romrawin
1828
สารบัญเนื้อหา ปากแตก 

ปากแตกรุนแรง เกิดจากขาดวิตามินจริงหรือไม่ มีวิธีการรักษาอย่างไร

ปากแตก แห้ง ลอก เพราะขาดวิตามินบี จริงหรือไม่ ดูแลอย่างไรให้ปากอิ่มฟู
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราปากแตกรุนแรงนั่นก็คือการที่ร่างกายของเราขาด วิตามินบี ซึ่งในตัวของวิตามินบี สามารถแยกย่อยได้อีกหลากหลายชนิด รวมไปถึงวิตามินซี และวิตามินอี ที่เป็นสำคัญต่อร่างกาย ถ้าเกิดขาดไปจะส่งผลให้เกิดปัญหาปากแตก แห้งลอก รุนแรงได้

ลักษณะอาการปากแตก เป็นอย่างไร

อาการปากแตก หรือริมฝีปากแห้ง เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย เกิดจากการที่ริมฝีปากขาดความชุ่มชื้น เนื่องจากริมฝีปากเป็นผิวหนังบริเวณที่บอบบาง ไม่มีต่อมไขมันคอยสร้างน้ำมันมาปกป้องเหมือนผิวส่วนอื่น จึงสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อเผชิญอากาศแห้ง ลม แดด การดื่มน้ำน้อย หรือพฤติกรรมเลียปากบ่อย ๆ

เมื่อริมฝีปากแตกแห้งมากขึ้น ผิวจะเริ่มตึง หยาบ และสูญเสียความยืดหยุ่น หากมีการขยับริมฝีปากบ่อย เช่น พูด รับประทานอาหาร หรือแสดงสีหน้า ผิวบริเวณนั้นอาจปริแตก จนเกิดเป็นแผลและมีเลือดซึมได้ ความรุนแรงของอาการแตกต่างกันในแต่ละคน ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง เช่น

• ริมฝีปากแตกลอกเป็นขุย มองเห็นผิวแห้งลอกชัด
• ริมฝีปากแตกแห้งตึง แสบ หรือเจ็บเมื่อสัมผัส
• มีร่องแตกเป็นเส้นลึก บางรายมีแผลและเลือดออก

อาการเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อความสวยงามและความมั่นใจ แต่ยังสร้างความเจ็บปวดและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการรับประทานอาหาร เครื่องดื่ม หรือการพูด หากปล่อยให้ริมฝีปากแตกเรื้อรังโดยไม่ดูแลอย่างเหมาะสม หลังหายแล้วอาจเกิดรอยคล้ำหรือสีริมฝีปากไม่สม่ำเสมอ ทำให้ริมฝีปากดูหมองและไม่สดใสได้

ปากแตกแห้ง ลอก เกิดจากอะไรได้บ้าง

อาการปากแตก ปากแห้ง หรือปากลอก เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้บ่อย เพราะริมฝีปากเป็นผิวหนังที่บอบบางมาก ไม่มีต่อมไขมันเหมือนผิวส่วนอื่น จึงสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย เมื่อสมดุลน้ำและเกราะป้องกันผิวถูกรบกวน ก็จะทำให้ปากแตก แห้ง ลอก หรือแสบได้

ปากแตก
ปากแตกรุนแรง สาเหตุเกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไร กี่วันหาย
ปากแตก ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

สาเหตุหลักของปากแตก

1.ร่างกายขาดน้ำทำให้ปากแตก แห้ง ลอก
สาเหตุทำให้ปากแตก แห้ง ลอกที่พบได้บ่อยที่สุดคือการดื่มน้ำไม่เพียงพอ เมื่อร่างกายขาดน้ำ ผิวหนังทุกส่วนรวมถึงริมฝีปากจะสูญเสียความชุ่มชื้น ริมฝีปากจะแห้ง เป็นร่อง และลอกง่าย เพราะเป็นจุดที่น้ำระเหยออกได้รวดเร็วมาก

