โปรแกรมแฟต คืออะไร ฉีดแฟตมีข้อห้ามอย่างไร ฉีดจุดไหนได้บ้าง
แฟต
แฟต คืออะไร ช่วยเรื่องอะไร ฉีดจุดไหนได้บ้าง อันตรายไหม
ในยุคปัจจุบันที่หลายคนให้ความสำคัญกับรูปร่างและความมั่นใจในบุคลิกภาพ การลดไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่เฉพาะจุดถือเป็นเรื่องที่หลายคนกังวล เพราะแม้จะควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายแล้ว ไขมันบางบริเวณก็ยังคงอยู่ไม่ยอมลดลง “แฟต” หรือ การฉีดแฟตลดไขมัน จึงกลายเป็นหนึ่งในหัตถการยอดนิยม ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยลดไขมันเฉพาะจุดได้อย่างตรงจุด ไม่ต้องผ่าตัด เจ็บน้อย และพักฟื้นไม่นาน ทำให้ผู้ที่มีปัญหาแก้มเยอะ เหนียงย้อย หรือต้นแขนใหญ่ ให้ความสนใจฉีดแฟต
แต่ก่อนตัดสินใจฉีดแฟตควรรู้อะไรบ้าง เพื่อลดความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงและได้ผลลัพธ์ที่ดี ในบทความนี้รวบรวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแฟตมาให้ทราบกัน
แฟตคืออะไร ฉีดแฟตลดไขมันได้ผลไหม
แฟต (Fat) คือหัตถการความงามที่ใช้ตัวยาสำหรับช่วยลดไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่เฉพาะจุด เช่น แก้ม เหนียง คาง ต้นแขน หน้าท้อง หรือต้นขา โดยตัวยาจะเข้าไปทำให้เซลล์ไขมันแตกตัวและถูกขับออกทางระบบน้ำเหลืองและการเผาผลาญตามธรรมชาติของร่างกาย
ฉีดแฟตลดไขมันได้ผลไหม ? โดยทั่วไปการฉีดแฟตสามารถช่วยลดไขมันเฉพาะจุดได้จริง แต่ผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
• ปริมาณไขมัน ถ้ามีไขมันมากอาจต้องทำหลายครั้ง
• ตำแหน่งที่ฉีด บางตำแหน่งตอบสนองได้ดีกว่า
• ร่างกายแต่ละคน ระบบเผาผลาญและการขับของเสียไม่เท่ากัน
• การดูแลหลังทำ เช่น การดื่มน้ำมาก ๆ เลี่ยงอาหารมัน และออกกำลังกายร่วมด้วย
ผลลัพธ์ที่มักเห็นหลังฉีดแฟต คือ ใบหน้าดูเรียวขึ้น เหนียงลดลง หรือสัดส่วนเล็กลงอย่างชัดเจน โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นผลประมาณ 1-3 สัปดาห์หลังทำ และหากทำต่อเนื่องหลายครั้งก็จะช่วยให้ผลลัพธ์ชัดเจนมากขึ้น
ข้อดีของการฉีดแฟต ช่วยอะไรบ้าง
การฉีดแฟตหรือฉีดแฟตลดไขมัน เป็นหัตถการความงามที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสามารถช่วยแก้ปัญหาส่วนเกินของไขมันเฉพาะจุดได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ผลลัพธ์ที่ได้คือรูปร่างและใบหน้าดูเรียว กระชับ และได้สัดส่วนมากขึ้น โดยข้อดีที่การฉีดแฟตสามารถช่วยได้ มีดังนี้
1.การฉีดแฟตช่วยลดไขมันสะสมเฉพาะจุด
การฉีดแฟตจะช่วยลดไขมันที่ลดได้ยากด้วยการควบคุมอาหารหรือออกกำลังกาย เช่น
• ไขมันที่แก้ม ทำให้ใบหน้าดูเล็กลง
• เหนียงใต้คาง ทำให้คางชัดและใบหน้าเรียวขึ้น
• ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง หรือสะโพก ที่มีไขมันส่วนเกินสะสม
2.การฉีดแฟตช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวกระชับ
หลายคนที่มีปัญหาแก้มกลม แก้มเยอะ หรือเหนียงย้อย การฉีดแฟตสามารถช่วยให้ไขมันในบริเวณนั้นลดลง ใบหน้าดูเรียวได้รูปโดยไม่ต้องผ่าตัดหรือใช้เวลาพักฟื้นนาน
3.การฉีดแฟตช่วยกระชับผิว
นอกจากไขมันจะลดลงแล้ว บริเวณที่ฉีดบางครั้งยังดูกระชับและเต่งตึงมากขึ้น เนื่องจากตัวยาบางสูตรมีสารที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนในผิว ทำให้ผิวไม่หย่อนคล้อยหลังไขมันลด
4.การฉีดแฟตช่วยลดปัญหาผิวเปลือกส้ม
ในบางบริเวณ เช่น ต้นขาและสะโพก การฉีดแฟตสามารถช่วยให้ผิวดูเรียบขึ้น ลดความไม่สม่ำเสมอที่เกิดจากเซลลูไลท์ได้ในระดับหนึ่ง
5.การฉีดแฟตช่วยเพิ่มความมั่นใจ
เมื่อรูปหน้าและสัดส่วนร่างกายกระชับขึ้น ใบหน้าดูเล็กลง สัดส่วนเพรียวขึ้น ก็ช่วยเสริมบุคลิกภาพและความมั่นใจในการแต่งตัวและการเข้าสังคมได้มากขึ้น
6.การฉีดแฟตเห็นผลในเวลาไม่นาน ไม่ต้องพักฟื้น
ข้อดีสำคัญของการฉีดแฟตคือเป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน อาการบวม แดง หรือช้ำหลังฉีดมักหายได้เองในไม่กี่วัน และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
แฟตหรือเมโสแฟต ฉีดจุดไหนได้บ้าง
