แผลอักเสบเป็นหนอง หายเองได้ไหม? วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้อง
เขียนโดย: ทีมผู้เชี่ยวชาญ ROMRAWIN CLINIC
แผลอักเสบเป็นหนอง
- แผลอักเสบเป็นหนอง คืออะไร รักษาอย่างไร ใม่ให้เกิดแผลเป็น
- แผลอักเสบเป็นหนอง คืออะไร?
- แผลอักเสบเป็นหนองเกิดจากอะไร?
- 1. การติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณบาดแผล
- 2. การดูแลและล้างแผลไม่ถูกวิธี
- 3. ปัญหาด้านระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย
- 4. บาดแผลลึกจากอุบัติเหตุหรือการผ่าตัด
- 5. สิ่งแปลกปลอมตกค้างในแผล
- สัญญาณเตือนและอาการแผลอักเสบที่ควรสังเกต
- วิธีดูแลทำความสะอาดแผลอักเสบเป็นหนอง
- แผลอักเสบเป็นหนอง รักษาวิธีไหนให้หาย?
- ภาวะแทรกซ้อนของแผลอักเสบเป็นหนอง
- กลุ่มเสี่ยงเป็นแผลอักเสบเป็นหนองได้ง่าย
- แผลอักเสบเป็นหนอง หายเองได้ไหม?
- กรณีที่แผลขนาดเล็กและอาจหายได้เอง
- กรณีแผลติดเชื้อรุนแรงที่ไม่ควรปล่อยไว้
- แผลอักเสบเป็นหนอง กี่วันหาย?
- ควรปิดแผลอักเสบเป็นหนองไหม?
- เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?
- วิธีป้องกันไม่ให้แผลเกิดการอักเสบ
- รอยแผลเป็นจากแผลอักเสบเป็นหนอง
- รอยแผลเป็นจากแผลอักเสบเป็นหนอง รักษายังไงดี?
- แผลอักเสบเป็นหนอง ห้ามกินอะไร?
- สรุป แนวทางการดูแลแผลอักเสบเป็นหนอง
แผลอักเสบเป็นหนอง คืออะไร รักษาอย่างไร ใม่ให้เกิดแผลเป็น
แผลสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย หากได้รับบาดเจ็บหรือผ่านการผ่าตัด แต่ไม่ว่าจะเป็นแผลเล็กหรือแผลใหญ่ หากไม่ดูแลรักษาแผลอย่างเหมาะสม ก็สามารถทำให้เกิดแผลอักเสบเป็นหนองได้ เพราะแผลที่ไม่ดูแลให้ดี เชื้อแบคทีเรียจะเจริญเติบโต ส่งผลให้แผลติดเชื้อและเกิดหนองตามมา ทำให้แผลบวมแดง รู้สึกเจ็บปวด และอาจร้ายแรงจนลุกลามเป็นแผลลึกหรือติดเชื้อในกระแสเลือดได้ค่ะ
ดังนั้นการรู้เกี่ยวกับแผลอักเสบเป็นหนอง เช่น ลักษณะของแผล สาเหตุที่ทำให้เกิดแผล อาการที่ควรสังเกต รวมถึงวิธีดูแลรักษาแผลอักเสบเป็นหนอง และวิธีป้องกันไม่ให้เกิดแผลอักเสบเป็นหนอง เพื่อช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ลดความเสี่ยงติดเชื้อรุนแรง เกิดภาวะแทรกซ้อน รวมถึงช่วยลดการเกิดรอยแผลเป็น
แผลอักเสบเป็นหนอง คืออะไร?
แผลอักเสบเป็นหนอง คือแผลที่เกิดการติดเชื้อจนมีการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและเม็ดเลือดขาว ทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อสู้กับเชื้อโรค ผลที่ตามมาคือมีของเหลวสีเหลืองข้นหรือสีเขียวที่เรียกว่า หนอง เกิดขึ้นในบริเวณแผล หนองประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ตายแล้ว เชื้อแบคทีเรีย และเศษเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย
แผลอักเสบเป็นหนอง สังเกตลักษณะได้ดังนี้
มีอาการบวม แดง ร้อน และรู้สึกเจ็บปวด รอบ ๆ บริเวณแผล มีหนองไหลออกมา หนองอาจมีสีเหลือง เขียว หรือขาวข้น และมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ หรืออาจมีอาการไข้ หนาวสั่น ร่วมด้วยถ้าเชื้อเริ่มลุกลามค่ะ
โดยทั่วไป แผลอักเสบเป็นหนองมีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงดูแลแผลไม่ถูกวิธี หรือมีโรคประจำตัว ที่ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เบาหวาน ถ้าไม่ได้รักษา แผลอักเสบเป็นหนองอาจลุกลามและเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อในกระแสเลือด หรือ ติดเชื้อลึกลงไปถึงกระดูกได้ จึงควรรีบพบคุณหมอค่ะ
แผลอักเสบเป็นหนองเกิดจากอะไร?