2.พฤติกรรมที่ทำให้ปากแตกแห้งโดยไม่รู้ตัว
• เลียริมฝีปากบ่อยทำให้ปากแตก แห้ง ลอก
น้ำลายไม่ได้ช่วยให้ปากชุ่มชื้นในระยะยาว ตรงกันข้าม เอนไซม์ในน้ำลายจะทำให้ความชื้นระเหยออกเร็วขึ้น ส่งผลให้ปากแตก แห้ง และหมองคล้ำ

• หายใจทางปากหรือนอนกรนทำให้ปากแตก แห้ง ลอก
อากาศที่ไหลผ่านริมฝีปากตลอดคืนจะดึงความชื้นออกไป ทำให้ตื่นมาพร้อมปากแตก แห้ง หรือแสบ

• ไม่บำรุงริมฝีปากทำให้ปากแตก แห้ง ลอก
ริมฝีปากต้องการการปกป้องเหมือนผิวหน้า หากปล่อยให้ปากแตก แห้งซ้ำ ๆ โดยไม่ทาลิปบาล์ม ผิวปากจะฟื้นตัวได้ช้าลง

3.สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมทำให้ปากแตก แห้ง
• อากาศหนาว แห้ง หรืออยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน
• แสงแดดจัด ลมแรง

สภาพแวดล้อมเหล่านี้จะเร่งการสูญเสียน้ำจากริมฝีปาก ทำให้ปากแตกแห้งเป็นขุย แตกเป็นร่อง หรือถึงขั้นมีเลือดซึมได้

4.การระคายเคืองหรือแพ้สารบางชนิดทำให้ปากแตก แห้ง
• ลิปสติก ลิปบาล์ม หรือยาสีฟันบางชนิด
• สารแต่งกลิ่น สี แอลกอฮอล์ หรือเมนทอล
• ยาบางประเภท เช่น ยารักษาสิวกลุ่ม isotretinoin

สิ่งเหล่านี้สามารถทำลายเกราะป้องกันผิวปาก ทำให้ปากแตก แห้ง ลอก หรือแสบเรื้อรัง

5.การเปลี่ยนแปลงตามอายุ
เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนและความสามารถในการกักเก็บน้ำของผิวจะลดลง ริมฝีปากแตก บาง เกิดร่องชัด แห้งง่าย และฟื้นตัวช้ากว่าคนวัยหนุ่มสาว

ปากแตก
ปากแตกรุนแรง สาเหตุเกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไร กี่วันหาย
ปากแตก ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

ปากแตกรุนแรง เกิดจากการขาดวิตามินอะไร

อาการปากแตกอย่างรุนแรง แห้ง ลอกเป็นขุย หรือแตกที่มุมปากซ้ำ ๆ ไม่หายง่าย อาจไม่ใช่แค่เรื่องผิวแห้งทั่วไป แต่เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังขาดสารอาหารบางชนิด โดยเฉพาะวิตามินและแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมผิวหนังและเยื่อบุช่องปาก ริมฝีปากเป็นบริเวณที่เซลล์ผลัดตัวเร็วและบอบบางมาก หากร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น กระบวนการฟื้นฟูผิวจะช้าลง ทำให้ปากแตกเรื้อรัง หรือปากแตกจนเจ็บและมีแผลได้

วิตามินและแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับอาการปากแตกรุนแรง

1.วิตามินบี 2 (Riboflavin) ตัวหลักที่ขาดแล้วปากแตกชัดเจน
วิตามินบี 2 มีบทบาทสำคัญต่อการซ่อมแซมเซลล์ผิวและเยื่อบุช่องปาก หากขาดวิตามินชนิดนี้ จะเกิดภาวะที่เรียกว่า cheilosis หรือที่รู้จักกันว่า ปากนกกระจอก ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ

• มุมปากแตกเป็นรอยแยก
• เจ็บ แสบ หรือมีแผลเรื้อรัง
• ริมฝีปากแตก แห้งหยาบและลอกง่าย

