สครับผิวหน้า คืออะไร มีกี่ประเภท ควรเลือกแบบไหนที่เหมาะกับผิวตัวเอง
เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC
สครับผิวหน้า
สครับผิวหน้า คืออะไร ข้อดี แนะนำสูตรสครับเผยผิวหน้าใส
ผิวหน้าที่เรียบเนียน กระจ่างใส เป็นสิ่งที่หลายคนพยายามดูแลให้ดีที่สุด หนึ่งในวิธีพื้นฐานที่ช่วยให้ผิวหน้าหมองคล้ำกลับมาดูสดใส คือ “การสครับผิวหน้า” เพราะการล้างหน้าธรรมดาไม่สามารถกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วหรือสิ่งสกปรกที่อุดตันลึก ๆ ได้ทั้งหมด การสครับผิวหน้าจึงเข้ามาช่วยผลัดเซลล์เก่าออกไป เผยผิวใหม่ที่เนียนนุ่ม สดใส และยังช่วยให้สกินแคร์ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การสครับผิวหน้าก็มีหลายประเภท หลายวิธี และต้องทำอย่างถูกต้องเหมาะสมกับสภาพผิว หากทำผิดวิธีอาจทำให้ผิวระคายเคืองหรือเกิดปัญหาผิวตามมาได้ ดังนั้นการทำความเข้าใจตั้งแต่การสครับหน้าคืออะไร ประโยชน์ วิธีการทำที่ถูกต้อง และข้อควรระวัง เพื่อสครับผิวหน้าอย่างได้ผลและลดการระคายเคืองผิว พร้อมแนะนำสูตรสครับผิวหน้าจากธรรมชาติที่อ่อนโยน
สครับผิวหน้าคืออะไร
สครับผิวหน้า คือวิธีการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออกจากผิวหนังชั้นบน โดยอาศัยตัวขัดผิวหรือสารที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว ซึ่งอาจมาในรูปแบบของเม็ดบีดส์ กรดผลไม้ เอนไซม์ หรือส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น น้ำตาล กาแฟ หรือข้าวโอ๊ต การสครับผิวหน้าจะช่วยให้ผิวดูสะอาด เนียนใส และพร้อมรับการบำรุงจากสกินแคร์ได้ดีขึ้น
การสครับผิวหน้าแตกต่างจากการล้างหน้าปกติ เพราะการล้างหน้าจะช่วยชะล้างสิ่งสกปรก คราบมัน และเครื่องสำอางออก แต่ไม่สามารถกำจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพและหมองคล้ำได้ การสครับผิวหน้าจึงเป็นขั้นตอนเสริมที่ช่วยให้ผิวหน้าดูมีชีวิตชีวา สุขภาพดีขึ้น
เมื่อทำอย่างถูกวิธีและเหมาะสมกับสภาพผิว การสครับผิวหน้าจะช่วยลดความหมองคล้ำ ทำให้ผิวเรียบเนียน กระจ่างใส และยังช่วยลดโอกาสเกิดสิวอุดตันได้อีกด้วย
สครับผิวหน้ามีประโยชน์อะไรบ้าง
การสครับผิวหน้าเป็นการดูแลผิวที่ให้ผลลัพธ์หลายด้าน ทั้งในแง่ของความสวยงามและสุขภาพผิว โดยประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจน มีดังนี้
1.สครับผิวหน้าช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
เมื่อเซลล์ผิวเสื่อมสภาพสะสมอยู่บนผิวหน้า จะทำให้ผิวดูหมองคล้ำ ไม่เรียบเนียน การสครับผิวหน้าช่วยขจัดเซลล์ผิวเหล่านี้ออกไป เผยให้เห็นผิวใหม่ที่สดใสกว่า
2.สครับผิวหน้าช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่มและกระจ่างใส
หลังการสครับผิวหน้าจะดูเรียบลื่นขึ้นทันที เพราะผิวที่หยาบกร้านถูกขจัดออกไป นอกจากนี้ยังทำให้สีผิวสม่ำเสมอและดูสว่างขึ้น
3.สครับผิวหน้าช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน
สิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกินที่อุดตันในรูขุมขนมักเป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิว การสครับผิวหน้าช่วยทำความสะอาดรูขุมขนลึก ๆ ลดความเสี่ยงการเกิดสิวอุดตันและสิวเสี้ยน
4.สครับผิวหน้าช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่
การผลัดเซลล์ผิวเก่าจะส่งสัญญาณให้ผิวเร่งการสร้างเซลล์ใหม่ ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ สดใส และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
5.สครับผิวหน้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมสกินแคร์
เมื่อผิวสะอาดและไม่มีเซลล์ผิวเสื่อมสภาพปกคลุม สกินแคร์ที่ใช้ เช่น เซรั่มหรือครีมบำรุง จะสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้ลึกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
