รักษาสิว
รักษาสิว รอยสิว ที่ไหนดีให้หายขาด พร้อมวิธีดูแลให้ผิวเนียนกระจ่างใส
รักษาสิว ที่ไหนได้ผลดีที่สุด รู้ทันสาเหตุของการเกิดสิว
การรักษาสิวในปัจจุบันมีหลายวิธี ทั้งวิธีที่สามารถรักษาสิวได้ด้วยตัวเอง และวิธีที่รักษาสิวด้วยหัตถการทางแพทย์ แต่ก่อนที่เราจะตัดสินใจเลือกว่าเราจะรักษาสิววิธีไหนดี เราต้องรู้ก่อนว่าผิวของเราเป็นแบบไหน สิวที่เราเป็นคือสิวประเภทไหน
รวมทุกหัวข้อเกี่ยวกับการรักษาสิว
• สิวเกิดจากอะไร
• ประเภทของสิว มีกี่แบบ อะไรบ้าง
• วิธีเช็คสภาพผิวง่ายๆ ด้วยตัวเอง
• รักษาสิวด้วยตัวเองได้หรือไม่
• รวมวิธีรักษาสิวด้วยตัวเอง
• วิธีรักษาสิวด้วยยาจากแพทย์
• วิธีรักษาสิวด้วยหัตถการความงาม
• รอยสิวหลังรักษาสิว ต้องรักษาอย่างไร
• รักษาสิวที่ไหนดี เลือกจากอะไร
• สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับการรักษาสิว
• คำถามยอดฮิตของการรักษาสิว
สิวเกิดจากอะไร
สิวคือปัญหาผิวที่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ได้มีสาเหตุเดียว และมักเกี่ยวข้องกับการทำงานของต่อมไขมัน รูขุมขน แบคทีเรีย รวมถึงฮอร์โมนและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน สามารถอธิบายการเกิดสิว ได้ดังนี้
สิว (Acne) คืออะไร เกิดจากสาเหตุอะไร มีกี่ประเภท มีวิธีรักษาอย่างไร
1.สิวเกิดจากฮอร์โมนและการทำงานของต่อมไขมัน
ฮอร์โมนกลุ่มแอนโดรเจนมีผลกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันมากขึ้น เมื่อผิวมันเกินไป ไขมันจะไปสะสมในรูขุมขน ทำให้เกิดการอุดตัน และเป็นจุดเริ่มต้นของสิว ในผู้หญิง ช่วงก่อนมีประจำเดือนระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เปลี่ยนแปลง อาจทำให้ผิวบวมน้ำ รูขุมขนตีบแคบ จึงเกิดสิวเห่อได้ง่ายกว่าปกติ
2.รูขุมขนอุดตันจากผลิตภัณฑ์บนผิว
เครื่องสำอางหรือครีมบำรุงที่มีเนื้อหนัก มีน้ำมันสูง หรือทำความสะอาดออกไม่หมด อาจไปอุดตันรูขุมขน ส่งผลให้เกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบได้ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าไม่อุดตันรูขุมขน และเหมาะกับสภาพผิว จะช่วยลดความเสี่ยงตรงจุดนี้ได้
3.แบคทีเรียบนผิวหนัง
เมื่อรูขุมขนอุดตันและมีไขมันสะสม แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติบนผิวจะเจริญเติบโตมากขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดง และกลายเป็นสิวอักเสบในที่สุด
4.อาหารและการตอบสนองของร่างกาย
แม้ยังไม่มีข้อสรุปตายตัว แต่อาหารบางกลุ่ม เช่น ของทอด ของมัน หรือของหวาน อาจกระตุ้นการอักเสบหรือการผลิตน้ำมันในบางคน แต่ละคนตอบสนองไม่เหมือนกัน จึงควรสังเกตว่าหลังรับประทานอาหารชนิดใดแล้วสิวกำเริบบ่อยหรือไม่
5.พฤติกรรมการใช้ชีวิต
การนอนดึก ความเครียด การสูบบุหรี่ หรือการไม่ล้างหน้าให้สะอาด ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดมากขึ้น ฮอร์โมนเหล่านี้มีผลต่อการผลิตน้ำมันและการอักเสบของผิว ส่งผลให้สิวขึ้นง่ายและหายช้า
6.สิ่งแวดล้อมและหน้ากากอนามัย
ฝุ่น ควัน และความอับชื้น โดยเฉพาะบริเวณที่สวมหน้ากาก ทำให้ผิวระคายเคือง เหงื่อและแบคทีเรียสะสมง่าย เพิ่มโอกาสเกิดสิว โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย
7.ภาวะฮอร์โมนผิดปกติ