อาการเหล่านี้มักไม่ดีขึ้นแม้ทาลิปบาล์ม หากไม่ได้รับการแก้ไขจากภายใน

2.วิตามินบีกลุ่มอื่น (B3, B6, B9, B12)
วิตามินบีกลุ่มนี้ทำงานร่วมกันในการสร้างเซลล์ผิวใหม่และลดการอักเสบ

• วิตามินบี 3 (Niacin)
ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงริมฝีปากดีขึ้น หากขาด อาจทำให้ปากแตก ดูซีด แห้ง และฟื้นตัวช้า

• วิตามินบี 6 (Pyridoxine)
มีส่วนช่วยลดการอักเสบของผิวและเสริมภูมิคุ้มกัน การขาดอาจทำให้ปากแตกง่ายและเจ็บนาน

• วิตามินบี 9 (โฟเลต) และบี 12
จำเป็นต่อการสร้างเซลล์ใหม่ หากขาด อาจเกิดแผลที่มุมปาก หรือปากลอกเรื้อรังร่วมกับอาการอ่อนเพลีย

3.วิตามินซี ตัวช่วยซ่อมแซมและสร้างคอลลาเจน
วิตามินซีจำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของผิว หากขาด ริมฝีปากแตก แห้ง และเกิดรอยแตกได้ง่าย แม้การขาดวิตามินซีรุนแรงจะพบไม่บ่อย แต่ในคนที่ได้รับไม่เพียงพอเป็นเวลานาน อาจทำให้ปากฟื้นตัวช้าและลอกง่ายกว่าปกติ

4.วิตามินอี เกราะป้องกันความชุ่มชื้น
วิตามินอีช่วยปกป้องผิวจากการสูญเสียความชื้น และลดการระคายเคืองของผิวปาก หากขาด วงจรการฟื้นฟูผิวจะช้าลง ทำให้ปากแตก แห้ง และไวต่อสิ่งกระตุ้น การใช้วิตามินอีทั้งจากอาหารและการทาภายนอกสามารถช่วยเสริมการฟื้นฟูได้

5.ธาตุเหล็ก ตัวลำเลียงออกซิเจนให้ผิวปาก
ธาตุเหล็กช่วยนำออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ผิว หากขาด เซลล์จะซ่อมแซมตัวเองได้ไม่ดี ส่งผลให้

• ปากซีด
• มุมปากแตกง่าย
• แผลหายช้า

มักพบร่วมกับอาการอ่อนเพลีย หน้ามืด หรือเล็บเปราะ

6.ธาตุสังกะสี (Zinc) ตัวเร่งการสมานแผล
สังกะสีมีบทบาทสำคัญต่อการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและการสมานแผล หากขาด อาการปากแตกจะหายช้า แตกซ้ำ และติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

วิธีแก้ปากแตกและวิธีบำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื้น

ริมฝีปากเป็นผิวหนังที่บอบบางและสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย เพราะไม่มีต่อมไขมัน การดูแลปากแตกให้ได้ผลจึงต้องทำ ควบคู่กันทั้งภายนอกและภายใน ไม่ใช่แค่ทาลิปเพื่อแก้ปากแตกเพียงอย่างเดียว

หลักสำคัญของการรักษาปากแตก

เป้าหมายหลักในการรักษาปากแตก แห้ง ลอก มี 3 ข้อ คือ
• เติมและกักเก็บความชุ่มชื้น
• ปกป้องผิวปากจากสิ่งกระตุ้น
• ลดพฤติกรรมที่ทำให้ปากแห้งซ้ำ

1.การบำรุงภายนอกรักษาปากแตก แห้ง ลอก

ลิปบาล์มที่เหมาะกับคนปากแตกควรทำหน้าที่ เคลือบผิวและปิดรอยปากแตก แห้ง ลอก มากกว่าการให้ความเย็นหรือกลิ่นหอม

ส่วนผสมที่ควรมองหาในลิปบาล์มที่รักษาปากแตก แห้ง ลอก
• ปิโตรเลียมเจลลี่
• ขี้ผึ้ง (เช่น beeswax)
• กลีเซอรีน
• มิเนอรัลออยล์ หรือไดเมทิโคน