6.สครับผิวหน้าช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
การนวดเบา ๆ ระหว่างสครับผิวหน้าจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่งและมีชีวิตชีวา
7.สครับผิวหน้าช่วยลดเลือนริ้วรอยและรอยสิวบางประเภท
แม้สครับผิวหน้าจะไม่ใช่วิธีแก้ริ้วรอยโดยตรง แต่การผลัดเซลล์ผิวและกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ สามารถช่วยให้ริ้วรอยตื้น ๆ และรอยดำจากสิวดูจางลงเมื่อทำเป็นประจำ
สครับผิวหน้ามีกี่ประเภท อะไรบ้าง
การสครับผิวหน้าแบ่งออกได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับกลไกการผลัดเซลล์ผิวและส่วนผสมที่ใช้ โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้ดังนี้
1.สครับแบบเม็ด
• ลักษณะ ใช้เม็ดบีดส์ หรือผงจากธรรมชาติ เช่น น้ำตาล เกลือ กาแฟ ข้าวโอ๊ต หรือเม็ดสครับสังเคราะห์
• วิธีทำงาน ใช้แรงถูเบา ๆ จากเม็ดสครับช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออก
• ข้อดี เห็นผลทันที ผิวเรียบลื่น เนียนนุ่มหลังสครับ
• ข้อควรระวัง หากใช้แรงมากเกินไปหรือเม็ดสครับมีความหยาบ อาจทำให้ผิวระคายเคืองหรือเกิดรอยขีดข่วนได้
2.สครับแบบกรดผลไม้ / เคมี
• ลักษณะ ใช้สารเคมีอ่อน ๆ เช่น AHA (กรดผลไม้), BHA (กรดซาลิไซลิก), หรือ PHA
• วิธีทำงาน สารเหล่านี้ช่วยละลายกาวยึดเกาะระหว่างเซลล์ผิว ทำให้เซลล์ที่ตายแล้วหลุดออกอย่างอ่อนโยน
• ข้อดี เหมาะกับผู้ที่มีผิวบอบบาง ช่วยผลัดผิวลึกโดยไม่ต้องใช้แรงถู
• ข้อควรระวัง ต้องเลือกความเข้มข้นที่เหมาะสม หากใช้บ่อยเกินไปอาจทำให้ผิวแห้งหรือลอกได้
3.สครับแบบเอนไซม์
• ลักษณะ ใช้เอนไซม์จากผลไม้ เช่น มะละกอ หรือสับปะรด
• วิธีทำงาน เอนไซม์จะช่วยย่อยโปรตีนที่อยู่ในเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ทำให้ผิวหลุดออกอย่างเป็นธรรมชาติ
• ข้อดี อ่อนโยนมาก เหมาะกับผิวแพ้ง่ายหรือผู้ที่ไม่สามารถใช้สครับเม็ดหรือกรดผลไม้ได้
• ข้อควรระวัง ต้องใช้ต่อเนื่องจึงจะเห็นผลชัดเจน ไม่เห็นผลรวดเร็วเหมือนสครับเม็ด
4.สครับผิวแบบผสม
• ลักษณะ รวมทั้งเม็ดสครับกับกรดผลไม้ หรือเอนไซม์ในหนึ่งเดียว
• วิธีทำงาน ช่วยผลัดเซลล์ผิวทั้งเชิงกายภาพและเคมี ทำให้ได้ผลลัพธ์ชัดเจนยิ่งขึ้น
• ข้อดี ได้ทั้งความรู้สึกสะอาดสดชื่นจากการขัด และการผลัดเซลล์ผิวลึกจากสารเคมี/เอนไซม์
• ข้อควรระวัง ต้องเลือกสูตรที่อ่อนโยนเพื่อหลีกเลี่ยงการระคายเคืองเกินไป
ส่วนผสมที่นิยมใช้ทำสครับผิวหน้า
สครับผิวหน้ามีหลายสูตรและหลายชนิด แต่ละชนิดมักมี ส่วนผสมหลัก ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว และ ส่วนผสมเสริม ที่ช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นหรือเพิ่มความกระจ่างใส ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ดังนี้
1.ส่วนผสมจากธรรมชาติที่ใช้ในการสครับผิวหน้า
• น้ำตาลทราย เม็ดละเอียด ช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกอย่างอ่อนโยน
• เกลือทะเล เม็ดเล็กกว่า เหมาะสำหรับการขัดผิวลึก ๆ และยังช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
• ผงกาแฟ นิยมใช้ในสูตรสครับ เพราะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้ผิวสดใส
• ข้าวโอ๊ต เนื้อสัมผัสอ่อนโยน เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่ายหรือแห้ง ช่วยปลอบประโลมผิว
• เม็ดบีดส์สังเคราะห์ มีความกลมเรียบ ไม่ทำรอยขีดข่วนบนผิว
2.ส่วนผสมที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเชิงเคมี
• AHA (Alpha Hydroxy Acid) เช่น กรดแลคติก กรดไกลโคลิก ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่หมองคล้ำ ให้ผิวกระจ่างใส