ในบางคน สิวอาจเป็นสัญญาณของภาวะแอนโดรเจนเกิน เช่น โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ซึ่งมักพบร่วมกับอาการอื่น เช่น สิวรุนแรง ผิวมันมาก ขนดก ผมร่วง หรือประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ กรณีนี้ควรได้รับการประเมินจากแพทย์
สิวไม่ได้เกิดจากความสกปรกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน การดูแลผิวให้เหมาะสม ปรับพฤติกรรม และเข้าใจสาเหตุของตนเอง จะช่วยให้ควบคุมและรักษาสิวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเภทของสิว มีกี่แบบ อะไรบ้าง
สิวไม่ได้มีหน้าตาแบบเดียว และไม่ได้รักษาสิวด้วยวิธีเดียวกันทั้งหมดได้ การแยกประเภทสิวให้ถูกต้องจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลและรักษาสิวให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแบ่งประเภทของสิวที่พบบ่อยออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
1.สิวอุดตัน
เป็นระยะเริ่มต้นของการเกิดสิว เกิดจากไขมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้วไปอุดอยู่ในรูขุมขน หากรูขุมขนเปิดสัมผัสอากาศ จะเห็นเป็นจุดดำเล็ก ๆ เรียกว่าสิวหัวเปิด แต่ถ้ารูขุมขนปิด จะเห็นเป็นตุ่มสีขาวนูน เรียกว่าสิวหัวปิด มักพบบริเวณทีโซน เช่น หน้าผาก จมูก และคาง สิวกลุ่มนี้มักไม่เจ็บและไม่แดง
2.สิวอักเสบ
เกิดเมื่อสิวอุดตันมีการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียภายใน ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ลักษณะจะเป็นตุ่มแดง เจ็บ หรือมีหนองสีขาว - เหลืองอยู่ตรงกลาง หากการอักเสบรุนแรงและอยู่ลึก อาจพัฒนาเป็นก้อนแข็งขนาดใหญ่ที่เจ็บมาก
3.สิวไม่มีหัว (สิวใต้ผิวหนัง)
เป็นสิวที่อุดตันและอักเสบอยู่ลึกกว่าชั้นผิวด้านบน จึงไม่เห็นหัวสิวชัด มักคลำได้เป็นก้อนแข็งหรือเจ็บใต้ผิว พบบ่อยบริเวณคางและแนวกราม การกดหรือบีบจะยิ่งทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น และเสี่ยงกลายเป็นสิวชนิดรุนแรงได้
4.สิวซีสต์หรือสิวหัวช้าง
จัดเป็นสิวอักเสบระดับรุนแรง เกิดลึกในชั้นผิว มีขนาดใหญ่ เจ็บ และใช้เวลานานกว่าจะยุบ มักทิ้งรอยดำ รอยแดง หรือหลุมสิวไว้หลังหาย การรักษาจำเป็นต้องอาศัยแพทย์และยาเฉพาะ ไม่ควรดูแลเอง
5.สิวฮอร์โมน
มักสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะในผู้หญิง จะพบบริเวณคาง กรอบหน้า และช่วงล่างของใบหน้า มักเป็นซ้ำเป็นจุดเดิม และเห่อชัดในช่วงก่อนมีประจำเดือน สิวชนิดนี้มักมีลักษณะอักเสบและหายช้า
6.สิวผด
มีลักษณะเป็นตุ่มเล็กจำนวนมาก สีแดงหรือสีเดียวกับผิว มักไม่เจ็บ เกิดจากความร้อน เหงื่อ ความอับชื้น หรือการระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์ พบได้บ่อยในอากาศร้อน หรือบริเวณที่ผิวระบายอากาศไม่ดี
7.สิวหินหรือสิวข้าวสาร
เป็นตุ่มเล็กสีขาว แข็ง ไม่เจ็บ ไม่แดง เกิดจากการสะสมของเคราตินใต้ผิวหนัง ไม่ใช่สิวอักเสบ และไม่สามารถบีบออกเองได้ ต้องอาศัยการรักษาโดยแพทย์เท่านั้น
8.สิวเสี้ยน
เกิดจากการอุดตันของรูขุมขนร่วมกับเส้นขนจำนวนมาก มองเห็นเป็นจุดดำเล็ก ๆ คล้ายสิวหัวดำ พบมากบริเวณจมูกและร่องข้างจมูก แม้ไม่ใช่สิวอักเสบ แต่สัมพันธ์กับผิวมันและต่อมไขมันทำงานมาก
สิวแต่ละชนิดมีต้นเหตุและความรุนแรงต่างกัน การรักษาสิวที่ได้ผลจึงไม่ใช่การใช้ยาชนิดเดียวกับทุกคน แต่ต้องเริ่มจากการแยกประเภทสิวให้ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีดูแลและรักษาสิวที่เหมาะสม และลดโอกาสเกิดรอยสิวในระยะยาว
วิธีเช็คสภาพผิวง่ายๆ ด้วยตัวเอง
