ไตรกลีเซอไรด์ คืออะไร? วิธีลดไขมันในเลือดอย่างปลอดภัย
เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC
ไตรกลีเซอไรด์
- ไตรกลีเซอไรด์ คืออะไร แตกต่างจาก คอเลสเตอรอล อย่างไร
- ไตรกลีเซอไรด์คืออะไร
- ไตรกลีเซอไรด์เกิดจากอะไร
- ไตรกลีเซอไรด์จากอาหารที่รับประทาน
- ไตรกลีเซอไรด์ที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเอง
- ไตรกลีเซอไรด์ ไม่ควรเกินเท่าไหร่?
- ค่าระดับไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides Levels) และความหมาย
- ไตรกลีเซอไรด์สูงเกิดจากอะไร
- อาหารอะไรบ้างที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูง
- ไตรกลีเซอไรด์สูงมีอาการอย่างไร
- ไตรกลีเซอไรด์สูง อันตรายอย่างไรบ้าง?
- ไตรกลีเซอไรด์ ต่างกับ คอเลสเตอรอล อย่างไร
- ไตรกลีเซอไรด์ และ คอเลสเตอรอล ต่างกันอย่างไร?
- ไตรกลีเซอไรด์ ทำหน้าที่อะไร?
- คอเลสเตอรอล ทำหน้าที่อะไร?
- ไตรกลีเซอไรด์ และ คอเลสเตอรอล อะไรอันตรายกว่ากัน
- ไตรกลีเซอไรด์ กับ LDL ต่างกันอย่างไร
- เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ไตรกลีเซอไรด์ กับ LDL
- ไตรกลีเซอไรด์ คืออะไร
- LDL (คอเลสเตอรอลไม่ดี) คืออะไร
- ไตรกลีเซอไรด์ กับ LDL อะไรอันตรายกว่ากัน
- วิธีลดไตรกลีเซอไรด์ และ LDL พร้อมกัน?
- วิธีลดไตรกลีเซอไรด์สูง มีอะไรบ้าง
- วิธีป้องกันไม่ให้ไตรกลีเซอไรด์สูง
- ไตรกลีเซอไรด์สูง ทำยกกระชับสลายไขมันได้ไหม
- สรุป ไตรกลีเซอไรด์ คืออะไร?
ไตรกลีเซอไรด์ คืออะไร แตกต่างจาก คอเลสเตอรอล อย่างไร
เมื่อพูดถึงไขมัน หลายคนอาจคุ้นเคยกับคอเลสเตอรอล แต่จริง ๆ แล้วมีไตรกลีเซอไรด์ด้วยค่ะ เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่พบได้ในกระแสเลือด และเป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย แต่ถ้าระดับไตรกลีเซอไรด์สูงเกินไป อาจเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ตับอ่อนอักเสบ และไขมันพอกตับได้
พฤติกรรมการกินเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูง เช่น กินอาหารหวาน ของทอด ของมัน เป็นประจำ รวมถึงไม่ออกกำลังกาย เพื่อลดความเสี่ยงมีปัญหาสุขภาพ วันนี้เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับไตรกลีเซอไรด์ และวิธีควบคุมระดับไตรกลีเซอไรด์ให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมกันค่ะ
ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูง อาการ วิธีป้องกัน และแนวทางดูแลสุขภาพ เพื่อให้ควบคุมระดับไขมันในเลือดได้และมีสุขภาพดีในระยะยาว
ไตรกลีเซอไรด์คืออะไร
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่พบได้ในเลือดและเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย ไตรกลีเซอไรด์เกิดจากการรวมตัวของ กลีเซอรอล (glycerol) กับ กรดไขมัน (fatty acids) สามโมเลกุล และสามารถมาจากอาหารที่เรารับประทาน โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง
บทบาทของไตรกลีเซอไรด์ในร่างกาย
• เป็นแหล่งพลังงานสำรอง เมื่อร่างกายต้องการพลังงาน ไตรกลีเซอไรด์จะถูกสลายเป็นกรดไขมันและกลีเซอรอลเพื่อนำไปใช้
• ไตรกลีเซอไรด์เป็นส่วนประกอบของเซลล์ไขมันและช่วยให้ร่างกายมีฉนวนกันความร้อน
แหล่งที่มาของไตรกลีเซอไรด์
• อาหาร - พบในอาหารที่มีไขมันสูง เช่น น้ำมันพืช เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารทอด อาหารแปรรูป และขนมที่มีน้ำตาลสูง
• การสังเคราะห์ในร่างกาย - เมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารมากเกินไป โดยเฉพาะจากน้ำตาลและแป้ง ส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์และเก็บสะสมไว้ในเซลล์ไขมัน
ไตรกลีเซอไรด์เกิดจากอะไร
ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายและสามารถได้รับจากอาหารที่เรากินเข้าไป โดยมีแหล่งกำเนิดหลัก 2 ทาง คือ
ไตรกลีเซอไรด์จากอาหารที่รับประทาน
ไตรกลีเซอไรด์ได้มาจากการกินอาหารต่าง ๆ ค่ะ โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง อาหารหวาน คาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าวขาว ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมหวาน น้ำหวาน คาร์โบไฮเดรตที่เหลือใช้จะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์และเก็บสะสมไว้ รวมถึงแอลกอฮอล์ จะกระตุ้นให้ตับผลิตไตรกลีเซอไรด์มากขึ้นด้วย
ไตรกลีเซอไรด์ที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเอง
ร่างกายคนเราสามารถสร้างไตรกลีเซอไรด์ขึ้นเองได้ โดยเฉพาะที่ตับ ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสเป็นไตรกลีเซอไรด์และเก็บไว้ในเซลล์ไขมัน ถ้าร่างกายต้องการพลังงาน ไตรกลีเซอไรด์จะกลายเป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล เพื่อใช้เป็นพลังงานค่ะ
ไตรกลีเซอไรด์ ไม่ควรเกินเท่าไหร่?
เพื่อให้มีสุขภาพดี ควรรู้ว่าระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ไม่ควรเกิน 150 mg/dL ค่ะ ถ้าเกินกว่านี้อาจเสี่ยงเกิดโรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ
ไตรกลีเซอไรด์ คืออะไร แตกต่างจากคอเลสเตอรอลอย่างไร วิธีตรวจสอบมีอะไรบ้าง
ไตรกลีเซอไรด์ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ค่าระดับไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides Levels) และความหมาย
ระดับไตรกลีเซอไรด์ (mg/dL) |
ความหมาย |
|---|---|
ต่ำกว่า 150 |
ปกติ |
150 - 199 |
ค่อนข้างสูง (เริ่มเสี่ยงต่อโรคหัวใจ) |
200 - 499 |
สูง (เสี่ยงโรคหัวใจและตับอ่อนอักเสบ) |
500 ขึ้นไป |
สูงมาก (เสี่ยงอันตรายอย่างรุนแรง) |
ไตรกลีเซอไรด์ คืออะไร แตกต่างจากคอเลสเตอรอลอย่างไร วิธีตรวจสอบมีอะไรบ้าง
ไตรกลีเซอไรด์ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ไตรกลีเซอไรด์สูงเกิดจากอะไร
ไตรกลีเซอไรด์สูงเกิดจากการสะสมของไขมันชนิดนี้ในเลือดมากเกินไป ซึ่งอาจเกิดจากพฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิต หรือโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อกระบวนการเผาผลาญไขมัน โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูงมีดังนี้
ไตรกลีเซอไรด์สูงเกิดจากการกินที่ไม่เหมาะสม
ถ้ากินของทอด ของมัน อาหารแปรรูป เนื้อสัตว์ติดมัน และของหวานเกินไป รวมถึงดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ๆ จะกระตุ้นให้ตับผลิตไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นได้ค่ะ
ไตรกลีเซอไรด์สูงเกิดจากขาดการออกกำลังกาย
ถ้าไม่ออกกำลังกาย ไตรกลีเซอไรด์จะถูกเก็บสะสมไว้ เพราะร่างกายไม่เผาผลาญพลังงานส่วนที่เกินจำเป็นค่ะ
ไตรกลีเซอไรด์สูงเกิดจากน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
น้ำหนักเกินเกณฑ์ หรือ โรคอ้วน จะทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น เพราะร่างกายมีไขมันสะสมมากขึ้นค่ะ
ไตรกลีเซอไรด์สูงเกิดจากโรคบางชนิด
โรคบางชนิดทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์สูง เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะดื้ออินซูลิน ไทรอยด์ โรคไตเรื้อรัง ไขมันพอกตับ เพราะตับผลิตไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นค่ะ
ไตรกลีเซอไรด์สูงเกิดจากยาบางชนิด
ยาบางชนิดทำให้ระดับไขมันสูงขึ้นได้ เช่น ยาขับปัสสาวะบางชนิด ยาสเตียรอยด์ ยาคุมกำเนิด ยาลดความดันโลหิตบางประเภท ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงตามไปด้วยค่ะ