• BHA (Beta Hydroxy Acid) เช่น กรดซาลิไซลิก เหมาะกับคนผิวมันและมีสิวอุดตัน เพราะช่วยละลายในน้ำมันและทำความสะอาดรูขุมขน
• PHA (Polyhydroxy Acid) เหมาะกับผิวแพ้ง่ายเพราะมีโมเลกุลใหญ่ ไม่ซึมลึกเกินไป
3.ส่วนผสมจากเอนไซม์ผลไม้
• Papain (เอนไซม์มะละกอ) ช่วยย่อยโปรตีนบนผิวและผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน
• Bromelain (เอนไซม์สับปะรด) ช่วยสลายเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ และเพิ่มความสดชื่นให้ผิว
• Pumpkin Enzyme (เอนไซม์ฟักทอง) อุดมด้วยวิตามินและเอนไซม์ธรรมชาติที่ช่วยปรับผิวให้เรียบเนียน
4.ส่วนผสมบำรุงผิวในสครับผิวหน้า
• วิตามินซี ช่วยลดจุดด่างดำและทำให้ผิวกระจ่างใส
• วิตามินอี เติมความชุ่มชื้นและลดการอักเสบ
• กรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid) กักเก็บความชุ่มชื้น ป้องกันผิวแห้งหลังสครับ
• น้ำผึ้ง ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียและทำให้ผิวนุ่มนวล
• น้ำมันธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอาร์แกน น้ำมันโจโจ้บา ช่วยบำรุงและฟื้นฟูผิว
ดังนั้นการเลือกสครับผิวหน้า ไม่ควรดูเพียงแค่ชนิดของเม็ดสครับหรือกรดผลัดเซลล์ผิว แต่ยังต้องดูส่วนผสมบำรุงผิว ที่ช่วยลดการระคายเคืองและฟื้นฟูผิวหลังการสครับผิวหน้าด้วย
แนะนำสูตรสครับผิวหน้าจากธรรมชาติ
1.สูตรสครับผิวหน้าด้วยน้ำตาล + น้ำผึ้ง
• วิธีทำ ผสมน้ำตาลทราย 1 ช้อนชา กับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
• สรรพคุณ น้ำตาลช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ส่วนผสมน้ำผึ้งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและต้านแบคทีเรีย
2.สูตรสครับผิวหน้าด้วยกาแฟบด + โยเกิร์ต
• วิธีทำ ผสมผงกาแฟ 1 ช้อนชา กับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ
• สรรพคุณ กาแฟช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด โยเกิร์ตช่วยให้ผิวเนียนนุ่มและกระจ่างใส
3.สูตรสครับผิวหน้าด้วยข้าวโอ๊ต + นมสด
• วิธีทำ บดข้าวโอ๊ตละเอียด 2 ช้อนชา ผสมกับนมสด 1 ช้อนโต๊ะ
• สรรพคุณ ข้าวโอ๊ตอ่อนโยนต่อผิว ช่วยลดการระคายเคือง นมสดมีกรดแลคติกช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน
4.สูตรสครับผิวหน้าด้วยมะขามเปียก + น้ำผึ้ง
• วิธีทำ นำมะขามเปียกละลายน้ำเล็กน้อย เติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
• สรรพคุณ มะขามมี AHA ธรรมชาติ ช่วยให้ผิวกระจ่างใส ลดจุดด่างดำ ร่วมกับน้ำผึ้งที่ช่วยบำรุงผิว
5.สูตรสครับผิวหน้าด้วยเกลือทะเล + น้ำมันมะกอก
• วิธีทำ ผสมเกลือทะเลบดละเอียด 1 ช้อนชา กับน้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา
• สรรพคุณ เกลือช่วยขัดผิวให้สะอาดหมดจด น้ำมันมะกอกช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
6.สูตรสครับผิวหน้าด้วยกล้วยสุก + โยเกิร์ต
• วิธีทำ บดกล้วยสุกครึ่งลูก ผสมกับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ
• สรรพคุณ กล้วยช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น โยเกิร์ตช่วยให้ผิวเรียบเนียนและลดการอักเสบ
7.สูตรสครับผิวหน้าด้วยมะเขือเทศ + น้ำตาล
• วิธีทำ หั่นมะเขือเทศครึ่งลูก ชุบน้ำตาลทรายเล็กน้อย แล้วนำมานวดเบา ๆ บนใบหน้า
• สรรพคุณ มะเขือเทศอุดมด้วยไลโคปีนและวิตามินซี ช่วยให้ผิวใส ลดความหมองคล้ำ
8.สูตรสครับผิวหน้าด้วยแตงกวา + ข้าวโอ๊ต
• วิธีทำ ปั่นแตงกวา 3-4 ชิ้น ผสมกับข้าวโอ๊ตบด 2 ช้อนชา
• สรรพคุณ แตงกวามีคุณสมบัติเย็น ลดการอักเสบ ข้าวโอ๊ตช่วยปลอบประโลมผิว เหมาะกับผิวแพ้ง่าย
9.สูตรสครับผิวหน้าด้วยผงขมิ้น + นมสด
• วิธีทำ ผสมผงขมิ้น 1 ช้อนชา กับนมสด 1-2 ช้อนโต๊ะ