สารเหล่านี้ช่วยสร้างชั้นป้องกันผิว ลดการระเหยของน้ำ และช่วยให้ผิวปากแตกฟื้นตัวได้ดีขึ้น

ส่วนผสมที่ควรหลีกเลี่ยงในลิปบาล์มที่รักษาปากแตก แห้ง ลอก
• เมนทอล การบูร ยูคาลิปตัส
• น้ำหอม หรือแอลกอฮอล์
• กรดผลัดเซลล์แรง ๆ เช่น ซาลิไซลิก

แม้จะให้ความรู้สึกเย็นหรือเรียบในช่วงแรก แต่สารเหล่านี้อาจทำให้ผิวปากระคายเคืองและปากแตก แห้งกว่าเดิมในระยะยาว

วิธีการใช้ลิปบาล์มรักษาปากแตก แห้ง ลอก
• ทาทุกเช้า หลังแปรงฟัน
• ทาซ้ำระหว่างวันเมื่อรู้สึกแห้ง
• ทาหนาเป็นพิเศษก่อนนอน
• ก่อนออกแดดควรใช้ลิปที่มี SPF 30 ขึ้นไป

2.การผลัดเซลล์ผิวปากเพื่อรักษาปากแตก แห้ง ลอก

เมื่อริมฝีปากแตกลอกเป็นขุย การผลัดเซลล์ผิวช่วยให้ลิปซึมได้ดีขึ้น แต่ต้องทำอย่างระมัดระวัง

หลักการสครับปากเพื่อรักษาปากแตก แห้ง ลอง
• ทำไม่เกินสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง
• ใช้แรงเบามาก ไม่ถูซ้ำบริเวณที่ปากแตกเป็นแผล
• หยุดทันทีหากรู้สึกแสบหรือเจ็บ

3.ปรับพฤติกรรมที่ทำให้ปากแตกซ้ำโดยไม่รู้ตัว

พฤติกรรมที่ควรเลี่ยงหลังปากแตก แห้ง ลอก
• เลียริมฝีปากบ่อย
• เม้มปากแรง ๆ หรือแกะผิวที่ลอก
• หายใจทางปากเป็นประจำ

พฤติกรรมเหล่านี้จะดึงความชุ่มชื้นออกจากผิวปาก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบหรือการติดเชื้อ และยิ่งทำให้ปากแตก แห้ง ลอก มากขึ้น

ปรับสภาพแวดล้อม
• หากอยู่ในห้องแอร์นาน ควรเพิ่มความชื้นในอากาศ
• ในอากาศหนาวจัดหรือมีลมแรง ควรทาลิปก่อนออกจากบ้าน

4.ดูแลรักษาอาการปากแตก แห้ง ลอก จากภายใน

ดื่มน้ำให้เพียงพอ
เมื่อร่างกายขาดน้ำ ริมฝีปากจะเป็นจุดแรก ๆ ที่แสดงอาการแห้ง การดื่มน้ำสม่ำเสมอช่วยลดโอกาสปากแตกได้จริง

รับสารอาหารที่ช่วยฟื้นฟูผิวปาก
• วิตามินบีกลุ่มต่าง ๆ ช่วยซ่อมแซมผิวและเยื่อบุ
• วิตามินซีช่วยเสริมโครงสร้างผิว
• วิตามินอีช่วยลดการสูญเสียความชุ่มชื้น
• ธาตุเหล็กและสังกะสีช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

การกินอาหารหลากหลายและครบหมู่ จะช่วยลดปัญหาปากแตกเรื้อรังได้ดีกว่าการพึ่งการทาภายนอกเพียงอย่างเดียว

ปากแตกไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ควรแก้ด้วยการทาลิปอย่างเดียว การดูแลที่ได้ผลต้องเริ่มจากการเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ใช้ให้ถูกจังหวะ เลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายผิว และดูแลสุขภาพจากภายในควบคู่กัน หากทำครบทุกด้าน ริมฝีปากแตกจะกลับมาชุ่มชื้น เรียบ และปากแตกยากขึ้นในระยะยาว