ไตรกลีเซอไรด์สูงเกิดจากพันธุกรรม
บางคนมีพันธุกรรมที่ทำให้มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงตั้งแต่กำเนิด คนกลุ่มนี้จึงต้องใส่ใจดูแลสุขภาพเป็นพิเศษค่ะ
อาหารอะไรบ้างที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูง
ไตรกลีเซอไรด์สูงมักเกิดจากอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง น้ำตาลมาก หรือแอลกอฮอล์ ซึ่งทำให้ร่างกายสะสมไขมันส่วนเกินมากขึ้น โดยอาหารที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูงมีดังนี้
1.อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สูง
ของทอดและอาหารแปรรูป เช่น
• ไก่ทอด หมูทอด กล้วยทอด เฟรนช์ฟรายส์
• แคบหมู หนังไก่ทอด มันฝรั่งทอด
เนื้อสัตว์ติดมันและเครื่องใน เช่น
• หมูสามชั้น เนื้อวัวติดมัน
• เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ หัวใจ ไต
อาหารแปรรูป เช่น
• ไส้กรอก แฮม เบคอน หมูยอ
• เนื้อสัตว์แปรรูป
ไขมันทรานส์ เช่น
• มาร์การีน ครีมเทียม วิปครีม
• เบเกอรี่ เช่น เค้ก คุกกี้ โดนัท ครัวซองต์
• อาหารฟาสต์ฟู้ด เช่น พิซซ่า เบอร์เกอร์
อาหารที่มีน้ำตาลสูงและคาร์โบไฮเดรตขัดสี
น้ำตาลและขนมหวาน
เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน ชานมไข่มุก ขนมปังขาว เค้ก คุกกี้ โดนัท ไอศกรีม ลูกอม
อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตขัดสีสูง
เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว ข้าวเหนียว มันฝรั่งบด พาสต้า
เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
เช่น น้ำผลไม้กล่อง กาแฟเย็นใส่น้ำตาล น้ำหวาน น้ำปั่น เครื่องดื่มชูกำลัง
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เช่น เบียร์ ไวน์ วิสกี้ สุรา ค็อกเทลและเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น เพราะแอลกอฮอล์กระตุ้นให้ตับผลิตไตรกลีเซอไรด์และไขมันพอกตับ
อาหารที่มีไขมันโอเมก้า-6 สูงเกินไป
ถ้าได้รับไขมันโอเมก้า-6 มากเกินไป กระตุ้นให้ไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น มักพบในน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง อาหารที่ใช้ไขมันพืช เช่น ขนมขบเคี้ยว
ไตรกลีเซอไรด์สูงมีอาการอย่างไร
โดยทั่วไปไตรกลีเซอไรด์สูงมักไม่มีอาการที่ชัดเจน และมักถูกตรวจพบจากการตรวจเลือดประจำปี อย่างไรก็ตาม หากระดับไตรกลีเซอไรด์สูงมาก (โดยเฉพาะ มากกว่า 500 mg/dL) อาจเริ่มมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
1.หากไตรกลีเซอไรด์สูงระดับปานกลาง (150 - 499 mg/dL)
• มักไม่มีอาการที่ชัดเจน
• อาจเริ่มมีภาวะไขมันพอกตับโดยไม่มีอาการ
หากไตรกลีเซอไรด์สูงมาก (500 mg/dL ขึ้นไป)
ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
มักมีอาการปวดท้องรุนแรง ปวดที่กลางท้องหรือด้านซ้ายบน คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ไข้สูง
ไขมันพอกตับ
เสี่ยงไขมันพอกตับ สัญญาณเตือนคือมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เจ็บชายโครงขวา
โรคหัวใจและหลอดเลือด
เริ่มมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก เวียนศีรษะ หน้ามืด หายใจไม่สะดวก
มีภาวะก้อนไขมันใต้ผิวหนัง
เป็นตุ่มไขมันสีเหลืองๆ ตามข้อศอก เข่า ฝ่ามือ หรือเปลือกตา เกิดจากการสะสมของไขมัน
หากไตรกลีเซอไรด์สูงมากกว่า 1,000 mg/dL ขึ้นไป (ระดับอันตรายมาก)
เสี่ยงตับอ่อนอักเสบรุนแรง ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน และอาจเกิดภาวะสมองขาดเลือดหรือสโตรกได้ค่ะ
ไตรกลีเซอไรด์ คืออะไร แตกต่างจากคอเลสเตอรอลอย่างไร วิธีตรวจสอบมีอะไรบ้าง
ไตรกลีเซอไรด์ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ไตรกลีเซอไรด์สูง อันตรายอย่างไรบ้าง?
