ปากเปื่อย สาเหตุเกิดจากอะไร? พร้อมวิธีรักษาแผลพุพองให้หายไว ไม่ทิ้งรอย
เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC
ปากเปื่อย
- ปากเปื่อย เกิดจากอะไร ขาดวิตามินอะไร รักษายังไง กี่วันหาย
- ปากเปื่อยคืออะไร
- อาการของปากเปื่อยเป็นอย่างไร
- อาการปากเปื่อย เกิดจากอะไร
- 1.ปากเปื่อยเกิดจากริมฝีปากแห้งและขาดความชุ่มชื้น
- 2.ปากเปื่อยเกิดจากพฤติกรรมที่ทำให้ริมฝีปากระคายเคือง
- 3.ปากเปื่อยเกิดจากการแพ้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับปาก
- 4.ปากเปื่อยเกิดจากการขาดวิตามินและแร่ธาตุ
- 5.ปากเปื่อยเกิดจากการติดเชื้อบริเวณริมฝีปาก
- 6.ปากเปื่อยเกิดจากแสงแดดและรังสียูวี
- 7.ปากเปื่อยเกิดจากโรคและปัญหาสุขภาพบางอย่าง
- 8.ปากเปื่อยเกิดจากผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด
- ปากเปื่อย เกิดจากโรคอะไรได้บ้าง
- ปากเปื่อย ขาดวิตามินอะไร
- วิธีรักษาอาการปากเปื่อยให้หาย
- อาการปากเปื่อย รักษากี่วันหาย
- อาการปากเปื่อยหายเองได้ไหม
- ปัจจัยที่ทำให้ปากเปื่อยหายช้าหรือเร็ว
- ปัจจัยที่ทำให้ปากเปื่อยหายเร็ว
- ปัจจัยที่ทำให้ปากเปื่อยหายช้า
- อาการปากเปื่อยที่ควรไปพบแพทย์
- รักษาปากเปื่อยใช้ยาอะไรดี
- ปากเปื่อย เป็นโรคติดต่อไหม
- ปากเปื่อยต่างจากปากแห้งลอกอย่างไร
- สรุปเกี่ยวกับอาการปากเปื่อย
ปากเปื่อย เกิดจากอะไร ขาดวิตามินอะไร รักษายังไง กี่วันหาย
ปากเปื่อยเป็นปัญหาที่หลายคนอาจมองว่าเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริงกลับส่งกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งอาการปากเป็นแผล แห้ง แตก ลอก แสบ หรือเจ็บบริเวณริมฝีปากและมุมปาก บางคนเป็นซ้ำบ่อยหรือหายช้าโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการปากเปื่อยอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน การแพ้ การขาดวิตามิน ไปจนถึงโรคบางชนิด การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และวิธีดูแลรักษาอย่างถูกต้อง จะช่วยให้อาการปากเปื่อยหายเร็วขึ้น ป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ และช่วยให้ริมฝีปากกลับมามีสุขภาพดีอีกครั้ง
ปากเปื่อยคืออะไร
ปากเปื่อย คือภาวะที่ริมฝีปากหรือมุมปากเกิดการอักเสบ ระคายเคือง หรือสูญเสียความชุ่มชื้นมากกว่าปกติ ทำให้ริมฝีปากมีลักษณะแห้ง แตก ลอก แสบ แดง คล้ำ หรืออาจมีแผลเล็ก ๆ ร่วมด้วย ในบางรายอาจเจ็บหรือปวดตึงเวลาพูดหรืออ้าปาก
อาการปากเปื่อยไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่เป็นปัญหาที่พบบ่อยและสามารถเกิดซ้ำได้ หากไม่ได้ดูแลหรือแก้ไขที่สาเหตุ โดยอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น
• ริมฝีปากแห้ง ขาดความชุ่มชื้น
• การเลียปาก แกะ ลอกหนังปากบ่อย
• การแพ้ลิปสติก ยาสีฟัน หรือเครื่องสำอาง
• สภาพอากาศแห้ง แดดจัด ลมแรง
• การขาดวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินบี หรือธาตุเหล็ก
• การติดเชื้อรา หรือแบคทีเรีย โดยเฉพาะบริเวณมุมปาก