การเช็คสภาพผิวด้วยตัวเองทำได้ง่าย ๆ ถ้าทำอย่างถูกต้องเป็นขั้นตอนและดูพฤติกรรมของผิว ในชีวิตจริง ไม่ใช่ดูแค่ตอนทาครีมหรือแต่งหน้า เพื่อให้ขั้นตอนการรักษาสิวมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนะนำวิธีที่สามารถเช็คสภาพผิวของเราได้ดังนี้
วิธีเช็คสภาพผิวด้วยตัวเอง
• ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์อ่อน ๆ แล้วซับให้แห้ง
• ไม่ทาสกินแคร์ ไม่ทากันแดด ไม่แต่งหน้า รอ 30-60 นาที
• ส่องกระจกและใช้กระดาษซับมันแตะ 4 จุด : หน้าผาก จมูก คาง แก้ม
• ประเมิน 3 เรื่อง ความมัน , ความตึง/แห้งลอก , ความไว/แสบแดง
ผลที่ได้จะช่วยบอก “ประเภทผิว” และ “สภาพผิว” (เช่น ขาดน้ำ ระคายเคือง) ซึ่งอาจเกิดร่วมกันได้
ประเภทผิวที่พบบ่อยและสามารถเช็คได้
1) ผิวผสม (Combination skin)
ผิวผสม ส่วนมากจะ มันเป็นจุด แห้งเป็นจุด มักมันชัดที่ทีโซน หน้าผากจมูก คาง แต่แก้มค่อนข้างแห้งหรือปกติ
สังเกตได้จาก
• ทีโซนมันเงา เครื่องสำอางหลุดง่าย แต่แก้มแห้งหรือรู้สึกตึง
• มีสิวอุดตันหรือสิวเสี้ยนบริเวณจมูก คางได้ง่าย
• รูขุมขนบริเวณทีโซนเห็นชัดกว่าแก้ม
2) ผิวแห้ง (Dry skin)
ผิวผลิตน้ำมันน้อย เกราะผิวอ่อนแอ จึงสูญเสียน้ำง่ายและระคายเคืองง่าย
สังเกตได้จาก
• หลังล้างหน้ารู้สึกตึง ผิวด้าน ไม่ค่อยเงา
• มีขุย ลอกเป็นแผ่น ๆ หรือแต่งหน้าแล้วเป็นคราบ
• คันหรือแสบง่าย โดยเฉพาะเจออากาศเย็น แห้ง
3) ผิวธรรมดา (Normal skin)
ผิวอยู่ในสมดุลดี ทั้งน้ำและน้ำมันพอดี ปัญหาผิวน้อย
สังเกตได้จาก
• ไม่มันมาก ไม่แห้งตึงหลังล้างหน้า
• รูขุมขนค่อนข้างละเอียด ผิวเรียบ
• สิวขึ้นเป็นครั้งคราวตามปัจจัย แต่ไม่เรื้อรัง
4) ผิวมัน มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย
คำว่า ผิวมีรอยด่างดำ จริง ๆ เป็น ปัญหาผิว ไม่ใช่ ประเภทผิว แต่คนที่ผิวมันและเป็นสิวง่ายมักเกิดรอยดำตามหลังสิวได้บ่อย จึงถูกพูดรวมกัน
สังเกตได้จาก
• หน้ามันเร็ว โดยเฉพาะกลางวัน
• รูขุมขนเห็นชัด สิวอุดตัน สิวหัวดำขึ้นง่าย
• มักมีรอยดำ รอยแดงหลังสิวหาย
5) ผิวบอบบาง แพ้ง่าย (Sensitive skin)
เป็นสภาพผิว ที่เกิดร่วมกับผิวประเภทอื่นได้ เช่น ผิวมันแพ้ง่าย ผิวแห้งแพ้ง่าย
สังเกตได้จาก
• แสบ คัน แดงง่าย เวลาเปลี่ยนสกินแคร์หรือเจอแดด ลม อากาศแห้ง
• รู้สึกตึงหรือร้อนผ่าวเป็นช่วง ๆ
• บางคนมีผื่นง่าย หรือแดงเป็นปื้น
รักษาสิวด้วยตัวเองได้หรือไม่
การดูแลและรักษาสิวด้วยตนเองสามารถทำได้ ในบางกรณี หากเป็นสิวระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องควบคู่กับความสม่ำเสมอ
โดยทั่วไป การรักษาสิวที่สามารถดูแลเองได้มักเป็นสิวอุดตันหรือสิวผดที่ยังไม่อักเสบรุนแรง การรักษาสิวควรเริ่มจากการทำความสะอาดผิวอย่างเหมาะสม เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่อุดตันรูขุมขน และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่กระตุ้นให้สิวแย่ลง เช่น การบีบ แกะ หรือใช้ยาที่แรงเกินความจำเป็น
อย่างไรก็ตาม การรักษาสิวด้วยตัวเองมีข้อจำกัด หากใช้วิธีรักษาสิวที่ไม่ถูกต้อง เช่น ใช้ยาผิดประเภท ใช้หลายอย่างพร้อมกัน หรือรักษาสิวต่อเนื่องโดยไม่สังเกตอาการ อาจทำให้สิวอักเสบมากขึ้น เกิดการติดเชื้อ และนำไปสู่ปัญหาระยะยาวอย่างรอยดำ รอยแดง หรือหลุมสิวถาวรได้