แฟตหรือเมโสแฟตสามารถฉีดได้หลายตำแหน่ง ตั้งแต่ ใบหน้า เหนียง แก้ม ไปจนถึง ลำตัว แขน ขา สะโพก โดยเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาไขมันสะสมเฉพาะจุดที่ลดด้วยวิธีธรรมชาติได้ยาก และต้องการเห็นผลโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งบริเวณที่มักฉีดแฟต ได้แก่
1.แฟตเหนียง
• ช่วยอะไร ลดไขมันสะสมใต้คาง แก้ปัญหาคางสองชั้น กรอบหน้าไม่ชัด
• เหมาะกับใคร คนที่มีเหนียงเยอะ ทำให้ใบหน้าดูกลม ไม่มั่นใจเวลาเงยหน้า
• ผลลัพธ์ กรอบหน้าคมขึ้น คางชัด ใบหน้าเรียวขึ้น
2.แฟตแก้ม
• ช่วยอะไร ลดแก้มป่องจากไขมัน ทำให้หน้าเล็กลง ดูไม่บวม
• เหมาะกับใคร คนที่แก้มเยอะ ถึงแม้น้ำหนักไม่มาก แต่หน้าดูกลม
• ผลลัพธ์ ใบหน้าเรียวเล็ก ดูสมส่วนและมีมิติ
3.แฟตหน้าท้อง
• ช่วยอะไร ลดพุง ลดไขมันหน้าท้องที่ออกกำลังกายยาก
• เหมาะกับใคร คนที่มีพุงยื่น ไขมันรอบเอว แม้ควบคุมอาหารแล้วก็ยังไม่ยุบ
• ผลลัพธ์ หน้าท้องแบนขึ้น สัดส่วนกระชับ
4.แฟตเอว
• ช่วยอะไร ลดไขมันที่เกาะรอบเอวหรือ "ปีกเอว"
• เหมาะกับใคร คนที่มีปัญหาใส่เสื้อผ้าแล้วเห็นห่วงยางรอบเอว
• ผลลัพธ์ เอวดูคอดเล็กลง รูปร่างสมส่วนมากขึ้น
5.แฟตต้นแขน
• ช่วยอะไร ลดไขมันต้นแขนที่ทำให้แขนดูใหญ่หรือหย่อน
• เหมาะกับใคร ผู้หญิงที่ใส่เสื้อแขนกุดหรือชุดรัดรูปแล้วไม่มั่นใจ
• ผลลัพธ์ แขนเรียวเล็ก กระชับขึ้น
6.แฟตต้นขา
• ช่วยอะไร ลดไขมันต้นขาด้านในและด้านนอก
• เหมาะกับใคร คนที่ต้นขาใหญ่ ใส่กางเกงแล้วอึดอัด หรือมีปัญหาขาเบียด
• ผลลัพธ์ ขาเรียวยาว ใส่กางเกงหรือกระโปรงได้มั่นใจขึ้น
7.แฟตนมน้อย
• ช่วยอะไร ลดไขมันบริเวณหน้าอกส่วนข้าง ๆ หรือที่เรียกว่า “นมน้อย”
• เหมาะกับใคร ผู้หญิงที่ใส่ชุดชั้นในหรือชุดรัดรูปแล้วเห็นเนื้อปลิ้นออกมา
• ผลลัพธ์ ทำให้ช่วงอกและใต้วงแขนดูเรียบเนียนขึ้น
8.แฟตน่อง
• ช่วยอะไร ลดขนาดน่องที่ใหญ่จากไขมัน (ในบางเคสอาจทำร่วมกับโบท็อกซ์ถ้ามีกล้ามเนื้อมาก)
• เหมาะกับใคร คนที่น่องดูตัน ทำให้ขาไม่เรียวยาว
• ผลลัพธ์ ขาเรียวยาว ดูเพรียวขึ้น
9.แฟตสะโพก
• ช่วยอะไร ลดไขมันสะสมรอบสะโพกและก้น ทำให้ช่วงล่างได้สัดส่วน
• เหมาะกับใคร คนที่สะโพกใหญ่จนรูปร่างดูไม่สมส่วน
• ผลลัพธ์ สะโพกกระชับ ก้นได้รูป ดูสวยงามมากขึ้น
แฟตฉีดกี่ CC ถึงเห็นผล ช่วยลดไขมัน
การฉีดแฟต ปริมาณ CC ที่ใช้ ถือเป็นปัจจัยสำคัญมาก เพราะส่งผลโดยตรงต่อผลลัพธ์การลดไขมันในแต่ละบริเวณ โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณาจำนวน CC ในการฉีดแฟตที่เหมาะสมจากหลายปัจจัย เช่น ปริมาณไขมันที่สะสมจริง ตำแหน่งที่ฉีด และสภาพร่างกายของแต่ละคน
ปริมาณแฟตที่นิยมใช้ในแต่ละจุด
• เหนียง / คางสองชั้น ประมาณ 5-10 CC ต่อครั้ง (บางเคสที่เหนียงมากอาจใช้ถึง 15 CC)
• แก้ม ประมาณ 5-10 CC ต่อข้าง
• ต้นแขน ประมาณ 20-40 CC ต่อข้าง
• หน้าท้อง ประมาณ 40-80 CC (ขึ้นอยู่กับว่ามีพุงมากน้อยแค่ไหน)
• เอว / ปีกเอว ประมาณ 20-40 CC ต่อข้าง
• ต้นขา ประมาณ 40-60 CC ต่อข้าง
• นมน้อย (เนื้อปลิ้นข้างอก) ประมาณ 10-20 CC ต่อข้าง
• น่อง ประมาณ 30-50 CC ต่อข้าง
• สะโพก ประมาณ 40-60 CC ต่อข้าง
สำหรับคำถามว่าฉีดแฟตกี่ CC ถึงจะเห็นผล ? โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นผลใน 1-3 สัปดาห์หลังฉีดแฟต ไขมันจะค่อย ๆ ลดลง ไม่ได้ยุบหายทันที แต่หากปริมาณที่ใช้น้อยเกินไป อาจทำให้ผลไม่ชัดเจน ต้องฉีดซ้ำ ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน เพื่อลดความเสี่ยงและเห็นผลจริง ส่วนใหญ่ผู้ที่มีไขมันมากจำเป็นต้องทำ 2-3 ครั้งขึ้นไป เพื่อให้ผลลัพธ์ชัดเจนและถาวรยิ่งขึ้น
แฟตกี่วันถึงเห็นผลหลังฉีด
การฉีดแฟตไม่ได้ทำให้ไขมันลดลงทันที แต่ต้องใช้เวลาให้ร่างกายสลายและขับออกตามระบบน้ำเหลืองและการเผาผลาญตามธรรมชาติ ซึ่งระยะเวลาการเห็นผลแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยทั่วไปมีดังนี้
ระยะเวลาเห็นผลหลังฉีดแฟต
• 3-7 วันแรก อาจมีอาการบวม แดง ร้อน หรือช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด และมักหายได้เอง
• 1-2 สัปดาห์ ไขมันเริ่มสลายออก รู้สึกว่าบริเวณที่ฉีดกระชับขึ้นเล็กน้อย
• 2-3 สัปดาห์ เริ่มเห็นผลชัดขึ้นว่าบริเวณที่ฉีดเล็กลง เหนียงยุบ แก้มลด หรือสัดส่วนกระชับ
• ประมาณ 4 สัปดาห์ เห็นผลชัดเจนที่สุดในรอบแรก เนื่องจากไขมันถูกขับออกไปมากพอสมควร