หากอาการปากเปื่อยเป็นไม่มาก มักสามารถดีขึ้นได้เองเมื่อได้รับการบำรุงและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น แต่ถ้ามีอาการรุนแรง เป็นเรื้อรัง มีแผลแตก หรือรู้สึกเจ็บปวด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาอย่างเหมาะสม
อาการของปากเปื่อยเป็นอย่างไร
อาการของปากเปื่อย สามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงค่อนข้างรุนแรง โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่
• ปากเปื่อย ริมฝีปากแห้ง ตึง และขาดความชุ่มชื้น
• ปากเปื่อย ผิวปากลอก เป็นขุย หรือแตกเป็นร่อง
• ปากเปื่อย รู้สึกแสบ ระคายเคือง หรือเจ็บบริเวณริมฝีปาก
• ปากเปื่อย ริมฝีปากแดงกว่าปกติ หรือมีสีคล้ำขึ้น
• ปากเปื่อย มีแผลเล็ก ๆ บนริมฝีปาก หรือบริเวณมุมปาก
• ปากเปื่อย มุมปากแตก เจ็บ อ้าปากแล้วรู้สึกตึงหรือปวด
• ปากเปื่อย อาจมีอาการคัน หรือแสบร้อนร่วมด้วย
• ปากเปื่อย อาจมีน้ำเหลืองซึม หรือสะเก็ดร่วมด้วย
อาการปากเปื่อยอาจเป็นเพียงชั่วคราวและหายได้เองเมื่อได้รับการดูแลที่เหมาะสม แต่ถ้ามีอาการเป็นซ้ำบ่อย เป็นนานหลายสัปดาห์ หรือมีอาการเจ็บปวดมาก ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาอย่างถูกต้อง
อาการปากเปื่อย เกิดจากอะไร
ปากเปื่อยเป็นภาวะที่ริมฝีปากหรือบริเวณมุมปากเกิดการอักเสบ ระคายเคือง และสูญเสียความชุ่มชื้น ส่งผลให้ปากแห้ง แตก ลอก แสบ หรือเกิดแผล ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในร่างกาย หากไม่แก้ไขที่ต้นเหตุ อาจทำให้ปากเปื่อยเป็นซ้ำหรือกลายเป็นเรื้อรังได้
1.ปากเปื่อยเกิดจากริมฝีปากแห้งและขาดความชุ่มชื้น
ริมฝีปากเป็นผิวที่ไม่มีต่อมไขมัน จึงสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย หากต้องเผชิญกับอากาศแห้ง แดดจัด ลมแรง หรืออยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน รวมถึงการดื่มน้ำน้อย จะทำให้ริมฝีปากแห้ง แตก และเปื่อยได้ง่าย
2.ปากเปื่อยเกิดจากพฤติกรรมที่ทำให้ริมฝีปากระคายเคือง
พฤติกรรมบางอย่างที่ทำเป็นประจำโดยไม่รู้ตัว เช่น การเลียปากบ่อย กัดปาก แกะหนังปาก หรือถูริมฝีปากแรง ๆ จะยิ่งทำให้ผิวริมฝีปากบางและอักเสบง่าย ส่งผลให้ปากเปื่อยและหายช้ากว่าปกติ
3.ปากเปื่อยเกิดจากการแพ้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับปาก
สารเคมี น้ำหอม หรือสีในลิปสติก ลิปมัน ยาสีฟัน และน้ำยาบ้วนปาก อาจก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง ทำให้ริมฝีปากแดง แสบ คัน ลอก และเปื่อย โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวบอบบางหรือแพ้ง่าย
4.ปากเปื่อยเกิดจากการขาดวิตามินและแร่ธาตุ
การขาดวิตามินบีรวม วิตามินบี 2 วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก หรือสังกะสี มีผลต่อสุขภาพผิวและเยื่อบุในร่างกาย อาจทำให้ริมฝีปากแห้ง แตก มุมปากอักเสบ และเกิดปากเปื่อยได้ง่าย โดยมักพบในผู้ที่พักผ่อนน้อย รับประทานอาหารไม่ครบหมู่ หรือควบคุมอาหารมากเกินไป
5.ปากเปื่อยเกิดจากการติดเชื้อบริเวณริมฝีปาก
เชื้อราและแบคทีเรียสามารถเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่อับชื้น โดยเฉพาะมุมปาก ทำให้เกิดภาวะมุมปากอักเสบ มีอาการแดง แตก เจ็บ มีน้ำเหลือง หรือเป็นสะเก็ด ซึ่งมักหายช้าและกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย
6.ปากเปื่อยเกิดจากแสงแดดและรังสียูวี
การถูกแสงแดดโดยไม่ปกป้องริมฝีปาก อาจทำให้ผิวปากไหม้ แห้ง คล้ำ และเกิดการอักเสบจนเปื่อยได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นประจำ
7.ปากเปื่อยเกิดจากโรคและปัญหาสุขภาพบางอย่าง
โรคบางชนิด เช่น ภูมิแพ้ ผิวหนังอักเสบ เบาหวาน หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน อาจทำให้ผิวแห้ง อักเสบง่าย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปากเปื่อย
8.ปากเปื่อยเกิดจากผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด
ยาบางประเภท เช่น ยารักษาสิว ยาแก้แพ้ หรือยาที่ทำให้ปากแห้ง อาจส่งผลให้ริมฝีปากสูญเสียความชุ่มชื้นและเกิดปากเปื่อยตามมา
ปากเปื่อย เกิดจากโรคอะไรได้บ้าง
แม้ปากเปื่อยส่วนใหญ่จะเกิดจากการระคายเคืองหรือขาดความชุ่มชื้น แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคหรือภาวะสุขภาพบางอย่างได้ โดยโรคที่อาจทำให้เกิดปากเปื่อย มีดังนี้
1.ปากเปื่อยเกิดจากมุมปากอักเสบ
เป็นภาวะที่พบบ่อยมาก เกิดการอักเสบที่มุมปาก ทำให้มุมปากแดง แตก เจ็บ อาจมีน้ำเหลืองหรือสะเก็ด สาเหตุหลักมักมาจากเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย การเลียปากบ่อย หรือการขาดวิตามินบีและธาตุเหล็ก
2.ปากเปื่อยเกิดจากผิวหนังอักเสบจากการแพ้
เกิดจากการแพ้หรือระคายเคืองสารบางชนิด เช่น ลิปสติก ลิปมัน ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก หรือเครื่องสำอาง ทำให้ริมฝีปากแดง คัน แสบ ลอก และเปื่อย หากยังใช้สารก่อแพ้ซ้ำ อาการจะไม่หายและอาจรุนแรงขึ้น
3.ปากเปื่อยเกิดจากโรคผิวหนังอักเสบ
ผู้ที่มีผิวแห้งหรือเป็นภูมิแพ้ผิวหนัง อาจมีอาการปากแห้ง แตก ลอก และเปื่อยร่วมด้วย โดยมักเป็นเรื้อรังและเป็นซ้ำง่าย โดยเฉพาะช่วงอากาศแห้งหรือเมื่อผิวขาดการบำรุง
4.ปากเปื่อยเกิดจากการขาดวิตามินและภาวะโลหิตจาง
ภาวะขาดวิตามินบีรวม วิตามินบี 2 วิตามินบี 12 หรือธาตุเหล็ก อาจทำให้เกิดปากเปื่อย มุมปากแตก ลิ้นอักเสบ และอ่อนเพลียร่วมด้วย มักพบในผู้ที่รับประทานอาหารไม่ครบหมู่หรือมีปัญหาการดูดซึมสารอาหาร
5.ปากเปื่อยเกิดจากการติดเชื้อราในช่องปาก
เกิดจากเชื้อราแคนดิดา ทำให้ริมฝีปาก มุมปาก หรือเยื่อบุช่องปากอักเสบ อาจมีฝ้าขาว เจ็บ แสบ และปากเปื่อยร่วมด้วย มักพบในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำหรือใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน
6.ปากเปื่อยเกิดจากโรคเริมที่ริมฝีปาก
เริมอาจเริ่มจากอาการแสบ คัน ตึงบริเวณริมฝีปาก ก่อนจะเกิดตุ่มน้ำใสและแผล ทำให้ดูคล้ายปากเปื่อย แต่จะมีอาการเจ็บชัดเจนและเป็นซ้ำที่ตำแหน่งเดิม
7.ปากเปื่อยเกิดจากโรคสะเก็ดเงิน
ในบางราย โรคสะเก็ดเงินอาจเกิดบริเวณริมฝีปาก ทำให้ปากแห้ง แตก ลอก และอักเสบเรื้อรัง แม้จะพบไม่บ่อย แต่ควรพิจารณาในผู้ที่มีประวัติโรคนี้
8.ปากเปื่อยเกิดจากโรคเบาหวาน
ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและผิวแห้งได้ง่าย จึงอาจเกิดปากเปื่อย มุมปากอักเสบ และหายช้ากว่าปกติ
9.ปากเปื่อยเกิดจากโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน
เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเองบางชนิด หรือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ อาจทำให้เยื่อบุและผิวหนังอักเสบง่าย รวมถึงเกิดปากเปื่อยเรื้อรัง
ปากเปื่อย ขาดวิตามินอะไร
ปากเปื่อยอาจเกิดจากการขาดวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพผิวและเยื่อบุ โดยเฉพาะกลุ่มวิตามินบีและแร่ธาตุบางประเภท ซึ่งหากขาดต่อเนื่อง อาจทำให้ริมฝีปากอักเสบ แตก ลอก และปากเปื่อยหายช้าได้
1.วิตามินบีรวม
วิตามินบีมีบทบาทในการซ่อมแซมเซลล์ผิวและเยื่อบุ หากขาดอาจทำให้ริมฝีปากแห้ง เปื่อย มุมปากแตก และเกิดแผลได้ง่าย
2.วิตามินบี 2
เป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพผิวโดยตรง การขาดวิตามินบี 2 มักทำให้เกิดมุมปากอักเสบ ปากแตก ปากเปื่อย ลิ้นแดง หรือเจ็บในช่องปาก
3.วิตามินบี 6
มีบทบาทในการสร้างเซลล์ผิวและการทำงานของระบบประสาท หากขาดอาจทำให้เกิดการอักเสบของริมฝีปาก ปากเปื่อย และผิวแห้งง่าย
4.วิตามินบี 12
การขาดวิตามินบี 12 อาจทำให้เยื่อบุช่องปากอักเสบ ปากเปื่อย มุมปากแตก ลิ้นอักเสบ และอาจมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย
5.ธาตุเหล็ก
แม้ไม่ใช่วิตามิน แต่ธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือด หากขาดอาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ส่งผลให้ริมฝีปากซีด แห้ง เปื่อย และมุมปากอักเสบได้ง่าย
6.สังกะสี
สังกะสีช่วยในการซ่อมแซมผิวและเสริมภูมิคุ้มกัน การขาดสังกะสีอาจทำให้แผลหายช้า ผิวอักเสบง่าย และเกิดปากเปื่อยบ่อย
วิธีรักษาอาการปากเปื่อยให้หาย
การรักษาปากเปื่อยให้ได้ผล ควรดูแลทั้งจากภายนอกและภายใน พร้อมแก้ไขที่สาเหตุ เพื่อให้อาการหายเร็วและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
1.วิธีดูแลอาการปากเปื่อยเบื้องต้นด้วยตัวเอง
เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปากเปื่อยไม่รุนแรง ไม่มีแผลลึกหรือการติดเชื้อ
• ทาลิปบาล์มที่ให้ความชุ่มชื้นสูงเป็นประจำ เพื่อป้องกันริมฝีปากแห้งและแตก
• เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำหอม สี หรือแอลกอฮอล์ ลดการระคายเคือง
• ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นจากภายใน
• หลีกเลี่ยงการเลียปาก กัดปาก หรือแกะหนังปาก เพราะจะทำให้อาการแย่ลง
• งดใช้ลิปสติกหรือเครื่องสำอางบริเวณริมฝีปากชั่วคราว
• รักษาความสะอาดริมฝีปากและมุมปาก หลีกเลี่ยงความอับชื้น
• พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด เพราะมีผลต่อการฟื้นฟูผิว
2.การใช้ยาในการรักษาปากเปื่อย
กรณีที่ปากเปื่อยมีอาการอักเสบ แดง แสบ หรือเป็นซ้ำบ่อย
• ยาทาเพิ่มความชุ่มชื้นและซ่อมแซมผิว ช่วยลดการแตกและลอกของริมฝีปาก
• ยาทาฆ่าเชื้อรา ใช้ในกรณีมุมปากอักเสบจากเชื้อรา
• ยาลดการอักเสบ อาจใช้ในระยะสั้น หากมีอาการแดงหรือเจ็บมาก
