สครับ คืออะไร มีกี่ประเภท ควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับสภาพผิว
เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC
สครับ
สครับ คืออะไร ช่วยอะไร พร้อมแนะนำสูตรสครับจากธรรมชาติ
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมผิวถึงดูหมองคล้ำ ไม่เรียบเนียน ทั้งที่ก็บำรุงเป็นประจำ สาเหตุสำคัญมักมาจาก การสะสมของเซลล์ผิวที่ตายแล้วและสิ่งสกปรก ที่เกาะอยู่บนผิวโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นผิวหน้า ผิวกาย ริมฝีปาก หรือแม้กระทั่งหนังศีรษะ ล้วนมีโอกาสเกิดการสะสมของเซลล์ผิวเสื่อมสภาพได้ทั้งสิ้น
ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการล้างทำความสะอาดหรือทาครีมบำรุงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการทำสครับ เพื่อผลัดเซลล์เก่าออกให้เผยผิวใหม่ ดูกระจ่างใสและสุขภาพดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม การสครับไม่ใช่ว่าจะทำได้โดยไม่ระวัง เพราะหากเลือกสครับไม่เหมาะกับสภาพผิว หรือทำบ่อยเกินไป อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง ผิวบาง และปัญหาผิวตามมาได้ ดังนั้นก่อนจะเริ่มสครับ ควรรู้ว่าสครับคืออะไร มีกี่ประเภท เหมาะกับผิวแบบไหน และวิธีการทำที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและลดความเสี่ยงระคายเคือง
สครับคืออะไร ทำไมคนนิยม
สครับ (Scrub) คือ ผลิตภัณฑ์หรือวิธีการผลัดเซลล์ผิวที่ช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว คราบสิ่งสกปรกและความมันส่วนเกินออกจากผิวหนัง โดยทั่วไปสครับจะมีส่วนผสมที่มีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ หรือสารละลายที่ช่วยขจัดสิ่งตกค้างบนผิว ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น นุ่มขึ้น และดูสว่างกระจ่างใสมากขึ้น
สครับสามารถแบ่งได้หลายประเภท เช่น สครับผิวหน้า สครับผิวกาย และสครับริมฝีปาก นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์สครับที่มีวางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ยังมีสูตรสครับจากธรรมชาติ อย่างเกลือ น้ำตาล กากกาแฟ หรือพืชผลไม้ เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน
ทำไมคนนิยมทำสครับ
การทำสครับได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะช่วยตอบโจทย์หลายปัญหาผิวและให้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว เหตุผลที่คนส่วนใหญ่นิยมทำสครับ ได้แก่
1.ผิวเรียบเนียนขึ้น เมื่อกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป ผิวจะดูเรียบ ลื่น และนุ่มนวลขึ้นทันทีหลังทำ
2.ช่วยให้ผิวกระจ่างใส การผลัดเซลล์ผิวเก่าที่หมองคล้ำ ทำให้ผิวใหม่ที่สดใสเผยออกมา ดูสุขภาพดีมากขึ้น
3.เพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงผิว หลังสครับ ผิวจะดูดซึมครีม โลชั่น หรือเซรั่มได้ดีกว่าเดิม ทำให้การบำรุงเห็นผลเร็วขึ้น
4.ลดการอุดตันของรูขุมขน โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวมันหรือเป็นสิวง่าย การสครับจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้าง ป้องกันสิวอุดตันได้
5.เป็นการผ่อนคลาย หลายคนใช้การสครับผิวเป็นส่วนหนึ่งของการสปาที่บ้าน เพราะช่วยให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย
สรุปคือสครับไม่ใช่แค่การขัดผิวให้สวย แต่ยังช่วยให้ผิวสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว และเป็นขั้นตอนที่หลายคนเลือกทำเป็นประจำเพื่อดูแลตัวเอง
ประโยชน์ของการสครับ
การทำสครับถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูและดูแลผิวอย่างล้ำลึก ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงาม แต่ยังช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้นในหลาย ๆ ด้าน โดยประโยชน์ของการสครับมีดังนี้
1.สครับช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
เซลล์ผิวเก่าที่สะสมอยู่บนผิวหนังเป็นสาเหตุให้ผิวดูหมองคล้ำ ไม่เรียบเนียน การสครับช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออกไป ทำให้ผิวเผยความสดใสและเรียบเนียนขึ้น
2.สครับช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่
เมื่อผิวเก่าถูกกำจัดออกไป ร่างกายจะเร่งสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทน ทำให้ผิวดูสุขภาพดี อ่อนเยาว์ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
3.สครับช่วยทำให้ผิวกระจ่างใส
การผลัดเซลล์ผิวที่หมองคล้ำออกไป ทำให้ผิวที่อยู่ข้างใต้เผยออกมา จึงช่วยให้ผิวดูสว่างกระจ่างใส และลดความหมองคล้ำสะสม
4.สครับช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน
สิ่งสกปรก น้ำมันส่วนเกิน และเซลล์ผิวที่ตายแล้วสามารถอุดตันรูขุมขน จนกลายเป็นสิวอุดตันหรือสิวเสี้ยน การสครับจึงช่วยลดปัญหานี้ ทำให้รูขุมขนสะอาดและเล็กลง
5.สครับช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงผิว
หลังการสครับ ผิวจะซึมซับครีมบำรุง เซรั่ม หรือโลชั่นได้ดีกว่าปกติ เพราะไม่มีสิ่งกีดขวาง ทำให้การบำรุงมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
6.สครับช่วยทำให้ผิวนุ่มและเรียบเนียน
การสครับช่วยให้พื้นผิวลื่นขึ้น ลดความหยาบกร้าน โดยเฉพาะในบริเวณที่ผิวหนา เช่น ข้อศอก หัวเข่า และส้นเท้า
7.สครับช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
การนวดหรือขัดผิวระหว่างสครับช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง มีเลือดฝาด และสุขภาพดีจากภายใน
8.สครับช่วยทำให้ผ่อนคลายและลดความเครียด
หลายคนเลือกสครับเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผิวในวันพักผ่อน เพราะการขัดผิวช่วยให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย คล้ายกับการทำสปา
สครับมีกี่ประเภท อะไรบ้าง
การสครับมีหลายวิธี แต่ละแบบก็มีจุดเด่นและความเหมาะสมกับสภาพผิวแตกต่างกันไป โดยหลัก ๆ สามารถแบ่งออกได้ ดังนี้
1.สครับผิวหน้า
• มีส่วนผสมที่อ่อนโยน เม็ดสครับเล็กละเอียด ไม่บาดผิว
• ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ลดสิวเสี้ยน และปรับผิวหน้าให้เรียบเนียน
• บางสูตรผสมสารบำรุง เช่น วิตามินซี, กรดไฮยาลูรอนิก เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
2.สครับผิวกาย
• เน้นการขัดบริเวณผิวหนา เช่น แขน ขา ข้อศอก หัวเข่า
• มักมีเม็ดสครับขนาดใหญ่กว่าสครับหน้า เช่น เกลือ น้ำตาล กากกาแฟ
• ช่วยลดความหยาบกร้าน ทำให้ผิวกายเนียนนุ่มและกระจ่างใส
3.สครับริมฝีปาก
• ใช้เพื่อกำจัดเซลล์ผิวริมฝีปากที่แห้ง ลอก แตก
