เปิดอ่าน 2,716
สารบัญเนื้อหา ปากเปื่อย 

ปากเปื่อย เกิดจากอะไร? ขาดวิตามินอะไร? รักษายังไง? กี่วันหาย?

ปากเปื่อยเป็นปัญหาสุขภาพ ที่มีอาการปากเป็นแผล แห้ง แตก ลอก แสบ หรือรู้สึกเจ็บริมฝีปากและมุมปาก บางคนเป็นซ้ำบ่อย หายช้าโดยไม่รู้สาเหตุ ปากเปื่อยเกิดได้จากหลายปัจจัย การเข้าใจสาเหตุ อาการ และวิธีดูแลรักษา จะช่วยให้อาการปากเปื่อยหายเร็วขึ้น ป้องกันเป็นซ้ำอีก ริมฝีปากกลับมามีสุขภาพดีอีกครั้งค่ะ

ปากเปื่อยคืออะไร?

ปากเปื่อย คือ ภาวะริมฝีปากหรือมุมปากอักเสบ ระคายเคือง หรือขาดความชุ่มชื้นมาก ทำให้ริมฝีปากแห้ง แตก ลอก แสบ แดง คล้ำ หรือมีแผลเล็ก ๆ ด้วย อาจรู้สึกเจ็บปวดตึงเวลาพูดหรืออ้าปาก
อาการปากเปื่อยไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่เป็นปัญหาที่พบบ่อยและเกิดซ้ำได้ ถ้าไม่ได้ดูแลรักษา ปากเปื่อยเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น

ริมฝีปากแห้ง การเลียปาก แกะลอกหนังปากบ่อย การแพ้ผลิตภัณฑ์  สภาพอากาศแห้ง แดดจัด ขาดวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินบี ธาตุเหล็ก และมุมปากติดเชื้อราหรือแบคทีเรีย

อาการปากเปื่อยสามารถดีขึ้นได้เอง เมื่อดูแลอย่างถูกวิธี แต่ถ้ามีอาการรุนแรง มีแผลแตก หรือรู้สึกเจ็บปวด ควรพบแพทย์เพื่อรักษาค่ะ

อาการปากเปื่อย สังเกตลักษณะแผลอักเสบบวมแดงริมฝีปาก
ภาพลักษณะแผลอักเสบบวมแดงในช่องปาก ที่สร้างความเจ็บแสบเวลาทานอาหาร

อาการของปากเปื่อย เป็นอย่างไร?

อาการปากเปื่อย มีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงค่อนข้างรุนแรง โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่

ข้อ 1 ปากเปื่อยมีอาการริมฝีปากแห้ง ขาดความชุ่มชื้น
ข้อ 2 ปากเปื่อยมีอาการผิวปากลอก แตกเป็นร่อง
ข้อ 3 ปากเปื่อยมีอาการรู้สึกแสบ ระคายเคือง เจ็บริมฝีปาก
ข้อ 4 ปากเปื่อยมีอาการริมฝีปากแดงกว่าปกติ ปากคล้ำขึ้น
ข้อ 5 ปากเปื่อยมีอาการแผลเล็กบนริมฝีปากหรือมุมปาก
ข้อ 6 ปากเปื่อยมีอาการมุมปากแตก เจ็บ ตึงเมื่ออ้าปาก
ข้อ 7 ปากเปื่อยมีอาการคัน หรือ แสบร้อนร่วมด้วย
ข้อ 8 ปากเปื่อยมีอาการสะเก็ดแผลร่วมด้วย

อาการปากเปื่อยหายได้เองเมื่อดูแลเหมาะสม แต่ถ้าเป็นซ้ำบ่อย เป็นนานหลายสัปดาห์ หรือเจ็บปวดมาก ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง

สาเหตุแผลในช่องปาก เกิดจากนอนดึกภูมิร่วงและแพ้ยาสีฟัน
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดแผลระคายเคือง ทั้งการพักผ่อนน้อย ภูมิคุ้มกันตก และการกัดริมฝีปาก

ปากเปื่อย เกิดจากอะไรได้บ้าง?