ไตรกลีเซอไรด์สูง เป็นภาวะที่มีไขมันสะสมในเลือดมากเกินไป ทำให้เสี่ยงโรคร้ายแรงหลายอย่าง โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย ดังนี้
ไตรกลีเซอไรด์ทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
ไตรกลีเซอไรด์สูงทำให้หลอดเลือดอุดตัน เสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย เส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก ถ้าระดับไตรกลีเซอไรด์สูงร่วมกับ คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) สูง ก็จะอันตรายมากขึ้นค่ะ
ไตรกลีเซอไรด์ทำให้เสี่ยงตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
ถ้าไตรกลีเซอไรด์สูงเสี่ยงตับอ่อนอักเสบ ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ไข้สูง และตับอ่อนล้มเหลว เป็นอันตรายถึงชีวิตค่ะ
ไตรกลีเซอไรด์ทำให้เสี่ยงไขมันพอกตับ
ไตรกลีเซอไรด์สูงทำให้ไขมันสะสมในตับ เสี่ยงตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับค่ะ
ไตรกลีเซอไรด์ทำให้เสี่ยงดื้ออินซูลินและเบาหวาน
ไตรกลีเซอไรด์สูงเสี่ยงภาวะดื้ออินซูลินหรือเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดร่วมกับ อ้วนลงพุง ความดันสูง ไขมันในเลือดผิดปกติค่ะ
ไตรกลีเซอไรด์ทำให้เสี่ยงไขมันอุดตันเส้นเลือดที่ตา
ไตรกลีเซอไรด์สูงทำให้เสี่ยงตาพร่ามัว สูญเสียการมองเห็น เกิดจากไขมันอุดตันหลอดเลือดในดวงตาค่ะ
ไตรกลีเซอไรด์อาจทำให้เกิดก้อนไขมันใต้ผิวหนัง
สังเกตว่ามีตุ่มไขมันสีเหลืองที่ข้อศอก เข่า เปลือกตา ฝ่ามือ เป็นสัญญาณว่าระดับไขมันในเลือดสูงผิดปกติค่ะ
สรุป ไตรกลีเซอไรด์สูง เป็นภัยเงียบที่อันตรายมาก
• หากต่ำกว่า 150 mg/dL ถือว่าปกติ
• หากเกิน 200 mg/dL เสี่ยงโรคหัวใจ หลอดเลือด ตับอ่อนอักเสบ
• หากเกิน 500 mg/dL อันตรายร้ายแรง ต้องรีบปรึกษาแพทย์
ไตรกลีเซอไรด์ ต่างกับ คอเลสเตอรอล อย่างไร
แม้ว่า ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) และ คอเลสเตอรอล (Cholesterol) จะเป็นไขมันที่พบในเลือดเหมือนกัน แต่ทั้งสองมีหน้าที่และผลกระทบต่อสุขภาพต่างกัน
ไตรกลีเซอไรด์ คืออะไร แตกต่างจากคอเลสเตอรอลอย่างไร วิธีตรวจสอบมีอะไรบ้าง
ไตรกลีเซอไรด์ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ไตรกลีเซอไรด์ และ คอเลสเตอรอล ต่างกันอย่างไร?