• มักทำจากน้ำตาลผสมน้ำผึ้ง หรือน้ำมันธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะพร้าว
• ทำให้ริมฝีปากนุ่ม ชุ่มชื้น และทาลิปสติกได้สวยติดทนขึ้น
4.สครับหนังศีรษะ
• มีลักษณะเป็นเม็ดสครับละเอียดหรือเจล เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและความมันส่วนเกินที่ตกค้างบนหนังศีรษะ
• ช่วยลดรังแค ทำให้รูขุมขนบนศีรษะสะอาด ส่งผลให้ผมแข็งแรงและดูมีวอลลุ่ม
5.สครับมือและเท้า
• มักมีเนื้อหยาบกว่าสครับทั่วไป เพราะผิวบริเวณมือและเท้ามักหนาและหยาบกร้าน
• ใช้เพื่อกำจัดเซลล์ผิวแข็งที่ฝ่าเท้า และทำให้มือเท้านุ่มขึ้น
วิธีเลือกสครับให้เหมาะกับสภาพผิว
การสครับผิวจะได้ผลดีและปลอดภัย ต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน เพราะผิวแต่ละแบบมีความต้องการและความทนทานที่ไม่เหมือนกัน หากเลือกผิดอาจทำให้ผิวระคายเคืองหรือเกิดปัญหามากกว่าเดิมได้
1.ผิวแห้ง
• ลักษณะผิว มักลอกเป็นขุย ขาดความชุ่มชื้น
• ควรเลือก สครับที่มีเม็ดละเอียด อ่อนโยน และมีส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น น้ำผึ้ง น้ำมันมะกอก เชียบัตเตอร์ หรือไฮยาลูรอนิก
• ควรเลี่ยง สครับที่มีเม็ดใหญ่หรือหยาบเกินไป เพราะจะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นมากกว่าเดิม
2.ผิวมัน
• ลักษณะผิว มีน้ำมันส่วนเกิน รูขุมขนกว้าง เป็นสิวง่าย
• ควรเลือก สครับที่มีส่วนผสมช่วยควบคุมความมัน เช่น ชาร์โคล โคลนธรรมชาติ หรือสครับที่มี BHA (กรดซาลิไซลิก)
• ควรเลี่ยง สครับที่มีน้ำมันเข้มข้นเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวมันและอุดตันเพิ่มขึ้น
3.ผิวผสม
• ลักษณะผิว มันบริเวณ T-zone (หน้าผาก จมูก คาง) แต่แห้งที่แก้ม
• ควรเลือก สครับสูตรอ่อนโยน เน้นให้ความชุ่มชื้นแต่ไม่มันเกินไป อาจเลือกสครับเนื้อเจลหรือเอนไซม์จากผลไม้ เช่น มะละกอ สับปะรด
• เทคนิค อาจสครับเฉพาะจุด เช่น ใช้สครับลดความมันเฉพาะ T-zone และใช้สครับเพิ่มความชุ่มชื้นกับแก้ม
4.ผิวแพ้ง่าย / ผิวบอบบาง
• ลักษณะผิว ระคายเคืองง่าย แพ้ผลิตภัณฑ์บ่อย แดงง่ายเมื่อถูกกระตุ้น
• ควรเลือก สครับสูตรอ่อนโยน ไม่มีเม็ดบีดส์หยาบ ควรเป็นสครับแบบเอนไซม์หรือ PHA ที่อ่อนโยนต่อผิว
• ควรเลี่ยง สครับเม็ดหยาบ แอลกอฮอล์ น้ำหอม และสารเคมีที่ก่อการระคายเคือง
5.ผิวมีสิว
• ลักษณะผิว มีสิวอุดตัน สิวอักเสบ และรอยแดง
• ควรเลือก สครับที่มีส่วนผสม BHA (กรดซาลิไซลิก) หรือ AHA (กรดไกลโคลิก) เพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดการอุดตัน
• ควรเลี่ยง การใช้สครับที่มีเม็ดหยาบ เพราะอาจทำให้สิวอักเสบมากขึ้นและทิ้งรอยแผลเป็น
วิธีการใช้สครับอย่างไรให้ถูกต้อง
การสครับผิวถ้าทำอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ผิวสวยใส สุขภาพดี แต่ถ้าทำผิดวิธีอาจทำให้ผิวระคายเคือง แห้งเสีย หรือเกิดสิวอุดตันได้ มาดูกันว่าควรทำอย่างไรบ้าง
1.เตรียมผิวก่อนสครับ
• ล้างหน้า/อาบน้ำให้สะอาด เพื่อขจัดสิ่งสกปรก เหงื่อ และเครื่องสำอางออกไปก่อน
• ใช้น้ำอุ่นเล็กน้อยช่วยเปิดรูขุมขน ทำให้สครับได้ผลดียิ่งขึ้น
2.ใช้สครับในปริมาณพอเหมาะ
• ตักหรือบีบสครับปริมาณเท่าเมล็ดถั่ว (สำหรับใบหน้า) หรือเท่าเหรียญ 5 บาท (สำหรับผิวกาย)
• ไม่ควรใช้มากเกินไป เพราะไม่ได้ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้น แต่กลับทำให้สิ้นเปลืองและระคายเคือง