• วิตามินเสริม โดยเฉพาะวิตามินบีรวม ธาตุเหล็ก และสังกะสี ในผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหาร
ไม่ควรใช้ยาที่มีสเตียรอยด์หรือยาฆ่าเชื้อเองเป็นเวลานานโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจทำให้อาการเรื้อรังหรือแย่ลงได้
3.อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นปากเปื่อย
อาหารบางชนิดอาจกระตุ้นให้ริมฝีปากระคายเคืองและหายช้า ควรหลีกเลี่ยงชั่วคราว ได้แก่
• อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หรือเค็มจัด
• อาหารร้อนจัด เพราะทำให้ริมฝีปากแสบและอักเสบมากขึ้น
• ชา กาแฟ ในปริมาณมาก เพราะอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ
• อาหารแข็งหรือมีขอบคม ที่อาจเสียดสีกับริมฝีปากและมุมปาก
• เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ควรเลือกรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และอาหารที่มีวิตามินบีสูง เช่น ไข่ นม ปลา ธัญพืช และผักใบเขียว เพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดีขึ้น
4.ควรไปพบแพทย์หากอาการปากเปื่อยไม่ดีขึ้น
• ปากเปื่อยเป็นนานเกิน 1-2 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น
• เป็นซ้ำบ่อย หรือมีแผลแตกเจ็บมาก
• มีน้ำเหลือง สะเก็ด หรือสงสัยว่ามีการติดเชื้อ
• มีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น อ่อนเพลีย น้ำหนักลด
อาการปากเปื่อย รักษากี่วันหาย
ระยะเวลาที่ปากเปื่อยจะหาย ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรงของอาการ และวิธีการดูแลรักษา โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้ดังนี้
1.ปากเปื่อยเล็กน้อยจากปากแห้งหรือการระคายเคือง
หากดูแลอย่างถูกวิธี เช่น ทาลิปบาล์ม ดื่มน้ำมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการเลียปาก มักดีขึ้นภายใน 3-5 วัน และหายได้ภายใน ประมาณ 1 สัปดาห์
2.ปากเปื่อยจากการแพ้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
เมื่อหยุดใช้สารที่ก่อให้เกิดการแพ้ และดูแลริมฝีปากอย่างเหมาะสม อาการมักเริ่มดีขึ้นใน 5-7 วัน และหายภายใน 1-2 สัปดาห์
3.ปากเปื่อยที่มุมปากอักเสบหรือมีการติดเชื้อ
กรณีมีเชื้อราหรือแบคทีเรียร่วมด้วย จำเป็นต้องใช้ยาทาเฉพาะทาง โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 7-14 วัน อาการปากเปื่อยจึงจะหาย
4.ปากเปื่อยจากการขาดวิตามินหรือภาวะสุขภาพภายใน
หากได้รับวิตามินหรือรักษาที่ต้นเหตุแล้ว อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ หรืออาจใช้เวลานานกว่านั้นหากขาดสารอาหารมานาน
5.ปากเปื่อยเรื้อรังหรือเป็นซ้ำบ่อย
มักเกี่ยวข้องกับโรคประจำตัวหรือพฤติกรรมเดิม ๆ อาจใช้เวลานานกว่า 2 สัปดาห์ และควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
อาการปากเปื่อยหายเองได้ไหม
คำตอบคือ อาการปากเปื่อยสามารถหายเองได้ในหลายกรณี โดยเฉพาะเมื่ออาการไม่รุนแรงและไม่มีโรคหรือการติดเชื้อร่วม แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุและการดูแลด้วย
กรณีที่ปากเปื่อยสามารถหายเองได้