ปากแตกแบบไหนสามารถรักษาได้ด้วยตนเอง

โดยทั่วไป อาการปากแตกส่วนใหญ่ไม่อันตราย และสามารถดูแลให้ดีขึ้นเองได้ หากเกิดจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น ความแห้งหรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ลักษณะปากแตกที่รักษาเองได้ มักมีอาการดังต่อไปนี้

1.ปากแตก แห้ง ลอกเป็นขุย แต่ไม่เจ็บมาก

ลักษณะ
• ริมฝีปากแตกแห้งตึง
• มีผิวลอกเป็นขุยบาง ๆ
• ไม่มีแผลลึก ไม่มีเลือดออก
• ไม่บวม ไม่แดงจัด

ปากแตก แห้ง ลอก มักเกิดจาก
• ดื่มน้ำน้อย
• อยู่ในห้องแอร์หรืออากาศแห้ง
• ลืมทาลิปบาล์มเป็นประจำ

การดูแลตนเองเพื่อรักษาอาการปากแตก แห้ง ลอก
• ดื่มน้ำให้เพียงพอ
• ทาลิปบาล์มชนิดกักเก็บความชุ่มชื้นบ่อย ๆ
• หลีกเลี่ยงการเลียหรือแกะผิวปาก
• อาการลักษณะนี้มักดีขึ้นภายในไม่กี่วัน

2.ปากแตกเป็นร่องตื้น ๆ แต่ไม่ติดเชื้อ

ลักษณะ
• มีรอยแตกเล็ก ๆ ตามแนวริมฝีปาก
• อาจรู้สึกแสบเล็กน้อยเมื่อขยับปาก
• ไม่มีหนอง ไม่มีคราบเหลือง
• ไม่เจ็บต่อเนื่อง

ปากแตก เป็นร่องตื้น ๆ มักเกิดจาก
• อากาศหนาว ลมแรง
• เลียปากบ่อย
• ใช้ลิปหรือยาสีฟันที่ระคายเคือง

การดูแลตนเองเพื่อรักษาอาการปากแตก เป็นร่องตื้น ๆ
• ทาลิปบาล์มเนื้อเข้มข้น เช่น กลุ่มปิโตรเลียมเจล
• ทาหนาเป็นพิเศษก่อนนอน
• หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่สงสัยว่าเกิดอาการแพ้

3.ปากแตกแห้งเรื้อรัง แต่ดีขึ้นเมื่อดูแลสม่ำเสมอ

ลักษณะ
• ปากแตกแห้งง่าย โดยเฉพาะช่วงเช้าหรือหลังตื่นนอน
• ลอกซ้ำ แต่ไม่รุนแรงขึ้น
• ไม่เจ็บ ไม่อักเสบ

ปากแตกแห้งเรื้อรังมักเกิดจาก
• หายใจทางปากขณะนอน
• อยู่ในสภาพอากาศแห้งเป็นประจำ
• ดื่มน้ำน้อยต่อเนื่อง

การดูแลตนเองเพื่อรักษาอาการปากแตกแห้งเรื้อรัง
• ดื่มน้ำสม่ำเสมอตลอดวัน
• ใช้ลิปบาล์มก่อนนอนทุกคืน
• เพิ่มความชื้นในอากาศ

4.มุมปากแตกแห้ง แตกเล็กน้อย แต่ไม่เป็นแผลลึก

ลักษณะ
• มุมปากแตกหรือแห้ง
• อาจแสบเล็กน้อยเวลาอ้าปาก
• ไม่มีหนอง ไม่มีเลือดซึม

มุมปากแตกแห้งมักเกิดจาก
• น้ำลายค้างที่มุมปาก
• ขาดความชุ่มชื้น
• พฤติกรรมเลียปาก

การดูแลตนเองเพื่อรักษาอาการมุมปากแตกแห้ง
• ซับมุมปากให้แห้งอยู่เสมอ
• ทาลิปบาล์มหรือขี้ผึ้งบาง ๆ
• หลีกเลี่ยงการอ้าปากกว้างเกินจำเป็น