3.ขัดผิวอย่างเบามือ
• นวดสครับเป็นวงกลมเบา ๆ บนผิว
• ใช้เวลาสครับประมาณ 1-2 นาทีสำหรับผิวหน้า และ 3-5 นาทีสำหรับผิวกาย
• เน้นบริเวณที่หยาบกร้าน เช่น ข้อศอก หัวเข่า หรือส้นเท้า แต่หลีกเลี่ยงการขัดแรงเกินไป
4.ความถี่ในการสครับ
• ผิวหน้า ควรทำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เท่านั้น
• ผิวกาย ทำได้ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เช่นกัน
• หากผิวแพ้ง่าย ควรลดเหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้งหรือเลือกสูตรที่อ่อนโยน
5.ล้างออกให้สะอาด
• ใช้น้ำสะอาดหรือน้ำอุ่นล้างสครับออกจนหมด
• หลีกเลี่ยงการใช้สบู่แรง ๆ ซ้ำทันทีหลังสครับ เพราะอาจทำให้ผิวแห้งตึง
6.บำรุงผิวทันทีหลังสครับ
• หลังสครับควรรีบทาครีมหรือโลชั่นบำรุงผิว เพราะช่วงนี้ผิวจะดูดซึมสารบำรุงได้ดีที่สุด
• สำหรับผิวหน้า อาจทาเซรั่มและมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ
7.ข้อควรหลีกเลี่ยงในการทำสครับ
• หลีกเลี่ยงการสครับทันทีหลังตากแดดจัด เพราะผิวอาจบอบบางและไหม้ง่าย
• ไม่ควรสครับบริเวณที่มีแผลหรือสิวอักเสบ เพราะจะทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น
• ไม่สครับถี่เกินไป เพราะจะทำให้ผิวบางและไวต่อการระคายเคือง
การทำสครับที่ถูกต้องคือการทำอย่างพอดี ไม่บ่อยเกินไป และเลือกสครับที่เหมาะกับสภาพผิว พร้อมทั้งบำรุงผิวทันทีหลังสครับ จะช่วยให้ผิวสวยใส เรียบเนียน และแข็งแรงขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ข้อควรระวังในการทำสครับ
แม้ว่าสครับจะช่วยให้ผิวสวยใสและสุขภาพดี แต่ถ้าทำไม่ถูกวิธีหรือทำบ่อยเกินไป อาจทำให้ผิวอ่อนแอและเกิดปัญหาตามมาได้ ดังนั้น ควรระวังในเรื่องต่อไปนี้
1.ไม่สครับบ่อยเกินไป
• การสครับถี่เกินไป (เช่น ทุกวัน) จะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ
• ส่งผลให้ผิวบาง แห้งตึง ระคายเคือง และไวต่อแสงแดด
• ความถี่ที่เหมาะสมคือ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เท่านั้น
2.หลีกเลี่ยงการขัดแรง
• การออกแรงขัดมากเกินไป โดยเฉพาะสครับที่มีเม็ดหยาบ อาจทำให้เกิดแผลเล็ก ๆ บนผิว
• ทำให้ผิวไวต่อการติดเชื้อ ระคายเคือง หรือเป็นสิวอักเสบ
3.ไม่ควรสครับบนผิวที่มีปัญหา
• หากมีสิวอักเสบ แผลถลอก ผื่นแพ้ หรือผิวไหม้แดด ควรงดการสครับ
• เพราะจะยิ่งทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้นและหายช้าลง
4.เลือกสครับให้เหมาะกับผิว
• ผิวแพ้ง่าย ควรเลือกสครับเนื้อเจลหรือแบบเอนไซม์ที่อ่อนโยน
• ผิวมัน/เป็นสิวง่าย ควรเลือกสครับที่มีส่วนผสมของ BHA หรือโคลนธรรมชาติ
• หลีกเลี่ยงสครับที่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือสารเคมีแรง ๆ
5.ระวังแสงแดดหลังสครับ
• หลังการสครับ ผิวจะไวต่อแสงแดดมากขึ้น
• ควรหลีกเลี่ยงการออกแดดจัดทันที และทาครีมกันแดดทุกครั้งเมื่อต้องเผชิญแสงแดด
6.ควรบำรุงผิวหลังสครับ
• หลังสครับ ผิวจะเปิดรับการบำรุงได้ดี แต่ก็สูญเสียน้ำได้ง่าย
• ควรทามอยส์เจอร์ไรเซอร์หรือโลชั่นทันทีเพื่อเติมความชุ่มชื้น
7.ทดลองแพ้ก่อนใช้สครับใหม่
• หากเป็นสครับที่ไม่เคยใช้มาก่อน ควรทดสอบกับผิวเล็กน้อยบริเวณท้องแขน
• เพื่อเช็กว่าไม่มีการแพ้ ระคายเคือง หรือผื่นแดง