ปากเปื่อยเป็นภาวะที่ริมฝีปากหรือบริเวณมุมปากเกิดการอักเสบ ระคายเคือง และสูญเสียความชุ่มชื้น ส่งผลให้ปากแห้ง แตก ลอก แสบ หรือเกิดแผล ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในร่างกาย หากไม่แก้ไขที่ต้นเหตุ อาจทำให้ปากเปื่อยเป็นซ้ำหรือกลายเป็นเรื้อรังได้

ริมฝีปากแห้งและขาดความชุ่มชื้น

ริมฝีปากเป็นผิวที่ไม่มีต่อมไขมัน จึงสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย หากต้องเผชิญกับอากาศแห้ง แดดจัด ลมแรง หรืออยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน รวมถึงการดื่มน้ำน้อย จะทำให้ริมฝีปากแห้ง แตก และเปื่อยได้ง่าย

พฤติกรรมที่ทำให้ริมฝีปากระคายเคือง

การเลียปากบ่อย กัดปาก แกะลอกริมฝีปาก ขัดถูปากแรง ๆ ทำให้ผิวริมฝีปากบาง อักเสบง่าย และปากเปื่อย

การแพ้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับปาก

อาการแพ้ลิปสติก ลิปมัน ยาสีฟัน และน้ำยาบ้วนปาก ทำให้ปากแดง แสบ คัน ลอก ปากเปื่อย โดยเฉพาะคนที่ผิวบอบบางแพ้ง่าย

การขาดวิตามินและแร่ธาตุ

คนที่พักผ่อนน้อย กินไม่ครบ 5 หมู่ อดอาหาร มักขาดวิตามินบีรวม วิตามินบี 2 วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก หรือสังกะสี ทำให้ปากเปื่อยได้ง่าย

การติดเชื้อบริเวณริมฝีปาก

เชื้อราและแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่อับชื้น โดยเฉพาะมุมปาก ทำให้มุมปากอักเสบ ปากเปื่อย หายช้าและกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย

แสงแดดและรังสียูวี

แสงแดดและรังสียูวี นอกจากจะทำให้ริมฝีปากคล้ำ แห้งเสียแล้ว ยังทำให้ปากเปื่อยได้เพราะอักเสบ โดยเฉพาะคนที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งนาน ๆ

โรคและปัญหาสุขภาพบางอย่าง

ปัญหาสุขภาพและโรคบางชนิด เช่น ภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันต่ำ โรคผิวหนัง โรคเบาหวาน ทำให้ผิวแห้ง อักเสบ และเสี่ยงปากเปื่อยง่าย

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด

รู้หรือไม่ว่า ยาบางประเภท เช่น ยารักษาสิว ยาแก้แพ้ ทำให้ปากแห้ง แตก ลอกเป็นขุย และเสี่ยงปากเปื่อยได้


ปากเปื่อย เกิดจากโรคอะไรได้บ้าง

แม้ปากเปื่อยส่วนใหญ่จะเกิดจากการระคายเคืองหรือขาดความชุ่มชื้น แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคหรือภาวะสุขภาพบางอย่างได้ โดยโรคที่อาจทำให้เกิดปากเปื่อย มีดังนี้

มุมปากอักเสบ
เป็นภาวะที่พบบ่อยมาก เกิดการอักเสบที่มุมปาก ทำให้มุมปากแดง แตก เจ็บ อาจมีน้ำเหลืองหรือสะเก็ด สาเหตุหลักมักมาจากเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย การเลียปากบ่อย หรือการขาดวิตามินบีและธาตุเหล็ก

ผิวหนังอักเสบจากการแพ้
เกิดจากการแพ้หรือระคายเคืองสารบางชนิด เช่น ลิปสติก ลิปมัน ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก หรือเครื่องสำอาง ทำให้ริมฝีปากแดง คัน แสบ ลอก และเปื่อย หากยังใช้สารก่อแพ้ซ้ำ อาการจะไม่หายและอาจรุนแรงขึ้น