ปากเปื่อยมักหายเองได้ หากเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้
• ริมฝีปากแห้งจากอากาศแห้งหรือดื่มน้ำน้อย
• การระคายเคืองเล็กน้อยจากการเลียปากหรือถูริมฝีปาก
• พักผ่อนน้อยหรือร่างกายอ่อนล้าชั่วคราว
หากเริ่มดูแลริมฝีปากให้ชุ่มชื้น หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง และดื่มน้ำมากขึ้น อาการมักดีขึ้นภายใน 3-7 วัน และสามารถหายได้เอง
กรณีที่ปากเปื่อยอาจไม่หายเอง
ปากเปื่อยมักไม่หายเองหรือหายช้า หากเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้
• การแพ้ลิปสติก เครื่องสำอาง หรือยาสีฟัน และยังใช้ผลิตภัณฑ์นั้นต่อ
• มุมปากอักเสบจากเชื้อรา หรือแบคทีเรีย
• การขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ
• โรคผิวหนังอักเสบ หรือโรคประจำตัวบางชนิด
กรณีเหล่านี้ หากไม่รักษาที่สาเหตุ อาการอาจเป็นซ้ำเรื้อรัง หรือรุนแรงขึ้น
ปัจจัยที่ทำให้ปากเปื่อยหายช้าหรือเร็ว
ระยะเวลาที่อาการปากเปื่อยจะดีขึ้นหรือหายช้า ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสาเหตุของการเกิด การดูแลรักษา และสุขภาพโดยรวม หากเข้าใจปัจจัยเหล่านี้ จะช่วยให้รักษาได้ตรงสาเหตุและหายเร็วขึ้น
ปัจจัยที่ทำให้ปากเปื่อยหายเร็ว
1.ดูแลริมฝีปากอย่างสม่ำเสมอ
การทาลิปบาล์มเพิ่มความชุ่มชื้นเป็นประจำ ช่วยป้องกันผิวปากแตกและเร่งการฟื้นฟูผิว
2.หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่กระตุ้นอาการ
งดเลียปาก กัดปาก แกะหนังปาก หรือถูริมฝีปากแรง ๆ จะช่วยลดการอักเสบและทำให้หายเร็วขึ้น
3.รักษาให้ตรงกับสาเหตุปากเปื่อย
หากปากเปื่อยเกิดจากการแพ้ การติดเชื้อ หรือการขาดวิตามิน การรักษาที่สาเหตุจะช่วยให้อาการดีขึ้นเร็ว
4.โภชนาการและการพักผ่อนที่เพียงพอ
การรับประทานอาหารครบหมู่ เสริมวิตามินที่จำเป็น และพักผ่อนเพียงพอ ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมผิวได้ดีขึ้น
5.ปกป้องริมฝีปากจากแดดและสภาพแวดล้อม
การใช้ลิปบาล์มที่มีสารกันแดด หลีกเลี่ยงเผชิญกับลมแรง ๆ และแดดจัด รวมถึงมลภาวะ ช่วยลดการระคายเคืองบริเวณริมฝีปาก
ปัจจัยที่ทำให้ปากเปื่อยหายช้า
1.ยังสัมผัสหรือใช้สิ่งที่ก่อให้เกิดการแพ้
หากยังใช้ลิปสติก ยาสีฟัน หรือผลิตภัณฑ์ที่แพ้ อาการจะไม่ดีขึ้นและอาจรุนแรงกว่าเดิม
2.เลียปากหรือแกะหนังปากบ่อย
พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ผิวปากบาดเจ็บซ้ำ และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
3.มีการติดเชื้อรา หรือแบคทีเรีย
ปากเปื่อยที่มีการติดเชื้อมักหายช้า หากไม่ได้รับยาที่เหมาะสม
4.ขาดวิตามินและแร่ธาตุ
โดยเฉพาะวิตามินบี ธาตุเหล็ก และสังกะสี ทำให้ผิวฟื้นตัวได้ช้ากว่าปกติ
5.มีโรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันต่ำ
เช่น เบาหวาน หรือโรคผิวหนังอักเสบ ทำให้แผลหายช้าและเป็นซ้ำง่าย
6.การใช้ยาที่ไม่เหมาะสมหรือใช้ยาผิดวิธี
การใช้ยาทาแรงหรือยาสเตียรอยด์โดยไม่จำเป็น อาจทำให้ผิวบางและอาการเรื้อรัง
อาการปากเปื่อยที่ควรไปพบแพทย์
แม้ปากเปื่อยส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อหรือโรคบางอย่าง หากมีอาการต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างเหมาะสม