สำหรับสาเหตุอาการของแผลอักเสบเป็นหนองนั้น โดยปกติแล้วอาจเกิดจากการที่แผลถูกเชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียจนทำให้เกิดอาการติดเชื้อ และร่างกายได้ต่อสู้กับเชื้อโรคดังกล่าว เกิดการอักเสบจนเกิดหนองในที่สุด สาเหตุสำคัญที่มักพบได้บ่อยมีดังนี้ค่ะ
1. การติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณบาดแผล
ปกติแล้ว เรามักพบว่า แผลที่ติดเชื้ออาจจะทำให้เกิดหนองได้ เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้แผลอักเสบเป็นหนองมีดังนี้ค่ะ สแตฟฟิโลคอคคัส ออเรียส และ สเตรปโตคอคคัส ไพโอจีนส์ เชื้อเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล รอยถลอก หรือแผลผ่าตัด เมื่อแบคทีเรียได้เข้าไปเจริญเติบโตภายในร่างกายของเรา จะทำให้เกิดอาการแผลอักเสบเป็นหนองนั่นเองค๊าาา
2. การดูแลและล้างแผลไม่ถูกวิธี
เมื่อไม่ล้างทำความสะอาดแผลให้สะอาด ปล่อยให้แผลเปียกชื้น แผลสกปรก ไม่ปิดแผล หรือปิดแผลแน่นเกินไป เชื้อโรคและแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดแผลอักเสบเป็นหนองได้ค่ะ
3. ปัญหาด้านระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย
โรคบางชนิด หรือ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของคนเรา เช่น คนไข้มีโรคเบาหวาน คนไข้มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือ การที่คนไข้ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลงได้ค่ะ เมื่อภูมิคุ้มกันต่ำแล้ว ร่างกายจะสู้เชื้อโรคและแบคทีเรียได้ไม่เต็มที่ หรือพูดง่ายๆ คือ หน่วยต่อต้านเชื้อโรคอ่อนแอ ไม่สามารถปกป้องร่างกายได้นั้นเองค่ะ จนทำให้แผลติดเชื้อและเกิดหนองได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดแผลอักเสบเป็นหนองได้ค่ะ
4. บาดแผลลึกจากอุบัติเหตุหรือการผ่าตัด
สำหรับคนไข้ที่เป็นแผลจากอุบัติเหตุหรือเข้ารับการผ่าตัด ถ้าคนไข้ไม่ดูแลรักษาแผลอย่างเหมาะสม เชื้อโรคและแบคทีเรียเจ้าวายร้าย ก็จะเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมากๆ เลยค่ะ ทำให้เกิดแผลอักเสบเป็นหนองได้นะคะ
5. สิ่งแปลกปลอมตกค้างในแผล
เมื่อคนไข้ไม่ทำความสะอาดแผลให้ดี หรือปล่อยปละละเลย ทั้งยังมีสิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งสกปรกอยู่ในแผล ตัวอย่างเช่น เศษไม้ เศษแก้ว หรือเศษดิน จะทำให้เกิดแผลอักเสบเป็นหนองได้นะคะ ดังนั้น เราทุกๆ คน จึงควรล้างทำความสะอาดแผลให้ดีก่อนปิดแผลค่ะ
สัญญาณเตือนและอาการแผลอักเสบที่ควรสังเกต
เมื่อแผลที่เริ่มติดเชื้อและมีหนองควรสังเกตอาการ เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจลุกลามเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ อาการแผลอักเสบเป็นหนองที่ควรสังเกต มีดังนี้ค่ะ
1.การเปลี่ยนแปลงของแผล
• บวม แดง ร้อน รอบขอบแผลมากกว่าปกติ
• เจ็บปวดเพิ่มขึ้น หรือปวดตุบ ๆ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัส
• มีหนองไหลออกมา ซึ่งอาจมีสีเหลือง ขาว หรือเขียว และมักมีกลิ่นไม่พึงประสงค์
อาการเมื่อแผลเริ่มติดเชื้อ
อาการที่บอกว่าแผลเริ่มติดเชื้อ เช่น มีไข้ หนาวสั่น หรือรู้สึกอ่อนเพลีย รวมถึงอาจมีต่อมน้ำเหลืองเริ่มบวมโต เช่น บริเวณรักแร้ ขาหนีบ ถ้าเป็นแผลอยู่ใกล้บริเวณนั้นค่ะ
อาการเมื่อแผลเริ่มติดเชื้อรุนแรง
แม้ดูแลรักษาแผลเบื้องต้นแล้ว แต่แผลมีหนองเพิ่มขึ้นเร็ว หรือ แผลมีสีคล้ำและกลิ่นผิดปกติ รอยแดงลามออกจากขอบแผล ปวดแผลมากขึ้น ถ้ามีลักษณะอาการที่ว่ามาควรรีบพบคุณหมอเพื่อรักษาค่ะ
ข้อควรระวังของแผลอักเสบเป็นหนอง
หากเริ่มมีอาการไข้สูง หนองส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง หรือรอยแดงกระจายตัวกว้างขึ้น ควรรีบพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของภาวะแผลติดเชื้อลุกลาม เช่น การติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดหรือลึกถึงชั้นกระดูก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนค่ะ
วิธีดูแลทำความสะอาดแผลอักเสบเป็นหนอง
การดูแลแผลอักเสบเป็นหนองอย่างถูกนั้นวิธีมีความสำคัญมาก หากคนไข้ไม่ดูแล? แล้วใครจะมาดูแลให้เราได้ค่ะ? เพราะการดูแลความสะอาด ช่วยลดการลุกลามของเชื้อโรค ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน และยังช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นได้อีกด้วยค่ะ โดยสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสแผลอักเสบเป็นหนอง
นี้คือสิ่งสำคัญอันดับแรกเลยนะคะ การล้างทำความสะอาดมือก่อนสัมผัสถูกบริเวณแผล และการล้างแผลให้ถูกวิธี ควรใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อ หรือใช้น้ำสะอาดต้มสุกที่ทิ้งจนความร้อนหายไปแล้ว กลายเป็นน้ำเย็น แล้วล้างบริเวณแผลอย่างเบามือ คนไข้ไม่ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่เข้มข้นมากจนเกินไปนะคะ เช่น แอลกอฮอล์ 70% เพราะอาจทำลายเนื้อเยื่อบริเวณแผล และส่งผลทำให้แผลหายช้าได้ค่ะ หากพบเศษหนองหรือคราบเลือดติดบริเวณแผล ให้คนไข้ค่อย ๆ เช็ดออกด้วยผ้าก๊อซสะอาดค่ะ