ปากแตกแบบไหนอันตราย ควรไปพบแพทย์

โดยทั่วไปปากแตกจากความแห้งสามารถดูแลเองได้ แต่มีบางลักษณะที่บ่งชี้ว่าอาการ ไม่ใช่ปากแตกธรรมดา และอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ ภาวะอักเสบ หรือโรคบางชนิด ซึ่งควรได้รับการตรวจและรักษาจากแพทย์
ถ้าดูแลตัวเองแล้วไม่ดีขึ้น หรืออาการรุนแรงขึ้น แสดงว่าอาการปากแตกอาจมีปัญหามากกว่าความแห้งของผิว

ปากแตก
ปากแตกรุนแรง สาเหตุเกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไร กี่วันหาย
ปากแตก ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

สัญญาณเตือนของปากแตกที่ควรไปพบแพทย์

1.ปากแตกเจ็บมาก บวม หรืออักเสบชัดเจน
ลักษณะ
• ปวดหรือแสบตลอดเวลา
• ริมฝีปากบวม หนา หรือแดงจัด
• เจ็บมากเวลาอ้าปากหรือพูด

การที่ปากแตกเจ็บมากอาจเป็นภาวะปากอักเสบ ไม่ใช่แค่ผิวแห้งธรรมดา และอาจต้องใช้ยาลดการอักเสบเฉพาะทาง

2.ปากแตกมีหนอง สะเก็ดสีเหลือง หรือมีน้ำเหลืองซึม
ลักษณะ
• มีคราบเหลืองติดริมฝีปาก
• มีหนองหรือของเหลวซึมออกจากรอยแตก
• ผิวปากเจ็บและร้อน

ปากแตกมีหนอง สะเก็ดสีเหลือง หรือมีน้ำเหลืองซึม เป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา การทาลิปบาล์มอย่างเดียวไม่เพียงพอ และอาจทำให้อาการแย่ลงหากรักษาไม่ถูกต้อง

3.ปากแตกมีเลือดออกง่าย หรือเป็นแผลลึก
ลักษณะ
• แตกเป็นร่องลึก
• มีเลือดซึมซ้ำ ๆ
• แผลไม่เชื่อมตัวแม้ดูแลแล้ว

ผิวปากแตกถูกทำลายลึกกว่าปกติ อาจมีการติดเชื้อแทรกซ้อน หรือร่างกายมีภาวะที่ทำให้แผลหายช้า

4.รอยแตกไม่จำกัดอยู่แค่ริมฝีปาก
ลักษณะ
• รอยแยกลามออกไปยังผิวรอบปาก
• มีผื่น แดง หรืออักเสบเกินขอบริมฝีปาก

อาจเป็นผิวหนังอักเสบจากการแพ้ การติดเชื้อ หรือโรคผิวหนังบางชนิด ไม่ใช่ปากแตกจากความแห้งทั่วไป

5.รอยปากแตกที่มุมปาก เจ็บ แดง แฉะ หรือเป็นซ้ำบ่อย
ลักษณะ
• รอยปากแตกเฉพาะมุมปากข้างเดียวหรือสองข้าง
• เจ็บเวลาอ้าปาก
• ผิวบริเวณนั้นชื้น แดง หรือมีสะเก็ด

เข้าข่าย ปากนกกระจอก ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อรา แบคทีเรีย หรือการขาดสารอาหารบางชนิด ต้องใช้ยาที่เหมาะสมจึงจะหาย

6.ปากแตกเรื้อรัง ไม่ดีขึ้นเกิน 2 สัปดาห์
ลักษณะ
• ดูแลตัวเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น
• ปากแตกซ้ำในตำแหน่งเดิม
• มีอาการอื่นร่วม เช่น แสบ คัน หรือเจ็บลึก

ปากแตกเรื้อรังอาจเกี่ยวข้องกับโรคประจำตัว ภูมิคุ้มกัน การขาดวิตามิน หรือผลข้างเคียงจากยา ควรตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม

ปากแตกทั่วไป กับโรคปากนกกระจอก ต่างกันอย่างไร

ปากแตกทั่วไป
• แห้ง ลอก เป็นขุย
• เกิดได้ทั่วริมฝีปาก
• ไม่บวม ไม่หนอง
• ดีขึ้นเมื่อทาลิปและดื่มน้ำ

โรคปากนกกระจอก
• เกิดเฉพาะมุมปาก
• ปากแตก เจ็บ แดง หรือแฉะ
• มักเป็นซ้ำ
• เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อหรือภาวะภายในร่างกาย

ปากแตก
ปากแตกรุนแรง สาเหตุเกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไร กี่วันหาย
ปากแตก ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังถ้าปล่อยให้ปากแตกเรื้อรัง

ปากแตกที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวอาจดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่หากปล่อยให้เกิดซ้ำ ๆ หรือเป็นต่อเนื่องโดยไม่ดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาที่ลึกกว่าแค่ผิวแห้ง และส่งผลต่อสุขภาพริมฝีปากในระยะยาวได้

1.ปากแตกเรื้อรังเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา

เมื่อริมฝีปากแตกแห้ง ผิวหนังชั้นนอกจะสูญเสียหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน รอยแตกเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้ให้เชื้อโรคเข้าสู่ผิวได้ง่ายขึ้น

ผลที่อาจเกิดขึ้น
• ปากบวม แดง เจ็บมากขึ้น
• มีน้ำเหลือง หนอง หรือสะเก็ดผิดปกติ
• แผลหายช้ากว่าปกติ

โดยเฉพาะบริเวณ มุมปาก หากมีความชื้นจากน้ำลายสะสม จะยิ่งเอื้อต่อการเจริญของเชื้อราและแบคทีเรีย ทำให้เกิดภาวะปากอักเสบหรือปากนกกระจอก ซึ่งมักไม่หายเองหากไม่รักษาให้ถูกวิธี

2.ปากแตกเรื้อรังทำให้การอักเสบสะสม

การที่ผิวริมฝีปากแตก แห้ง แล้วฟื้นตัวไม่สมบูรณ์ซ้ำ ๆ จะทำให้เกิดการอักเสบระดับต่ำต่อเนื่อง แม้อาจไม่เจ็บมากในช่วงแรก แต่การอักเสบเรื้อรังจะทำให้ผิวปาก
• บางลง
• ไวต่อการระคายเคือง
• ปากแตกง่ายกว่าเดิม

3.ปากแตกคล้ำและสีไม่สม่ำเสมอจากการอักเสบซ้ำ

การแกะ ลอก หรือกัดริมฝีปากที่แห้งเป็นประจำ ทำให้ผิวปากเกิดการบาดเจ็บซ้ำ ๆ ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้
• ริมฝีปากดูคล้ำกว่าปกติ
• สีปากไม่สม่ำเสมอ
• ดูหมอง แม้จะทาลิปสติก
• ปัญหานี้อาจคงอยู่ได้นาน แม้ปากจะไม่แตกแล้วก็ตาม

4.ปากแตกเกิดร่องลึกหรือผิวปากไม่เรียบถาวร

หากมีการแกะผิว ปากแตกเป็นแผลลึก หรืออักเสบซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน อาจทำให้โครงสร้างผิวริมฝีปากเปลี่ยนแปลง เกิดเป็น
• ร่องปากที่เห็นชัด
• ผิวปากไม่เรียบ
• พังผืดหรือรอยแผลเป็นขนาดเล็ก

ผลลัพธ์คือริมฝีปากดูแห้งและมีอายุมากขึ้น แม้ในช่วงที่ไม่มีอาการแตกก็ตาม

5.สัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพภายใน

ปากแตกเรื้อรังบางกรณีไม่ได้เกิดจากผิวแห้งเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นสัญญาณของ
• การขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ
• ภูมิคุ้มกันต่ำ
• ผลข้างเคียงจากยา
• โรคผิวหนังบางชนิด

การมองข้ามอาการและดูแลเฉพาะภายนอก อาจทำให้พลาดการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับอาการปากแตก

ปากแตกใช้เวลาหายกี่วัน ?