โรคผิวหนังอักเสบ
คนผิวแห้งมาก เป็นภูมิแพ้ผิวหนัง มักปากแห้ง แตก ลอก และปากเปื่อยร่วมด้วย เมื่อไม่บำรุงหรืออากาศเปลี่ยนจะเป็นซ้ำอีกได้ง่าย

การขาดวิตามินและภาวะโลหิตจาง
ปากเปื่อยเกิดในคนที่มีปัญหาดูดซึมสารอาหาร เป็นโรคโลหิตจาง เพราะขาดวิตามินบีรวม วิตามินบี 2 วิตามินบี 12 หรือธาตุเหล็ก

การติดเชื้อราในช่องปาก
คนที่ช่องปากติดเชื้อรา ทำให้ริมฝีปาก มุมปาก เยื่อบุช่องปากอักเสบ มีฝ้าขาว เจ็บ แสบ และเสี่ยงปากเปื่อย

โรคเริมที่ริมฝีปาก
เริมที่ปากจะมีอาการแสบ คัน ตึง เกิดตุ่มน้ำใสและแผล ทำให้ดูคล้ายปากเปื่อย มักเจ็บและเป็นซ้ำจุดเดิม

โรคสะเก็ดเงิน
แม้จะพบไม่บ่อย แต่โรคสะเก็ดเงินที่เกิดบริเวณริมฝีปาก ทำให้ปากแห้ง แตก ลอก อักเสบ เสี่ยงปากเปื่อยได้

โรคเบาหวาน
ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงติดเชื้อและผิวแห้งได้ง่าย จึงอาจเกิดอาการปากเปื่อย มุมปากอักเสบ หายช้ากว่าปกติ

โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน
เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ทำให้เยื่อบุและผิวอักเสบง่าย จึงเกิดอาการปากเปื่อยเรื้อรัง

เช็กสัญญาณร่างกายขาดวิตามินบี ธาตุเหล็ก และสังกะสี
การขาดสารอาหารกลุ่มวิตามินบี ธาตุเหล็ก และสังกะสี ที่ส่งผลต่อความแข็งแรงของเยื่อบุริมฝีปาก

ปากเปื่อย ขาดวิตามินอะไร?

ปากเปื่อยเกิดจากขาดวิตามินแร่ธาตุบางชนิด โดยเฉพาะกลุ่มวิตามินบี ทำให้ริมฝีปากอักเสบ แตก ลอก และปากเปื่อยหายช้าได้

วิตามินบีรวม วิตามินบีช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวและเยื่อบุ ถ้าขาดวิตามินบีรวม ทำให้ริมฝีปากแห้ง ปากเปื่อย เกิดแผลได้ง่าย
วิตามินบี 2 วิตามินบี 2 ช่วยบำรุงผิว ถ้าวิตามินบี 2 ทำให้มุมปากอักเสบ ปากแตก ปากเปื่อย ลิ้นแดง เจ็บในช่องปาก
วิตามินบี 6มีส่วนช่วยในการสร้างเซลล์ผิวและการทำงานของระบบประสาท ถ้าขาดวิตามินบี 6 จะทำให้ปากเปื่อยได้ง่าย
วิตามินบี 12 ถ้าขาดวิตามินบี 12 ทำให้เยื่อบุช่องปากอักเสบ ปากเปื่อย มุมปากแตก ลิ้นอักเสบ และอาจอ่อนเพลียร่วมด้วย
ธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ถ้าขาดจะทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ปากเปื่อย และมุมปากอักเสบได้ง่าย
สังกะสี สังกะสีช่วยในการซ่อมแซมผิวและเสริมภูมิคุ้มกัน ถ้าขาดสังกะสีจะทำให้แผลหายช้า และอาจปากเปื่อยบ่อย

