้ตาเริ่มบุ๋มโปรแกรม Morpheus8 จะเหมาะสมมากกว่า เพราะสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ลึกถึงชั้นไขมันใต้ผิว ทำให้ผิวฟูและตื้นขึ้นในระดับโครงสร้าง
โปรแกรม Emface อาจช่วยได้เล็กน้อย แต่ไม่สามารถเข้าถึงปัญหาได้ลึกพอสำหรับริ้วรอยประเภทนี้

3.Morpheus8 vs Emface อันไหนเหมาะกับปัญหาผิวหย่อนคล้อย แนวกรามไม่ชัด ใบหน้าไม่เฟิร์ม
โปรแกรม Emface เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีแนวกรามหาย คิ้วตก หรือใบหน้าดูไม่กระชับในระดับเบาถึงปานกลาง การกระตุ้นกล้ามเนื้อจะช่วยปรับโครงหน้าให้ดูยกขึ้นโดยไม่ต้องใช้เข็ม
โปรแกรม Morpheus8 เหมาะกับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยชัดเจน เช่น จากอายุ หรือหลังการลดน้ำหนัก การลงลึกของคลื่น RF จะช่วยยกกระชับผิวให้แน่นขึ้นอย่างมีพลัง

4.Morpheus8 vs Emface อันไหนเหมาะกับปัญหารูขุมขนกว้าง ผิวไม่เรียบ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
โปรแกรม Morpheus8 สามารถกระชับรูขุมขน ฟื้นฟูพื้นผิว และช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ ด้วยการปล่อยพลังงานผ่านเข็มเล็กที่กระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ใหม่จากภายใน
โปรแกรม Emface ไม่เหมาะกับปัญหาผิวระดับผิวหนังภายนอกโดยตรง เพราะเน้นการยกกระชับกล้ามเนื้อเท่านั้น

5.Morpheus8 vs Emface อันไหนเหมาะกับปัญหากล้ามเนื้อหน้าหย่อน คิ้วตก หนังตาคล้อย
โปรแกรม Emface เป็นเทคโนโลยีที่สามารถยกกระชับผ่านการกระตุ้นกล้ามเนื้อโดยไม่ต้องใช้เข็ม ซึ่งทำให้เหมาะกับคนที่เริ่มมีปัญหาคิ้วตก หน้าผากดูเหนื่อยล้า หรือหนังตาเริ่มคล้อย โดยไม่ต้องพักฟื้นหรือฉีดสารใด ๆ
โปรแกรม Morpheus8 ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อบริหารกล้ามเนื้อโดยตรง จึงให้ผลลัพธ์ในจุดนี้ได้จำกัด

Morpheus8 vs Emface สามารถใช้คู่กันได้หรือไม่
โปรแกรม Morpheus8 vs Emface สามารถใช้ร่วมกันได้ และการใช้ร่วมกันยังส่งเสริมผลลัพธ์ซึ่งกันและกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

1.กลไกของ Morpheus8 vs Emface ไม่ซ้ำซ้อนกัน
Morpheus8 ทำงานด้วยคลื่น RF ที่ลงลึกผ่านเข็ม Microneedle เพื่อฟื้นฟูคอลลาเจน อีลาสติน และโครงสร้างใต้ผิว จัดการปัญหาริ้วรอยลึก ผิวไม่เรียบ รูขุมขนกว้าง และความหย่อนคล้อยของผิวชั้นลึก
Emface ใช้ RF แบบตื้น + HIFES เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าให้แข็งแรง ช่วยยกคิ้ว แก้ม และกรอบหน้าให้กระชับมากขึ้น เหมาะสำหรับปรับโครงสร้างกล้ามเนื้อและผิวชั้นตื้น
ดังนั้น การใช้ Morpheus8 vs Emface ร่วมกันจึงไม่ทับซ้อน แต่เป็นการเสริมผลลัพธ์ในแต่ละชั้นของผิว เช่น Emface ยกจาก ฐานโครงหน้า ส่วน Morpheus8 ฟื้นฟูผิวและชั้นไขมัน