• สรรพคุณ ขมิ้นมีสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ นมสดช่วยผลัดเซลล์ผิวให้กระจ่างใส
10.สูตรสครับผิวหน้าด้วยว่านหางจระเข้ + น้ำตาลทรายแดง
• วิธีทำ นำวุ้นว่านหางจระเข้สด 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชา
• สรรพคุณ ว่านหางจระเข้ช่วยปลอบประโลมผิว ลดการระคายเคือง น้ำตาลช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าออกอย่างอ่อนโยน
11.สูตรสครับผิวหน้าด้วยแอปเปิ้ล + น้ำผึ้ง
• วิธีทำ ปั่นแอปเปิ้ล 2-3 ชิ้น เติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
• สรรพคุณ แอปเปิ้ลอุดมไปด้วย AHA ธรรมชาติ ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน ส่วนน้ำผึ้งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
12.สูตรสครับผิวหน้าด้วยสตรอว์เบอร์รี + โยเกิร์ต
• วิธีทำ บดสตรอว์เบอร์รี 2-3 ลูก ผสมกับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ
• สรรพคุณ สตรอว์เบอร์รีมีวิตามินซีสูงและกรดซาลิไซลิกตามธรรมชาติ ช่วยลดสิวเสี้ยนและความหมองคล้ำ
13.สูตรสครับผิวหน้าด้วยน้ำมันมะพร้าว + น้ำตาลทรายแดง
• วิธีทำ ผสมน้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนชา กับน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชา
• สรรพคุณ น้ำมันมะพร้าวช่วยบำรุงและปกป้องผิวจากการสูญเสียน้ำ ขณะที่น้ำตาลช่วยผลัดเซลล์ผิว
14.สูตรสครับผิวหน้าด้วยไข่ขาว + มะนาว + น้ำตาล
• วิธีทำ ผสมไข่ขาว 1 ฟอง กับน้ำมะนาวครึ่งช้อนชา และน้ำตาลเล็กน้อย
• สรรพคุณ ไข่ขาวช่วยกระชับรูขุมขน มะนาวช่วยปรับสีผิวให้สว่างขึ้น และน้ำตาลช่วยขัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ
• ข้อควรระวัง ไม่เหมาะกับผิวแพ้ง่าย และควรทาครีมกันแดดหลังใช้
15.สูตรสครับผิวหน้าด้วยผงชาเขียว + น้ำผึ้ง
• วิธีทำ ผสมผงชาเขียว 1 ช้อนชา กับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
• สรรพคุณ ชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบและการระคายเคืองของผิว น้ำผึ้งช่วยให้ผิวชุ่มชื้น
วิธีสครับผิวหน้าอย่างไรให้ถูกต้อง
การสครับผิวหน้าเป็นวิธีดูแลผิวที่ช่วยให้ผิวเรียบเนียน กระจ่างใส แต่ถ้าทำไม่ถูกวิธีก็อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง แสบ แดง หรือเป็นสิวได้ ดังนั้นการสครับผิวหน้าอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
1.เลือกสครับผิวหน้าให้เหมาะกับสภาพผิว
• ผิวมัน/มีสิวอุดตันง่าย เลือกสครับที่มี BHA หรือเม็ดสครับละเอียด เพื่อช่วยทำความสะอาดรูขุมขน
• ผิวแห้ง/ผิวบอบบางแพ้ง่าย เลือกสครับที่มีเอนไซม์ผลไม้หรือ PHA ซึ่งอ่อนโยน และควรมีสารบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น
• ผิวธรรมดา สามารถใช้สครับได้ทั้งแบบเม็ดและแบบกรดผลไม้ แต่ควรเลือกที่ไม่หยาบจนเกินไป
2.ทำความสะอาดผิวหน้าก่อนสครับผิวหน้า
• ล้างหน้าให้สะอาดด้วยคลีนเซอร์ เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางออก
• ซับหน้าด้วยผ้าสะอาดให้หมาด ๆ ไม่ควรเช็ดแรง
3.ลงสครับผิวหน้าในปริมาณที่พอเหมาะ
• บีบหรือแต้มสครับประมาณเหรียญ 1 บาท
• เน้นบริเวณที่มักมีการอุดตัน เช่น หน้าผาก จมูก และคาง
4.สครับผิวหน้าโดยนวดวนเบา ๆ ไม่ถูแรง
• ใช้ปลายนิ้วนวดวนเป็นวงกลมเบา ๆ ประมาณ 1-2 นาที
• หลีกเลี่ยงการถูแรง เพราะอาจทำให้ผิวเกิดรอยถลอกหรือระคายเคือง
• บริเวณรอบดวงตาและริมฝีปากไม่ควรสครับ เพราะเป็นผิวที่บอบบางมาก
5.ล้างออกให้สะอาดหลังสครับผิวหน้า
• ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดจนไม่เหลือคราบสครับ
• ใช้น้ำอุณหภูมิปกติ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อนจัด เพราะจะทำให้ผิวแห้งตึง