โดยสรุป หลังฉีดแฟตจะเริ่มเห็นผลในช่วง 1-3 สัปดาห์ และชัดเจนที่สุดประมาณ 4 สัปดาห์ โดยมักต้องฉีดต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แน่นอนและยาวนาน
แฟตควรฉีดกี่ครั้งถึงเห็นผล
การฉีดแฟตเป็นวิธีลดไขมันเฉพาะจุดที่ค่อย ๆ ออกฤทธิ์ ไม่ได้ยุบหายทันทีหลังทำ ดังนั้นจำนวนครั้งในการฉีด จึงมีผลต่อความชัดเจนของผลลัพธ์ โดยทั่วไปแพทย์จะเป็นผู้ประเมินตามสภาพไขมันและความต้องการของแต่ละคน
โดยทั่วไปฉีดแฟตกี่ครั้งถึงเห็นผล
• ครั้งแรก เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงภายใน 1-3 สัปดาห์ เช่น เหนียงตึงขึ้น แก้มยุบเล็กน้อย หรือพุงยุบ
• 2-3 ครั้ง เห็นผลชัดเจน รูปหน้าและสัดส่วนเล็กลงมากขึ้น
• มากกว่า 3 ครั้ง เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมเยอะ เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา หรือสะโพก
ระยะห่างระหว่างการฉีดแฟต
• มักเว้นระยะ 2-4 สัปดาห์ต่อครั้ง เพื่อให้ร่างกายมีเวลาขับไขมันออก
• ถ้าฉีดถี่เกินไปอาจทำให้บวมหรือระบมโดยไม่จำเป็น
โดยสรุป ส่วนใหญ่ฉีดแฟต 2-3 ครั้ง ก็จะเห็นผลชัดเจน แต่ถ้ามีไขมันเยอะ เช่น บริเวณท้อง แขน ขา อาจต้องทำมากกว่า 3 ครั้ง โดยควรเว้นห่างครั้งละ 2-4 สัปดาห์ และดูแลตัวเองควบคู่กันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
แฟตอยู่ได้นานกี่เดือนหลังฉีด
การฉีดแฟตเป็นการลดไขมันเฉพาะจุด โดยตัวยาจะเข้าไปทำให้เซลล์ไขมันแตกตัวและถูกขับออกทางระบบน้ำเหลือง ซึ่งถือว่าไขมันที่ถูกกำจัดไปแล้วจะไม่กลับมาอีก แต่ร่างกายยังสามารถสร้างไขมันใหม่ขึ้นได้ หากเรากินเกินความต้องการของร่างกายหรือไม่ดูแลตัวเอง
ระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้
• หลังฉีดแฟตแล้ว ไขมันที่ถูกสลายจะหายไปถาวร แต่ผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน - 1 ปี
• ถ้าดูแลตัวเองดี เช่น ควบคุมอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผลลัพธ์อาจอยู่ได้นานกว่านั้น
• แต่ถ้าทานอาหารมันจัด ของหวานเยอะ หรือไม่ออกกำลังกาย ไขมันใหม่ก็จะกลับมาสะสมได้เร็วขึ้น
ตัวอย่างระยะเวลาในแต่ละตำแหน่ง
• เหนียง / แก้ม โดยทั่วไปอยู่ได้นาน 8 เดือน - 1 ปี เพราะเป็นบริเวณเล็ก ไขมันกลับมาสะสมได้ช้า
• หน้าท้อง / ต้นแขน / ต้นขา / สะโพก อยู่ได้ประมาณ 6 เดือน - 1 ปี แต่ถ้าไม่ควบคุมอาหารอาจกลับมาเร็วกว่าใบหน้า
• นมน้อย / ปีกเอว / หลัง ผลลัพธ์มักอยู่ได้ใกล้เคียงกันประมาณ 6-12 เดือน
โดยสรุป การฉีดแฟตเห็นผลไขมันลดลงอยู่ได้นานประมาณ 6 เดือน - 1 ปี แต่หากไม่ควบคุมอาหารและไม่ออกกำลังกาย ไขมันใหม่สามารถกลับมาสะสมได้อีก
แฟตกี่วันหายบวม พักฟื้นนานไหม
หลังฉีดแฟตมักจะมีอาการบวมเป็นปกติ ซึ่งระยะเวลาบวมและพักฟื้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและตำแหน่งที่ฉีด โดยทั่วไป
• อาการบวมจะเริ่มลดลงใน 3-4 ชั่วโมงแรก และมักจะยุบหายไปภายใน 1-3 วัน
• สำหรับบางคนที่ช้ำหรือบวมมาก อาการบวมอาจจะใช้เวลายุบประมาณ 1 วันถึง 3 วัน
• หลังฉีดแฟตหน้าหรือแฟตแก้ม ไม่จำเป็นต้องพักฟื้นหรือลางาน สามารถใช้หน้าได้ตามปกติ
• การดูแลหลังฉีด เช่น งดนวดหรือกดจุดบริเวณที่ฉีด หลีกเลี่ยงความร้อน เช่น ซาวน่า หรือเลเซอร์อย่างน้อย 1 สัปดาห์ จะช่วยลดอาการบวมและฟื้นตัวเร็วขึ้น
• ผลลัพธ์เริ่มเห็นชัดเจนประมาณ 5-7 วันและจะเต็มที่ภายใน 2-3 สัปดาห์
สรุปคืออาการบวมหลังฉีดแฟตจะใช้เวลาประมาณ 1-3 วัน ในการพักฟื้นจนบวมหายส่วนใหญ่ไม่ต้องหยุดงานหรือพักหน้า แต่ต้องดูแลตามคำแนะนำแพทย์เพื่อให้ฟื้นตัวเร็วและได้ผลลัพธ์ที่ดี
แฟตอันตรายไหม มีผลข้างเคียงไหม
การฉีดแฟตไม่อันตราย หากเลือกทำกับแพทย์ที่มีความรู้ ใช้ตัวยาของ และคลินิกได้มาตรฐาน แต่ถ้าไปฉีดแฟตกับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์หรือใช้ยาปลอม อาจเกิดอันตรายได้ ดังนั้นควรเลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือและมีใบอนุญาตถูกต้องเสมอ อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจฉีดแฟต ควรรู้เกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจพบได้ มักเกิดขึ้นในช่วง 3-7 วันแรกหลังฉีดแฟต และค่อย ๆ หายได้เอง ดังนี้