คุณสมบัติ |
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) |
คอเลสเตอรอล (Cholesterol) |
|---|---|---|
หน้าที่ |
เป็นแหล่งพลังงานสำรองของร่างกาย |
เป็นส่วนประกอบของเซลล์และฮอร์โมน |
สาเหตุ |
อาหารที่มีน้ำตาล ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตสูง |
ร่างกายสังเคราะห์ได้เอง และ อาหารที่มีไขมันอิ่มตัว |
ประเภท |
ไขมันชนิดหนึ่งที่สะสมพลังงาน |
เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์และฮอร์โมน |
อันตราย |
เสี่ยงเป็นโรค ไขมันพอกตับ ตับอ่อนอักเสบ หัวใจวาย |
เสี่ยง เส้นเลือดอุดตัน หัวใจวาย อัมพฤกษ์ อัมพาต |
ระดับในเลือด |
ปกติไม่เกิน 150 mg/dL |
LDL ไม่ควรเกิน 100 mg/dL, HDL ควรมากกว่า 40 mg/dL |
ไตรกลีเซอไรด์ ทำหน้าที่อะไร?
ไตรกลีเซอไรด์เป็นพลังงานสำรองของร่างกาย แต่ถ้ากินอาหารมากกว่าที่ร่างกายใช้ ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น ทำให้เสี่ยงไขมันพอกตับ ตับอ่อนอักเสบ และโรคหัวใจได้ค่ะ ไตรกลีเซอไรด์สูงมาจากการกินอาหารที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตสูง
คอเลสเตอรอล ทำหน้าที่อะไร?
คอเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบของเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ และฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนเพศ ช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามินดีและน้ำดีที่ใช้ย่อยไขมัน โดยมีทั้งคอเลสเตอรอลดี (HDL) และ คอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) ระดับคอเลสเตอรอลสูงทำให้เสี่ยงเกิดโรคร้ายแรง ส่วนใหญ่มาจากกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ค่ะ
ไตรกลีเซอไรด์ และ คอเลสเตอรอล อะไรอันตรายกว่ากัน
• ถ้าไตรกลีเซอไรด์สูง > เสี่ยง ไขมันพอกตับ ตับอ่อนอักเสบ และเป็นสัญญาณว่าร่างกายมีพลังงานส่วนเกินมากเกินไป
• ถ้าคอเลสเตอรอลสูง > เสี่ยง เส้นเลือดอุดตัน หัวใจขาดเลือด และอัมพาต โดยเฉพาะถ้า LDL สูง + HDL ต่ำ
หากทั้งไตรกลีเซอไรด์ และ คอเลสเตอรอล มีระดับสูงพร้อมกัน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้นไปอีก
วิธีลดไตรกลีเซอไรด์ และ คอเลสเตอรอลพร้อมกัน
• หลีกเลี่ยงอาหารมัน ของทอด น้ำตาล และแป้งขัดสี
• กินไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก ปลาแซลมอน อะโวคาโด
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาที/วัน
• งดแอลกอฮอล์และอาหารแปรรูป
• หากสูงมาก ควรปรึกษาแพทย์ อาจต้องใช้ยา
ไตรกลีเซอไรด์ กับ LDL ต่างกันอย่างไร
แม้ว่า ไตรกลีเซอไรด์ และ LDL (คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี) จะเป็นไขมันในเลือดเหมือนกัน แต่หน้าที่และผลกระทบต่อสุขภาพแตกต่างกันมาก
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ไตรกลีเซอไรด์ กับ LDL
คุณสมบัติ |
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) |
LDL (คอเลสเตอรอลไม่ดี) |
|---|---|---|
หน้าที่หลัก |
เป็นแหล่งพลังงานสำรองของร่างกาย |
ขนส่งคอเลสเตอรอลไปยังเซลล์ต่างๆ |
เกิดจาก |
น้ำตาล แป้ง ไขมันจากอาหารที่กินมากเกินไป |
อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สูง |
อันตรายเมื่อสูงเกินไป |
เสี่ยงไขมันพอกตับ ตับอ่อนอักเสบ โรคหัวใจ |
เสี่ยงเส้นเลือดอุดตัน หัวใจวาย อัมพาต |
ระดับปกติในเลือด |
<150 mg/dL |
<100 mg/dL (ยิ่งต่ำยิ่งดี) |
ไตรกลีเซอไรด์ คืออะไร
• เป็นไขมันสะสมที่ร่างกายใช้เป็นพลังงานสำรอง
• หากกินอาหารมากเกินไป (โดยเฉพาะแป้ง น้ำตาล ไขมัน) พลังงานส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์และเก็บไว้ในเซลล์ไขมัน