2.การใช้ Morpheus8 vs Emface ร่วมกัน
ใช้โปรแกรม Emface 1-2 ครั้งแรก เพื่อ “กระตุ้นกล้ามเนื้อ” ให้โครงหน้าตึงขึ้น ตามด้วยโปรแกรม Morpheus8 ในสัปดาห์ถัดไป เพื่อ “ปรับผิว” ให้แน่น รูขุมขนเล็ก ริ้วรอยจาง

3.ข้อควรระวังในการใช้ Morpheus8 vs Emface
• แม้จะใช้ Morpheus8 vs Emface ร่วมกันได้ แต่ ไม่ควรทำในวันเดียวกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการอักเสบหรือกระตุ้นผิวมากเกินไป
• ควรอยู่ในแผนการรักษาที่กำหนดโดยคุณหมอ เพื่อให้เวลาผิวพักฟื้นเหมาะสม
• หากมีประวัติผิวแพ้ง่าย หรือมีอาการแผลเป็นนูน ควรแจ้งแพทย์ก่อนเริ่มทำโปรแกรม Morpheus8 vs Emface ร่วมกัน

Morpheus8 vs Emface ใช้คู่กับหัตถการอะไรบ้าง
Morpheus8 vs Emface ต่างเป็นนวัตกรรมยกกระชับผิวแบบไม่ผ่าตัดที่มีจุดแข็งเฉพาะตัว แต่การใช้เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่ตอบโจทย์ทุกปัญหาผิว การเสริมด้วยหัตถการอื่นที่ “ส่งเสริมกัน” อย่างถูกวิธี จะช่วยให้เห็นผลชัดเจน ครอบคลุม มากยิ่งขึ้น

การใช้ Morpheus8 ควบคู่กับหัตถการอื่น
1.ฉีดเมโสหน้าใส หรือสกินบูสเตอร์
• หลังทำ Morpheus8 ไปแล้ว 1-2 สัปดาห์ ผิวอาจมีความแห้งและต้องการฟื้นฟู
• การเติมวิตามินเข้มข้น หรือ Hyaluronic Acid ช่วยให้ผิวอิ่มน้ำ ฟื้นตัวเร็วขึ้น
• ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ พร้อมกระตุ้นการซ่อมแซม

2.ฉีดเลเซอร์ปรับสีผิว (เช่น Pico, Q-Switch)
• หากผิวมีปัญหารอยดำ จุดด่าง รอยสิว สามารถเสริมเลเซอร์หลัง Morpheus8 อย่างน้อย 2 สัปดาห์
• ช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้น โดยไม่รบกวนการฟื้นฟูจาก RF

3.Botox (โบท็อกซ์)
• ถ้าทำ Morpheus8 เพื่อยกกระชับกรอบหน้า แต่ยังมีริ้วรอยขยับชัดเจน เช่น หางตา หน้าผาก
• สามารถฉีด Botox เสริมหลังจากทำ Morpheus8 ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อผลลัพธ์ที่ครบ

การใช้ Emface ควบคู่กับหัตถการอื่น
1.HIFU หรือ Ultherapy (ในบางเคส)
• แม้ Emface จะกระตุ้นกล้ามเนื้อได้ดี แต่หากต้องการเจาะจงบางจุด เช่น เหนียง หรือแนวกราม
• อาจเสริมด้วย HIFU ในจุดที่ Emface ไม่ครอบคลุมได้ โดยเว้นห่าง 1-2 สัปดาห์

2.Filler เติมเต็มร่องลึก
• Emface ยกกล้ามเนื้อ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาร่องลึกจากโครงสร้างกระดูก
• การใช้ฟิลเลอร์ในจุดเฉพาะ เช่น ข้างแก้ม ใต้ตา หรือร่องน้ำหมาก ช่วยเติมเต็มและส่งเสริมความสมดุลของใบหน้า

3.สกินบูสเตอร์ หรือฉีดวิตามินผิว
• เนื่องจาก Emface ไม่รบกวนผิวชั้นบน จึงสามารถทำหัตถการเสริมความชุ่มชื้นผิวควบคู่ได้ทันที
• เหมาะกับผู้ที่ต้องการให้ผิวดูฉ่ำวาวสุขภาพดี เสริมภาพรวมของผิว