6.บำรุงผิวหลังทำสครับผิวหน้า
• ทาโทนเนอร์ เซรั่ม หรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อเติมความชุ่มชื้น
• หากออกแดด ควรทาครีมกันแดดทุกครั้ง เพราะผิวหลังสครับจะไวต่อแสงมากขึ้น
7.ความถี่ที่เหมาะสมในการสครับผิวหน้า
• ผิวมัน/ผิวผสม สครับได้ 2 ครั้งต่อสัปดาห์
• ผิวแห้ง/ผิวแพ้ง่าย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอ
• ผิวธรรมดา 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ตามความเหมาะสม
ข้อควรระวังในการสครับผิวหน้า
การสครับผิวหน้าช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม กระจ่างใส และลดการอุดตันของรูขุมขน แต่หากทำไม่ถูกวิธีหรือเลือกสครับที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลเสียต่อผิวได้ ดังนั้นจึงมีข้อควรระมัดระวังต่อไปนี้
1.อย่าสครับผิวหน้าแรงเกินไป
การขัดหรือถูผิวแรง ๆ อาจทำให้ผิวเกิดรอยขีดข่วน ระคายเคือง แสบแดง หรือทำให้ผิวบางลงได้ ควรนวดวนเบา ๆ ด้วยปลายนิ้วเท่านั้น
2.ไม่ควรสครับผิวหน้าบ่อยเกินไป
การสครับบ่อยเกินไปจะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ และทำให้ผิวแห้งลอกได้ ความถี่ที่เหมาะสมคือ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ตามสภาพผิว
3.หลีกเลี่ยงการสครับผิวหน้าบริเวณที่มีสิวอักเสบ
ผิวที่มีสิวอักเสบ บวม แดง หรือมีแผล หากสครับจะทำให้สิวแตก กระจายเชื้อ และอักเสบมากขึ้น ควรเว้นช่วงจนกว่าสิวจะยุบก่อน
4.เลือกสครับผิวหน้าที่เหมาะกับสภาพผิว
• ผิวแพ้ง่าย ควรเลือกสครับที่อ่อนโยน เช่น เอนไซม์หรือ PHA
• ผิวมัน เลือกสครับที่มี BHA ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน
• หลีกเลี่ยงสครับที่มีเม็ดหยาบหรือมีสารระคายเคือง เช่น แอลกอฮอล์สูง
5.ระวังการแพ้ส่วนผสมสครับผิวหน้า
บางคนอาจแพ้กรดผลไม้ น้ำหอม หรือสารกันเสียในสครับ ควรทดสอบการแพ้ก่อน โดยทดลองทาที่ท้องแขนเล็กน้อยแล้วสังเกตอาการ
6.อย่าสครับผิวหน้าทันทีหลังทำหัตถการหรือออกแดดจัด
หลังทำเลเซอร์ การผลัดเซลล์ผิว หรือหลังผิวไหม้แดด ควรเลี่ยงการสครับผิวหน้า เพราะผิวอยู่ในสภาวะบอบบาง อาจทำให้ผิวอักเสบหรือติดเชื้อได้
7.ต้องบำรุงและปกป้องผิวหลังสครับผิวหน้า
หลังสครับผิวหน้าจะไวต่อแสงแดดมากขึ้น ควรทามอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อเติมความชุ่มชื้น และใช้ครีมกันแดดทุกครั้งเมื่อต้องออกไปกลางแจ้ง
สครับผิวหน้าควรทำกี่ครั้งต่อสัปดาห์
การสครับผิวหน้าช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า ลดการอุดตัน และทำให้ผิวสดใสขึ้นก็จริง แต่ถ้าทำบ่อยเกินไปจะเสี่ยงทำให้ผิวแห้ง แดง ระคายเคือง และไวต่อแสงแดด ดังนั้นความถี่ที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับ สภาพผิวแต่ละประเภท ดังนี้
1.ผิวมัน / ผิวผสม
• แนะนำ สครับผิวหน้า 2 ครั้งต่อสัปดาห์
• เหตุผล ผิวมันมักมีการสะสมของน้ำมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกง่าย ทำให้รูขุมขนอุดตัน การสครับสัปดาห์ละ 2 ครั้งจะช่วยลดความมันและสิวเสี้ยนได้
2.ผิวแห้ง
• แนะนำ สครับผิวหน้า 1 ครั้งต่อสัปดาห์
• เหตุผล ผิวแห้งมีแนวโน้มจะลอกหรือระคายเคืองได้ง่าย จึงไม่ควรสครับบ่อยเกินไป และควรเลือกสครับที่อ่อนโยน พร้อมส่วนผสมบำรุงความชุ่มชื้น เช่น น้ำผึ้งหรือกรดไฮยาลูรอนิก
3.ผิวบอบบาง แพ้ง่าย
• แนะนำ สครับผิวหน้า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ หรืออาจเว้นไปเลยหากผิวอักเสบ
• เหตุผล ผิวประเภทนี้ไวต่อการระคายเคือง ควรเลือกสครับแบบเอนไซม์หรือ PHA ที่อ่อนโยน และควรทดสอบการแพ้ก่อนเสมอ
4.ผิวธรรมดา
• แนะนำ สครับผิวหน้า 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์