การล้างทำความสะอาดแผลอย่างถูกวิธี
ใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) หรือน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ล้างผ่านบาดแผลอย่างเบามือ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเข้มข้นสูงอย่างแอลกอฮอล์ 70% ทาลงบนแผลโดยตรง เพราะอาจระคายเคืองและทำลายเนื้อเยื่อจนแผลหายช้า หากมีคราบเลือดหรือหนองตกค้าง ให้ใช้ผ้าก๊อซสะอาดซับออกอย่างเบามือ
ขั้นตอนการทำแผลและปิดแผล
ซับแผลให้แห้งสนิทด้วยผ้าก๊อซ จากนั้นทายาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะชนิดทาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร แล้วจึงปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาดเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและเชื้อโรคจากภายนอกเข้าสู่บาดแผล
เปลี่ยนผ้าปิดแผลอย่างสม่ำเสมอ
ควรเปลี่ยนผ้าปิดแผลอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง หรือเปลี่ยนทันทีเมื่อผ้าปิดแผลเริ่มเปียกชื้น สกปรก หรือมีหนองซึม พร้อมคอยสังเกตสี ปริมาณ และกลิ่นของหนองทุกครั้ง หากพบว่ามีหนองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือมีกลิ่นเหม็นรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
ดูแลสุขภาพร่างกายระหว่างรักษาแผล
การดูแลสุขภาพร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การทำแผลถูกวิธีค่ะ เพราะจะทำให้แผลหายเร็วขึ้น แนะนำแนวทาง เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีโปรตีน วิตามินซี และสังกะสี เพื่อช่วยสมานแผล และดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้นค่ะ
สังเกตอาการผิดปกติและพบคุณหมอ
ถ้าแผลบวมแดงมากขึ้น รู้สึกปวดมากขึ้น หนองมีปริมาณมากหรือมีกลิ่นแรง รวมถึงมีไข้สูง หนาวสั่น ควรรีบพบคุณหมอเพื่อทำการรักษา ก่อนที่แผลติดเชื้อจะลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ค่ะ
แผลอักเสบเป็นหนอง รักษาวิธีไหนให้หาย?
การรักษาแผลอักเสบเป็นหนองจำเป็นต้องดูแลทั้งการทำแผลและการใช้ยาตามความรุนแรงของการติดเชื้อ เพื่อหยุดการลุกลามและเร่งการสมานแผล โดยวิธีหลัก ๆ ในการรักษาแผลอักเสบเป็นหนองให้หายดี มีดังนี้
แนะนำวิธีที่ 1 การทำความสะอาดและระบายหนอง
• ล้างแผลอย่างถูกวิธี ใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อหรือน้ำสะอาดต้มสุกที่เย็นแล้วล้างแผลเบา ๆ เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและคราบหนอง
• ระบายหนอง หากมีหนองปริมาณมาก ควรให้แพทย์ทำการเปิดหรือกรีดระบายหนองออก เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อไปสู่เนื้อเยื่อรอบข้าง
• เอาสิ่งแปลกปลอมออก เช่น เศษแก้ว เศษไม้ หรือสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ในแผล เพื่อป้องกันการอักเสบต่อเนื่อง จนกลายเป็นแผลอักเสบเป็นหนอง
แนะนำวิธีที่ 2 การทายาหรือกินยารักษาแผล
เมื่อเป็นแผลอักเสบเป็นหนอง แนะนำไปพบคุณหมอ เพื่อให้สั่งยาทารักษาแผล กรณีที่แผลติดเชื้อรุนแรงและสั่งยากิน ควรกินยาให้ครบตามที่คุณหมอสั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยาค่ะ
แนะนำวิธีที่ 3 การดูแลแผลอย่างต่อเนื่อง
แนะนำว่าควรเปลี่ยนผ้าปิดแผลวันละ 1-2 ครั้ง หรือเมื่อผ้าปิดแผลเปียก ดูแลความสะอาดบริเวณรอบแผลอยู่เสมอ รวมถึงหลีกเลี่ยงการเกา หรือกดบีบหนองเอง เพราะอาจทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ค่ะ
แนะนำวิธีที่ 4 การป้องกันแผลลุกลามจากโรค
กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการโรคเบาหวานร่วมด้วย คุณหมอได้แนะนำว่า คนไข้ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพราะน้ำตาลสูงอาจสามารถทำให้เชื้อเจริญเติบโตได้ค่ะ และในแผลอักเสบเป็นหนองอาจจะทำให้แผลหายช้า โดยทั่วไปคุณหมอจะแนะนำให้คนไข้รับประทานอาหารจำพวกที่มีโปรตีนสูง วิตามินซี และสังกะสี เพื่อที่จะให้แผลหายเร็วได้ขึ้นค่ะ
แนะนำวิธีที่ 5 การรักษาแผลอักเสบเป็นหนองในกรณีรุนแรง
สำหรับใครที่พบว่า บาดแผลมีความรุนแรงมาก โดยเฉพาะแผลมีการติดเชื้อลุกลาม หรือมีอาการที่อาจเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด คนไข้ควรต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยเร่งด่วนเลยนะคะ คุณหมอท่านจะทำการรักษาได้ทันท่วงที และอาจจะมีให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ หรือมีการผ่าตัดทำความสะอาดเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อบริเวณดังกล่าว
ภาวะแทรกซ้อนของแผลอักเสบเป็นหนอง
หากแผลอักเสบเป็นหนองไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องหรือปล่อยทิ้งไว้นาน เชื้อโรคสามารถลุกลามและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยมีดังนี้
การติดเชื้อแพร่กระจายเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบข้าง
• เกิดการอักเสบของผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง
• บริเวณรอบแผลจะบวม แดง ร้อน และเจ็บปวดเพิ่มขึ้น
• หากไม่รักษา เชื้ออาจลุกลามไปยังส่วนอื่นของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว
การติดเชื้อในกระแสเลือด
เชื้อแบคทีเรียจากแผลสามารถเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด อาการเมื่อติดเชื้อในกระแสเลือด เช่น ไข้สูง หนาวสั่น หายใจเร็ว ความดันโลหิตต่ำ เป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
กระดูกอักเสบจากการติดเชื้อ
หากการติดเชื้อแพร่ลึกลงจนไปถึงกระดูก อาจทำให้เกิดกระดูกอักเสบได้ ทำให้เกิดอาการปวดลึกเรื้อรัง แผลหายช้า และเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อซ้ำ
การเกิดฝีลึกจากแผลอักเสบเป็นหนอง
เชื้อโรคอาจทำให้เกิดโพรงหนองใต้ผิวหนังหรือในเนื้อเยื่อ ต้องได้รับการผ่าตัดหรือกรีดระบายหนองออก โดยคุณหมอจะเป็นผู้ทำการดูแลรักษา
แผลอักเสบเป็นหนองหายช้า
เมื่อเป็นแผล โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ แผลอาจหายช้ากว่าคนปกติ ทำให้แผลเรื้อรังที่รักษาได้ยากค่ะ
แผลเป็นหรือพังผืดหลังแผลอักเสบหายแล้ว
สำหรับคนไข้ที่พบว่าบริเวณแผลอักเสบเป็นหนองหายดีแล้ว คนไข้บางกรณีอาจตรวจพบการเกิดร่องรอยแผลเป็น หรือพังผืดตามมาด้วยนะคะ จนทำให้บริเวณผิวเสียความยืดหยุ่นไปได้ค่ะ
อาการที่ควรระวังแผลอักเสบเป็นหนอง
ถ้าคนไข้พบอาการจากแผลติดเชื้อรุนแรง โดยที่คนไข้ไม่ทราบมาก่อน เช่น มีไข้สูง มีอาการหนาวสั่น บริเวณปากแผลบวมแดงมาก หรือมีอาการรู้สึกปวดมากๆ คนไข้ควรรีบไปพบคุณหมอทันทีอย่างเร่งด่วนเลยค่ะ เพื่อที่จะได้รับการรักษาได้ทันท่วงที และลดภาวะความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อน
กลุ่มเสี่ยงเป็นแผลอักเสบเป็นหนองได้ง่าย
บางกลุ่มบุคคลมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลติดเชื้อและเกิดหนอง เนื่องจากปัจจัยด้านสุขภาพหรือสภาพแวดล้อม ดังนี้
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
• น้ำตาลในเลือดสูง ทำให้การทำงานของเม็ดเลือดขาวลดลง
• แผลหายช้าและติดเชื้อง่าย โดยเฉพาะบริเวณเท้า (แผลเบาหวาน)
• หากไม่ดูแล อาจเกิดแผลเรื้อรังและติดเชื้อรุนแรง
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
กลุ่มเสี่ยงที่มักเป็นแผลอักเสบเป็นหนองได้ง่ายค่ะ เช่นตัวอย่าาง ผู้ป่วยโรค HIV ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เพราะร่างกายต่อสู้เชื้อโรคได้น้อย ทำให้ติดเชื้อและเกิดหนองได้ง่ายกว่าคนปกติค่ะ
ผู้สูงอายุ
คนเราเมื่ออายุมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมลงตามวัยไปด้วย แผลสมานตัวช้ากว่าคนหนุ่มสาว ผิวหนังบาง ทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย
เด็กเล็ก
สำหรับเด็กเล็ก ๆ ที่มักมีผิวบอบบาง อาจเกิดบาดแผลง่าย และยังชอบเล่นซนมากๆ ค่ะทำให้การดูแลรักษาความสะอาดอาจไม่ทั่วถึง เชื้อโรคเข้าสู่แผลได้ง่ายกลายเป็นแผลอักเสบค่ะ
ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง
สำหรับคนไข้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน หรือขาดสารอาหาร ทำให้แผลสมานตัวได้ไม่ดี โอกาสแผลติดเชื้อจึงสูงขึ้นตามไปด้วยค่ะ
ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเป็นแผลง่าย
คนที่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์จัด หรือไม่รักษาความสะอาดร่างกาย ไม่ดูแลแผลถูกวิธี ทำงานบางอย่างที่อาจทำให้ได้แผลบ่อย ๆ จะเสี่ยงเป็นแผลอักเสบเป็นหนองค่ะ
ข้อแนะนำสำหรับคนกลุ่มเสี่ยงแผลอักเสบเป็นหนอง
เมื่อเป็นแผล แนะนำให้รีบทำความสะอาดแผล ทำแผลอย่างถูกวิธี ดูแลสุขอนามัย และพบคุณหมอทันทีถ้าแผลติดเชื้อค่ะ
แผลอักเสบเป็นหนอง หายเองได้ไหม?
สำหรับคำถามว่า แผลอักเสบเป็นหนอง หายเองได้ไหม? คำตอบคือ แผลอักเสบเป็นหนอง บางกรณีอาจหายเองได้ หากเป็นการติดเชื้อเล็กน้อยและร่างกายมีภูมิคุ้มกันแข็งแรง แต่โดยทั่วไป แผลอักเสบเป็นหนองไม่ควรปล่อยให้หายเอง เพราะมีความเสี่ยงที่เชื้อจะลุกลามหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
กรณีที่แผลขนาดเล็กและอาจหายได้เอง
สำหรับคนไข้ที่แผลมีขนาดเล็กและตื้น หนองไม่มาก ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวที่กดภูมิคุ้มกัน ดูแลแผลถูกวิธี เช่น ล้างแผลสม่ำเสมอ ปิดแผลสะอาด รวมถึงไม่มีอาการแผลติดเชื้อรุนแรง เช่น ไข้สูง ในกรณีนี้ร่างกายกำจัดเชื้อได้เองและแผลค่อย ๆ หายภายในไม่กี่วัน
กรณีแผลติดเชื้อรุนแรงที่ไม่ควรปล่อยไว้
สำหรับคนไข้ที่มีแผลอักเสบเป็นหนอง แล้วหนองมีปริมาณมาก หรือมีสีเขียวคล้ำ มีกลิ่นรุนแรง มีอาการ บวม แดง ร้อน ปวดมาก หรือรอยแดงลุกลาม มีไข้ หนาวสั่น หรือรู้สึกอ่อนเพลีย แผลอยู่ในบริเวณ เช่น ใบหน้า มือ เท้า หรือใกล้ข้อ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือใช้ยากดภูมิ ไม่ควรปล่อยให้แผลหายเอง แต่ควรไปพบคุณหมอให้ตรวจอาการ
แผลอักเสบเป็นหนอง กี่วันหาย?
ระยะเวลาการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับขนาดแผล ระดับการติดเชื้อ และสุขภาพของผู้ป่วย โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับหลักๆ ดังนี้ครับ
- แผลขนาดเล็ก (ติดเชื้อไม่รุนแรง) มักใช้เวลาฟื้นตัวประมาณ 5-10 วัน หากล้างแผลอย่างถูกต้อง อาการบวมแดงและปริมาณหนองจะค่อยๆ ลดลงภายใน 2-3 วันแรก
- แผลขนาดใหญ่ หรือมีหนองสะสมมาก อาจต้องใช้เวลารักษา 2-4 สัปดาห์ขึ้นไป หากแผลไม่แห้งหรือยังมีหนองซึม ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณากรีกระบายหนองและจ่ายยาปฏิชีวนะตรงจุด
- ผู้มีโรคประจำตัว หรือภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิ แผลอาจหายช้ากว่าปกติและใช้เวลานานหลายเดือน จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
สำหรับคำถามที่มักเจอบ่อยๆ ว่า แผลอักเสบเป็นหนอง เมื่อไหร่จะหายน๊าา? การดูแลรักษาจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ดังนี้นะคะ 1.การดูแลแผลอย่างถูกต้อง 2.สุขภาพโดยรวมของคนไข้ 3.โภชนาการที่ทานเข้าไป 4.การพักผ่อนที่เพียงพอ และ 5.โรคประจำตัวของแต่ละคน รวมถึงถ้าคนไข้เข้าพบคุณหมอ เพื่อรับการรักษาได้ก่อนเกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรง ก็จะช่วยรักษาอาการของแผลให้หายเร็วไวมากขึ้นค่ะ
สรุป แผลอักเสบเป็นหนองแล้วเกิดการติดเชื้อที่ไม่รุนแรง และคนไข้ได้ทำการดูแลอย่างถูกวิธีแล้ว อาการดังกล่าวจะหายได้ในช่วงระยะเวลา ประมาณ 1-2 สัปดาห์ค่ะ แต่สำหรับบาดแผลลึก และยังมีหนองมาก หรือผู้ป่วยมีโรคประจำตัว กว่าแผลจะหาย ก็อาจจะใช้ระยะเวลานานขึ้นกว่าคนทั่วๆ ไป ถึง 2-4 สัปดาห์ หรือคนไข้บางรายอาจใช้เวลามากกว่านั้น คนไข้ควรสังเกตอาการของตนเอง และเข้าพบปรึกษาคุณหมอ ถ้าพบว่าบาดแผลไม่ดีขึ้นค่ะ
ควรปิดแผลอักเสบเป็นหนองไหม?
โดยทั่วไปแล้ว คุณหมอจะแนะนำให้ผู้ป่วยปิดแผลด้วยผ้าก๊อซที่สะอาดค่ะ ห้ามใช้ผ้าก๊อซที่ไม่สะอาดนะคะ! เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่บริเวณแผล แถมยังช่วยให้แผลหายไวขึ้น การเปลี่ยนผ้าปิดแผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้แผลเกิดความชื้น ซึ่งหากบริเวณปากแผลมีความชื่นเกิดขึ้น จะทำให้เชื้อโรคบริเวณดังกล่าวเติบโตได้ง่ายมากๆ เลยค่ะ
ทำไมถึงควรปิดแผลอักเสบเป็นหนอง?
รู้ไหมคะว่า? การปิดแผลมีข้อดีมากมาย ทั้งช่วยป้องกันสิ่งสกปรกและเชื้อโรคจากภายนอกเข้าสู่แผล ลดความเสี่ยงติดเชื้อเพิ่มขึ้น ป้องกันแผลเสียดสีและบาดเจ็บซ้ำ ป้องกันไม่ให้หนองไหล และช่วยรักษาความชื้นที่เหมาะสม ทำให้เนื้อเยื่อใหม่สมานตัวได้ดี แผลหายเร็วขึ้นค่ะ
ปิดแผลยังไงให้ถูกวิธี ?
หลายคนคงอยากรู้ว่า เมื่อเป็นแผลแล้วต้องปิดแผลยังไงให้ถูกวิธี แนะนำว่าให้เริ่มจากล้างแผลด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ หรือ น้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ก่อนปิดแผล ใช้ผ้าก๊อซปลอดเชื้อ หรือ แผ่นปิดแผลที่ระบายอากาศได้ดี เปลี่ยนผ้าปิดแผล อย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง หรือทุกครั้งที่ผ้าชื้นหรือเปื้อน ทายาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะชนิดทา (ถ้าแพทย์สั่ง) ก่อนปิดแผลทุกครั้ง
กรณีที่อาจเปิดแผลได้บ้าง
• เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาดและไม่มีฝุ่น เช่น หลังล้างแผลใหม่ ๆ เพื่อให้แผล ระบายอากาศสั้น ๆ (ประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง)
• แต่ไม่ควรปล่อยแผลเปิดทิ้งไว้นาน โดยเฉพาะถ้าบริเวณนั้นเสี่ยงสัมผัสสิ่งสกปรก
หลังทำความสะอาดแผล ควรปิดด้วยผ้าก๊อซสะอาดที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและลดความเสี่ยงติดเชื้อเพิ่ม โดยควรเปลี่ยนผ้าปิดแผลสม่ำเสมอ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีหนองเพิ่มขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?