ใครควรหลีกเลี่ยง Morpheus8 vs Emface
แม้ว่า Morpheus8 vs Emface จะเป็นนวัตกรรมด้านความงามที่ไม่เป็นอันตราย ไม่ต้องผ่าตัด และมีผลข้างเคียงน้อย แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะจะทำทั้งสองโปรแกรมนี้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีข้อจำกัดทางสุขภาพหรือภาวะเฉพาะที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงมากกว่าผลดี

1.ผู้ที่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าฝังในร่างกาย (Implanted Electronic Devices)
เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker), เครื่องกระตุ้นสมอง (Neurostimulator), เครื่องควบคุมระดับอินซูลิน ฯลฯ

เพราะทั้งสองหัตถการ Morpheus8 vs Emface ใช้คลื่นความถี่วิทยุ (RF) และหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งอาจรบกวนการทำงานของอุปกรณ์ในร่างกาย

ข้อควรระวัง ความเสี่ยงไม่ใช่แค่การรบกวนการทำงานของอุปกรณ์ แต่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตในบางกรณี

2.หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตรควรหลีกเลี่ยง Morpheus8 vs Emface
ยังไม่มีงานวิจัยทางคลินิกที่รับรองความปลอดภัย 100% ของ RF และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่อทารกหรือระบบฮอร์โมนของแม่

เพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และเด็ก แนะนำให้เลี่ยงการทำหัตถการใด ๆ ที่มีการใช้พลังงานบนใบหน้า

คำแนะนำ ควรรอให้พ้นระยะให้นม หรือหลังคลอดอย่างน้อย 6 เดือน ก่อนกลับมาทำโปรแกรมความงาม

3.ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อบริเวณใบหน้า หรือโรคผิวหนังอักเสบรุนแรง ควรหลีกเลี่ยง Morpheus8 vs Emface
เช่น เริมกำเริบ (Herpes), สิวอักเสบชนิดเป็นหนอง, โรคสะเก็ดเงิน, ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

เพราะทั้งสองหัตถการ Morpheus8 vs Emface อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบมากขึ้น หรือทำให้เชื้อแพร่กระจาย

การป้องกัน ควรรักษาการอักเสบให้หายก่อนจึงจะพิจารณาเข้ารับบริการได้

4.ผู้ที่มีประวัติโรคชัก หรือระบบประสาทไวต่อคลื่นไฟฟ้า ควรหลีกเลี่ยง Morpheus8 vs Emface
Emface มีการปล่อยคลื่น HIFES เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจรบกวนระบบประสาทในผู้ที่ไวต่อไฟฟ้า

Morpheus8 แม้จะลงลึกที่ชั้นผิว แต่ก็ใช้คลื่น RF ซึ่งอาจไม่ปลอดภัยในกลุ่มโรคระบบประสาทเฉพาะทาง

คำแนะนำ หากมีประวัติชัก หรือใช้ยาโรคระบบประสาท ควรหลีกเลี่ยงการรักษาด้วยพลังงานทุกชนิด

5.ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือกำลังรักษาโรคเรื้อรังรุนแรงควรหลีกเลี่ยง Morpheus8 vs Emface
เช่น ผู้ป่วยมะเร็งระหว่างทำเคมีบำบัด, โรคเอดส์ (HIV ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ), โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้