• ปากเปื่อยเป็นนานเกิน 1-2 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น แม้จะดูแลและทาลิปบาล์มอย่างสม่ำเสมอแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง
• เป็นปากเปื่อยซ้ำบ่อยหรือเป็นเรื้อรัง หายแล้วกลับมาเป็นใหม่บ่อย อาจเกี่ยวข้องกับการแพ้ การติดเชื้อ หรือโรคประจำตัว
• ปากเปื่อยมีแผลแตก เจ็บมาก เลือดออก หรือน้ำเหลืองซึม อาจบ่งบอกถึงการอักเสบรุนแรง หรือมีการติดเชื้อร่วม
• ปากเปื่อยและมุมปากอักเสบรุนแรง อ้าปากลำบาก มุมปากแตก เจ็บมาก พูดหรือรับประทานอาหารลำบาก
• ปากเปื่อยมีอาการบวม แดง ร้อน หรือปวดมากผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรีย
• ปากเปื่อย มีผื่น แผล หรือฝ้าขาวในช่องปากร่วมด้วย อาจเกี่ยวข้องกับเชื้อรา เริม หรือโรคในช่องปาก
• ปากเปื่อยร่วมกับอาการผิดปกติอื่นของร่างกาย เช่น อ่อนเพลีย ซีด น้ำหนักลด หรือมีไข้
• ผู้ป่วยเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หากมีอาการปากเปื่อย ควรได้รับการประเมินจากแพทย์เร็วขึ้น
รักษาปากเปื่อยใช้ยาอะไรดี
การเลือกใช้ยารักษาปากเปื่อยควรขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ เพราะปากเปื่อยไม่ได้เกิดจากเหตุผลเดียวกันทุกคน แนะนำก่อนใช้ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ เพราะการใช้ยาให้ตรงจุดจะช่วยให้อาการหายเร็วและไม่เป็นซ้ำ โดยทั่วไปยาที่ใช้ในการรักษาปากเปื่อย มีดังนี้
1.ยาทาให้ความชุ่มชื้นและฟื้นฟูผิว
เช่น ลิปบาล์มสูตรอ่อนโยน ไม่มีน้ำหอม สี หรือแอลกอฮอล์ ปิโตรเลียมเจลลี่ หรือครีมเคลือบผิว ยาทาที่ช่วยซ่อมแซมผิวริมฝีปาก เหมาะกับปากเปื่อยจากปากแห้ง ระคายเคืองเล็กน้อย ใช้ทาบ่อย ๆ ระหว่างวันและก่อนนอน เพื่อป้องกันปากแตก แห้ง และลอก
2.ยาทาลดการอักเสบ
ยาทาลดการอักเสบที่ใช้ระยะสั้น เหมาะกับปากเปื่อยที่มีอาการแดง แสบ เจ็บ ควรใช้ตามคำแนะนำแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรใช้ยาที่มีสเตียรอยด์ติดต่อกันนานหรือใช้เองโดยไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้ผิวบางและอาการเรื้อรัง
3.ยาทาฆ่าเชื้อรา
เหมาะกับปากเปื่อยที่มุมปากอักเสบ หรือมีลักษณะแดง แตก เจ็บ หายช้า ใช้ในกรณีที่แพทย์หรือเภสัชกรประเมินว่าเกิดจากเชื้อรา ต้องใช้ต่อเนื่องตามระยะเวลาที่แนะนำ แม้อาการจะเริ่มดีขึ้นแล้ว
4.ยาทาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
เหมาะกับปากเปื่อยที่มีแผล มีน้ำเหลือง หรือมีสัญญาณติดเชื้อ ใช้เฉพาะกรณีที่มีการติดเชื้อจริง ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ เพราะอาจดื้อยา
5.วิตามินและอาหารเสริม
เช่น วิตามินบีรวม วิตามินบี 2 บี 6 บี 12 ธาตุเหล็ก และสังกะสี เหมาะกับผู้ที่ปากเปื่อยจากการขาดสารอาหาร หรือเป็นซ้ำบ่อย ควรรับประทานตามคำแนะนำ และไม่ควรเสริมเกินความจำเป็น
ปากเปื่อย เป็นโรคติดต่อไหม