• เหตุผล ผิวธรรมดามีความสมดุล สามารถสครับได้ทั้งแบบเม็ดและแบบกรดผลไม้ แต่ไม่ควรเกิน 2 ครั้ง เพื่อป้องกันการทำร้ายผิว
5.ผิวที่มีสิวอักเสบ
• แนะนำ ควรเลี่ยงการสครับผิวหน้าชั่วคราว
• เหตุผล การสครับจะกระตุ้นให้สิวอักเสบมากขึ้น และอาจทำให้เชื้อกระจายไปบริเวณอื่น ควรรอให้สิวดีขึ้นก่อน
สรุปโดยทั่วไปการสครับผิวหน้าควรทำ ไม่เกิน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ และต้องเลือกประเภทสครับให้เหมาะกับสภาพผิว พร้อมบำรุงด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์และกันแดดทุกครั้งหลังสครับ
วิธีเลือกสครับผิวหน้าให้เหมาะกับตัวเอง
การเลือกสครับผิวหน้าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากเลือกไม่เหมาะกับสภาพผิว อาจทำให้ผิวระคายเคืองหรือเกิดปัญหาสิวตามมาได้ ดังนั้นก่อนเลือกซื้อหรือใช้งาน ควรพิจารณาปัจจัยดังนี้
1.เลือกตามสภาพผิว
• ผิวมัน / ผิวผสม
- เหมาะกับสครับที่มี BHA (เช่น กรดซาลิไซลิก) หรือเม็ดสครับละเอียด
- ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน ลดการอุดตัน และควบคุมความมัน
• ผิวแห้ง
- เลือกสครับที่มีส่วนผสมบำรุง เช่น น้ำมันธรรมชาติ วิตามินอี หรือไฮยาลูรอนิก
- ควรหลีกเลี่ยงเม็ดสครับที่หยาบ เพราะอาจทำให้ผิวลอกหรือแตกได้
• ผิวบอบบาง แพ้ง่าย
- เลือกสครับที่อ่อนโยน เช่น เอนไซม์จากผลไม้ (มะละกอ สับปะรด) หรือ PHA
- หลีกเลี่ยงสครับที่มีเม็ดแข็งหรือมีน้ำหอมแรง ๆ
• ผิวธรรมดา
- เลือกใช้ได้ทั้งสครับแบบเม็ดและแบบกรดผลไม้ แต่ไม่ควรเลือกที่แรงเกินไป
2.เลือกตามปัญหาผิว
• สิวอุดตัน ใช้ BHA ช่วยละลายสิ่งอุดตันในรูขุมขน
• ผิวหมองคล้ำ ใช้ AHA หรือเอนไซม์ผลไม้เพื่อเร่งการผลัดเซลล์ผิว
• ผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ เลือกสครับที่มีสารเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น น้ำผึ้ง ว่านหางจระเข้ ไฮยาลูรอนิก
• รอยสิวหรือจุดด่างดำ เลือกสครับที่มีวิตามินซี หรือสารช่วยให้ผิวกระจ่างใส
3.พิจารณาความละเอียดของเม็ดสครับ
• เม็ดละเอียด จะอ่อนโยน เหมาะสำหรับผิวหน้า
• เม็ดหยาบ จะเสี่ยงทำให้เกิดรอยขีดข่วน เหมาะสำหรับผิวกายมากกว่า
4.ตรวจสอบส่วนผสมอื่น ๆ
• ควรหลีกเลี่ยงสครับที่มีแอลกอฮอล์สูง น้ำหอมแรง หรือพาราเบน หากเป็นผิวแพ้ง่าย
• เลือกสูตรที่มีสารปลอบประโลม เช่น คาโมมายล์ กรีนที ว่านหางจระเข้
5.ทดลองและสังเกตอาการ
• ก่อนใช้บนใบหน้าควรทดสอบที่ท้องแขนเล็กน้อย เพื่อตรวจสอบว่าแพ้หรือไม่
• หากใช้แล้วมีอาการแสบ แดง คัน ควรหยุดใช้ทันที
การเลือกสครับผิวหน้าควรดูทั้ง สภาพผิว ปัญหาผิว และส่วนผสม ควบคู่กันไป เพื่อให้การสครับได้ผลลัพธ์ที่ดี โดยไม่ทำร้ายผิว
คำแนะนำการเตรียมตัวก่อนทำสครับผิวหน้า
ก่อนจะเริ่มสครับผิวหน้า การเตรียมผิวให้พร้อมเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยลดการระคายเคือง และทำให้การสครับผิวหน้าได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น หากเตรียมผิวไม่ถูกต้อง อาจทำให้ผิวแห้ง แสบ หรือเกิดสิวอุดตันได้ง่าย วิธีการเตรียมตัวที่ควรทำมีดังนี้
1.ก่อนทำสครับผิวหน้าทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด
• ใช้คลีนซิ่งหรือเมคอัพรีมูฟเวอร์เพื่อลบเครื่องสำอางและครีมกันแดดออกก่อน
• ล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าหรือเจลล้างหน้าที่อ่อนโยน เพื่อให้ผิวปราศจากสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกิน
2.ก่อนทำสครับผิวหน้าเปิดรูขุมขนเล็กน้อยด้วยน้ำอุ่น
• ใช้น้ำอุ่นล้างหน้าหรือประคบผิวด้วยผ้าขนหนูอุ่น ๆ ประมาณ 1-2 นาที
• ความร้อนอ่อน ๆ จะช่วยเปิดรูขุมขน ทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกง่ายขึ้น และสครับทำงานได้มีประสิทธิภาพ