• หากสะสมมากไป อาจทำให้ ไขมันพอกตับ ตับอ่อนอักเสบ และโรคหัวใจ
• ไตรกลีเซอไรด์สูง มักเกิดจากการกินแป้ง น้ำตาล และของหวานมากเกินไป
LDL (คอเลสเตอรอลไม่ดี) คืออะไร
• เป็น ไขมันที่ขนส่งคอเลสเตอรอลไปยังเซลล์ต่างๆ
• หากมีมากเกินไป LDL จะไปสะสมตามผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบและแข็งตัว
• เป็นปัจจัยหลักของ โรคหัวใจขาดเลือด เส้นเลือดสมองตีบ
• LDL สูง มักเกิดจากอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ของทอด อาหารแปรรูป
ไตรกลีเซอไรด์ กับ LDL อะไรอันตรายกว่ากัน
• ไตรกลีเซอไรด์สูง > เสี่ยงโรคไขมันพอกตับ ตับอ่อนอักเสบ และเป็นสัญญาณว่าร่างกายมีพลังงานส่วนเกินมากเกินไป
• LDL สูง > เสี่ยงหลอดเลือดอุดตัน หัวใจขาดเลือด และอัมพาต
• ถ้าทั้ง ไตรกลีเซอไรด์ กับ LDL มีระดับสูงพร้อมกันจะอันตรายมากขึ้น เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างรุนแรง
วิธีลดไตรกลีเซอไรด์ และ LDL พร้อมกัน?
คนไข้สามารถลดระดับไตรกลีเซอไรด์สูง และ LDL ได้ด้ยยลดกินน้ำตาล แป้งขัดสี ของทอด งดดื่มแอลกอฮอล์ อาหารแปรรูป กินไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก ปลาแซลมอน ถั่วต่างๆ กินผัก ผลไม้ ธัญพืช เพิ่มไฟเบอร์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาที/วัน ทั้งนี้ถ้าระดับสูงเกินไป ควรปรึกษาแพทย์ค่ะ
ไตรกลีเซอไรด์ คืออะไร แตกต่างจากคอเลสเตอรอลอย่างไร วิธีตรวจสอบมีอะไรบ้าง
ไตรกลีเซอไรด์ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
วิธีลดไตรกลีเซอไรด์สูง มีอะไรบ้าง
หากมีระดับ ไตรกลีเซอไรด์สูงเกิน 150 mg/dL ควรเริ่มปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันโรคหัวใจ ตับอ่อนอักเสบ และไขมันพอกตับ
1.ปรับอาหาร ลดของมันและน้ำตาล
ลดน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสี
• หลีกเลี่ยงน้ำหวาน น้ำอัดลม ชานม ขนมปังขาว ข้าวขัดสี
• เปลี่ยนเป็นข้าวกล้อง โฮลวีต ธัญพืชแทน
หลีกเลี่ยงของทอดและไขมันอิ่มตัว
• งดหมูสามชั้น หนังไก่ อาหารทอด อาหารแปรรูป (ไส้กรอก เบคอน)
• ใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันรำข้าวแทนน้ำมันปาล์ม
กินไขมันดีแทน
• อะโวคาโด น้ำมันมะกอก ถั่วอัลมอนด์ เมล็ดเจีย
• กินปลาไขมันดี เช่น แซลมอน ทูน่า แมคเคอเรล (มีโอเมก้า-3 ช่วยลดไขมัน)
เพิ่มไฟเบอร์จากผักผลไม้
• ช่วยลดการดูดซึมไขมันและน้ำตาลในเลือด
• ผักใบเขียว ฝรั่ง แอปเปิล ข้าวโอ๊ต ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ได้ดี
ลดแอลกอฮอล์
• แอลกอฮอล์ทำให้ตับสร้างไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น
• หลีกเลี่ยงเบียร์ เหล้า ค็อกเทล
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
เพื่อช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์สูงให้กลับมาปกติ แนะนำออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น ทำคาร์ดิโออย่างน้อย 30-45 นาที/วัน วิ่ง เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เวทเทรนนิ่งเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ทำกิจกรรมขยับร่างกายบ่อย ๆ เช่น เดินขึ้นบันไดแทนลิฟต์ เดินหลังอาหาร
ควบคุมน้ำหนัก ลดพุง
แนะนำลดน้ำหนัก เพราะน้ำหนักเกินทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น โดยลด 5-10% ของน้ำหนักตัว ก็ช่วยลดระดับไขมันในเลือดได้มาก คำนวณแคลอรี่ที่เหมาะสมกับร่างกาย เพื่อไม่ให้มากเกินจำเป็นค่ะ
นอนหลับให้เพียงพอ ลดความเครียด