ร่างกายอาจฟื้นตัวช้า แผลอาจติดเชื้อ หรือเกิดการอักเสบมากกว่าคนทั่วไป

เตรียมตัวก่อนทำ Morpheus8 vs Emface
• งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดวิตามิน A (Retinol), กรดผลไม้ (AHA, BHA) อย่างน้อย 3-5 วันก่อนทำ
• หลีกเลี่ยงการทำเลเซอร์ หรือทรีตเมนต์แรง ๆ บริเวณใบหน้าก่อนทำ 1 สัปดาห์
• หากมีสิวอักเสบ แผลเปิด หรือผื่น ควรรักษาให้หายก่อนเข้ารับบริการ
• แจ้งแพทย์หากมีประวัติโรคผิวหนัง โรคประจำตัว หรือเคยผ่าตัดฝังโลหะบริเวณใบหน้า
• งดแต่งหน้าและครีมกันแดดหนา ๆ ในวันที่เข้ารับบริการ เพื่อให้ทำหัตถการได้เต็มประสิทธิภาพ
• นอนพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำให้มากในวันก่อนทำ เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและฟื้นตัวได้ดี
• หากอยู่ระหว่างตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีอุปกรณ์ไฟฟ้าฝังในร่างกาย ควรแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณา
• สำหรับ Morpheus8 อาจมีการแนะนำให้ทายาชาก่อนทำ ควรเผื่อเวลาเพิ่มเติมประมาณ 30-45 นาที
• หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนทำอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพราะอาจทำให้ผิวบอบบางหรือฟกช้ำง่าย
• เตรียมใจรับความรู้สึกตึงหรืออุ่นผิวระหว่างทำ (Emface ไม่เจ็บ, Morpheus8 รู้สึกเล็กน้อย)

ดูแลตัวเองหลังทำ Morpheus8 vs Emface
หลังทำโปรแกรม Morpheus8
• หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า ทาครีมกันแดด หรือใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงแรง ๆ อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง
• งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกรดผลไม้ วิตามิน A, Retinol, AHA/BHA ประมาณ 5-7 วันหลังทำ
• หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง และควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอเมื่อเริ่มกลับมาใช้ได้
• ห้ามขัดหน้า ลอกผิว หรือทำเลเซอร์เพิ่มเติมในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังทำ
• หากมีสะเก็ดบาง ๆ หรือผิวลอกเล็กน้อย ห้ามแกะ ควรปล่อยให้หลุดเองตามธรรมชาติ
• ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวและผลิตคอลลาเจนได้ดี
• หากรู้สึกแสบร้อน รอยแดง หรือบวมเกินปกติ ควรประคบเย็นเบา ๆ และปรึกษาแพทย์

หลังทำโปรแกรม Emface
• ไม่ต้องพักฟื้น สามารถแต่งหน้าหรือใช้สกินแคร์อ่อนโยนได้ทันทีหลังทำ
• หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก เช่น ออกกำลังกายหนัก ภายใน 24 ชั่วโมงแรก
• ควรดื่มน้ำมากขึ้นเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อใบหน้าฟื้นตัวได้ดี
• ทาครีมบำรุงผิวและกันแดดตามปกติ เพื่อเสริมการฟื้นฟูผิวภายนอก
• หากรู้สึกเมื่อยกล้ามเนื้อเล็กน้อยหลังทำ ถือเป็นอาการปกติคล้ายการบริหารกล้ามเนื้อ
• ไม่ควรทำหัตถการกระตุ้นพลังงานอื่นร่วมทันที ควรเว้นระยะอย่างน้อย 5-7 วัน
• สำหรับผลลัพธ์ที่ดี ควรเข้ารับบริการครบตามจำนวนครั้งที่แพทย์แนะนำ

Morpheus8 vs Emface ต้องทำกี่ครั้ง
จำนวนครั้งที่ทำ ถือเป็นหัวใจสำคัญของผลลัพธ์ Morpheus8 vs Emface ไม่ใช่แค่ทำครั้งเดียวแล้วจะอยู่ได้ตลอดไป และไม่ใช่ทุกคนที่ต้องทำเท่ากัน เพราะผิวหน้าแต่ละคนมีจุดเริ่มต้นต่างกัน ทั้งความหย่อนคล้อย ความลึกของริ้วรอย เรามาดูกันว่าโดยทั่วไปแล้วการทำ Morpheus8 vs Emface ควรทำกี่ครั้ง

โปรแกรม Morpheus8 ทำกี่ครั้งถึงเห็นผล ?
• 3 ครั้ง คือจำนวนที่มักแนะนำสำหรับการเริ่มต้น เพื่อให้เกิดการกระตุ้นคอลลาเจนแบบต่อเนื่อง
• ควรเว้นระยะ ห่างกันครั้งละ 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวมีเวลาสร้างเส้นใยคอลลาเจนใหม่
• ในบางรายที่มีปัญหาผิวชัด เช่น ร่องลึก หลุมสิว หรือผิวเสื่อมจากแดด อาจต้องทำ 4-5 ครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่อายุมากกว่า 45 ปี