โดยทั่วไป ปากเปื่อยไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่สามารถแพร่จากคนสู่คนได้ในชีวิตประจำวัน เพราะส่วนใหญ่มักเกิดจากริมฝีปากแห้ง การระคายเคือง การแพ้ หรือการขาดวิตามิน ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคที่ติดต่อได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่อาการปากเปื่อยอาจเกี่ยวข้องกับเชื้อโรค ซึ่งควรแยกให้ชัดเจน ดังนี้
กรณีที่ปากเปื่อยไม่ติดต่อ
• ปากเปื่อยจากอากาศแห้งหรือขาดความชุ่มชื้น
• ปากเปื่อยจากการเลียปาก กัดปาก หรือแกะหนังปาก
• ปากเปื่อยจากการแพ้ลิปสติก ยาสีฟัน หรือเครื่องสำอาง
• ปากเปื่อยจากการขาดวิตามินและแร่ธาตุ
อาการปากเปื่อยในกรณีเหล่านี้ไม่สามารถติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้
กรณีที่อาจดูเหมือนปากเปื่อย แต่มีโอกาสติดต่อ
• เริมที่ริมฝีปาก อาจเริ่มจากอาการแสบ แดง คล้ายปากเปื่อย แต่จะมีตุ่มน้ำใสและแผลร่วมด้วย เริมเป็นโรคติดต่อได้จากการสัมผัสโดยตรง
• การติดเชื้อราในช่องปากหรือมุมปาก โดยทั่วไปไม่ติดต่อในคนสุขภาพปกติ แต่สามารถแพร่ได้ในบางกรณี เช่น ใช้ของใช้ร่วมกันหรือในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ
ปากเปื่อยต่างจากปากแห้งลอกอย่างไร
แม้ปากเปื่อยและปากแห้งลอกจะมีอาการคล้ายกัน แต่แท้จริงแล้วมีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของสาเหตุ ความรุนแรง และวิธีดูแลรักษา ความแตกต่างระหว่างปากเปื่อยกับปากแห้งลอก มีดังนี้
ปากแห้งลอก
เป็นภาวะที่เกิดจากการขาดความชุ่มชื้นของริมฝีปากเป็นหลัก
• ลักษณะอาการ ริมฝีปากแห้ง ตึง ลอกเป็นขุย ไม่ค่อยมีอาการเจ็บหรือแสบมาก มักไม่มีรอยแดงหรือแผลชัดเจน
• สาเหตุที่พบบ่อย อากาศแห้ง ลม แดด ดื่มน้ำน้อย อยู่ในห้องแอร์นาน ไม่บำรุงริมฝีปาก
• การดูแล ทาลิปบาล์มเพิ่มความชุ่มชื้น ดื่มน้ำมากขึ้น หลีกเลี่ยงการเลียปาก อาการมักดีขึ้นและหายได้ภายในไม่กี่วัน
ปากเปื่อย
เป็นภาวะที่ริมฝีปากเกิดการอักเสบและระคายเคืองร่วมด้วย
• ลักษณะอาการ ปากแห้ง แตก ลอก ร่วมกับอาการแดง แสบ หรือเจ็บ อาจมีแผลเล็ก ๆ หรือมุมปากแตก บางรายมีน้ำเหลืองหรือสะเก็ด
• สาเหตุที่พบบ่อย การแพ้ลิปสติก ยาสีฟัน หรือเครื่องสำอาง การเลียปากหรือแกะหนังปากจนเกิดการอักเสบการติดเชื้อรา หรือแบคทีเรีย การขาดวิตามินและแร่ธาตุ โรคผิวหนังอักเสบ
• การดูแล ต้องหลีกเลี่ยงสาเหตุที่กระตุ้น อาจต้องใช้ยาทาหรือวิตามินเสริม ใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าปากแห้งลอก
สรุปเกี่ยวกับอาการปากเปื่อย
ปากเปื่อยเป็นอาการที่สามารถพบได้บ่อยและเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งปัจจัยภายนอก เช่น ความแห้ง การระคายเคือง การแพ้ผลิตภัณฑ์ รวมถึงปัจจัยภายในอย่างการขาดวิตามิน การติดเชื้อ หรือโรคประจำตัว แม้ปากเปื่อยส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง แต่หากเป็นซ้ำบ่อย หายช้า หรือมีอาการรุนแรง ควรได้รับการดูแลรักษา การบำรุงริมฝีปากอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เลือกใช้ยาให้ตรงกับสาเหตุ และใส่ใจสุขภาพจากภายใน จะช่วยป้องกันปากเปื่อยและทำให้ริมฝีปากแข็งแรงในระยะยาว หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