บรรเทาแผลแสบตึงริมฝีปาก ดื่มน้ำและป้ายยารักษาเบื้องต้น
แนวทางการดูแลบรรเทาอาการแผลในปาก ด้วยการจิบน้ำบ่อยๆ ป้ายยา และงดของเผ็ดร้อน

วิธีรักษาอาการปากเปื่อย

การรักษาปากเปื่อยให้ได้ผล ควรดูแลทั้งจากภายนอกและภายใน พร้อมแก้ไขที่สาเหตุ เพื่อให้อาการหายเร็วและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ

1.วิธีดูแลอาการปากเปื่อยเบื้องต้นด้วยตัวเอง
เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปากเปื่อยไม่รุนแรง ไม่มีแผลลึกหรือการติดเชื้อ

• ทาลิปบาล์มที่ให้ความชุ่มชื้นสูงเป็นประจำ เพื่อป้องกันริมฝีปากแห้งและแตก
• เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำหอม สี หรือแอลกอฮอล์ ลดการระคายเคือง
• ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นจากภายใน
• หลีกเลี่ยงการเลียปาก กัดปาก หรือแกะหนังปาก เพราะจะทำให้อาการแย่ลง
• งดใช้ลิปสติกหรือเครื่องสำอางบริเวณริมฝีปากชั่วคราว
• รักษาความสะอาดริมฝีปากและมุมปาก หลีกเลี่ยงความอับชื้น
• พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด เพราะมีผลต่อการฟื้นฟูผิว

การใช้ยาในการรักษาปากเปื่อย
ปากเปื่อยมีอาการอักเสบ แสบ แดง เป็นซ้ำบ่อย แนะนำใช้ยาทาเพิ่มความชุ่มชื้น ยาทาฆ่าเชื้อรา ยาลดการอักเสบ และวิตามินเสริม โดยเฉพาะวิตามินบีรวม ธาตุเหล็ก และสังกะสี

ไม่ควรใช้ยาสเตียรอยด์หรือยาฆ่าเชื้อเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพราะทำให้เกิดผลข้างเคียงได้

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นปากเปื่อย
อาหารบางอย่างอาจทำให้ปากเปื่อยหายช้า แนะนำให้หลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด อาหารร้อนมาก ชากาแฟร้อน อาหารแข็ง ๆ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

แนะนำเลือกกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และอาหารวิตามินบีสูง เช่น ไข่ นม ปลา ผักใบเขียว ช่วยให้แผลหายเร็ว

ควรไปพบแพทย์หากอาการปากเปื่อยไม่ดีขึ้น
แนะนำพบแพทย์เพื่อรักษา ถ้าปากเปื่อยเป็นนานเกิน 2 สัปดาห์ เป็นซ้ำบ่อย มีแผลแตกเจ็บมาก มีน้ำเหลือง สะเก็ด ติดเชื้อ และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อ่อนเพลีย น้ำหนักลด

การใช้ยาในการรักษาปากเปื่อย
ปากเปื่อยมีอาการอักเสบ แสบ แดง เป็นซ้ำบ่อย แนะนำใช้ยาทาเพิ่มความชุ่มชื้น ยาทาฆ่าเชื้อรา ยาลดการอักเสบ และวิตามินเสริม โดยเฉพาะวิตามินบีรวม ธาตุเหล็ก และสังกะสี
ไม่ควรใช้ยาสเตียรอยด์หรือยาฆ่าเชื้อเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพราะทำให้เกิดผลข้างเคียงได้

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นปากเปื่อย
อาหารบางอย่างอาจทำให้ปากเปื่อยหายช้า แนะนำให้หลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด อาหารร้อนมาก ชากาแฟร้อน อาหารแข็ง ๆ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
แนะนำเลือกกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และอาหารวิตามินบีสูง เช่น ไข่ นม ปลา ผักใบเขียว ช่วยให้แผลหายเร็ว

ควรไปพบแพทย์หากอาการปากเปื่อยไม่ดีขึ้น
แนะนำพบแพทย์เพื่อรักษา ถ้าปากเปื่อยเป็นนานเกิน 2 สัปดาห์ เป็นซ้ำบ่อย มีแผลแตกเจ็บมาก มีน้ำเหลือง สะเก็ด ติดเชื้อ และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อ่อนเพลีย น้ำหนักลด


ปากเปื่อย รักษากี่วันหาย?