แนะนำสูตรสครับจากธรรมชาติ
สูตรสครับผิวหน้าจากธรรมชาติ
1.ข้าวโอ๊ต + โยเกิร์ต + น้ำผึ้ง
• ส่วนผสม ผสมข้าวโอ๊ตบด 1 ช้อนโต๊ะ + โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ + น้ำผึ้งเล็กน้อย
• วิธีทำ ขัดเบา ๆ บนผิวหน้าประมาณ 1-2 นาที แล้วล้างออก
• ประโยชน์ ข้าวโอ๊ตช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน โยเกิร์ตช่วยให้ผิวใส น้ำผึ้งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
2.น้ำตาลทรายแดง + น้ำผึ้ง
• ส่วนผสม ผสมน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชา + น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
• วิธีทำ นวดเบา ๆ ทั่วใบหน้าแล้วล้างออก
• ประโยชน์ น้ำตาลเม็ดเล็กช่วยขจัดสิวเสี้ยน น้ำผึ้งช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เหมาะกับผิวธรรมดาถึงผิวมัน
3.โยเกิร์ต + ขมิ้นชันผง
• ส่วนผสม ผสมโยเกิร์ต 1 ช้อนโต๊ะ + ผงขมิ้นเล็กน้อย
• วิธีทำ พอกหน้าไว้ 5-10 นาที แล้วนวดเบา ๆ ก่อนล้างออก
• ประโยชน์ ขมิ้นช่วยลดการอักเสบของผิว ลดสิว โยเกิร์ตช่วยปรับผิวให้เนียนใส
4.กากกาแฟ + นมสด
• ส่วนผสม ผสมกากกาแฟ 1 ช้อนชา + นมสด 1 ช้อนชา
• วิธีทำ นวดวนเบา ๆ ประมาณ 1 นาที แล้วล้างออก
• ประโยชน์ กากกาแฟช่วยขัดผิวหมองคล้ำ นมสดช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม
5.เจลว่านหางจระเข้ + น้ำตาลทรายแดง
• ส่วนผสม ผสมเจลว่านหางจระเข้ 1 ช้อนโต๊ะ + น้ำตาลทรายแดงเล็กน้อย
• วิธีทำ ขัดผิวหน้าเบา ๆ ประมาณ 1 นาที
• ประโยชน์ ว่านหางจระเข้ช่วยลดการระคายเคืองและเติมความชุ่มชื้น น้ำตาลช่วยผลัดเซลล์ผิว
สูตรสครับผิวกายจากธรรมชาติ
1.กากกาแฟ + น้ำมันมะพร้าว
• ส่วนผสม กากกาแฟ 3 ช้อนโต๊ะ + น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
• วิธีทำ ขัดวนตามแขน ขา และลำตัว 3-5 นาที แล้วล้างออก
• ประโยชน์ กระตุ้นการไหลเวียน ลดผิวเปลือกส้ม ทำให้ผิวเนียนนุ่ม
2.น้ำตาลทราย + น้ำผึ้ง + มะนาว
• ส่วนผสม น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ + น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
• วิธีทำ ขัดเบา ๆ บริเวณข้อศอก หัวเข่า หรือผิวหมองคล้ำ
• ประโยชน์ น้ำตาลช่วยผลัดผิว มะนาวช่วยให้ผิวกระจ่างใส น้ำผึ้งเติมความชุ่มชื้น
3.เกลือทะเล + น้ำมันอัลมอนด์
• ส่วนผสม เกลือทะเล 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำมันอัลมอนด์ 1-2 ช้อนโต๊ะ
• วิธีทำ นวดวนบนผิวกาย 2-3 นาที แล้วล้างออก
• ประโยชน์ เกลือช่วยขจัดคราบเหงื่อไคล น้ำมันอัลมอนด์ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ไม่แห้งตึง
4.มะขามเปียก + นมสด
• ส่วนผสม เนื้อมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ + นมสด 2 ช้อนโต๊ะ
• วิธีทำ พอกผิวกายทิ้งไว้ 10 นาที แล้วขัดเบา ๆ ก่อนล้างออก
• ประโยชน์ ปรับผิวให้กระจ่างใส ลดจุดด่างดำ
5.ข้าวโอ๊ต + โยเกิร์ต
• ส่วนผสม ข้าวโอ๊ตบด 3 ช้อนโต๊ะ + โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 2 ช้อนโต๊ะ
• วิธีทำ นำมาขัดผิวกายเป็นวงกลม 3-5 นาที
• ประโยชน์ ข้าวโอ๊ตช่วยผลัดผิวอย่างอ่อนโยน โยเกิร์ตช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เหมาะกับผิวแห้ง
6.แตงกวาปั่น + เกลือป่น