• บวม เกิดจากการอักเสบเล็กน้อยของเนื้อเยื่อหลังตัวยาเข้าไปสลายไขมัน
• รอยช้ำ จากเข็มหรือเส้นเลือดฝอยแตกเล็กน้อย
• ร้อน / แดง / ตึง เกิดจากการทำงานของตัวยาที่ลดไขมัน
• เจ็บ / ระบม โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสหรือกดบริเวณที่ฉีด
• ก้อนแข็งเล็ก ๆ เกิดจากการแตกตัวของไขมันที่ยังไม่กระจายตัวดี มักค่อย ๆ ยุบลงใน 2-3 สัปดาห์
ฉีดแฟตลดไขมันเหมาะกับใคร
1.ฉีดแฟตเหมาะกับคนที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุด เช่น แก้ม เหนียง คางสองชั้น ต้นแขน หน้าท้อง เอว ต้นขา สะโพก หรือนมน้อย ไขมันในจุดเหล่านี้มักลดได้ยากด้วยการออกกำลังกายหรือควบคุมอาหาร
2.ฉีดแฟตเหมาะกับคนที่ไม่ต้องการผ่าตัดดูดไขมัน อยากลดไขมันแบบไม่ต้องพักฟื้น ไม่มีแผลใหญ่ และเจ็บตัวน้อยกว่า
3.ฉีดแฟตเหมาะกับคนที่ต้องการเห็นผลไขมันบางจุดลดลง หลังฉีดแฟตจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงภายใน 1-3 สัปดาห์ และชัดที่สุดประมาณ 4 สัปดาห์
4.ฉีดแฟตเหมาะกับคนที่ต้องการปรับรูปหน้า ผู้ที่มีแก้มเยอะ หน้าอ้วน หรือเหนียง ทำให้ใบหน้าดูกลม ไม่มั่นใจ การฉีดแฟตจะช่วยให้กรอบหน้าคมขึ้น หน้าเรียวเล็กลง
5.ฉีดแฟตเหมาะกับคนที่มีรูปร่างใกล้เคียงปกติ แต่มีไขมันดื้อบางส่วน เช่น คนที่น้ำหนักไม่ได้มาก แต่มีพุงยื่นหรือปีกเอว ทำให้รูปร่างไม่สมส่วน
ฉีดแฟตลดไขมันไม่เหมาะกับใคร
การฉีดแฟตแม้จะเป็นวิธีที่ช่วยลดไขมันเฉพาะจุดได้ แต่ก็มีบางกลุ่มคนที่ไม่เหมาะหรือควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจเสี่ยงเกิดผลข้างเคียง โดยคนที่ไม่เหมาะกับการฉีดแฟต มีดังนี้
1.ฉีดแฟตไม่เหมาะกับผู้ที่อ้วนมากหรือมีน้ำหนักเกินทั้งตัว การฉีดแฟตเหมาะกับการลดเฉพาะจุดเท่านั้น ไม่สามารถลดไขมันหรือทำให้น้ำหนักตัวลงได้ทั้งร่างกาย หากอ้วนทั้งตัว ควรใช้วิธีควบคุมอาหารและออกกำลังกายก่อน
2.ฉีดแฟตไม่เหมาะกับสตรีมีครรภ์และผู้ที่ให้นมบุตร ไม่ควรฉีดแฟตในช่วงนี้ เพราะยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยต่อทารก
3.ฉีดแฟตไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรง เช่น โรคตับ, โรคไต, โรคหัวใจ, เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้, โรคเลือดออกง่ายหรือการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ การฉีดแฟตอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
4.ฉีดแฟตไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันหรือแพ้ง่าย เช่น โรค SLE, ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ หรือเคยแพ้ยามาก่อน
5.ฉีดแฟตไม่เหมาะกับผู้ที่ติดเชื้อหรือมีแผลอักเสบในบริเวณที่จะฉีด อาจทำให้อาการอักเสบลุกลามหรือหายช้า
แฟต ฉีดแล้วเจ็บไหม แสบไหม
หลังฉีดแฟตอาจมีอาการเจ็บเล็กน้อยหรือแสบในบางราย ซึ่งมักเกิดจากการที่เข็มฉีดยาเจาะเข้าไปใต้ผิวหนังและฤทธิ์ของตัวยาเมโสแฟตที่ไปทำให้เซลล์ไขมันแตกตัว อาการเจ็บหรือแสบนี้ไม่ใช่อาการแพ้หรือผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย และมักหายไปภายใน 1-2 วันหลังฉีด บางยี่ห้อแฟตอาจทำให้รู้สึกแสบเล็กน้อยถึงปานกลางขณะฉีดได้ แต่มีการพัฒนาแฟตบางชนิดที่ลดอาการแสบระหว่างฉีดลงได้ โดยทั่วไปอาการเจ็บหรือแสบจะไม่รุนแรงและหายเองได้โดยไม่ต้องกังวล ถ้าเจ็บมากผิดปกติ หรือแสบเกินกว่า 1 วัน ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือคลินิกที่รับบริการทันทีเพื่อความปลอดภัย
แฟตมีข้อจำกัดอะไรบ้าง
แม้ว่าแฟตจะเป็นวิธีที่ช่วยสลายไขมันเฉพาะจุดได้ดี เห็นผลเร็ว ไม่ต้องผ่าตัด และไม่ต้องพักฟื้นนาน แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ
1.แฟตไม่ใช่วิธีลดความอ้วนทั้งตัว
• การฉีดแฟตช่วยลดไขมันเฉพาะจุด เช่น เหนียง แก้ม หน้าท้อง เอว ต้นแขน ต้นขา
• ไม่สามารถทำให้น้ำหนักลดลงทั้งร่างกายเหมือนการควบคุมอาหารหรือออกกำลังกาย
2.แฟตต้องทำหลายครั้งถึงจะเห็นผลชัด
• ส่วนใหญ่ต้องทำ 2-3 ครั้งขึ้นไป ห่างกันครั้งละ 2-4 สัปดาห์
• ยิ่งไขมันเยอะ อาจต้องทำมากกว่า 3 ครั้ง ผลลัพธ์ถึงจะชัดเจน
3.แฟตไม่ได้ให้ผลลัพธ์นานถาวร