สำหรับข้อสงสัยว่า อาการปากเปื่อยกี่วันหาย ? ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรงของอาการ และวิธีดูแลรักษา

ปากเปื่อยเล็กน้อยจากปากแห้งหรือระคายเคือง
อาการปากเปื่อยเล็กน้อย หายได้ใน 3-5 วัน หรือ 1 สัปดาห์ เมื่อบำรุงดูแลปาก เช่น ทาลิปบาล์ม ดื่มน้ำมาก ๆ

ปากเปื่อยจากการแพ้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
อาการปากเปื่อยดีขึ้นใน 5-7 วัน และหายใน 1-2 สัปดาห์ เมื่อหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้

ปากเปื่อยที่มุมปากอักเสบหรือมีการติดเชื้อ
อาการปากเปื่อยที่ติดเชื้อราหรือแบคทีเรียต้องใช้ยารักษา โดยทั่วไปจะหายได้ใน 1-2 สัปดาห์

ปากเปื่อยจากการขาดวิตามินหรือภาวะสุขภาพภายใน
อาการปากเปื่อยจากการขาดวิตามิน มีปัญหาสุขภาพ เมื่อได้รับวิตามินเพียงพอ จะค่อย ๆ ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์

ปากเปื่อยเรื้อรังหรือเป็นซ้ำบ่อย
อาการปากเปื่อยเรื้อรัง เป็นซ้ำบ่อย ที่เกิดจากโรค ปัญหาสุขภาพ หรือสาเหตุบางอย่าง อาจไม่หายนานเกิน 2 สัปดาห์ แนะนำให้พบแพทย์

ระยะเวลาแผลร้อนในสมานตัวและสิวริมฝีปากหายเอง
แผลระคายเคืองขนาดเล็กในช่องปาก สามารถค่อยๆ สมานตัวและหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์

อาการปากเปื่อยหายเองได้ไหม?

คำตอบคือ อาการปากเปื่อยสามารถหายเองได้ในหลายกรณี โดยเฉพาะเมื่ออาการไม่รุนแรงและไม่มีโรคหรือการติดเชื้อร่วม แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุและการดูแลด้วย

กรณีที่ปากเปื่อยสามารถหายเองได้
ปากเปื่อยมักหายเองได้ หากเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้

• ริมฝีปากแห้งจากอากาศแห้งหรือดื่มน้ำน้อย
• การระคายเคืองเล็กน้อยจากการเลียปากหรือถูริมฝีปาก
• พักผ่อนน้อยหรือร่างกายอ่อนล้าชั่วคราว

หากเริ่มดูแลริมฝีปากให้ชุ่มชื้น หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง และดื่มน้ำมากขึ้น อาการมักดีขึ้นภายใน 3-7 วัน และสามารถหายได้เอง

กรณีที่ปากเปื่อยอาจไม่หายเอง
ปากเปื่อยมักไม่หายเองหรือหายช้า หากเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้

• การแพ้ลิปสติก เครื่องสำอาง หรือยาสีฟัน และยังใช้ผลิตภัณฑ์นั้นต่อ
• มุมปากอักเสบจากเชื้อรา หรือแบคทีเรีย
• การขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ
• โรคผิวหนังอักเสบ หรือโรคประจำตัวบางชนิด