• ส่วนผสม แตงกวาปั่น ½ ลูก + เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
• วิธีทำ ขัดวนบนผิวกายเบา ๆ แล้วล้างออก
• ประโยชน์ แตงกวาช่วยให้ผิวสดชื่น ลดความหมองคล้ำ เกลือช่วยผลัดเซลล์ผิว
7.กล้วยหอม + น้ำผึ้ง
• ส่วนผสม กล้วยหอมสุกบด 1 ลูก + น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
• วิธีทำ พอกผิวกาย 10-15 นาที ก่อนขัดเบา ๆ
• ประโยชน์ บำรุงผิวให้นุ่ม ชุ่มชื้น เหมาะกับผิวแห้งและผิวลอก
สูตรสครับปากจากธรรมชาติ
1.น้ำตาลทราย + น้ำผึ้ง
• ส่วนผสม ผสมน้ำตาลทราย 1 ช้อนชา + น้ำผึ้ง ½ ช้อนชา
• วิธีทำ ขัดเบา ๆ บนริมฝีปากประมาณ 1 นาที แล้วล้างออก
• ประโยชน์ น้ำตาลช่วยผลัดเซลล์ผิวที่แห้งลอก น้ำผึ้งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
2.น้ำตาลทรายแดง + น้ำมันมะพร้าว
• ส่วนผสม ผสมน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชา + น้ำมันมะพร้าว ½ ช้อนชา
• วิธีทำ ขัดเบา ๆ แล้วล้างออก
• ประโยชน์ ทำให้ริมฝีปากเนียนนุ่ม และช่วยฟื้นฟูริมฝีปากที่แห้งแตก
3.วาสลีน + น้ำตาลทราย
• ส่วนผสม ผสมวาสลีนเล็กน้อยกับน้ำตาล 1 ช้อนชา
• วิธีทำ ใช้นิ้วขัดวนเบา ๆ 1 นาที แล้วเช็ดออก
• ประโยชน์ วาสลีนช่วยเคลือบปากให้นุ่มชุ่มชื้นยาวนาน เหมาะกับคนที่ปากแห้งมาก
4.กากกาแฟ + น้ำมันอัลมอนด์
• ส่วนผสม ผสมกากกาแฟ ½ ช้อนชา + น้ำมันอัลมอนด์ ½ ช้อนชา
• วิธีทำ นวดวนบนริมฝีปากเบา ๆ แล้วล้างออก
• ประโยชน์ กากกาแฟช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน น้ำมันอัลมอนด์ช่วยบำรุงให้ปากอิ่มฟู
5.โยเกิร์ต + น้ำตาลทราย
• ส่วนผสม ผสมโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนชา + น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
• วิธีทำ ขัดวนเบา ๆ แล้วล้างออก
• ประโยชน์ โยเกิร์ตช่วยบำรุงริมฝีปากให้นุ่ม ลดความหมองคล้ำ
สูตรสครับหนังศีรษะจากธรรมชาติ
1.เกลือทะเล + น้ำมันมะพร้าว
• ส่วนผสม เกลือทะเล 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ
• วิธีทำ นวดเบา ๆ บริเวณโคนผมและหนังศีรษะ 2-3 นาที แล้วล้างออก
• ประโยชน์ เกลือช่วยขจัดความมันและรังแค น้ำมันมะพร้าวบำรุงหนังศีรษะให้ชุ่มชื้น
2.น้ำตาลทราย + น้ำมันมะกอก
• ส่วนผสม น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
• วิธีทำ นวดเบา ๆ บนหนังศีรษะแล้วสระผมตามปกติ
• ประโยชน์ น้ำตาลช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน น้ำมันมะกอกช่วยบำรุงรากผม ลดผมแห้งเสีย
3.เบกกิ้งโซดา + แชมพูอ่อนโยน
• ส่วนผสม เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา + แชมพูอ่อน ๆ 1 ช้อนโต๊ะ
• วิธีทำ ชโลมลงบนหนังศีรษะ นวดเบา ๆ แล้วล้างออก
• ประโยชน์ ขจัดคราบมันและสิ่งสกปรกที่ตกค้างจากผลิตภัณฑ์จัดแต่งผม
4.กากกาแฟ + โยเกิร์ต
• ส่วนผสม กากกาแฟ 2 ช้อนโต๊ะ + โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ
• วิธีทำ ขัดเบา ๆ บริเวณหนังศีรษะ 2 นาที แล้วล้างออก
• ประโยชน์ กากกาแฟกระตุ้นการไหลเวียนเลือด โยเกิร์ตช่วยลดการระคายเคือง
5.เจลว่านหางจระเข้ + น้ำตาลทรายแดง
• ส่วนผสม เจลว่านหางจระเข้ 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ
• วิธีทำ นวดวนเบา ๆ ทั่วหนังศีรษะ แล้วล้างออก