ดังนั้น หากสิวมีอาการอักเสบมาก เจ็บ เป็นหนอง ลุกลามรวดเร็ว หรือไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ควรหยุดการรักษาสิวด้วยตนเองและปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพื่อประเมินสาเหตุและเลือกแนวทางการรักษาสิวที่ไม่อันตรายต่อผิวและตรงปับปัญหาผิวมากที่สุด
รวมวิธีรักษาสิวด้วยตัวเอง
การรักษาสิวด้วยตัวเองสามารถได้ผลดี หากดูแลอย่างเป็นระบบและปรับพฤติกรรมควบคู่กัน ไม่ใช่เพียงการใช้สกินแคร์เท่านั้น แต่รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันทั้งหมด เราได้รวบรวมวิธีรักษาสิวด้วยตัวเอง สามารถนำไปทำตามกันได้ง่าย ๆ ดังนี้
1.รักษาสิวด้วยการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวและไม่รบกวนสมดุลผิว
ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงผิวที่อ่อนโยน ไม่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการอุดตันหรือการระคายเคือง ผิวที่แข็งแรงจะมีเกราะป้องกันเป็นวิธีรักษาสิวได้ดี ทำให้สิวเกิดยากและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
2.รักษาสิวด้วยการ ดูแลความสะอาดของเครื่องสำอางและอุปกรณ์แต่งหน้า
แปรง พัฟ หรือฟองน้ำแต่งหน้าที่ใช้ซ้ำเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย หากไม่ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นสาเหตุของสิวอักเสบได้ ควรล้างอุปกรณ์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และเปลี่ยนใหม่ตามอายุการใช้งานที่เหมาะสมเพื่อเป็นอีกวิธีในการรักษาสิวด้วยตัวเอง
3.รักษาสิวด้วยการใส่ใจสิ่งที่สัมผัสผิวหน้าเป็นประจำ
หน้ากากอนามัย ผ้าปิดหน้า หรืออุปกรณ์ที่ต้องสัมผัสผิวหน้าโดยตรง หากมีความอับชื้นหรือสกปรก จะกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่าย การเปลี่ยนหน้ากากบ่อย ๆ และเลือกวัสดุที่ระบายอากาศได้ดี ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีในการรักษาสิวที่ช่วยลดการอุดตันและการอักเสบของผิว
4.รักษาสิวด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
อาหารมีผลต่อฮอร์โมนและการทำงานของต่อมไขมัน ควรลดอาหารหวานจัด มันจัด ของทอด และอาหารแปรรูป เน้นผัก ผลไม้ โปรตีนที่ดี และไขมันที่มีประโยชน์ การปรับอาหารอาจไม่เห็นผลทันที แต่จะเป็นวิธีรักษาสิวที่ช่วยลดการเกิดสิวในระยะยาวอย่างชัดเจน
5.รักษาสิวด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอและสม่ำเสมอ
การนอนหลับมีผลต่อการฟื้นฟูผิวโดยตรง เมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายจะเกิดภาวะเครียดและฮอร์โมนแปรปรวน ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นสิว การนอนอย่างมีคุณภาพวันละประมาณ 7-8 ชั่วโมงช่วยให้ผิวซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้นเป็นวิธีรักษาสิวด้วยตัวเองที่ทำง่ายที่สุด
6.รักษาสิวด้วยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
การออกกำลังกายช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดและการขับของเสียทำงานดีขึ้น ส่งผลให้ผิวได้รับออกซิเจนและสารอาหารมากขึ้น ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ และทำความสะอาดผิวหลังเหงื่อออกทุกครั้งเพื่อลดการอุดตันของสิว
7.รักษาสิวด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน
น้ำมีบทบาทสำคัญต่อความสมดุลของผิว เมื่อร่างกายขาดน้ำ ผิวจะผลิตน้ำมันมากขึ้นเพื่อชดเชย ซึ่งอาจนำไปสู่การอุดตัน การดื่มน้ำอย่างเหมาะสมช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ต่อมไขมันทำงานเป็นปกติ และผิวฟื้นตัวได้ดีขึ้น