3.ก่อนทำสครับผิวหน้าเลือกสครับที่เหมาะกับผิว
• หากผิวมันและมีสิวอุดตัน เลือกสครับที่มี BHA
• หากผิวแห้งหรือแพ้ง่าย เลือกสครับเอนไซม์หรือสครับที่มีสารบำรุงชุ่มชื้น
• หากผิวปกติ เลือกสครับที่เน้นผลัดเซลล์ผิวแบบอ่อนโยน
4.ก่อนทำสครับผิวหน้าตรวจสอบว่าผิวไม่มีบาดแผลหรือสิวอักเสบ
• ถ้ามีแผลสด รอยแดง หรือสิวอักเสบ ควรเลี่ยงการสครับ เพราะอาจทำให้แผลระคายเคืองและอักเสบมากขึ้น
5.ก่อนทำสครับผิวหน้าเตรียมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม
• เลือกทำในห้องที่มีแสงสว่างเพียงพอ และอุณหภูมิพอดี
• ใช้น้ำสะอาดในการล้างหน้า เพื่อลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย
6.ก่อนทำสครับผิวหน้าเตรียมผ้าขนหนูและสกินแคร์บำรุงผิวหลังสครับ
• หลังสครับควรซับผิวเบา ๆ ด้วยผ้าขนหนูสะอาด
• เตรียมโทนเนอร์ มอยส์เจอร์ไรเซอร์ และครีมกันแดดไว้สำหรับขั้นตอนถัดไป
คำแนะนำการดูแลตัวเองหลังทำสครับผิวหน้า
หลังการสครับผิวหน้าจะสะอาดและเรียบเนียนขึ้น แต่ก็จะบอบบางและไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าเดิม เพราะเซลล์ผิวเก่าถูกผลัดออกไปแล้ว หากไม่ดูแลให้ดีอาจทำให้ผิวแห้ง ระคายเคือง หรือไวต่อแสงแดดได้ ดังนั้นควรใส่ใจการดูแลหลังสครับดังนี้
1.หลังทำสครับผิวหน้าเติมความชุ่มชื้นให้ผิวทันที
• ใช้โทนเนอร์หรือน้ำตบสูตรอ่อนโยน เพื่อปรับสมดุลผิว
• ทาเซรั่มหรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ช่วยกักเก็บน้ำ เช่น ไฮยาลูรอนิกแอซิด, ว่านหางจระเข้, เซราไมด์
• เลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์สูง เพราะจะทำให้ผิวแห้งตึง
2.หลังทำสครับผิวหน้าปกป้องผิวจากแสงแดด
• หลังสครับผิวหน้า ผิวจะไวต่อแสงมากขึ้น ควรทาครีมกันแดดทุกวัน แม้ไม่ได้ออกกลางแจ้ง
• เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และมี PA+++ เพื่อป้องกันรังสี UVA และ UVB
• หากต้องออกแดด ควรใส่หมวกหรือกางร่มร่วมด้วย
3.หลังทำสครับผิวหน้าหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่แรงเกินไป
• ควรเว้นการใช้สกินแคร์ที่มีสารผลัดเซลล์ผิวแรง ๆ เช่น AHA, BHA, Retinol อย่างน้อย 1-2 วัน
• หลีกเลี่ยงการใช้โทนเนอร์ที่มีแอลกอฮอล์สูง เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคือง
4.หลังทำสครับผิวหน้าไม่ควรสัมผัสหรือถูผิวหน้าแรง ๆ
• หลังสครับผิวจะบอบบาง ไม่ควรเกาหน้า ถูแรง หรือใช้ผ้าขนหนูเช็ดแรง ๆ
• ควรซับผิวเบา ๆ ด้วยผ้าขนหนูสะอาดแทน
5.หลังทำสครับผิวหน้าดื่มน้ำมาก ๆ
• การดื่มน้ำสะอาดช่วยให้ผิวชุ่มชื้นจากภายใน
• ทำให้ผิวฟื้นตัวได้เร็วและดูสดใสยิ่งขึ้น
6.หลังทำสครับผิวหน้าสังเกตอาการผิดปกติ
• หากมีอาการแสบ แดง คัน หรือผื่นขึ้น ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์สครับผิวหน้าตัวนั้นทันที
• ทาครีมบำรุงที่ช่วยลดการอักเสบ เช่น ว่านหางจระเข้ หรือปรึกษาแพทย์ผิวหนังหากอาการไม่ดีขึ้น
สครับผิวหน้าแล้วฉีดหน้าใสได้ไหม
หลายคนสงสัยว่าหลังจากสครับผิวหน้าแล้ว สามารถทำหัตถการฉีดหน้าใสต่อได้เลยหรือไม่ คำตอบคือ สามารถทำได้ แต่ต้องมีเงื่อนไขและข้อควรระวัง เพื่อป้องกันการระคายเคืองและเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์
• ทำได้ แต่ควรเว้นระยะเวลา โดยทั่วไป ควรเว้นระยะอย่างน้อย 1-3 วัน เพื่อให้ผิวฟื้นตัวก่อน แล้วจึงเข้ารับการฉีดหน้าใส
• หลังสครับผิวหน้าจะบอบบางและไวต่อการระคายเคืองมากขึ้น หากฉีดหน้าใสทันทีอาจทำให้ผิวแสบ แดง หรือระคายเคืองได้ง่าย
เหตุผลที่ไม่ควรทำทันทีหลังสครับ
• ผิวอักเสบง่าย - การสครับทำให้ผิวมี micro-abrasion (รอยถลอกเล็ก ๆ) การฉีดอาจเพิ่มการระคายเคือง