แนะนำว่าควรนอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง เพราะการอดนอนนอนดึก ทำให้ฮอร์โมนผิดปกติและไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น และควรลดความเครียด เพื่อฮอร์โมนความเครียดทำให้ไขมันเพิ่มขึ้นง่ายค่ะ
กินอาหารเสริมช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ (ถ้าจำเป็น)
ถ้าจำเป็นให้กินอาหารเสริมเพื่อช่วยลดไตรกลีเซอร์สูง เช่น น้ำมันปลา ไฟเบอร์ วิตามิน B3 (Niacin) ทั้งนี้ควรปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรก่อนใช้ค่ะ
6.ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
• เช็กระดับไตรกลีเซอไรด์ทุก 6 เดือน - 1 ปี
• ถ้าไตรกลีเซอไรด์สูงมาก (>500 mg/dL) ควรพบแพทย์ทันที
วิธีป้องกันไม่ให้ไตรกลีเซอไรด์สูง
ไตรกลีเซอไรด์สูงเป็นปัจจัยเสี่ยงของ โรคหัวใจ ตับอ่อนอักเสบ และไขมันพอกตับ ดังนั้นการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้สุขภาพดีและลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง
1.ควบคุมอาหาร เลือกกินให้ถูกต้อง
ลดน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสี
• หลีกเลี่ยง น้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมปังขาว ข้าวขัดสี
• เลือกแทนที่ด้วย ข้าวกล้อง โฮลวีต ขนมปังธัญพืช
หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัว
• หลีกเลี่ยง ของทอด ฟาสต์ฟู้ด ไส้กรอก เบคอน
• เลือกแทนที่ด้วย อะโวคาโด น้ำมันมะกอก ถั่ว
กินไขมันดี (ไขมันไม่อิ่มตัว)
อาหารแนะนำ ปลาแซลมอน ทูน่า น้ำมันมะกอก ถั่วอัลมอนด์
เพิ่มไฟเบอร์จากผักและผลไม้
ผักใบเขียว แอปเปิล ฝรั่ง ข้าวโอ๊ต ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์
งดหรือจำกัดแอลกอฮอล์
แอลกอฮอล์กระตุ้นให้ตับผลิตไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น
2.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
• คาร์ดิโอ 30-45 นาที/วัน เดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ
• เวทเทรนนิ่ง เสริมสร้างกล้ามเนื้อ การมีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้นช่วยเผาผลาญไขมันดีขึ้น
• ขยับตัวให้มากขึ้นในชีวิตประจำวัน เดินขึ้นบันไดแทนลิฟต์ ขยับตัวทุก 1 ชั่วโมง
ควบคุมน้ำหนัก ลดพุง
แนะนำลดน้ำหนัก ถ้ามีภาวะอ้วนมาก เพราะการลด 5-10% ของน้ำหนักตัว ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ได้ดีขึ้น โดยสามารถวางแผนการกิน คำนวณแคลอรี่ ไม่ให้เกินที่ร่างกายต้องการค่ะ
นอนหลับให้เพียงพอและลดความเครียด
แนะนำนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน เพราะนอนน้อยทำให้ระบบเผาผลาญทำงานผิดปกติ รวมถึงแนะนำว่าควรลดความเครียดด้วยค่ะ
ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
แนะนำว่าควรสุขภาพเป็นประจำ โดยตรวจระดับไตรกลีเซอไรด์ทุกปี เพื่อให้รู้ว่าระดับสูงไหม ถ้ามีปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันสูง ควรตรวจถี่ขึ้นค่ะ
ไตรกลีเซอไรด์สูง ทำยกกระชับสลายไขมันได้ไหม
การทำหัตถการเพื่อยกกระชับและสลายไขมัน เช่น Ultherapy, RF (Radio Frequency), HIFU, CoolSculpting หรือการดูดไขมัน เป็นทางเลือกที่หลายคนใช้เพื่อลดไขมันเฉพาะจุด แต่สำหรับผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจทำ
ปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนทำ
1.ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงแค่ไหน
• หากอยู่ในระดับปานกลาง (150-499 mg/dL) → อาจสามารถทำได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
• หากสูงมาก (>500 mg/dL) → ควรควบคุมระดับไตรกลีเซอไรด์ก่อน เพราะเสี่ยงต่อภาวะตับอ่อนอักเสบ
มีภาวะไขมันพอกตับหรือไม่?