หากสังเกตพบสัญญาณเตือนต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
แผลอักเสบเป็นหนองติดเชื้อรุนแรง
สำหรับคนไข้ที่เป็นแผลแล้วมีไข้สูง หนาวสั่น อ่อนเพลีย รู้สึกปวดแผลมากขึ้นแม้จะดูแลเบื้องต้นแล้ว รอยแดง ลามออกจากขอบแผล หรือเป็นเส้นแดง หนองมีกลิ่นเหม็นรุนแรง หรือสีเขียวคล้ำ ควรไปพบคุณหมอค่ะ
แผลอักเสบเป็นหนองไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน
เมื่อเป็นแผลแล้วมีอาการบวม แดง หรือหนอง ไม่ลดลง หลังจากล้างแผลและดูแลเอง แผลอักเสบเป็นหนองมีแนวโน้มลุกลามหรือมีหนองเพิ่มขึ้น แนะนำให้คนไข้รีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาค่ะ
แผลอักเสบเป็นหนองขนาดใหญ่หรืออยู่จุดเสี่ยง
แผลเกิดจาก อุบัติเหตุรุนแรง หรือสัตว์กัด แผลใกล้ ดวงตา มือ เท้า หรือข้อต่อ ซึ่งเสี่ยงการแพร่กระจายของเชื้อ มีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในแผล เช่น เศษแก้ว เศษไม้ ที่ไม่สามารถเอาออกได้ค่ะ
ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันต่ำ
สำหรับคนไข้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือ คนที่มีปัญหาเรื่องการไหลเวียนเลือด ผู้ที่ใช้ ยากดภูมิคุ้มกัน หรือมีโรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น HIV ผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก
อาการบ่งชี้ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
- การติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด หายใจเร็ว หอบ หัวใจเต้นเร็ว หรือความดันโลหิตต่ำ
- การติดเชื้อลึกถึงชั้นกระดูก ปวดลึกบริเวณกระดูกเรื้อรัง และมีอาการบวมแดงรุนแรง
หากแผลอักเสบเป็นหนองมีอาการรุนแรง ไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน หรือเกิดในกลุ่มเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อประเมินการระบายหนอง จ่ายยาปฏิชีวนะ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตครับ
วิธีป้องกันไม่ให้แผลเกิดการอักเสบ
ความจริงแล้วการไม่เป็นแผลอักเสบเป็นหนอง เป็นวิธีที่ดีสำหรับลดความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนและแผลเป็น ขอแนะนำแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดแผลอักเสบเป็นหนอง โดยควรใส่ใจตั้งแต่การดูแลผิวหนังจนถึงการดูแลสุขภาพร่างกาย ดังนี้ค่ะ
วิธีที่ 1 ดูแลความสะอาดผิวหนังและร่างกาย
คนเราควรอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทุกวัน โดยใช้สบู่อ่อนและน้ำสะอาด รักษาผิวให้ชุ่มชื้น ลดการแตกหรือแห้งลอกที่ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ผิวได้ง่าย
วิธีที่ 2 ระวังการเกิดบาดแผล
แนะนำสวมรองเท้าและถุงมือเสมอ เมื่อต้องทำงานที่เสี่ยงเกิดบาดแผล เช่น งานสวน งานก่อสร้าง ใช้อุปกรณ์ป้องกันเมื่อเล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมที่อาจเกิดการขีดข่วน
วิธีที่ 3 การดูแลบาดแผลทันทีเมื่อเกิด
เมื่อเป็นแผล ให้ล้างแผลทันที ด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) ทำความสะอาดสิ่งสกปรกหรือเศษดิน ฝุ่น ให้หมด ทายาฆ่าเชื้อหรือยาทำแผล ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาด หรือแผ่นปิดแผลที่ระบายอากาศได้ เปลี่ยนผ้าปิดแผลเมื่อเปียกหรือสกปรก และหมั่นสังเกตอาการบวมแดง
วิธีที่ 4 รักษาสุขภาพและเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย
รับประทานอาหารที่มีโปรตีน วิตามินซี และสังกะสี (Zinc) เพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน) เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อซ้ำ
วิธีที่ 5 หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้แผลหายช้า
งดการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากส่งผลให้กระบวนการสมานแผลช้าลง รวมถึงห้ามเกา บีบ หรือแกะสะเก็ดแผลโดยเด็ดขาด เพราะจะเป็นการนำเชื้อโรคภายนอกเข้าสู่บาดแผลโดยตรง
วิธีที่ 6 หมั่นสังเกตความผิดปกติของบาดแผล
คอยสังเกตบริเวณขอบแผลอยู่เสมอ หากแผลเริ่มบวม แดง ปวดมากขึ้น มีน้ำเหลืองหรือหนองเพิ่มขึ้นภายใน 1-2 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง
รอยแผลเป็นจากแผลอักเสบเป็นหนอง
เมื่อแผลอักเสบเป็นหนองหายแล้ว บางคนอาจเกิดรอยแผลเป็นได้ค่ะ ซึ่งลักษณะของรอยแผลเป็นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อ วิธีดูแลแผล และสภาพผิวของแต่ละคน
ลักษณะของรอยแผลเป็นที่พบบ่อย
ประเภทที่ 1 รอยแผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar)
เป็นรอยนูนแดง เกิดจากการสร้างคอลลาเจนมากเกินไปในช่วงการสมานแผล ส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณที่เป็นแผล
ประเภทที่ 2 แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid)
เป็นแผลเป็นที่คล้ายรอยนูนแต่ลุกลามเกินขอบแผลเดิม อาจมีอาการคัน เจ็บ หรือรู้สึกตึงผิวหนัง คนที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นคีลอยด์ มักจะเสี่ยงด้วยค่ะ
ประเภทที่ 3 รอยแผลเป็นแบบหลุม (Atrophic Scar)
เป็นรอยแผลเป็นเกิดจากเนื้อเยื่อใต้ผิวถูกทำลาย จนเกิดรอยบุ๋ม คล้ายรอยหลุมสิว โดยเฉพาะคนที่เป็นอักเสบมีหนองลึก
ประเภทที่ 4 รอยแผลเป็นราบ (Flat Scar)
เป็นรอยแผลเป็นที่มีลักษณะเรียบสีคล้ำหรือจางกว่าผิวปกติ พบได้บ่อยในคนที่แผลหายดี แต่ว่าผิวมีการเปลี่ยนสี
ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดรอยแผลเป็น
• ขนาดและความลึกของแผล แผลใหญ่หรือลึกยิ่งเสี่ยงเกิดรอยมาก
• การติดเชื้อรุนแรง การอักเสบมากทำลายเนื้อเยื่อและเพิ่มการสร้างคอลลาเจนผิดปกติ
• การดูแลแผลไม่ถูกวิธี เกาหรือแกะสะเก็ดแผลบ่อย ๆ
• พันธุกรรมและสีผิว คนผิวเข้มมีแนวโน้มเกิดคีลอยด์มากกว่าคนผิวขาว
การป้องกันและลดรอยแผลเป็นทำอย่างไรดี ?