• ประโยชน์ ว่านหางจระเข้ช่วยลดอาการคันและรังแค น้ำตาลช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
สูตรสครับมือและเท้าจากธรรมชาติ
1.น้ำตาลทราย + น้ำมันมะกอก
• ส่วนผสม น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
• วิธีทำ นวดวนบนมือและเท้า 3-5 นาที แล้วล้างออก
• ประโยชน์ น้ำตาลช่วยผลัดเซลล์ผิวที่แห้งกร้าน น้ำมันมะกอกช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
2.เกลือทะเล + น้ำมันมะพร้าว
• ส่วนผสม เกลือทะเล 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ
• วิธีทำ ขัดเบา ๆ บริเวณส้นเท้าและฝ่ามือ แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
• ประโยชน์ เกลือช่วยขจัดคราบไคลและความมันส่วนเกิน น้ำมันมะพร้าวบำรุงผิวให้นุ่มลื่น
3.กากกาแฟ + น้ำผึ้ง
• ส่วนผสม กากกาแฟ 2 ช้อนโต๊ะ + น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
• วิธีทำ ขัดลงบนฝ่ามือและฝ่าเท้า 2-3 นาที แล้วล้างออก
• ประโยชน์ กากกาแฟช่วยลดความหยาบกร้าน กระตุ้นการไหลเวียนเลือด น้ำผึ้งช่วยให้ผิวอิ่มน้ำ
4.โยเกิร์ต + ข้าวโอ๊ตบด
• ส่วนผสม โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 2 ช้อนโต๊ะ + ข้าวโอ๊ตบด 1 ช้อนโต๊ะ
• วิธีทำ พอกทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วนวดเบา ๆ ก่อนล้างออก
• ประโยชน์ ข้าวโอ๊ตช่วยผลัดผิวอย่างอ่อนโยน โยเกิร์ตบำรุงให้ผิวนุ่มและชุ่มชื้น
5.น้ำตาลทราย + วาสลีน
• ส่วนผสม น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ + วาสลีน 1 ช้อนชา
• วิธีทำ นวดวนบริเวณส้นเท้าและมือที่แห้งแตก แล้วล้างออก
• ประโยชน์ สครับช่วยผลัดผิวแห้งกร้าน วาสลีนช่วยล็อกความชุ่มชื้น เหมาะกับผิวแห้งมาก ๆ
6.มะนาว + เกลือ + นมสด
• ส่วนผสม น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ + เกลือ 2 ช้อนชา + นมสด 1 ช้อนโต๊ะ
• วิธีทำ ใช้สครับบริเวณข้อศอก หัวเข่า ฝ่ามือ และฝ่าเท้า แล้วล้างออก
• ประโยชน์ มะนาวช่วยผลัดผิวให้กระจ่างใส เกลือช่วยขจัดเซลล์ผิว นมสดบำรุงให้นุ่ม
คำแนะนำการเตรียมตัวก่อนทำสครับ
ก่อนที่จะทำสครับ การเตรียมตัวให้เหมาะสมถือว่าสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้การสครับได้ผลลัพธ์ที่ดี และลดการระคายเคืองต่อผิวได้ ดังนี้
1.ก่อนสครับทำความสะอาดผิวก่อน
• ผิวหน้า ล้างเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกออกให้หมดจด เพื่อป้องกันการอุดตันและการเสียดสีที่ทำให้สิวลุกลาม
• ผิวกาย ควรอาบน้ำด้วยสบู่อ่อน ๆ เพื่อชำระเหงื่อและสิ่งสกปรก
2.ก่อนสครับใช้น้ำอุ่นเปิดรูขุมขน
• การล้างหน้าหรืออาบน้ำด้วยน้ำอุ่นอุณหภูมิพอดีจะช่วยเปิดรูขุมขน
• ทำให้การสครับมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขจัดสิ่งสกปรกได้ลึกกว่าเดิม
• หลีกเลี่ยงน้ำที่ร้อนจัด เพราะอาจทำให้ผิวแห้งและระคายเคือง
3.ก่อนสครับเลือกสครับให้เหมาะกับสภาพผิว
• ผิวแห้ง เลือกสครับที่มีสารบำรุงให้ความชุ่มชื้น เช่น น้ำมันมะกอก น้ำผึ้ง
• ผิวมัน/เป็นสิวง่าย เลือกสครับที่มี BHA หรือโคลนธรรมชาติ
• ผิวแพ้ง่าย เลือกสครับเอนไซม์หรือสครับเม็ดละเอียดอ่อนโยน
4.ก่อนสครับตรวจสอบอาการแพ้ก่อนใช้
• หากเป็นสครับสูตรใหม่ ควรทดสอบที่ท้องแขนหรือหลังใบหูเล็กน้อย
• รอดูอาการ 24 ชั่วโมง หากไม่เกิดการระคายเคืองจึงสามารถนำมาใช้กับผิวหน้าและผิวกายได้