โดยทั่วไปอาการปากแตกจากความแห้ง เช่น ดื่มน้ำน้อย อยู่ในห้องแอร์ หรือเลียปากบ่อย หากดูแลอย่างถูกวิธี จะเริ่มดีขึ้นภายใน ประมาณ 3–7 วัน ริมฝีปากจะค่อย ๆ ชุ่มขึ้นและลอกน้อยลง แต่ถ้าเป็นปากแตกที่ ลึก เจ็บมาก มีเลือดออก หรืออักเสบร่วม การฟื้นตัวอาจใช้เวลานานขึ้น และหากผ่านไป มากกว่า 2 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น ควรพิจารณาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นเพิ่มเติม

ปากแตกจนเลือดออก ควรทาอะไร ?

• เมื่อปากแตกมีเลือดออก ให้ดูแลเหมือนผิวหนังที่มีแผล จุดสำคัญคือ ปิดแผลและรักษาความชุ่มชื้น
• ใช้ผลิตภัณฑ์ประเภท ขี้ผึ้งหรือบาล์มเนื้อเข้มข้น เช่น ปิโตรเลียมเจลลี่ ทาบาง ๆ แต่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนนอน เพื่อช่วยเคลือบแผลและลดการระคายเคือง
• หลีกเลี่ยงการเลีย แกะ หรือดึงสะเก็ด เพราะจะทำให้แผลเปิดซ้ำและหายช้าลง
• หากมีอาการบวม เจ็บมาก มีหนอง หรือเลือดออกไม่หยุด ควรไปพบแพทย์ เพราะอาจมีการติดเชื้อ หรือการอักเสบที่ต้องใช้ยารักษาเฉพาะทาง

ปากแตก
ปากแตกรุนแรง สาเหตุเกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไร กี่วันหาย
ปากแตก ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

ทาลิปมันบ่อย ๆ ทำให้ปากยิ่งแห้งจริงหรือไม่ ?

ไม่จริง การทาลิปมันบ่อย ไม่ได้ทำให้ปากแห้ง สาเหตุที่หลายคนรู้สึกว่าปากยิ่งแห้ง มักมาจากการใช้ลิปมันที่มี สารก่อการระคายเคือง เช่น
• เมนทอล
• การบูร
• ฟีนอล
• กรดผลัดเซลล์บางชนิด

สารเหล่านี้อาจทำให้รู้สึกเย็นหรือเรียบในช่วงแรก แต่จะดึงความชุ่มชื้นออกในระยะยาว ทำให้ต้องทาซ้ำบ่อยขึ้น ทางแก้คือเลือกใช้ลิปมันที่ สูตรเรียบง่าย ไม่มีน้ำหอม และเน้นการกักเก็บความชุ่มชื้น

สรุปทุกเรื่องเกี่ยวการปากแตกเรื้อรัง

ปากแตกเรื้อรังเป็นภาวะที่เกิดจากการสูญเสียความชุ่มชื้นของริมฝีปากร่วมกับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม เช่น การดื่มน้ำน้อย เลียริมฝีปากบ่อย อยู่ในอากาศแห้ง หรือการขาดสารอาหารบางชนิด ริมฝีปากที่แห้งแตกซ้ำ ๆ จะสูญเสียเกราะป้องกันผิว ทำให้เกิดการอักเสบ แผลหายช้า และเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

การดูแลปากแตกที่ได้ผลต้องทำทั้งการบำรุงภายนอกด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและการดูแลจากภายในด้วยน้ำและอาหารที่เหมาะสม หากปล่อยไว้นานอาจทำให้ปากคล้ำ เป็นร่องลึก หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน การสังเกตอาการผิดปกติและดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้ริมฝีปากกลับมามีสุขภาพดีและลดการกลับเป็นซ้ำในระยะยาว

* ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
* ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง*
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ
ปรึกษาฟรี พร้อมรับ โปรโมชั่นพิเศษ ก่อนใคร
โปรโมชั่นต่างๆ
เรื่อง บทความน่ารู้ ที่คุณอาจสนใจ