กรณีเหล่านี้ หากไม่รักษาที่สาเหตุ อาการอาจเป็นซ้ำเรื้อรัง หรือรุนแรงขึ้น


ปัจจัยที่ทำให้ปากเปื่อยหายช้าหรือเร็ว

ระยะเวลาที่อาการปากเปื่อยจะดีขึ้นหรือหายช้า ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสาเหตุของการเกิด การดูแลรักษา และสุขภาพโดยรวม หากเข้าใจปัจจัยเหล่านี้ จะช่วยให้รักษาได้ตรงสาเหตุและหายเร็วขึ้น

ปัจจัยที่ทำให้หายเร็ว

ดูแลริมฝีปากอย่างสม่ำเสมอ บำรุงดูแลริมฝีปากให้ชุ่มชื้นเสมอ เช่น ทาลิปบาล์ม ป้องกันปากแห้งแตก ที่เป็นสาเหตุทำให้ปากเปื่อย
หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่กระตุ้นอาการ ไม่ควรทำพฤติกรรมเลียปาก กัดปาก แกะหนังปาก ขัดถูริมฝีปากแรง ๆ เพื่อช่วยให้ปากเปื่อยหายเร็วขึ้น
รักษาให้ตรงกับสาเหตุปากเปื่อย ถ้าปากเปื่อยจากการแพ้ ติดเชื้อ หรือขาดวิตามิน ควรรักษาที่สาเหตุ เพื่อช่วยให้หายเร็วขึ้น
โภชนาการและการพักผ่อนที่เพียงพอ เลือกกินอาหารครบ 5 หมู่ มีวิตามินแร่ธาตุที่จำเป็น และพักผ่อนให้เพียงพอ ช่วยป้องกันและหายเร็วขึ้น
ปกป้องริมฝีปากจากแดดและสภาพแวดล้อม แนะนำทาลิปบาล์มกันแดด หลีกเลี่ยงแดดจัด ลมแรง ๆ และมลภาวะ เพื่อช่วยลดการระคายเคือง

ปัจจัยที่ทำให้หายช้า

ยังสัมผัสหรือใช้สิ่งที่ก่อให้เกิดการแพ้ ถ้าปากเปื่อยจากการแพ้ผลิตภัณฑ์ เช่น ลิปสติก ยาสีฟัน แต่ยังไม่หยุดใช้ อาจไม่หายและอาการรุนแรงขึ้น
เลียปากหรือแกะหนังปากบ่อย การเลียปาก แกะหนังปากบ่อย ๆ ทำให้ผิวริมฝีปากบาดเจ็บซ้ำ ๆ เสี่ยงติดเชื้อ และอาการปากเปื่อยไม่หาย
มีการติดเชื้อรา หรือแบคทีเรีย อาการปากเปื่อยจากการติดเชื้อรา แบคทีเรีย จะหายช้าถ้าไม่ได้รักษาด้วยยา แนะนำให้พบแพทย์
ขาดวิตามินและแร่ธาตุ ขาดวิตามินแร่ธาตุ โดยเฉพาะวิตามินบี ธาตุเหล็ก สังกะสี จะทำให้ปากเปื่อยหายช้านานกว่าปกติ
มีโรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันต่ำ คนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคผิวหนังอักเสบ จะทำให้ปากเปื่อยหายช้าและเสี่ยงเป็นซ้ำอีก
การใช้ยาที่ไม่เหมาะสมหรือใช้ยาผิดวิธี เมื่อเป็นปากเปื่อย แต่ถ้าใช้ยาทาแรง ๆ ยาสเตียรอยด์เอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น


อาการปากเปื่อย แบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?

แม้อาการปากเปื่อยโดยทั่วไปจะไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่บางครั้งปากเปื่อยอาจมาจากติดเชื้อหรือโรค ดังนั้นถ้าพบอาการต่อไปนี้ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาค่ะ