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดรอยแผลเป็นง่าย ๆ เริ่มจากดูแลแผลอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก ล้างแผล ปิดแผล และสังเกตอาการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงการแกะสะเก็ดแผล เพราะจะทำให้รอยลึกขึ้น ใช้เจลซิลิโคนหรือแผ่นซิลิโคน ช่วยลดการเกิดรอยนูน (ควรใช้หลังแผลปิดสนิท) ทาครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของวิตามินอี สารสกัดหัวหอม หรือ คอลลาเจน ช่วยปรับสภาพผิว และทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป เพื่อลดรอยคล้ำ
รู้ไหมคะว่า จริง ๆ แล้ว รอยแผลเป็นจากพวกแผลอักเสบติดเชื้อเนี่ย มีได้หลายรูปแบบเลยนะ ตั้งแต่รอยแผลเป็นราบธรรมดา รอยแผลเป็นนูน แผลเป็นคีลอยด์ ไปจนถึงรอยแผลเป็นหลุมลึกเลย ซึ่งมันขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแผลที่ติดเชื้อและการดูแลของเราตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ค่ะ
การป้องกันรอยแผลเป็นที่ดีที่สุด คือการทำความสะอาดและดูแลบาดแผลอย่างถูกต้อง ตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบจนเป็นหนอง สำหรับผู้ที่มีปัญหารอยแผลเป็นเด่นชัด การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางจะช่วยให้ได้รับการประเมินและเลือกนวัตกรรมการรักษาที่ตรงจุดที่สุดครับ
รอยแผลเป็นจากแผลอักเสบเป็นหนอง รักษายังไงดี?
ความจริงแล้ว รอยแผลเป็นจากแผลอักเสบเป็นหนอง อาจมีหลายลักษณะ เช่น รอยแผลเป็นนูน คีลอยด์ รอยแผลเป็นหลุม การเลือกวิธีลดรอยแผลเป็น จึงขึ้นอยู่กับประเภทแผลเป็น ความรุนแรงของรอยแผลเป็น รวมไปถึงสภาพผิวของแต่ละคน โดยคุณหมอขอแนะนำดังนี้ค่ะ
การดูแลเบื้องต้นด้วยตัวเอง
เหมาะสำหรับรอยแผลเป็นใหม่หรือรอยแผลเป็นไม่รุนแรง
สำหรับคนไข้ ถ้าอยากให้รอยแผลหายไว ๆ คุณหมอแนะนำ 3 สเต็ปนี้เลยน้า อย่างแรก คือ ลองหา เจลหรือแผ่นซิลิโคน (Silicone gel/sheet) มาใช้นะคะ ตัวนี้จะช่วยกดไม่ให้แผลนูน ปรับผิวให้เรียบเนียนขึ้น แต่ต้องรอให้แผลแห้งปิดสนิทก่อนค่อยแปะนะคะต่อมาก็เสริมด้วย ครีมหรือเจลลดรอยแผลเป็น กลุ่มที่มีสารสกัดหัวหอม วิตามินอี เซนเทลล่าเอเชียติกา หรือสารอัลลันโทอินค่ะ พวกนี้จะช่วยเร่งให้รอยดำรอยแดงดูจางลงไวมากค่ะ และสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือต้อง ทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป ทุกวันนะคะ ผิวตรงปากแผลจะได้ไม่คล้ำ หรือสีผิวตกกระเวลาโดนแดดค่ะคนดี
การรักษาแผลเป็นด้วยวิธีทางการแพทย์
สำหรับวิธีทางการแพทย์นี้นะคะ คุณหมอแนะนำเลยค่ะ ว่าเหมาะมากๆ กับคนไข้ที่มีรอยแผลเป็นค่อนข้างชัด หรือเป็นปัญหาผิวที่ลึกและรุนแรงนิดนึง จนเราไม่สามารถดูแลรักษาด้วยตัวเองที่บ้านได้ค่ะ ให้หมอช่วยดูแลแบบตรงจุดดีกว่านะคะ
วิธีลดรอยแผลเป็นนูนและคีลอยด์
- ฉีดสเตียรอยด์ลดการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้เนื้อแผลที่นูนยุบตัวลง พร้อมบรรเทาอาการคันและเจ็บ
- ทำเลเซอร์ปรับสภาพผิว เลือกใช้ Pulsed Dye Laser หรือ Fractional CO2 Laser เพื่อเกลี่ยผิวให้เรียบเนียนสม่ำเสมอ
แนวทางรักษาแผลเป็นหลุม
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำ Microneedling หรือ Dermaroller เพื่อเร่งการฟื้นฟูเนื้อเยื่อใต้ชั้นผิว
- เลาะพังผืดใต้รอยแผล (Subcision) ใช้เข็มตัดพังผืดที่ดึงรั้งหลุมแผล ช่วยให้ชั้นผิวที่จมตื้นขึ้นและเรียบเนียนขึ้น
- ยิงเลเซอร์เฉพาะจุด ใช้ Fractional CO2 หรือ RF Microneedling ลงลึกถึงชั้น Dermis เพื่อรีโมเดลชั้นผิวใหม่
วิธีลดรอยดำและแผลเป็นชนิดราบ
- ทาครีมบำรุงเข้มข้น ตัวยาที่มีส่วนผสมของ วิตามินซี หรือ Niacinamide จะช่วยเร่งผลัดเซลล์ผิวหมองคล้ำ
- สลายเม็ดสีด้วยเลเซอร์ ใช้ Q-Switched Laser หรือ IPL ช่วยลดรอยค้ำเฉพาะจุดให้จางลงอย่างรวดเร็ว
การศัลยกรรมตกแต่งรอยแผลเป็น