5.ก่อนสครับหลีกเลี่ยงการสครับเมื่อผิวมีปัญหา
• ไม่ควรสครับหากมีสิวอักเสบ ผิวไหม้แดด แผลถลอก หรือผื่นแพ้
• เพราะจะทำให้การอักเสบลุกลามและหายช้าลง
6.ก่อนสครับเตรียมมอยส์เจอร์ไรเซอร์หรือโลชั่นไว้บำรุง
• หลังสครับผิวมักสูญเสียน้ำได้ง่าย การบำรุงทันทีหลังทำจะช่วยล็อกความชุ่มชื้น
• ควรเลือกครีมที่อ่อนโยน ไม่มีแอลกอฮอล์หรือสารระคายเคือง
คำแนะนำการดูแลตัวเองหลังทำสครับ
หลังการสครับ ผิวจะอยู่ในสภาวะที่พร้อมรับการบำรุงได้ดีที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็บอบบางและไวต่อการระคายเคืองมากกว่าปกติ ดังนั้นการดูแลผิวหลังสครับจึงสำคัญพอ ๆ กับขั้นตอนการสครับ ดังนั้นแนะนำให้ดูแลตัวเองหลังทำสครับ ดังนี้
1.หลังสครับบำรุงผิวทันที
• ควรทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ ครีมบำรุง หรือโลชั่นทันทีหลังการสครับ
• เพื่อช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการสูญเสียน้ำ และป้องกันผิวแห้งตึง
2.หลังสครับหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด
• หลังสครับผิวจะไวต่อรังสียูวีมากขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยงการออกแดดจัด
• หากจำเป็นต้องออกไปกลางแจ้ง ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และปกป้องทั้ง UVA/UVB
3.หลังสครับหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ก่อการระคายเคือง
• งดใช้สกินแคร์ที่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอม กรดแรง ๆ (AHA, BHA, Retinol) ในทันทีหลังสครับ
• เพราะผิวกำลังบอบบาง อาจทำให้เกิดอาการแสบ แดง หรือผื่นแพ้
4.หลังสครับควรดื่มน้ำมาก ๆ
• การดื่มน้ำช่วยเติมความชุ่มชื้นจากภายใน ทำให้ผิวฟื้นฟูได้เร็วขึ้น
• ส่งผลให้ผิวดูอิ่มน้ำ เนียนใส และสุขภาพดี
5.หลังสครับไม่ควรสครับซ้ำทันที
• การสครับซ้ำภายในระยะเวลาใกล้กันจะทำให้ผิวบางและระคายเคือง
• ควรรออย่างน้อย 3-4 วัน ก่อนสครับครั้งต่อไป
6.หลังสครับควรเลือกเสื้อผ้าที่ใส่สบาย
• หลังการสครับผิวกาย ควรใส่เสื้อผ้าที่โปร่ง สบาย ระบายอากาศได้ดี
• เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียดสีที่อาจทำให้ผิวระคายเคือง
สรุปเกี่ยวกับสครับ
สรุปว่าการสครับคือการดูแลที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า ขจัดสิ่งสกปรก และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวเรียบเนียน กระจ่างใส และพร้อมรับการบำรุงได้อย่างเต็มที่ โดยสครับมีหลากหลาย ทั้งสครับผิวหน้า ผิวกาย ริมฝีปาก หนังศีรษะ ไปจนถึงมือและเท้า ซึ่งแต่ละประเภทก็ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะจุดที่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม การสครับควรทำอย่างถูกวิธี โดยเลือกสูตรสครับที่เหมาะกับสภาพผิว ไม่ทำบ่อยเกินไป และหลีกเลี่ยงการขัดแรงเกินไป ทั้งนี้ก่อนสครับควรทำความสะอาดผิว เลือกสครับที่เหมาะสม และทดสอบอาการแพ้ ส่วนหลังทำสครับ ควรบำรุงด้วยครีมหรือโลชั่น หลีกเลี่ยงแดดจัด และปกป้องผิวจากการระคายเคือง หากทำเป็นประจำอย่างพอดี การสครับจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้ผิวดูสุขภาพดี สดใส และเพิ่มความมั่นใจ
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