• ไขมันที่ถูกสลายจะไม่กลับมา แต่หากรับประทานอาหารมันจัดหรือแคลอรีสูง ไขมันใหม่ก็สามารถกลับมาสะสมได้
• ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังทำด้วย
4.แฟตมีข้อจำกัดด้านปริมาณยาที่ใช้
• แต่ละตำแหน่งจะมีปริมาณ CC ที่เหมาะสม หากฉีดมากเกินไปอาจเสี่ยงต่อผลข้างเคียง เช่น บวมมาก กดเจ็บ หรือผิวไม่เรียบ
• ต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมินจำนวนยาที่เหมาะสม
5.แฟตอาจมีผลข้างเคียงชั่วคราว
• บวม แดง ร้อน เจ็บ หรือช้ำเล็กน้อยในช่วง 3-7 วันแรก
• บางรายอาจมีก้อนแข็งเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ยุบลงเอง
6.แฟตอาจไม่เหมาะกับทุกคน
• หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรง เช่น โรคตับ ไต หัวใจ หรือโรคเลือด
• ผู้ที่อ้วนมากทั้งตัว ไม่เหมาะกับการฉีดแฟต เพราะผลลัพธ์จะไม่ชัดเจน
อันตรายจากการฉีดแฟตปลอม
การฉีดแฟต ถ้าใช้ตัวยาที่ได้มาตรฐานและทำโดยแพทย์ถือว่าไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าไปฉีดแฟตปลอมหรือตัวยาที่ไม่ได้คุณภาพ จะเสี่ยงต่ออันตรายหลายอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งอันตรายที่อาจเกิดจากการฉีดแฟตปลอมที่ควรรู้ มีดังนี้
• ฉีดแฟตปลอมส่งผลให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อรุนแรง เกิดอาการบวมแดง เจ็บมาก หรือมีหนอง หากเชื้อลุกลาม อาจทำให้เป็นฝี ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเอาหนองออก
• ฉีดแฟตปลอมส่งผลให้ผิวไม่เรียบ / ผิวบุ๋ม / ก้อนแข็ง สารปลอมไม่สามารถสลายไขมันได้จริง แต่ทำให้เนื้อเยื่อแข็งตัว เกิดก้อนแข็งหรือผิวขรุขระ ใบหน้าและร่างกายดูผิดรูป
• ฉีดแฟตปลอมส่งผลให้เกิดอาการแพ้สารรุนแรง มีผื่นขึ้น คัน หายใจติดขัด หรือช็อก ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
• ฉีดแฟตปลอมส่งผลทำลายเส้นประสาทและหลอดเลือด หากสารไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้เกิดอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือเส้นเลือดอุดตัน
• ฉีดแฟตปลอมส่งผลให้ตับและไตทำงานหนัก บางสารปลอมมีส่วนผสมที่เป็นพิษ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ตับและไตทำงานหนัก เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน
• ฉีดแฟตปลอมอาจไม่เห็นผลจริงและเสียเงินฟรี ตัวยาปลอมจำนวนมากไม่มีสารที่สามารถสลายไขมันได้จริง ทำให้ไขมันไม่ยุบ แถมยังเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ
ข้อควรรู้วิธีเช็กแฟตของแท้ก่อนฉีด
การฉีดแฟตกำลังได้รับความนิยมมาก แต่ก็มีความเสี่ยง เพราะบางที่อาจใช้แฟตปลอมหรือยาที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ผิวเสียรูป หรือผลข้างเคียงรุนแรงได้ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจฉีด ควรรู้วิธีตรวจสอบว่าเป็น แฟตแท้หรือไม่ วิธีเช็กแฟตของแท้ ได้แก่
• ตรวจสอบการขึ้นทะเบียนที่ถูกต้อง ตัวยาฉีดแฟตที่ใช้ในคลินิกต้องผ่านการรับรอง สามารถขอให้คลินิกโชว์กล่องยา ขวดบรรจุ และเลขทะเบียน
• ดูบรรจุภัณฑ์แฟตต้องชัดเจน มีกล่องบรรจุเดิมจากผู้ผลิต และมีฉลากภาษาไทย แสดงรายละเอียดครบ เช่น วันผลิต-วันหมดอายุ วิธีเก็บรักษา
• มีสติ๊กเกอร์กันปลอม / QR Code แฟตบางยี่ห้อจะมี QR Code ให้สแกนเพื่อตรวจสอบว่าเป็นของแท้หรือไม่
• สถานที่ฉีดแฟตต้องเป็นคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล คลินิกสะอาด มีห้องหัตถการแยกชัดเจน
• ผู้ฉีดแฟตต้องเป็นแพทย์จริง ตรวจสอบใบอนุญาตแพทย์ได้จากแพทยสภา อย่าเสี่ยงกับ “หมอกระเป๋า” หรือคนที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ
• แฟตของแท้ราคาไม่ควรถูกผิดปกติ ถ้าราคาถูกกว่ามาตรฐานทั่วไปมาก (เช่น ขวดละไม่กี่ร้อยบาท) มีความเสี่ยงสูงว่าจะเป็นยาปลอม หรือเจือจาง
เปรียบเทียบแฟตกับหัตถการอื่น ๆ
1.เปรียบเทียบ แฟต vs ดูดไขมัน
หัตการลดไขมันมีหลายวิธี แต่ที่คนนิยมมากคือการฉีดแฟตและการดูดไขมัน ซึ่งทั้งสองอย่างมีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกันดังนี้
แฟต
ข้อดีของแฟต
• แฟตไม่ต้องผ่าตัด แผลเล็กจากเข็ม พักฟื้นน้อย
• แฟตเหมาะสำหรับไขมันสะสมเฉพาะจุด เช่น เหนียง แก้ม ต้นแขน เอว
• แฟตราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่าการดูดไขมัน
• แฟตเจ็บน้อย ทำเสร็จแล้วกลับบ้านได้เลย
• แฟตอาจมีอาการบวมชั่วคราว แต่หายภายใน 3-7 วัน
ข้อเสียของแฟต
• แฟตช่วยลดไขมันได้ในปริมาณจำกัด ไม่เหมาะกับคนที่อ้วนมากหรือไขมันเยอะ
• แฟตต้องทำหลายครั้ง (2-3 ครั้งขึ้นไป) ถึงจะเห็นผลชัดเจน
• ผลลัพธ์หลังฉีดแฟตขึ้นอยู่กับการเผาผลาญของร่างกายและการดูแลตัวเองหลังทำ
ดูดไขมัน
ข้อดีของดูดไขมัน
• กำจัดไขมันได้มากในครั้งเดียว เห็นผลหลังทำ
• สามารถปรับสัดส่วนทั้งตัวได้ชัดเจน
• ผลลัพธ์ถาวรกว่าแฟต เนื่องจากเซลล์ไขมันถูกดูดออกโดยตรง
ข้อเสียของดูดไขมัน
• ต้องผ่าตัด มีแผล ต้องใช้เวลาพักฟื้น (ประมาณ 1-2 สัปดาห์)
• เจ็บมากกว่าแฟต และมีโอกาสเกิดผลแทรกซ้อน เช่น เลือดออก ติดเชื้อ ผิวไม่เรียบ
• ราคาสูงกว่าการฉีดแฟตหลายเท่า
• ต้องใส่ชุดกระชับหลังทำเป็นเวลาหลายสัปดาห์
2.เปรียบเทียบ แฟต vs CoolSclupting
ทั้งการฉีดแฟต และ Coolsculpting การไขมันด้วยความเย็น เป็นหัตถการที่ช่วยลดไขมันเฉพาะจุดได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่มีความแตกต่างกันหลายด้านดังนี้
แฟต
ข้อดีของแฟต
• แฟตไม่ต้องผ่าตัด ใช้เข็มฉีดยาเท่านั้น
• แฟตเหมาะกับจุดเล็ก ๆ เช่น เหนียง แก้ม นมน้อย ต้นแขน เอว
• แฟตมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการทำ CoolSculpting
• แฟตทำเสร็จแล้วสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
• หลังฉีดแฟตมีอาการบวมหรือช้ำที่หายภายใน 3-7 วัน
ข้อเสียของแฟต
• แฟตต้องทำหลายครั้งจึงเห็นผลชัดเจน
• แฟตช่วยลดไขมันได้ปริมาณไม่มาก
• หลังฉีดแฟตผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการเผาผลาญของร่างกายแต่ละคน
• ฉีดแฟตอาจมีอาการบวม แดง หรือก้อนแข็งเล็กน้อยช่วงแรก
CoolSculpting
ข้อดีของ CoolSculpting
• ใช้ความเย็น -11°C ทำให้เซลล์ไขมันตายถาวร
• ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น
• เหมาะกับพื้นที่ใหญ่ เช่น หน้าท้อง ต้นขา สะโพก หลัง
• ทำเพียงครั้งเดียวก็เห็นผลบางส่วน
ข้อเสียของ CoolSculpting
• ราคาสูงกว่าการฉีดแฟตหลายเท่า
• อาจมีอาการช้ำหรือชาได้นาน 2-4 สัปดาห์
• ผลลัพธ์ไม่ได้เห็นทันที ต้องรอประมาณ 1-3 เดือนกว่าจะชัด
• ไม่เหมาะกับจุดเล็ก ๆ เช่น เหนียงหรือแก้ม
3.เปรียบเทียบ แฟต vs Thermage
ทั้งการฉีดแฟต และ Thermage เป็นหัตถการความงามยอดนิยม แต่มีจุดประสงค์และผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างชัดเจนดังนี้
แฟต
ข้อดีของแฟต
• แฟตช่วยลดไขมันเฉพาะจุด เช่น แก้ม เหนียง ต้นแขน หน้าท้อง เอว
• แฟตไม่ต้องผ่าตัด ใช้เข็มฉีดยา เจ็บน้อย
• แฟตค่าใช้จ่ายถูกกว่า Thermage
• ฉีดแฟตเสร็จแล้วใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
• แฟตเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เล็กลงโดยตรง
ข้อเสียของแฟต
• แฟตอาจต้องทำหลายครั้งกว่าจะเห็นผลชัดเจน
• แฟตช่วยลดไขมันได้ปริมาณจำกัด ไม่เหมาะกับคนอ้วนทั้งตัว
• แฟตอาจบวม ช้ำ ตึงเล็กน้อย 3-7 วัน
• แฟตไม่ได้ช่วยยกกระชับผิวโดยตรง
Thermage
ข้อดีของ Thermage
• ใช้คลื่นความถี่วิทยุ (RF) ปล่อยพลังงานความร้อนลงชั้นผิว
• เน้นยกกระชับผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
• เหมาะกับคนที่มีผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด หรือมีริ้วรอย
• ทำครั้งเดียว เห็นผลต่อเนื่องนาน 12-18 เดือน
ข้อเสียของ Thermage
• ไม่ได้ช่วยสลายไขมันโดยตรง เหมาะกับคนผอมแต่ผิวหย่อน
• ราคาสูงกว่าการฉีดแฟตมาก
• ขณะทำอาจรู้สึกเจ็บหรือร้อน ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์
• ผลลัพธ์ไม่ถาวร ต้องทำซ้ำทุก 1-2 ปี
4.เปรียบเทียบ แฟต vs Oligio
ทั้งการฉีดแฟต และ Oligio เป็นหัตถการยกกระชับปรับหน้าเรียวยอดนิยมในคลินิกความงาม แต่มีจุดประสงค์และผลลัพธ์ที่แตกต่างกันดังนี้
แฟต
ข้อดีของแฟต
• แฟตลดไขมันเฉพาะจุดได้ เช่น แก้ม เหนียง ต้นแขน หน้าท้อง เอว ต้นขา
• แฟตไม่ต้องผ่าตัด ใช้เข็มฉีด เจ็บน้อย
• แฟตมีค่าใช้จ่ายย่อมเยากว่าเครื่องยกกระชับ เช่น Oligio / Thermage
• แฟตเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาไขมันสะสมเล็กน้อยถึงปานกลาง
• แฟตเห็นผลในเวลาไม่นานประมาณ 2-3 สัปดาห์
ข้อเสียของแฟต
• แฟตต้องทำซ้ำ 2-3 ครั้งขึ้นไปเพื่อผลลัพธ์ชัดเจน
• แฟตไม่ได้ช่วยยกกระชับผิวโดยตรง (เว้นบางสูตรที่มีสารกระตุ้นคอลลาเจน)
• หลังฉีดแฟตอาจบวม แดง หรือช้ำ 3-7 วัน
• แฟตไม่เหมาะกับคนที่มีผิวหย่อนคล้อยมาก
Oligio
ข้อดี
• เทคโนโลยี RF (Radiofrequency) รุ่นใหม่จากเกาหลี คล้าย Thermage
• เน้นยกกระชับผิว กระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวแน่นขึ้น
• ช่วยลดริ้วรอย กรอบหน้าไม่ชัด และแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย
• เจ็บน้อยกว่า Thermage แต่ผลลัพธ์ใกล้เคียง
• ราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่าทำ Thermage
ข้อเสีย
• ไม่ได้สลายไขมันโดยตรง
• เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนมากกว่าคนที่มีไขมันสะสม
• ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 12-18 เดือน ต้องทำซ้ำเมื่อคอลลาเจนลดลง
คำแนะนำการเตรียมตัวก่อนฉีดแฟต
การฉีดแฟตถือเป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดและพักฟื้นน้อย แต่การเตรียมตัวก่อนทำก็สำคัญมาก เพราะช่วยลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง และทำให้ผลลัพธ์ออกมาชัดเจนยิ่งขึ้น สิ่งที่ควรทำก่อนฉีดแฟตมีดังนี้
1.ก่อนฉีดแฟตพักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการฉีด ร่างกายที่สดชื่นจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
2.ก่อนฉีดแฟตดื่มน้ำเยอะ ๆ อย่างน้อย 1.5-2 ลิตรต่อวัน เพื่อช่วยระบบน้ำเหลืองและการขับไขมันหลังฉีด
3.ก่อนฉีดแฟตทานอาหารให้ครบมื้อ แต่เลี่ยงอาหารมันจัด ควรทานอาหารเบา ๆ ก่อนฉีด ไม่ควรท้องว่างเกินไป เลี่ยงอาหารเค็มจัดหรือแอลกอฮอล์ เพราะทำให้บวมง่าย
4.ก่อนฉีดแฟตแจ้งโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่กับแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคตับ ไต หัวใจ เบาหวาน หรือโรคเลือด และยาบางชนิด เช่น ยาละลายลิ่มเลือด แอสไพริน อาจเพิ่มความเสี่ยงฟกช้ำ
5.ก่อนฉีดแฟตหยุดอาหารเสริมหรือยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด 3-7 วันก่อนทำ เช่น น้ำมันปลา วิตามินอี โสม กระเทียม แปะก๊วย
6.ก่อนฉีดแฟตงดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนทำ เพราะมีผลต่อการไหลเวียนเลือดและการฟื้นตัว
คำแนะนำการดูแลตัวเองหลังฉีดแฟต
หลังฉีดแฟตการดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยลดอาการบวม ฟกช้ำ และทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น โดยมีคำแนะนำในการดูแลตัวเองหลังฉีดแฟตดังนี้
1.การดูแลทันทีหลังหลังฉีดแฟต
• ประคบเย็น 24 ชั่วโมงแรก ควรประคบเย็นเป็นระยะ ๆ เพื่อช่วยลดบวมและอาการเจ็บปวด
• หลีกเลี่ยงการสัมผัส/กดนวดแรง ไม่ควรจับ กด หรือบีบบริเวณที่ฉีด เพราะอาจทำให้ตัวยากระจายผิดตำแหน่ง
• งดแต่งหน้า/ทาครีม อย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังฉีด เพื่อลดความเสี่ยงการอักเสบติดเชื้อ
2.การดูแลใน 1-7 วันแรกหลังฉีดแฟต
• นอนยกศีรษะสูง จะช่วยให้น้ำเหลืองระบายได้ดี ลดบวมได้เร็วขึ้น
• ดื่มน้ำมาก ๆ 1.5-2 ลิตร/วัน เพื่อช่วยให้ร่างกายขับของเสียและไขมันที่ถูกสลายออกทางระบบน้ำเหลืองและปัสสาวะ
• เลี่ยงของเค็ม แอลกอฮอล์ และบุหรี่ เกลือทำให้บวมมากขึ้น ส่วนแอลกอฮอล์และบุหรี่จะลดประสิทธิภาพการฟื้นฟูของร่างกาย
• หลีกเลี่ยงความร้อน เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ ออกกำลังกายหนัก ๆ อย่างน้อย 3-5 วัน
3.การดูแลระยะยาวหลังฉีดแฟต
• ควบคุมอาหารและออกกำลังกาย เพื่อรักษาผลลัพธ์ไม่ให้ไขมันกลับมาใหม่
• นวดเบา ๆ ตามคำแนะนำแพทย์ บางเคสแพทย์อาจให้ช่วยนวดกระตุ้นการไหลเวียน แต่ต้องทำอย่างระมัดระวัง
• ติดตามผลตามนัด เพื่อให้แพทย์ประเมินประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียง
4.อาการหลังฉีดแฟตที่ควรพบแพทย์ทันที
• บวม แดง ร้อน เจ็บผิดปกติ
• มีหนองหรือกลิ่นผิดปกติที่บริเวณฉีด
• เจ็บรุนแรงจนทนไม่ได้ หรือมีอาการชาเฉพาะจุด
แฟตมีข้อห้ามอะไรบ้างที่ไม่ควรทำ