• เป็นนานเกิน 1-2 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น แม้จะดูแลและทาลิปบาล์มอย่างสม่ำเสมอแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง
• เป็นซ้ำบ่อยหรือเป็นเรื้อรัง หายแล้วกลับมาเป็นใหม่บ่อย อาจเกี่ยวข้องกับการแพ้ การติดเชื้อ หรือโรคประจำตัว
• มีแผลแตก เจ็บมาก เลือดออก หรือน้ำเหลืองซึม อาจบ่งบอกถึงการอักเสบรุนแรง หรือมีการติดเชื้อร่วม
• มุมปากอักเสบรุนแรง อ้าปากลำบาก มุมปากแตก เจ็บมาก พูดหรือรับประทานอาหารลำบาก
• มีอาการบวม แดง ร้อน หรือปวดมากผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรีย
• มีผื่น แผล หรือฝ้าขาวในช่องปากร่วมด้วย อาจเกี่ยวข้องกับเชื้อรา เริม หรือโรคในช่องปาก
• ปากเปื่อยร่วมกับอาการผิดปกติอื่นของร่างกาย เช่น อ่อนเพลีย ซีด น้ำหนักลด หรือมีไข้
• ผู้ป่วยเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หากมีอาการปากเปื่อย ควรได้รับการประเมินจากแพทย์เร็วขึ้น


รักษาปากเปื่อยใช้ยาอะไรดี

การเลือกใช้ยารักษาปากเปื่อยควรขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ เพราะปากเปื่อยไม่ได้เกิดจากเหตุผลเดียวกันทุกคน แนะนำก่อนใช้ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ เพราะการใช้ยาให้ตรงจุดจะช่วยให้อาการหายเร็วและไม่เป็นซ้ำ โดยทั่วไปยาที่ใช้ในการรักษาปากเปื่อย มีดังนี้

1.ยาทาให้ความชุ่มชื้นและฟื้นฟูผิว
เช่น ลิปบาล์มสูตรอ่อนโยน ไม่มีน้ำหอม สี หรือแอลกอฮอล์ ปิโตรเลียมเจลลี่ หรือครีมเคลือบผิว ยาทาที่ช่วยซ่อมแซมผิวริมฝีปาก เหมาะกับปากเปื่อยจากปากแห้ง ระคายเคืองเล็กน้อย ใช้ทาบ่อย ๆ ระหว่างวันและก่อนนอน เพื่อป้องกันปากแตก แห้ง และลอก

ยาทาลดการอักเสบ
ยาทาลดอักเสบเหมาะกับปากเปื่อยที่มีอาการแสบแดง รู้สึกเจ็บ แต่ไม่ควรใช้เอง ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

ยาทาฆ่าเชื้อรา
ยาทาฆ่าเชื้อราเหมาะกับปากเปื่อย มุมปากอักเสบ แดง แตก เจ็บ หายช้า โดยอยู่ในการดูแลของแพทย์ และต้องใช้ต่อเนื่องแม้ดีขึ้นแล้ว

ยาทาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
ยาทาฆ่าเชื้อแบคทีเรียเหมาะกับปากเปื่อย มีแผล มีน้ำเหลือง ใช้เมื่อติดเชื้อจริง อยู่ในการดูแลของแพทย์ ไม่ควรใช้เองเพราะอาจดื้อยา

วิตามินและอาหารเสริม
ถ้าปากเปื่อยจากการขาดวิตามิน ควรกินวิตามินอาหารเสริม เช่น วิตามินบีรวม สังกะสี แต่ควรกินตามคำแนะนำ


ปากเปื่อย เป็นโรคติดต่อไหม?

โดยทั่วไป ปากเปื่อยไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่สามารถแพร่จากคนสู่คนได้ในชีวิตประจำวัน เพราะส่วนใหญ่มักเกิดจากริมฝีปากแห้ง การระคายเคือง การแพ้ หรือการขาดวิตามิน ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคที่ติดต่อได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่อาการปากเปื่อยอาจเกี่ยวข้องกับเชื้อโรค ซึ่งควรแยกให้ชัดเจน ดังนี้

กรณีที่ปากเปื่อยไม่ติดต่อ
• ปากเปื่อยจากอากาศแห้งหรือขาดความชุ่มชื้น
• ปากเปื่อยจากการเลียปาก กัดปาก หรือแกะหนังปาก
• ปากเปื่อยจากการแพ้ลิปสติก ยาสีฟัน หรือเครื่องสำอาง
• ปากเปื่อยจากการขาดวิตามินและแร่ธาตุ