8.รักษาสิวด้วยการปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ
รังสี UV ทำให้ผิวอ่อนแอและกระตุ้นการอักเสบของสิว ควรใช้ครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันเพื่อเป็นการรักษาสิว เลือกสูตรที่ไม่อุดตันและเหมาะกับผิวเป็นสิว เพื่อช่วยลดรอยสิวและป้องกันปัญหาผิวในระยะยาว
9.รักษาสิวด้วยการรักษาความสะอาดของของใช้ใกล้ผิวหน้า
ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าขนหนู หรือผ้าเช็ดหน้า หากใช้ซ้ำโดยไม่ซัก อาจสะสมเชื้อโรคและสิ่งสกปรก การเปลี่ยนและซักอย่างสม่ำเสมอช่วยลดโอกาสการเกิดสิวซ้ำโดยไม่รู้ตัว
10.รักษาสิวด้วยการใช้อาหารเสริม
สารอาหารบางชนิด เช่น ซิงก์ หรือวิตามินบางกลุ่ม มีบทบาทช่วยควบคุมการทำงานของต่อมไขมันและการผลัดเซลล์ผิว อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และไม่ใช้แทนการดูแลพื้นฐาน หากมีโรคประจำตัวหรือกินยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอที่จะรักษาสิวด้วยการใช้อาหารเสริม
การรักษาสิวด้วยตัวเองที่ได้ผล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่เกิดจากการดูแลผิวควบคู่กับการปรับพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ หากสิวไม่ดีขึ้นหรือมีอาการรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการดูแลรักษาสิวที่เหมาะสม
วิธีรักษาสิวด้วยยาจากแพทย์
การใช้ยารักษาสิวเป็นแนวทางที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวอักเสบระดับปานกลางไปจนถึงรุนแรง หรือผู้ที่รักษาสิวด้วยวิธีทั่วไปแล้วยังไม่เห็นผล แพทย์จะประเมินชนิดของสิว ความรุนแรง และปัจจัยสุขภาพของแต่ละคน ก่อนเลือกใช้ยาให้เหมาะสม
ยาที่ใช้รักษาสิวมีหลายกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มทำงานต่างกัน
• ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานในการรักษาสิว
ใช้เพื่อลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการอักเสบ ช่วยให้สิวยุบเร็วขึ้น และลดอาการบวมแดง
• ยาที่ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในการรักษาสิว
มักใช้ในบางรายที่สิวสัมพันธ์กับความแปรปรวนของฮอร์โมน ช่วยลดการกระตุ้นต่อมไขมันซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของสิว
• ยาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ เช่น ไอโซเตรติโนอินในการรักษาสิว
เป็นยาที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมหลายกลไก ทั้งลดการผลิตน้ำมัน ลดการอุดตันของรูขุมขน และควบคุมเชื้อที่ก่อให้เกิดสิว เหมาะกับสิวที่รุนแรงหรือดื้อการรักษาสิว
แม้ว่ายาเหล่านี้จะให้ผลการรักษาสิวที่ชัดเจน แต่จำเป็นต้องใช้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวและริมฝีปากแห้ง ตาแห้ง ระคายเคือง หรือในบางกรณีอาจมีผลต่อการทำงานของตับและมีข้อจำกัดด้านการตั้งครรภ์ แพทย์จึงต้องติดตามอาการและปรับขนาดยาอย่างใกล้ชิดในการใช้ยารักษาสิว
การรักษาสิวด้วยยาควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียง และช่วยป้องกันปัญหาสิวซ้ำหรือรอยแผลเป็นในระยะยาว
วิธีรักษาสิวด้วยหัตถการความงาม
ในกรณีที่สิวมีความรุนแรง เป็นสิวอักเสบเรื้อรัง หรือรักษาสิวด้วยยาและการดูแลทั่วไปแล้วยังไม่ตอบสนอง การรักษาสิวด้วยหัตถการทางการแพทย์ถือเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น