หลังฉีดแฟตลดไขมันมีข้อห้ามและข้อควรระวังหลายอย่างที่ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้เต็มที่ ลดโอกาสเกิดอาการข้างเคียง และทำให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด โดยข้อห้ามหลังฉีดแฟตที่ไม่ควรทำมีดังนี้
1.ห้ามจับ กด บีบ หรือนวดแรง ๆ บริเวณที่ฉีดแฟต
• เพราะอาจทำให้ตัวยากระจายผิดตำแหน่ง
• เพิ่มความเสี่ยงการบวม ฟกช้ำ หรือทำให้ผลลัพธ์ไม่สม่ำเสมอ
2.ห้ามประคบร้อน หรือใช้ซาวน่า/อบไอน้ำ หลังฉีดแฟต
• ควรเลี่ยงความร้อนอย่างน้อย 3-5 วัน
• ความร้อนจะทำให้บวมมากขึ้นและอาจลดประสิทธิภาพของตัวยา
3.ห้ามออกกำลังกายหนักหลังฉีดแฟต
• อย่างน้อย 3-7 วันแรก เพราะการออกแรงมากเกินไปจะทำให้บวมช้ำและฟื้นตัวช้า
• หากอยากขยับร่างกาย ควรเลือกเดินเบา ๆ หรือยืดเหยียดเบา ๆ แทน
4.ห้ามดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่หลังฉีดแฟต
• แอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายขับน้ำยากขึ้น เสี่ยงบวมมากขึ้น
• บุหรี่ลดประสิทธิภาพการฟื้นฟูของเซลล์ ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน
5.ห้ามทานอาหารรสเค็มจัด มันจัด หรือหวานจัด หลังฉีดแฟต
• เกลือและโซเดียมทำให้บวมน้ำ
• ไขมันและน้ำตาลสูง ทำให้ร่างกายสะสมไขมันใหม่เร็ว
6.ห้ามแต่งหน้า/ทาครีมบริเวณที่ฉีดแฟตทันที
• อย่างน้อย 24 ชั่วโมงแรก ควรเลี่ยงการทาครีมหรือแต่งหน้า เพราะเสี่ยงต่อการอุดตันและติดเชื้อ
7.ห้ามนอนราบหรือนอนตะแคงกดทับหลังฉีดแฟต
• โดยเฉพาะบริเวณที่ฉีด ควรนอนยกศีรษะสูงเพื่อลดอาการบวม
8.ห้ามละเลยการดื่มน้ำหลังฉีดแฟต
• ถ้าดื่มน้ำน้อย ไขมันที่สลายจะถูกกำจัดออกจากร่างกายช้าลง
• ควรดื่มน้ำสะอาด 1.5-2 ลิตร/วัน
แฟตห้ามกินอะไรบ้างหลังฉีด
หลังฉีดแฟตลดไขมัน อาหารที่เลือกทานมีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพการสลายไขมันและการฟื้นตัวของร่างกายค่ะ เพราะถึงแม้ตัวยาจะช่วยย่อยไขมันแล้ว แต่ถ้ารับประทานอาหารที่กระตุ้นการสะสมไขมันหรือบวมน้ำ ก็อาจทำให้ผลลัพธ์ไม่ชัดเจนหรือไขมันกลับมาเร็วได้ อาหารที่ห้ามหรือควรเลี่ยงหลังฉีดแฟต ได้แก่
1.ห้ามกินอาหารเค็มและโซเดียมสูงหลังฉีดแฟต
• เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของดอง อาหารแปรรูป ไส้กรอก แหนม ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม
• โซเดียมทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ เกิดอาการบวม
2.ห้ามกินอาหารมันจัดและทอดน้ำมันเยอะหลังฉีดแฟต
• เช่น ไก่ทอด หมูสามชั้นทอด เฟรนช์ฟรายส์ ฟาสต์ฟู้ด
• ไขมันอิ่มตัวสูงจะทำให้ไขมันใหม่สะสมแทนไขมันเก่าที่สลายไป
3.ห้ามกินอาหารหวานจัดและน้ำตาลสูงหลังฉีดแฟต
• เช่น น้ำอัดลม ชานมไข่มุก ขนมหวาน เบเกอรี่
• น้ำตาลทำให้ร่างกายเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเป็นไขมันสะสม
4.ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังฉีดแฟต
• เช่น เบียร์ ไวน์ ค็อกเทล
• ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง ร่างกายขับของเสียและไขมันที่สลายออกได้ยาก
5.ห้ามดื่มเครื่องดื่มมีคาเฟอีนในปริมาณมากหลังฉีดแฟต
• เช่น กาแฟเข้ม ๆ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง
• อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ หากดื่มควรดื่มน้ำตามมาก ๆ
สรุปเกี่ยวกับแฟต
สรุปได้ว่า “แฟต” เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการลดไขมันเฉพาะจุด โดยไม่ต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัดหรือพักฟื้นนาน ช่วยให้รูปร่างและใบหน้าดูเล็กลง กระชับขึ้น และได้สัดส่วนที่มั่นใจ อย่างไรก็ตาม แม้แฟตจะช่วยลดไขมันเฉพาะจุดได้จริง แต่ก็มีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ต้องทำต่อเนื่องหลายครั้ง และผลลัพธ์จะยาวนานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังทำ ทั้งเรื่องอาหาร การดื่มน้ำ และการออกกำลังกายที่เหมาะสม ที่สำคัญควรเลือกฉีดกับแพทย์และคลินิกที่ได้มาตรฐาน เพื่อลดความเสี่ยงและได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าในระยะยาว
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