การดูแลต่อเนื่อง
• หลังจากคอร์สแรก ควรทำซ้ำปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อคงผลลัพธ์และชะลอการเสื่อมของผิวในระยะยาว

โปรแกรม Emface ต้องทำกี่ครั้งจึงเห็นผล ?
4 ครั้ง เป็นจำนวนมาตรฐานของคอร์สเริ่มต้น ซึ่งถูกออกแบบให้กล้ามเนื้อใบหน้าได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง

เว้นระยะ ครั้งละ 5-10 วัน (ประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์) เพื่อให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวและตอบสนองแบบมีประสิทธิภาพ

ระยะเวลาการเห็นผลของ Morpheus8 vs Emface
โปรแกรม Morpheus8
• เริ่มเห็นผลเบื้องต้นภายใน 7-14 วันแรก หลังทำครั้งแรก (ผิวแน่นขึ้น เล็กน้อย)
• ผลลัพธ์ชัดเจนจะค่อย ๆ ปรากฏภายใน 4-6 สัปดาห์ หลังแต่ละครั้ง (ช่วงที่คอลลาเจนและอีลาสตินเริ่มสร้างใหม่เต็มที่)
• หากทำเป็นคอร์ส 3-4 ครั้งต่อเนื่อง ผลลัพธ์จะต่อเนื่องและคงอยู่ได้นานถึง 6 เดือน - 1 ปี
• ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และการดูแลหลังทำ เช่น การหลีกเลี่ยงแดดหรือสูบบุหรี่

โปรแกรม Emface
• เริ่มรู้สึกได้ทันทีหลังทำว่าใบหน้าตึงขึ้น หรือกล้ามเนื้อกระชับขึ้นเล็กน้อย (โดยเฉพาะคิ้วหรือแนวแก้ม)
• เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนภายใน 2-4 สัปดาห์ หลังทำครบคอร์ส (4 ครั้ง)
• กล้ามเนื้อจะค่อย ๆ จดจำการยกกระชับ ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ไม่หลอกตา
• ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้ยาวนานประมาณ 4-6 เดือน แล้วควรทำซ้ำเพื่อคงสภาพ

สรุปทุกเรื่องของ Morpheus8 vs Emface
Morpheus8 vs Emface ต่างเป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวที่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นอันตราย แต่ใช้กลไกแตกต่างกัน โปรแกรม Morpheus8 เน้นฟื้นฟูผิวลึก เหมาะกับริ้วรอยและผิวเสื่อม ส่วน Emface กระตุ้นกล้ามเนื้อ เหมาะกับผู้ที่เริ่มหย่อนคล้อยเล็กน้อย ทั้งสองตัวเป็นเทคโนโลยีที่ดีทั้งคู แต่ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพปัญหาผิวของแต่ละคน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำเสมอเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

คำถามยอดฮิตของ Morpheus8 vs Emface
1.ทำ Morpheus8 หรือ Emface อันไหนดีกว่ากัน ?
ทั้งสองเทคโนโลยีดีในแบบของตัวเอง Morpheus8 เหมาะกับริ้วรอยลึก ผิวไม่เรียบ หรือหลุมสิว ส่วน Emface เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อยและไม่อยากใช้เข็ม ควรเลือกตามสภาพผิวและเป้าหมายที่ต้องการ

2.ทำ Morpheus8 vs Emface แล้วอยู่ได้นานแค่ไหน ?
Morpheus8 ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6 เดือน-1 ปี หากทำครบคอร์ส ส่วน Emface อยู่ได้ 4-6 เดือน แนะนำทำซ้ำตามรอบที่แพทย์แนะนำเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้คงที่

3.ทำ Morpheus8 vs Emface ต้องพักฟื้นไหม ? เจ็บหรือเปล่า ?
Emface ไม่ต้องพักฟื้น รู้สึกอุ่นๆ สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที ส่วน Morpheus8 อาจรู้สึกอุ่น ๆ ระหว่างทำ มีรอยแดงเล็กน้อยหลังทำ 1-3 วัน แต่ไม่ถึงกับต้องหยุดงาน

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
โปรโมชั่นต่างๆ
เรื่อง โปรแกรม Morpheus ที่คุณอาจสนใจ