โดยแพทย์จะเลือกเทคนิควิธีการรักษาสิวที่เหมาะสมกับชนิดสิว สภาพผิว และผลลัพธ์ของการการรักษาสิว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่อันตรายต่อผิว
1.การรักษาสิวด้วยเลเซอร์และพลังงานแสง
เลเซอร์เป็นหัตถการที่ช่วยรักษาสิวได้หลายมิติ ทั้งลดการอักเสบ ลดเชื้อแบคทีเรีย ควบคุมความมัน และช่วยให้รอยแดงรอยดำจางลง ซึ่งมีหลักการทำงานในการรักษาสิวหลายประเภท เช่น เลเซอร์ลดการอักเสบ เลเซอร์กระตุ้นการฟื้นฟูผิว หรือแสงบำบัดที่ช่วยฆ่าเชื้อ สิ่งสำคัญคือการประเมินโดยแพทย์ก่อนรักษาสิว เพื่อเลือกชนิดพลังงานที่เหมาะสมกับปัญหาสิวและลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
2.การกดสิวอย่างถูกวิธีในการรักษาสิว
การกดสิวเป็นการกำจัดสิวอุดตันออกจากรูขุมขนโดยตรง ช่วยลดโอกาสที่สิวจะพัฒนาไปเป็นสิวอักเสบ อย่างไรก็ตาม ควรรักษาสิวเฉพาะสิวที่พร้อมแล้ว และต้องใช้เทคนิคที่ถูกต้องพร้อมเครื่องมือที่ผ่านการฆ่าเชื้อ การกดสิวกับแพทย์จะช่วยลดการอักเสบ การติดเชื้อ และลดความเสี่ยงของรอยแผลเป็น
3.วิธีรักษาสิวด้วยการฉีดเมโสหน้าใส
รักษาสิวด้วยการฉีดเมโสหน้าใสเป็นการเติมวิตามินและสารบำรุงเข้าสู่ผิวชั้นตื้นโดยตรง ช่วยฟื้นฟูผิวที่อ่อนแอ ลดการอักเสบ และเสริมความแข็งแรงของผิวในระยะยาว ส่งผลให้ผิวสมดุลขึ้น สิวขึ้นยากขึ้น และรอยสิวค่อย ๆ ดูจางลง สูตรเมโสมีหลายแบบ จึงควรให้แพทย์เป็นผู้เลือกให้เหมาะกับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละคน
4.โปรแกรม AviClear เทคโนโลยีเลเซอร์วิธีรักษาสิวที่ต่อมไขมัน
โปรแกรม AviClear เป็นเลเซอร์ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการต้นเหตุของสิวโดยตรง คือ ต่อมไขมันใต้ผิวหนัง โดยพลังงานเลเซอร์จะเข้าไปลดการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้ความมันบนผิวลดลง โปรแกรม Aviclear เป็นวิธีรักษาสิวที่ต่อมไขมันเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสิวอักเสบซ้ำ ๆ หรือผิวมันมาก ข้อดีของการรักษาสิวด้วยวิธีนี้คือไม่ต้องใช้ยาในระยะยาว และไม่รบกวนผิวชั้นบนมากนัก
AviClear Laser คืออะไร รักษาสิวประเภทไหนได้บ้าง ข้อดีข้อเสียอย่างไร
5.โปรแกรม Vitaran เป็นวิธีรักษาสิว ฟื้นฟูผิวและลดการอักเสบ
โปรแกรม Vitaran เป็นหัตถการรักษาสิว ที่เน้นการฟื้นฟูผิวและปรับสมดุลผิวจากภายใน ช่วยลดการอักเสบ เสริมการซ่อมแซมผิว และทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น เมื่อผิวมีโครงสร้างที่สมบูรณ์ สิวใหม่จะเกิดได้ยากขึ้น และรอยสิวเดิมจะดูจางลง เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวอ่อนแอหรือเป็นสิวง่าย
Vitaran PN คืออะไร แตกต่างจากโปรแกรมฉีดหน้าใสอื่นอย่างไร
6.โปรแกรม Acne Tune-Up ช่วยรักษาสิว
โปรแกรม Acne Tune-Up เป็นโปรแกรมรักษาสิวแบบองค์รวม ที่ผสานหลายหัตถการเข้าด้วยกัน เช่น การทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึก การกดสิวอย่างถูกวิธี การใช้เทคโนโลยีลดการอักเสบ และการบำรุงฟื้นฟูผิว โปรแกรมนี้ช่วยปรับสมดุลผิว รักษาสิว ลดสิวทั้งปัจจุบันและป้องกันการเกิดสิวใหม่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสิวอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