อาการปากเปื่อยในกรณีเหล่านี้ไม่สามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้

กรณีที่อาจดูเหมือนปากเปื่อย แต่มีโอกาสติดต่อ
• เริมที่ริมฝีปาก อาจเริ่มจากอาการแสบ แดง คล้ายปากเปื่อย แต่จะมีตุ่มน้ำใสและแผลร่วมด้วย เริมเป็นโรคติดต่อได้จากการสัมผัสโดยตรง
• การติดเชื้อราในช่องปากหรือมุมปาก โดยทั่วไปไม่ติดต่อในคนสุขภาพปกติ แต่สามารถแพร่ได้ในบางกรณี เช่น ใช้ของใช้ร่วมกันหรือในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ

เปรียบเทียบแผลอักเสบในปาก กับริมฝีปากแห้งตึงลอกเป็นขุย
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างแผลอักเสบในช่องปากกับอาการริมฝีปากแห้งลอก

ปากเปื่อย ต่างจากปากแห้งลอกอย่างไร?

แม้ปากเปื่อยและปากแห้งลอกจะมีอาการคล้ายกัน แต่แท้จริงแล้วมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของสาเหตุ ความรุนแรง และวิธีดูแลรักษา ความแตกต่างระหว่างปากเปื่อยกับปากแห้งลอก มีดังนี้

ปากแห้งลอก
เป็นภาวะที่เกิดจากการขาดความชุ่มชื้นของริมฝีปากเป็นหลัก

• ลักษณะอาการ ริมฝีปากแห้ง ตึง ลอกเป็นขุย ไม่ค่อยมีอาการเจ็บหรือแสบมาก มักไม่มีรอยแดงหรือแผลชัดเจน
• สาเหตุที่พบบ่อย อากาศแห้ง ลม แดด ดื่มน้ำน้อย อยู่ในห้องแอร์นาน ไม่บำรุงริมฝีปาก
• การดูแล ทาลิปบาล์มเพิ่มความชุ่มชื้น ดื่มน้ำมากขึ้น หลีกเลี่ยงการเลียปาก อาการมักดีขึ้นและหายได้ภายในไม่กี่วัน

ปากเปื่อย
เป็นภาวะที่ริมฝีปากเกิดการอักเสบและระคายเคืองร่วมด้วย

• ลักษณะอาการ ปากแห้ง แตก ลอก ร่วมกับอาการแดง แสบ หรือเจ็บ อาจมีแผลเล็ก ๆ หรือมุมปากแตก บางรายมีน้ำเหลืองหรือสะเก็ด
• สาเหตุที่พบบ่อย การแพ้ลิปสติก ยาสีฟัน หรือเครื่องสำอาง การเลียปากหรือแกะหนังปากจนเกิดการอักเสบการติดเชื้อรา หรือแบคทีเรีย การขาดวิตามินและแร่ธาตุ โรคผิวหนังอักเสบ
• การดูแล ต้องหลีกเลี่ยงสาเหตุที่กระตุ้น อาจต้องใช้ยาทาหรือวิตามินเสริม ใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าปากแห้งลอก


สรุปเกี่ยวกับอาการปากเปื่อย

ปากเปื่อยเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ปากแห้ง แพ้ผลิตภัณฑ์ ขาดวิตามิน ติดเชื้อ โรคประจำตัว ปัญหาสุขภาพ แม้อาการปากเปื่อยโดยทั่วไปจะหายได้เอง ก็ควรดูแลบำรุงริมฝีปากสม่ำเสมอ แต่ถ้าเป็นซ้ำบ่อย ๆ หายช้า หรืออาการรุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาให้หาย และป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำอีก

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
เรื่อง บทความน่ารู้ ที่คุณอาจสนใจ
pixel