• เสี่ยงติดเชื้อ - หากผิวมีบาดแผลเล็ก ๆ จากการสครับ การฉีดทันทีอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
• ลดประสิทธิภาพการบำรุง - ผิวที่ระคายเคืองจะรับสารบำรุงได้ไม่เต็มที่ อาจทำให้ผลลัพธ์ของการฉีดหน้าใสไม่ชัดเจน
วิธีลดความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียง
• หากต้องการสครับผิว ควร ทำก่อนฉีดหน้าใสอย่างน้อย 2-3 วัน
• หรือเลือกงดการสครับผิวหน้า ในช่วงที่มีนัดฉีดหน้าใส แล้วค่อยกลับมาสครับหลังจากผิวฟื้นตัวแล้ว (ประมาณ 5-7 วันหลังฉีด)
• ปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เพื่อให้วางแผนการดูแลผิวได้อย่างเหมาะสม
สรุปสครับผิวหน้าแล้วฉีดหน้าใสได้ไหม
• สครับผิวหน้า + ฉีดหน้าใส ทำร่วมกันได้ แต่ไม่ควรทำติดกันทันที
• เว้นช่วงเวลาให้ผิวฟื้นตัวอย่างน้อย 1-3 วัน เพื่อลดความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่ดี
• หลังฉีดหน้าใส ควรรอประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนกลับมาทำสครับอีกครั้ง
สครับผิวหน้าแล้วทำเลเซอร์หน้าใสได้ไหม
การสครับผิวหน้าและการทำเลเซอร์หน้าใส (Laser Rejuvenation / Laser Brightening) ต่างเป็นการผลัดเซลล์ผิวและฟื้นฟูผิว แต่เนื่องจากทั้งสองวิธีทำให้ผิวบอบบางมากขึ้น การทำต่อเนื่องทันทีอาจเสี่ยงเกิดผลข้างเคียง จึงควรรู้ข้อมูลก่อนทำดังนี้
ไม่ควรทำเลเซอร์ทันทีหลังสครับผิวหน้า
• การสครับจะทำให้ผิวชั้นบนบางลงและเกิด micro-abrasion (รอยถลอกเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า)
• หากทำเลเซอร์ทันที อาจกระตุ้นให้ผิวแสบ แดง ระคายเคือง หรืออักเสบได้ง่าย
• ผิวมีความเสี่ยงต่อการไหม้จากเลเซอร์หรือเกิดรอยดำมากขึ้น
ควรเว้นระยะเวลาระหว่างสครับผิวหน้ากับเลเซอร์
• หลังสครับผิวหน้า ควรเว้นอย่างน้อย 3-5 วัน เพื่อให้ผิวฟื้นตัวก่อนทำเลเซอร์
• หากผิวแพ้ง่ายหรือระคายเคืองง่าย อาจต้องเว้นประมาณ 1 สัปดาห์
• การเว้นช่วงนี้จะช่วยลดความเสี่ยงการระคายเคือง และทำให้เลเซอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
วิธีดูแลหากต้องการทำเลเซอร์หน้าใส
1.ก่อนทำเลเซอร์
- หลีกเลี่ยงการสครับ กรดผลัดเซลล์ผิว (AHA, BHA, Retinol) อย่างน้อย 3-7 วัน
- รักษาความชุ่มชื้นของผิวและทากันแดดสม่ำเสมอ
2.หลังทำเลเซอร์
- ห้ามสครับทันทีหลังทำเลเซอร์ ควรรอให้ผิวฟื้นตัวก่อน (ประมาณ 7 วันขึ้นไป)
- เน้นบำรุงด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์และกันแดด
- หลีกเลี่ยงความร้อนจัด เช่น ซาวน่า หรือแสงแดดแรง ๆ
สรุปสครับผิวหน้าแล้วทำเลเซอร์หน้าใสได้ไหม
• สามารถทำสครับผิวหน้า + เลเซอร์หน้าใส ได้ แต่ห้ามทำต่อกันทันที
• ควรเว้นช่วง 3-5 วัน หลังสครับผิวหน้าและก่อนทำเลเซอร์ เพื่อลดความเสี่ยง
• หลังเลเซอร์ควรรออย่างน้อย 7 วัน ก่อนสครับผิวหน้าอีกครั้ง เพื่อไม่ให้ผิวอักเสบ
สรุปเกี่ยวกับสครับผิวหน้า
สรุปว่าการสครับผิวหน้าเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้ผิวสะอาด สดใส และมีสุขภาพดีขึ้น แต่การเลือกสครับให้เหมาะสมกับสภาพผิว รวมถึงการทำอย่างถูกวิธี และมีความถี่ในการสครับผิวหน้าที่เหมาะสม ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและลดการระคายเคืองผิว โดยทั่วไปการสครับผิวหน้าไม่ควรเกิน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ และต้องตามด้วยการบำรุงและปกป้องผิวจากแสงแดดเสมอ
หากใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมผิว การเลือกผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการดูแลหลังสครับ การสครับผิวหน้าก็จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ เรียบเนียน และกระจ่างใสอย่างดูเป็นธรรมชาติได้ในระยะยาว
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