การรักษาสิวด้วยหัตถการเป็นทางเลือกที่ช่วยแก้ปัญหาได้ลึกมากขึ้น แต่ควรทำควบคู่กับการดูแลผิวและการใช้ชีวิตที่เหมาะสม ที่สำคัญคือควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ เพื่อเลือกวิธีรักษาสิวที่เหมาะสมกับสภาพผิวและลดความเสี่ยงในระยะยาว
รอยสิวหลังรักษาสิว ต้องรักษาอย่างไร
หลังจากรักษาสิวหายแล้ว หลายคนยังต้องเจอกับปัญหา รอยสิว ซึ่งเป็นผลจากกระบวนการอักเสบของผิว หากเข้าใจชนิดของรอยสิวและดูแลรักษาสิวอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้เร็วและลดโอกาสเกิดรอยสิวได้
1.หลังจากรักษาสิวแล้วต้องแยกให้ออกว่ารอยสิวเป็นแบบไหน
รอยสิวไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด การรักษารอยสิวจึงแตกต่างกัน
• รอยแดง เกิดจากหลอดเลือดฝอยขยายหลังการอักเสบ มักจางได้เองหากผิวแข็งแรง
• รอยดำ เกิดจากเม็ดสีเมลานินที่เพิ่มขึ้นหลังรักษาสิวอักเสบ
• หลุมสิว เกิดจากการทำลายโครงสร้างผิวชั้นลึก ต้องใช้การรักษาเฉพาะทาง
การรู้ชนิดของรอยสิวจะช่วยเลือกวิธีรักษาได้ตรงกับปัญหามากขึ้นมากขึ้น
2.หลังจากรักษาสิวแล้วต้องฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง
หลังจากรักษาสิวหายแล้ว ต้องบำรุงผิวให้แข็งแรงเพราะผิวที่แข็งแรงจะซ่อมแซมตัวเองได้ดี ควรเน้นการบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น เลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว และหลีกเลี่ยงการใช้สารที่ระคายเคืองผิวเกินจำเป็น
3.หลังจากรักษาสิวแล้วต้องป้องกันแสงแดดอย่างเคร่งครัด
แสงแดดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รอยดำเข้มขึ้นและจางช้าลง ควรทาครีมกันแดดทุกวัน แม้อยู่ในที่ร่ม และเลือกสูตรที่เหมาะกับผิวเป็นสิว เพื่อป้องกันการเกิดรอยซ้ำหลังจากรักษาสิวหายแล้ว
4.หลังจากรักษาสิวแล้วต้องใช้สกินแคร์ลดรอยอย่างเหมาะสม
หลังจากรักษาสิวแล้ว ควรใช้ผลิตภัณฑ์ลดรอยสิวช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวและปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ควรเลือกใช้ตามคำแนะนำและใช้อย่างต่อเนื่อง ไม่ควรใช้หลายชนิดพร้อมกันจนผิวระคายเคือง
5.หลังจากรักษาสิวแล้วหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้รอยสิวแย่ลง
การแกะ เกา หรือบีบสิวซ้ำ ๆ จะทำให้การอักเสบลึกขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงของรอย ควรปล่อยให้ผิวฟื้นฟูตามกระบวนการทำงานและดูแลอย่างอ่อนโยน
6.หลังจากรักษาสิวแล้วใช้หัตถการทางการแพทย์ดูแล
ในกรณีที่รอยสิวไม่จางลง หรือเป็นหลุมสิว การรักษาด้วยหัตถการ เช่น เลเซอร์ พลังงานแสง หรือการฟื้นฟูผิวเฉพาะจุด จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
หลังจากรักษาสิวแล้วการรักษารอยสิวต้องอาศัยเวลาและความสม่ำเสมอ เริ่มจากการดูแลผิวให้แข็งแรง ป้องกันแดดอย่างจริงจัง และเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับชนิดของรอย หากรอยสิวรบกวนความมั่นใจหรือไม่ดีขึ้น
รักษาสิวที่ไหนดี เลือกจากอะไร
การเลือกสถานที่รักษาสิวเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ในระยะยาว ไม่ใช่แค่ทำให้สิวยุบเร็ว แต่ต้องไม่อันตรายต่อผิว ไม่ทิ้งรอย และแก้ปัญหาได้ตรงกับปัญหาผิว การพิจารณาอย่างรอบด้านจะช่วยรักษาสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1.มีแพทย์รักษาสิววิเคราะห์ปัญหาโดยตรง