ถ้าคนไข้เป็นไขมันพอกตับ แนะนำเน้นปรับพฤติกรรมก่อนเพื่อลดไขมัน เพราะหัตถการไม่ได้ช่วยลดไขมันในเลือด แต่เน้นลดไขมันบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายค่ะ
การทำหัตถการมีผลต่อระบบเผาผลาญหรือไม่
หัตถการลดไขมัน เช่น CoolSculpting เทคโนโลยีสลายไขมันด้วยความเย็น Cryolipolysis ช่วยกำจัดเซลล์ไขมัน แต่ไม่ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ รวมถึงการทำเลเซอร์ RF, HIFU, Ultherapy เพราะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและกระชับผิว
อยู่ระหว่างการใช้ยาลดไขมันไหม?
ถ้าคนไข้ใช้ยาเช่น Fibrate, Statins, Omega-3 high dose แนะนำว่าควรปรึกษาคุณหมอก่อน เพราะบางหัตถการอาจกระทบต่อระบบเผาผลาญไขมันได้ค่ะ
สุขภาพหัวใจและหลอดเลือดเป็นอย่างไร?
ไตรกลีเซอไรด์สูงทำให้เสี่ยงโรคหัวใจ ถ้ามีภาวะหัวใจหรือเส้นเลือดอุดตัน แนะนำปรึกษาคุณหมอก่อน เพราะต้องระมัดระวังในการทำหัตถการที่กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตค่ะ
แนะนำแนวทางที่ปลอดภัย
• ปรึกษาแพทย์ก่อน หากไตรกลีเซอไรด์สูง ควรตรวจสุขภาพก่อนทำ
• ควบคุมระดับไตรกลีเซอไรด์ก่อน โดยปรับอาหาร ออกกำลังกาย และอาจใช้ยาตามแพทย์แนะนำ
• เลือกหัตถการที่ปลอดภัย เช่น RF หรือ HIFU ที่ไม่ส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต
• ไม่ใช้การดูดไขมันเป็นทางแก้ปัญหาหลัก เพราะไม่ได้ช่วยลดไขมันในเลือด
สรุป ไตรกลีเซอไรด์ คืออะไร?
จะเห็นได้ว่า ไตรกลีเซอไรด์ เป็นชนิดไขมันในเลือดที่สำคัญต่อร่างกาย ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำรอง แต่ถ้ามีระดับสูงเกินไป จะเสี่ยงของโรคหัวใจ ตับอ่อนอักเสบ และไขมันพอกตับได้ค่ะ
ระดับไตรกลีเซอไรด์ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถทำได้โดยปรับการกิน ลดกินของหวาน ของทอด ของมัน ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด นอกจากนี้ แนะนำตรวจสุขภาพเป็นประจำด้วยค่ะ
ถ้าระดับไตรกลีเซอไรด์ปกติ ก็จะเสี่ยงเกิดโรคต่าง ๆ น้อยลง ดังนั้นแนะนำปรับเปลี่ยนการกิน ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต เพื่อสุขภาพดีในระยะยาวค่ะ
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