สำหรับคนไข้ที่มีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่หรือรอยคีลอยด์ที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล อาจใช้การผ่าตัดเลาะรอยแผลเป็นร่วมกับการฉีดสเตียรอยด์ หรือการฉายรังสีป้องกันการกลับเป็นซ้ำค่ะ
การดูแลเสริมเพื่อป้องกันรอยแผลเป็นใหม่
สำหรับคนไข้ที่มีรอยแผลเป็น หรือรักษาให้ดูจางลง ไม่ควรเพิ่มรอยแผลเป็นใหม่ แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการเกา แกะ หรือบีบสะเก็ดแผล รักษาความชุ่มชื้นของผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ ควบคุมโรคประจำตัวไม่ให้กำเริบหนัก เช่น เบาหวาน เพื่อให้แผลสมานตัวปกติ
การรักษาแผลเป็นจากแผลอักเสบมีหลากหลายวิธี ตั้งแต่การทายาเฉพาะจุด ไปจนถึงหัตถการทางการแพทย์ เช่น เลเซอร์ ฉีดสเตียรอยด์ หรือ Microneedling ทั้งนี้ การประเมินสภาพผิวโดยแพทย์จะช่วยให้เลือกแนวทางการรักษาได้ตรงจุดที่สุด
แผลอักเสบเป็นหนอง ห้ามกินอะไร?
แม้ไม่มีอาหารที่ทำให้เกิดแผลเป็นโดยตรง แต่อาหารบางประเภทอาจกระตุ้นการอักเสบและชะลอกระบวนการสมานแผล ได้แก่
- อาหารหวานและน้ำตาลสูง เช่น ขนมหวาน น้ำอัดลม น้ำตาลที่สูงในเลือดจะรบกวนการทำงานของเม็ดเลือดขาวและชะลอการสร้างคอลลาเจน
- ของทอดและฟาสต์ฟู้ด อาหารที่มีไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัวสูง จะส่งผลให้เกิดการอักเสบสะสมในร่างกาย
- อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีปริมาณโซเดียมและสารปรุงแต่งสูง ซึ่งส่งผลต่อการฟื้นฟูของบาดแผล
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะมีแผลค่ะ เพราะจะลดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี เพิ่มความเสี่ยงให้แผลติดเชื้อและเกิดรอยแผลเป็น
การสูบบุหรี่ (แม้ไม่ใช่อาหารแต่ควรระวัง)
นิโคตินลดการไหลเวียนเลือดที่ผิวหนัง ชะลอการสมานแผลและเพิ่มความเสี่ยงการเกิดรอยแผลเป็นหนา
อาหารที่กระตุ้นการอักเสบของแผล
คุณหมอไม่แนะนำให้กินอาหารรสจัด เผ็ดจัด หรืออาหารที่ตัวเองแพ้ เช่น อาหารทะเล เพราะแม้ไม่ได้ทำให้เกิดรอยแผลเป็นโดยตรง แต่ทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดแผลเป็นมากขึ้นได้ค่ะ
เคล็ดลับให้แผลอักเสบเป็นหนองหายเร็ว
• เลือกกินอาหารที่มี โปรตีนสูง (เช่น ปลา ไก่ ไข่ เต้าหู้) เพื่อสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใหม่
• เพิ่ม ผักผลไม้สด วิตามินซี และสังกะสี ช่วยสมานแผลและลดรอยแผลเป็น เช่น ส้ม ฝรั่ง บรอกโคลี
• ดื่มน้ำสะอาดเพียงพอเพื่อให้ผิวชุ่มชื้นและฟื้นตัวเร็วขึ้น
สรุป แนวทางการดูแลแผลอักเสบเป็นหนอง
แผลอักเสบเป็นหนองแม้จะเริ่มจากบาดแผลขนาดเล็ก แต่หากได้รับการดูแลไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การติดเชื้อลุกลามและภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ การทำความสะอาดแผลอย่างถูกวิธี การใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และการรักษาความสะอาดรอบบาดแผล จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้แผลสมานตัวได้เร็วขึ้น พร้อมลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็นในอนาคต
นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ควบคุมโรคประจำตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดบาดแผล จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้พร้อมต่อสู้กับการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ลิงก์อ้างอิงทางการแพทย์:
- National Center for Biotechnology Information (NCBI): Wound Infection and Purulent Drainage
- Healthline: Purulent Drainage: Definition, Complications, and Treatment
- Cleveland Clinic: What Is Purulent Drainage? Treating an Infected Wound
- Medical News Today: Purulent drainage: Causes, symptoms, and treatments
* เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
แนะนำให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ
เพื่อความชัวร์และได้สิทธิ์ที่คุ้มที่สุดค่ะ