สถานที่รักษาสิวที่ดีควรมีแพทย์เป็นผู้ประเมินและวางแผนการรักษาสิว เพราะสิวแต่ละคนมีสาเหตุและความรุนแรงต่างกัน แพทย์จะช่วยเลือกแนวทางรักษาสิวที่เหมาะสม ทั้งการใช้ยา สกินแคร์ หรือหัตถการรักษาสิว ลดโอกาสการรักษาสิวผิดวิธี
2.ประเมินผิวและสิวเป็นรายบุคคล
คลินิกที่ได้มาตรฐานจะไม่ใช้วิธีรักษาสิว วิธีเดียวกันกับทุกคน แต่จะพิจารณาประเภทสิว สภาพผิว ประวัติการรักษาสิว เพื่อออกแบบการรักษาสิวที่เหมาะกับแต่ละบุคคลมากที่สุด
3.มีทางเลือกการรักษาสิวครบถ้วนและเหมาะสม
สถานที่ที่น่าเชื่อถือควรมีทั้งการรักษาสิวด้วยยา การดูแลผิว และหัตถการทางการแพทย์ เพื่อให้สามารถปรับแผนการรักษาสิวได้ตามการตอบสนองของผิว ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีรักษาสิวที่รุนแรงเกินไปตั้งแต่แรก
4.ใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานในการรักษาสิว
เครื่องมือแพทย์และหัตถการต่าง ๆ ควรผ่านการรับรองและมีการดูแลด้านความสะอาดอย่างเคร่งครัด ไม่อันตรายต่อผิว ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและผลข้างเคียง
5.ให้ข้อมูลชัดเจนในการรักษาสิว
สถานที่รักษาสิวที่ดีจะอธิบายขั้นตอนการรักษาสิว ระยะเวลา ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และข้อจำกัดอย่างชัดเจน ไม่โฆษณาเกินจริง
6.มีการติดตามผลและปรับแผนการรักษาสิว
การรักษาสิวต้องอาศัยเวลาและความต่อเนื่อง คลินิกที่ใส่ใจจะมีการติดตามอาการ ปรับการรักษาสิวตามการตอบสนองของผิว และให้คำแนะนำการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน
7.มาตรฐานความสะอาดในการรักษาสิว
ความสะอาดของสถานที่ เครื่องมือ และขั้นตอนการรักษาสิวเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพผิวของผู้รับบริการ การเลือกสถานที่รักษาสิวที่ดี ควรให้แพทย์ เป็นคนประเมินการรักษาสิวควรเลือกคลินิกที่ดูแลผิวอย่างเข้าใจและรักษาสิวอย่างมีมาตรฐาน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืนในระยะยาว
สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับการรักษาสิว
การรักษาสิวที่ได้ผลต้องเริ่มจากการเข้าใจสาเหตุและระดับความรุนแรงของสิวในแต่ละคน การดูแลพื้นฐานอย่างถูกวิธีร่วมกับการปรับพฤติกรรมสามารถช่วยควบคุมสิวระดับไม่รุนแรงได้ หากสิวอักเสบมากหรือเรื้อรังควรใช้ยาหรือหัตถการภายใต้การดูแลของแพทย์ หลังสิวหายควรใส่ใจการรักษารอยสิวและป้องกันแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสิวอย่างต่อเนื่องและเลือกวิธีที่เหมาะกับผิว เพื่อให้ผิวแข็งแรงและลดการเกิดสิวในระยะยาว
คำถามยอดฮิตของการรักษาสิว
สิวใช้เวลากี่วันถึงหาย
สิวอักเสบทั่วไปมักยุบภายในประมาณ 5-7 วัน หากดูแลถูกวิธี ส่วนสิวเรื้อรังอาจใช้เวลานานกว่านั้น
แต่งหน้าระหว่างรักษาสิวได้ไหม
แต่งหน้าได้ แต่ควรเลือกเครื่องสำอางที่ไม่อุดตันผิว และล้างออกให้สะอาดทุกวัน
เลเซอร์ช่วยรักษาสิวจริงหรือไม่
เลเซอร์ช่วยลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อ และช่วยให้รอยสิวจางลง เหมาะกับสิวบางประเภท
สิวรักษาให้หายขาดได้ไหม
สิวสามารถควบคุมและทำให้ผิวกลับมาเรียบเนียนได้ หากรักษาสิวถูกวิธีและดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง
สิวที่หลังหรือหน้าอกดูแลอย่างไร
เน้นความสะอาด อาบน้ำหลังเหงื่อออก เลี่ยงเสื้อผ้ารัดแน่น และปรึกษาแพทย์หากเป็นรุนแรง
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